รีวิวหนัง Exodus – เอ็กโซดัส ก็อดส์ แอนด์ คิงส์ จากพระคัมภีร์ สู่ จอภาพยนตร์

EXODUS จากพระคัมภีร์สู่จอภาพยนตร์ ครั้งก่อนคริสตกาลชาวยิวก่อนจะรวมชาติและถูกขนานนามว่าเป็นชาวอิสราเอล พวกเขาจำนวนมากถูกต้อนไปเป็นทาสในอียิปต์ ถูกใช้แรงงานและทารุณกรรมอย่างโหดร้ายเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน แต่ถึงกระนั้นชาวยิวก็ไม่ได้ละทิ้งศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า

How to Read Exodus Theologically - Credo Magazine

และสุดท้ายพระเจ้าก็ไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขา พระเจ้าได้สื่อสารและมอบหมายให้โมเสสกอบกู้ชนชาติยิวขึ้นมาจากการกดขี่ทรมานของชาวอียิปต์ และได้มอบอำนาจผ่านไม้เท้าเลี้ยงแกะให้โมเสสแสดงอัศจรรย์หลายประการ ทำให้โมเสสพาชาวยิวอพยพออกจากฝั่งอียิปต์กลับไปยังคานาอันดินแดนมาตุภูมิจนสำเร็จ โดยใช้เวลากว่าสี่สิบปี

 

เมื่อเรื่องราวตามหน้าประวัติศาสตร์ถูกตีแผ่และขยายความขึ้นมาเป็นอภิมหาภาพยนตร์ที่กำกับโดย ริดเลย์ สก็อตต์(ผู้ซึ่งเคยกำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตุ๊กตาทองอย่างกลาดิเอเตอร์มาแล้ว หรือสร้างภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำอย่างคิมดอม ออฟ เฮเว่นที่ตีแผ่ประวัติศาสตร์การถือครองพื้นที่กรุงเยรูซาเล็มในประวัติศาสตร์โลกได้อย่างน่าชื่นชม) บอกได้ตั้งแต่ก่อนเข้าชมว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมมากๆที่สุดอีกเรื่องหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งคำกล่าวนี้ก็ไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใดหลังจากที่ได้เข้าชม….

 

“สมบูรณ์แบบ และไร้ที่ติ”

 

คงเป็นคำที่เหมาะสมที่สุดหากจะให้จำกัดความสั้นๆให้กับการกำกับภาพยนตร์ของคุณปู่ ริดเล่ย์ สก็อตต์วัย77ปี ผู้ที่สร้างตำนานให้กับวงการภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องอาทิกลาดิเอเตอร์(ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมAcademy Awards) คิงดอม ออฟ เฮเว่น , เอเลี่ยน , โพรมิธิอุส ซึ่งภาพยนตร์หลายๆเรื่องของริดเล่ย์มักจะนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับความเชื่อในพระเจ้าหรือผู้ที่สร้างมนุษย์ขึ้นมาคือใคร ซึ่งในเรื่อง Exodus นี้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับความศรัทธาต่อพระเจ้าของชนชาติยิวและอิยิปต์ในยุคประวัติศาสตร์ ผ่านเรื่องราวการกอบกู้ชนชาติยิวของโมเสสที่ทำตามคำแนะนำของพระเจ้าแห่งชนชาติยิว(ภายหลังเป็นพระเจ้าตามความเชื่อของศาสนายูดาย คริสต์และอิสลาม) และการเคารพในสถาบันกษัตริย์ของอิยิปต์ซึ่งเสมอเหมือนกับพระเจ้าหรือระบอบเทวราชานั่นเอง สองความเชื่อของสองชนชาติถูกนำเสนอไว้อย่างแนบเนียนในท้องเรื่องตามประวัติศาสตร์ ซึ่งถ่ายทอดออกมาเชิงแอคชั่น ดราม่าได้อย่างน่าลุ้นระทึกชวนติดตาม มีการสอดแทรกสัญลักษณ์ความหมายต่างๆได้อย่างลึกซึ้งทั้งเนื้อความตามพระคัมภีร์(สำหรับผู้ที่ทราบเนื้อหาตามพระคัมภีร์อยู่แล้วจะสังเกตเห็น) การตีความหมายของพระเจ้า ความเชื่อถือและศรัทธาในพระเจ้า อภินิหารต่างๆถูกตีความให้สมจริงมากขึ้น ความในเหล่านี้ถูกใช้การแสดงและการแทนค่าสัญลักษณ์ผ่านบทภาพยนตร์ใช้ในการเล่าเรื่องอย่างประณีตเรียบร้อยตามประสบการณ์ของปู่ที่สั่งสมมาซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ(สำหรับภาพยนตร์หลายๆเรื่องของปู่ริดเล่ย์)

