seo คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรบ้าง

seo
seo

seo คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรบ้าง SEO ย่อมาจาก Search Engine optimization คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับการทำงานของ Search Engine ส่งผลให้ Search Engine เข้าใจง่ายว่า เว็บไซต์เกี่ยวข้องกับอะไร และ ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์แก่ผู้คนอย่างไรบ้าง การทำให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกบน Search result เช่น Google เพื่อให้ไม่ว่าใครจะหาอะไร ก็เจอเว็บไซต์ของคุณที่พร้อมจะให้คำตอบในสิ่งที่คนถามบนหน้าการค้นหานั้น ยิ่งตำแหน่งที่อยู่แสดงผลสูงเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มโอกาสให้คนเข้าถึงเว็บไซต์มากเท่านั้น และอาจได้ยอดขายในท้ายสุด

โดยเป้าหมายของการทำ SEO คือ ทำให้เว็บไซต์ของคุณ ปรากฏในลำดับต้นๆของผลการค้นหา ส่งผลให้ปริมาณ Organic Traffic เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผู้ชมเว็บไซต์พุ่งสูง โดยไม่ต้องเสียเงินโปรโมทมากมาย นั่นหมายถึง โอกาสที่ธุรกิจออนไลน์ของคุณจะประสบความสำเร็จย่อมมีมากตามด้วย

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำ SEO มีอะไรบ้าง

  • สามารถทำให้ได้กลุ่มลูกค้าที่ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้
  • สามารถโปรโมทเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของท่าน
  • ทำให้เว็บไซต์ของท่านติดอันดับบนเว็บเสิร์ชเอ็นจินได้
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเมื่อเทียบกับการโฆษณาประเภทอื่นๆ
  • ทำให้เว็บไซต์ของคุณง่ายต่อการค้นหาบนเว็บเสิร์ชเอ็นจิน รับทำ Seo

 

Organic Traffic คืออะไร

Organic Traffic คือ ผู้ชมเว็บไซต์ที่มาจากการค้นหาข้อมูลใน Search Engine (Google) โดยข้อดีคือ เป็น Traffic ที่เจ้าของเว็บไซต์ไม่ต้องเสียเงินโฆษณาให้ Google แม้แต่บาทเดียว

เมื่อคนค้นหาข้อมูลในกูเกิ้ล จะปรากฏรายชื่อเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับคำที่ค้นหาอยู่ใต้โฆษณา หรือที่เรียกว่า Organic Search โดยเมื่อคนคลิ๊กเข้าชมเว็บไซต์เหล่านั้น Organic Traffic ก็จะเกิดขึ้น

 

หลักการทั่วๆ ไปดังนี้

  1. เลือก Domain Name

    ที่เกี่ยวกับเนื้อหาของเว็บไซต์ ตัวอย่างของเว็บไซต์ที่เลือก Domain Name ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา เช่น GameSpot.com ซึ่งตัวเว็บไซต์ ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Game

  2. อัพเดทเนื้อหาบ่อยๆ

    การอัพเดทเว็บไซต์ให้ทันต่อยุคต่อสมัย อย่างเช่นปัจจุบัน คือการทำให้ตัวเว็บรองรับโมบาย จะทำให้ Search Engine ได้รับข้อมูลใหม่ของเว็บไซต์เราบ่อยๆ โดยปกติแล้ว Search Engine จะชอบเว็บไซต์ที่มีการเพิ่มเนื้อหาสม่ำเสมอ มากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง

  3. หาลิงค์จากเว็บไซต์ภายนอก

    ที่มีเนื้อหาคล้ายๆ กัน ย้ำนะว่าเนื้อหาต้องเกี่ยวข้องกัน ไม่เช่นนั้น Search Engine จะมองว่าเว็บไซต์ที่เราลิงค์ไปนั้นไม่มีคุณภาพ หรือไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ในเว็บไซต์ที่มัน indexed อยู่ สิ่งนี้จะทำให้เราเว็บไซต์ของเรามีค่าลดลงในสายตาของ Search Engine

