รีวิว Weathering With You ฤดูฝัน ฉันมีเธอ ผลงานของ อ. มาโกโตะ ชิงไก

รีวิว Weathering With You ฤดูฝัน ฉันมีเธอ

Weathering With You ผลงานล่าสุดของ อ. มาโกโตะ ชิงไก ที่สานต่อความสำเร็จต่อจาก YOURNAME หลับตาฝัน ถึงชื่อเธอ เมื่อปี 2016 สู่ WEATHERING WITH YOU ฤดูฝัน ฉันมีเธอ ในปี 2019 ผมรู้ว่างานนี้มันเป็นงานที่กดดันมาก ๆ เพราภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่งจะทำเสร็จเพียงไม่ถึงอาทิตย์ก่อนฉายเอง ซึ่งรอบนี้งานที่เปี่ยมด้วยความงดงาม และลายเซ็นเดิมจะเสริมให้ เรื่องนี้เป็นมาสเตอร์พีชอีกชิ้นได้มั้ย ก่อนอื่นอ่านเรื่องย่อกันก่อนที่เราจะมาแกะรอยหนังไปพร้อม ๆ กัน

 

บอกเล่าถึง โมริชิมะ โฮดากะ เด็กนักเรียนมัธยมปลายที่หนีจากโตเกียวมาแสวงหาโชคในโตเกียวที่โอกาสดูจะริบหรี่เต็มทน แต่เขาก็โชคดีที่ได้พบกับสุกะ เจ้าของสำนักพิมพ์วารสารสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติ และ นัตซึมิ หญิงสาวที่อยู่ด้วย คอยช่วยเหลือ

ในขณะเดียวกันในเมืองนั้นก็เต็มไปด้วยปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่ทำให้ฝนตกอยู่ตลอดเวลา แต่โฮดากะก็ได้พบกับ อามาโนะ ฮินะ หญิงสาวแสนสดใสและน่ารักที่มีความมหัศจรรย์ที่สามารถทำให้ท้องฟ้าแจ่มใสได้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงเปรียบเสมือนแสงตะวันที่สาดส่องให้กัน ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส

 

มาโกโตะเลือกที่จะเล่าเรื่องแบบเส้นตรง ไม่ดูยากจนต้องคิดตามหลายรอบ เรียงลำดับเรื่องอย่างเรียบง่ายผสมผสานแฟนตาซี วิทยาศาสตร์พื้นฐาน และตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่นที่เข้าถึงง่าย ในทุก ๆ ฉากมีความหมาย ทั้งการกระทำของตัวละครที่ต้องผ่านการเติบโตหรือแม้แต่ธรรมชาติเอง แต่สิ่งที่ได้รับการต่อยอดจากผลงานก่อน ๆ คือ การให้ความสำคัญกับตัวละครและแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเอก

ทั้งลักษณะนิสัยที่มีสีสันให้กับเรื่อง ซึ่งอาจจะยังไม่สมบูรณ์มากนัก เพราะหนังยังต้องให้ความสำคัญกับตัวเอกหลัก ๆ อยู่ตามธรรมเนียม แต่ยังไงก็ตามนี่น่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ดูง่ายที่สุดของชิงไก อาจจะขาดความละเอียดอ่อนไปบ้าง จากการที่ภาพยนตร์ต้องเล่าเรื่องอย่างรวบรัดในบางช่วง จนลืมขยี้ช่วงสำคัญ ซึ่งก็แล้วแต่คนดูว่าจะดื่มด่ำกับเนื้อเรื่องมากแคไหน

เรื่องนี้ทำให้อดนึกถึง The Garden Of The Words หรือ ยามสายฝนโปรยปราย ผลงานของแกก่อนหน้าไม่ได้เลย เพราะพูดถึงฝนและการเติบโตผ่านตัวละครต่างวัย แต่เรื่องนี้เข้มข้นกว่าโดยการทิ้งประเด็นสำคัญ ทั้งการดิ้นรน การหนีออกจากที่ ๆ เคยเป็น การแบกความรับผิดชอบไว้ การพยายามเป็นผู้ใหญ่ที่มีความหมาย