 

โมเสสในเรื่องนี้นำแสดงโดย คริสเตียน แบลล์(แบทแมนไตรภาค,เดอะเพรสทิจ) จากเจ้าชายแห่งอิยิปต์สู่การถูกเนรเทศโดยคำสั่งของกษัตริย์แห่งอิยิปต์ที่เป็นเสมือนพี่ชายของตนเอง จากแม่ทัพผู้มีอำนาจล้นฟ้าสู่ชายเร่ร่อนพเนจร คริสเตียนสื่อสารออกมาได้อย่างเฉียบคม แม้บทในเรื่องนี้ไม่อาจส่งเสริมให้คริสเตียนแสดงอารมณ์ได้เต็มที่ด้วยองค์ประกอบอื่นๆที่โดดเด่นไม่แพ้การแสดง แต่คริสเตียนก็สามารถนำพาอารมณ์และความคิดของโมเสสจากฉากใหญ่ๆพามาสู่ผู้ชมได้อย่างมีพลัง ทั้งอารมณ์ ทักษะฝีมือการสู้รบ ความเชื่อของโมเสสต่อเรื่องของพระเจ้า การเปลี่ยนแปลง การตัดสินใจ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำพาผู้ชมรับรู้เรื่องราวแทบทั้งหมดผ่านโมเสส และคริสเตียนทำได้อย่างอยู่หมัด ส่วนการแสดงของ โจเอล เอ็ดการ์ตัน (เดอะเกรทแกสบี้,วาริเอ้อร์)

ในบทกษัตริย์ราเมเซสพี่ชายของโมเสสที่ภายหลังได้ออกคำสั่งเนรเทศโมเสสออกจากอียิปต์ไปยังถิ่นทุรกันดาร แม้ได้รับบทที่โดดเด่น แต่ในฉากใหญ่ๆหรือการแสดงร่วมกับองค์ประกอบต่างๆเราไม่เห็นการแสดงออกถึงพลังที่จะควบคุมฉากหรือส่งอารมณ์ได้สักเท่าไหร่นัก

ไม่ว่าจะเป็นฉากออกรบ ฉากออกว่าราชการ พลังของการแสดงยังไม่ใหญ่พอที่จะบังคับอารมณ์ของฉากนั้นๆ และไม่ปรากฏเด่นชัดถึงอารมณ์ความรู้สึกที่ราเมเซสมีต่อโมเสส ไม่ว่าจะเป็นตอนห่วงใย หวาดระแวง จนถึงเคียดแค้น นอกจากนี้ยังมีนักแสดงรุ่นใหญ่และนักแสดงต่างชาติร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้มากมาย อาทิ เบน คิงสลี่ย์ (อูโก้,ชัตเตอร์ไอแลนด์) ซิกอร์นี่ย์ เวฟเวอร์ (เอเลี่ยน,อวต้าร์) แต่ก็ไม่ได้รับบทบาทโดดเด่นอะไรมากนัก เสมือนหนึ่งเครื่องประดับแพงๆสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่มา