รีวิวหนัง Divergent ไดเวอร์เจนท์ คนแยกโลก มนุษย์ในโลกอนาคต

Divergent

รีวิวหนัง Divergent จัดได้ว่าเป็นหนังที่สร้างมาจากนิยายอีกเรื่อง ที่หลายคนให้การเก็งไว้ตั้งแต่เริ่มว่ามันจะเป็น ฮังเกอร์ เกมส์ เรื่องต่อไป สำหรับ Divergent ที่ในตอนนี้ภาคแรกก็ได้เข้าฉายในบ้านเราเป็นเรียบร้อย ก่อนที่ไม่กี่ปีให้หลังจะตามมาด้วยภาค 2 และ 3 ตามในนิยายต้นฉบับนั่นเอง

ไดเวอร์เจนท์ คนแยกโลก ถ่ายทอดเรื่องราวของมนุษย์ในโลกอนาคตที่ถูกแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มตามทักษะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ได้แก่ “กลุ่มผู้ปกครอง” (Abnegation-แอบเนเกชั่น) “กลุ่มรักสันติ” (Amity-อะมิตี้) “กลุ่มทรงปัญญา” (Erudite-อีรูไดท์) “กลุ่มผู้คุมกฎ” (Candor-แคนเดอร์) และ “กลุ่มผู้กล้า” (Dauntless-ดอนท์เลส)

แต่ละกลุ่มสามารถมีบทบาทในการสร้างสมดุลระหว่างความสงบสุขของโลกอนาคต ใครก็ตามที่อายุครบ 16 ปีจะต้องใช้เวลา “ทดสอบทักษะ” เพื่อตัดสินว่าเขาเหมาะกับการทดสอบชีวิตจริง ๆ กับกลุ่มใดรวมถึงเบียทริซเพียร์หรือทรีซรอเด็กสาวพวกเขาเติบโตมาในกลุ่มพ่อแม่ และเข้าสอบเมื่ออายุ 16 ปี แต่ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าผลลัพธ์ของเธอน่าตกใจ เพราะเธอสามารถอยู่ร่วมกับกลุ่มต่างๆได้ถึง 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ปกครองผู้กล้าและผู้มีปัญญา บุคคลดังกล่าวจะถูกเรียกว่า “แตกต่าง” และถือว่าเป็นบุคคลอันตรายต่อโลกเนื่องจากความสามารถที่โดดเด่นของพวกเขาสามารถทำร้ายผู้อื่นและอาจแทรกซึมและก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายในกลุ่มต่างๆ ใครเป็นผู้วางแผนความลับเพื่อยึดอำนาจของทุกกลุ่มดังนั้นต้องการกำจัดความแตกต่างที่อันตรายเช่นเธอ Triz และนักสู้รุ่นเยาว์ทั้งสี่จากกลุ่ม Brave Group เราต้องเผชิญหน้ากับการล่าสัตว์ในขณะที่ปกป้องมนุษย์

หนังกำกับโดย นีล เบอร์เกอร์ ที่เราคงพอรู้จักกันมาบ้างกับหนังยาเพ้อใน Limitless และหนังนักมายากล The Illusionist โดยการที่เขาถูกเลือกให้มากำกับ จัดได้ว่าเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างแปลกประหลาดแต่ก็น่าท้าทาย เช่นเดียวกับ ฮังเกอร์ เกมส์ 2 เลือก ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ มากำกับ เพราะเนื่องด้วยสไตล์งานเก่าและการจับหนังแนวนวนิยายครั้งแรก จึงทำให้หลายคนประหม่าถึงฝีมือของผู้กำกับอยู่พอสมควร และเมื่อหนังได้ออกฉายก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ

เพราะโดยส่วนตัวถึงแม้ผมจะยังไม่อ่านหนังสือต้นฉบับของเรื่องนี้มาก่อน แต่จากการวางดีเทลทั้งหลายของหนังไม่ว่าจะเป็น การแยกกลุ่มทั้ง 5, ผลพวงของสงคราม, การเมือง และ การเลือกชะตา ของตนเอง สามารถปูบทเข้ามาได้แบบเป็นวัตถุดิบชั้นดี พอที่จะเป็น The Hunger Games เรื่องต่อไปได้เลย

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ผู้กำกับ นีล เบอร์เกอร์ ถึงเลือกจะปูเรื่องพวกนั้นมาในตอนต้น และหลังจากนั้นก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันอีกเลย และนั่นดูเหมือนจะเป็นข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวงจากหนัง เมื่อหลังจากนั้นมันก็เริ่มวนเข้าลูปเดิมกับหนังที่สร้างนิยาย คือการเน้นเรื่องราวไปที่ ความรัก และ การต่อสู้ ซึ่งทั้งที่จริงแล้วตัวหนังก็ไม่ได้เรียกร้องหรือว่าต้องมี ฉากรักโรแมนติค เลย แถมหนำซ้ำจากการอธิบายถึงสรรพคุณ และ การขัดแย้งของกลุ่มทั้ง 5 ในหนังก็พอที่จะทำให้มันเป็นต่อสู้กันของ ชนชั้น และ สิทธิมนุษย์ได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้นถ้าหากคุณหวังที่จะได้ดูหนังจากนิยายที่เข้มข้นสไตล์ ฮังเกอร์ เกมส์ คุณก็อาจจะไม่ได้มัน]