และโชคชะตาที่เปี่ยมไปด้วยสิ่งที่เหนือกว่าความเข้าใจ ให้เกิดเป็นเรื่องราวที่ทั้งมหัศจรรย์ แต่ในขนาดเดียวกันก็จริงจนสะอึกอยู่หลายครั้ง ว่า เราเป็นแบบที่ตัวละครไหนเป็นกันแน่นะ เรียกได้ว่าเป็นงานทะเยอทะยานอีกหนึ่งงานของชิงไก ซึ่งถือเป็นดาบสองคม เพราะถ้าหากไม่สามารถเก็บรายละเอียดประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ได้ก็อาจทำให้ไม่สามารถเข้าใจการกระทำของตัวละครได้เลย ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังทั้งหมด ล้วนมีเหตุผลที่รองรับต่อการกระทำนั้น ๆ

ภาพสวยยกระดับไปอีกขั้นสมกับผลงาน เราจะได้เห็นโตเกียวในทุกอิริยาบถราวกับเป็นตัวละครหลักอีกตัวของเรื่อง ควบคู่กับท้องฟ้าที่สวยงาม หยดน้ำจากฝนที่ตกลงมา รูปลักษณ์ของฟ้าผ่า หิมะที่ร่วงอย่างช้า ๆ ทุกอย่างมันสวยจนเกินจริงไปในบางช่วง แต่ผมว่านี่ล่ะเอกลักษณ์ของงานแก

ซึ่งผมไม่เห็นส่วนที่อาจจะเผาของแกนะ เพราะมัวแต่ละลานตาอยู่กับสภาพเมืองโตเกียว ที่เหมือนจำลองมาจากชีวิตจริงของคนที่นั่นเลย สถานที่ทุกอย่างใกล้เคียงกับความจริง ฉากแลนด์มาร์ก และโฆษณามาเพียบ ซึ่งก็ไม่ได้ขัดตาแต่อย่างใด อาจเพราะเป็นเรื่องธรรมดาของภาพยนตร์ที่จะต้องมีโฆษณาแฝงอยู่ด้วย แต่นอกเหนือจากนั้น ยังเป็นปัญหาการตัดต่อที่ไม่สมูทและมีเดดแอร์จนขัดอารมณ์หนังไป

ถ้าใครตามอ่านบทความเกี่ยวกับวงแรดวิมส์ของผมจะทราบว่า ชิงไกนั้นเป็นแฟนคลับของวงนี้ และได้ให้กำกับดนตรีประกอบ และเพลงประกอบในภาพยนตร์นี้ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าบทเพลงห้าเพลงที่ผมได้เคยแปลไว้ ก็เข้ามามีบทบาทในหนังเช่นกัน ซึ่งเพลงชูหลักของภาพยนตร์นี้มีอยู่สองเพลงคือ 愛にできることはまだあるかい (Ai ni dekirukoto wa mada arukai) – ยังมีสิ่งใดที่รักนั้นพอทำได้อีกบ้างไหม และ 大丈夫 (Daijoubu) – ไม่เป็นไร ต่างก็ทำหน้าที่ในการสร้างอารมณ์ร่วมได้ดี

แต่ทว่าในบางครั้ง บางเพลงก็ถูกกดทับด้วยจังหวะหนังที่ผิดคาดไปบ้าง ซ้ำไปบ้างไม่ค่อยหลากหลาย จนดูไม่สำคัญกับเนื้อเรื่อง ซึ่งหากใครไม่ชอบตรงนี้ก็ไม่แปลกใจครับ แต่ถ้าเข้าใจเพลง มันจะช่วยให้รับรู้ถึงความรู้สึกของตัวละครที่กำลังเป็นอยู่ด้วย ในส่วนของเสียงอื่น ๆ ก็อยู่ในขั้นดี สมจริง เสียงต่าง ๆ นี่ก็กระหึ่มเลย เสียงฝน เสียงฟ้า เสียงรถรา เสียงผู้คนจ้อกแจ้ก บ่งบอกถึงการใส่ใจในรายละเอียดของชิงไกได้เป็นอย่างดี

หนังใช้ ฝน แทนการเล่าเรื่องความเทาของสังคมโตเกียว ร้านต่าง ๆ ธุรกิจสีเทาที่มีอยู่ทั่ว การกระทำของตัวละครบางเรื่องที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ก็มีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ฮีโร่ที่ออกมาจากในภาพยนตร์ แต่แค่อยากจะเอาตัวรอดจากสภาพแวดล้อมที่มันบิดเบี้ยวของโลกใบนี้ก็แค่นั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้จะตั้งคำถามกับคนดูว่า จะเลือกทำตามชะตา หรือ จะฝืนชะตา จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีความหวัง หรือถอดใจต่อความฝัน เหมือนที่เพลงของแรดวิมส์พร่ำบอกในฉากสำคัญของเรื่อง

 

บาคาร่า