แต่ลองมองอีกด้านนึง ถ้าหากในช่วงนี้คุณกำลังหาหนังแอ็คชั่น โรแมนติค ดูเพลินๆละก็ นี่อาจจะเป็นคำตอบสำหรับคุณ เพราะอย่างที่บอกว่าถึงแม้หนังจะมีวัตถุดิบที่ดี แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์ไปกับมัน และผันตัวไปเป็นหนังแอ็คชั่น โรแมนติค แทน และนั่นคือสิ่งที่ตัวหนังได้จากการกระทำ

ซึ่งถ้าหากวัดจากวิธีการดำเนินเรื่องที่มีดีเทลหนักให้กลายเป็นเรื่องเบาๆได้ภายในเวลา 140 นาที ก็ถือว่า เป็นหนังภาคที่เล่าปูทาง และตัดสลับกับฉากแอ็คชั่นได้พอถูกใจอยู่ทีเดียว แถมคู่พระนางทั้ง แชลลีน วู้ดลี่ย์ และ ธีโอ เจมส์ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังในด้านการแต่งเติมตัวละครของทั้งคู่ โดยในระบบ Imax ของหนังก็จัดได้ว่าช่วยเพิ่มอรรถรสทั้งในด้านภาพ และ เสียง ของฉากแอ็คชั่นได้เต็มที่อยู่ทีเดียวหล่ะครับ

เพราะฉะนั้นถ้าหากคุณต้องการหนังแอ็คชั่น โรแมนติค ดูสบายๆไปกับฉากแอ็คชั่น และการฝึกฝนที่น่าตื่นตา หนังเรื่องนี้ก็ตอบโจทย์คุณได้ เพียงแต่อย่าไปหวังกับความจริงจังด้านการเมือง หรือความเข้มข้นที่จะเทียบเท่ากับ ฮังเกอร์ เกมส์ ได้มากนัก

 

ดูหนังออนไลน์ 

รีวิวหนัง Divergent ไดเวอร์เจนท์ คนแยกโลก มนุษย์ในโลกอนาคต

Divergent

รีวิวหนัง Divergent จัดได้ว่าเป็นหนังที่สร้างมาจากนิยายอีกเรื่อง ที่หลายคนให้การเก็งไว้ตั้งแต่เริ่มว่ามันจะเป็น ฮังเกอร์ เกมส์ เรื่องต่อไป สำหรับ Divergent ที่ในตอนนี้ภาคแรกก็ได้เข้าฉายในบ้านเราเป็นเรียบร้อย ก่อนที่ไม่กี่ปีให้หลังจะตามมาด้วยภาค 2 และ 3 ตามในนิยายต้นฉบับนั่นเอง

ไดเวอร์เจนท์ คนแยกโลก ถ่ายทอดเรื่องราวของมนุษย์ในโลกอนาคตที่ถูกแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มตามทักษะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ได้แก่ “กลุ่มผู้ปกครอง” (Abnegation-แอบเนเกชั่น) “กลุ่มรักสันติ” (Amity-อะมิตี้) “กลุ่มทรงปัญญา” (Erudite-อีรูไดท์) “กลุ่มผู้คุมกฎ” (Candor-แคนเดอร์) และ “กลุ่มผู้กล้า” (Dauntless-ดอนท์เลส)

โดยแต่ละกลุ่มต่างมีบทบาทในการสร้างความสมดุลย์เพื่อความสงบสุขของอนาคตโลก และเมื่อใครก็ตามที่อายุครบ 16 ปี จะต้องเข้ารับ “การทดสอบทักษะ” ครั้งตัดสินชีวิต เพื่อทดสอบว่าแท้จริงแล้วตนเองเหมาะสมที่จะ อยู่กับกลุ่มไหน รวมไปถึงเด็กสาวอย่าง เบียทริซ ไพร์เออร์ หรือ ทริซ เธอเติบโตมาในกลุ่มผู้ปกครอง และเมื่ออายุ 16 ปี เธอจึงเข้ารับการทดสอบ แต่ปรากฏว่าผลการทดสอบของเธอสร้างความตกตะลึง เพราะเธอสามารถใช้ชีวิตอยู่กับกลุ่มต่าง ๆ ถึง 3 กลุ่มนั่นคือ กลุ่มผู้ปกครอง กลุ่มผู้กล้า และกลุ่มทรงปัญญา

ซึ่งคนที่เป็นเช่นนี้จะถูกเรียกว่า “ไดเวอร์เจนท์” และถือเป็นคนที่อันตรายต่อโลกเพราะพรสวรรค์ที่เหนือกว่าใครอาจทำอันตรายต่อ ผู้อื่นได้ และสามารถแทรกซึมไปสร้างความวุ่นวายในกลุ่มต่างๆ ได้ ดังนั้น “เจนีน” ผู้นำกลุ่มทรงปัญญา

ซึ่งกำลังวางแผนลับในการยึดอำนาจจากทุกกลุ่ม จึงต้องการกำจัดไดเวอร์เจนท์ที่เป็นอันตรายเช่นเธอให้พ้นทาง ซึ่ง ทริซ และ โฟร์ นักรบหนุ่มจากกลุ่มผู้กล้า จะต้องเผชิญหน้ากับการตามล่าไปพร้อมกับการปกป้องมนุษย์

หนังกำกับโดย นีล เบอร์เกอร์ ที่เราคงพอรู้จักกันมาบ้างกับหนังยาเพ้อใน Limitless และหนังนักมายากล The Illusionist โดยการที่เขาถูกเลือกให้มากำกับ จัดได้ว่าเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างแปลกประหลาดแต่ก็น่าท้าทาย เช่นเดียวกับ ฮังเกอร์ เกมส์ 2 เลือก ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ มากำกับ เพราะเนื่องด้วยสไตล์งานเก่าและการจับหนังแนวนวนิยายครั้งแรก จึงทำให้หลายคนประหม่าถึงฝีมือของผู้กำกับอยู่พอสมควร และเมื่อหนังได้ออกฉายก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ

เพราะโดยส่วนตัวถึงแม้ผมจะยังไม่อ่านหนังสือต้นฉบับของเรื่องนี้มาก่อน แต่จากการวางดีเทลทั้งหลายของหนังไม่ว่าจะเป็น การแยกกลุ่มทั้ง 5, ผลพวงของสงคราม, การเมือง และ การเลือกชะตา ของตนเอง สามารถปูบทเข้ามาได้แบบเป็นวัตถุดิบชั้นดี พอที่จะเป็น The Hunger Games เรื่องต่อไปได้เลย

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ผู้กำกับ นีล เบอร์เกอร์ ถึงเลือกจะปูเรื่องพวกนั้นมาในตอนต้น และหลังจากนั้นก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันอีกเลย และนั่นดูเหมือนจะเป็นข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวงจากหนัง เมื่อหลังจากนั้นมันก็เริ่มวนเข้าลูปเดิมกับหนังที่สร้างนิยาย คือการเน้นเรื่องราวไปที่ ความรัก และ การต่อสู้ ซึ่งทั้งที่จริงแล้วตัวหนังก็ไม่ได้เรียกร้องหรือว่าต้องมี ฉากรักโรแมนติค เลย แถมหนำซ้ำจากการอธิบายถึงสรรพคุณ และ การขัดแย้งของกลุ่มทั้ง 5 ในหนังก็พอที่จะทำให้มันเป็นต่อสู้กันของ ชนชั้น และ สิทธิมนุษย์ได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้นถ้าหากคุณหวังที่จะได้ดูหนังจากนิยายที่เข้มข้นสไตล์ ฮังเกอร์ เกมส์ คุณก็อาจจะไม่ได้มัน]

แต่ลองมองอีกด้านนึง ถ้าหากในช่วงนี้คุณกำลังหาหนังแอ็คชั่น โรแมนติค ดูเพลินๆละก็ นี่อาจจะเป็นคำตอบสำหรับคุณ เพราะอย่างที่บอกว่าถึงแม้หนังจะมีวัตถุดิบที่ดี แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์ไปกับมัน และผันตัวไปเป็นหนังแอ็คชั่น โรแมนติค แทน และนั่นคือสิ่งที่ตัวหนังได้จากการกระทำ

ซึ่งถ้าหากวัดจากวิธีการดำเนินเรื่องที่มีดีเทลหนักให้กลายเป็นเรื่องเบาๆได้ภายในเวลา 140 นาที ก็ถือว่า เป็นหนังภาคที่เล่าปูทาง และตัดสลับกับฉากแอ็คชั่นได้พอถูกใจอยู่ทีเดียว แถมคู่พระนางทั้ง แชลลีน วู้ดลี่ย์ และ ธีโอ เจมส์ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังในด้านการแต่งเติมตัวละครของทั้งคู่ โดยในระบบ Imax ของหนังก็จัดได้ว่าช่วยเพิ่มอรรถรสทั้งในด้านภาพ และ เสียง ของฉากแอ็คชั่นได้เต็มที่อยู่ทีเดียวหล่ะครับ

เพราะฉะนั้นถ้าหากคุณต้องการหนังแอ็คชั่น โรแมนติค ดูสบายๆไปกับฉากแอ็คชั่น และการฝึกฝนที่น่าตื่นตา หนังเรื่องนี้ก็ตอบโจทย์คุณได้ เพียงแต่อย่าไปหวังกับความจริงจังด้านการเมือง หรือความเข้มข้นที่จะเทียบเท่ากับ ฮังเกอร์ เกมส์ ได้มากนัก

 

ดูหนังออนไลน์