  4. อย่ามีแค่เนื้อหา

    ถ้าคุณมีเวลา คุณสามารถอัพโหลดรูปภาพประกอบเนื้อหาเข้าไปด้วยจะดีมาก เพราะคนที่เข้าชมเว็บไซต์เห็นตัวหนังสือเยอะๆ จะเริ่มเอียน มีรูปภาพบ้างประปราย คนอ่านจะได้พักสายตาบ้าง แถมเว็บไซต์ของคุณอาจจะมีโอกาสไปปรากฏในผลลัพธ์การค้นหารูปภาพของ Search Engine อีกด้วย สองเด้งเลยทีนี้ แน่นอนรวมถึงการอัพไฟล์วีดีโอด้วย ถ้าทำครบได้ก็ดีเลย

  5. ออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายและดูดี

    เรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็นอีกอย่างหนึ่งนะ คุณลองดูอย่างเว็บไซต์ wikipedia นะ เค้าไม่ได้ออกแบบให้หรูหราอะไรเลย ใช้สีอยู่ไม่กี่สี รูปภาพไม่กี่รูป แต่น่าอ่าน คนใช้แล้วอยากใช้อีก บางเว็บนะ ใช้สีเยอะแยะรูปเยอะไปหมด เปลี่ยนรูปตัวชี้เมาส์เราอีกตะหาก เว็บเหล่านี้แหละที่จะไม่ค่อยกลับมาใช้อีกเพราะว่ามันใช้ลำบาก

 

สำคัญอย่างไร ทำไมต้องทำ SEO

เพราะโดยส่วนใหญ่ การเข้าชมเว็บไซต์มักจะเริ่มมาจากการค้นหาผ่านแพลตฟอร์ม Search Engine ต่างๆ (ไม่ค่อยมีใครเข้าเว็บไซต์โดยตรง) แม้ว่าปัจจุบัน Social Media สามารถดึงคนเข้าสู่เว็บไซต์ได้เช่นกัน แต่ Search Engine ก็ยังเป็นช่องทางหลักสำหรับเว็บไซต์

ที่การเสิร์ชสำคัญอย่างมากก็เพราะ เครื่องมือค้นหาเหล่านี้สามารถมอบการเข้าถึงที่เฉพาะกลุ่ม เข้าใจง่ายๆ ก็คือคนที่เข้าเว็บไซต์คุณจากการค้นหานั้น เขาจะต้องมีความสนใจที่จะค้นหาข้อมูลหรือซื้อสินค้าหรือบริการอยู่ก่อนแล้ว ถึงค้นหาคำต่างๆ แล้วคลิกสู่เว็บไซต์ของคุณได้  ต่างจากการทำโฆษณาที่คนอาจจะเข้ามาเพียงเพราะพวกเขาเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้

แน่นอนว่าถ้าเครื่องมือค้นหาเหล่านี้ ไม่สามารถค้นหาเว็บไซต์ หรือแม้แต่เก็บข้อมูลหน้าเว็บของคุณเข้า ฐานข้อมูลได้ รับรองว่าคุณจะต้องพลาดโอกาสดีๆ ในการที่คนทั่วโลกจะเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณและคงไม่ต้องถามถึงการทำธุรกิจเลยว่าจะเป็นอย่างไร

 

คำศัพท์ SEO

  • Search Engine คือ เครื่องมือในการค้นหา เช่น Google, Yahoo, Bing
  • Ranking คือ การจัดอันดับหน้าเว็บไซต์เมื่อค้นหา
  • Blog คือ บทความที่ถูกเขียนเพื่อจุดประสงค์ในการให้ความรู้ แสดงความคิดเห็น ความสนุก ไม่มีการแฝงโฆษณา และสรุปประเด็นจบใน 1 บทความ
  • Onsite คือ ข้อความหรือรายละเอียดที่ปรากฎบนหน้าเว็บไซต์ เช่น ข้อมูลสินค้า ข้อมูลบริการ รายละเอียดบริษัท ฯลฯ
  • SEO Outreach คือ บทความที่ถูกส่งไปเพื่อลงในเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งจะมีการใส่ลิงก์และKeywordลงไปเพื่อให้คุณคลิกแล้วกลับเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ของเจ้าของบทความ
  • Optimise คือ การจัดการดูแลจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  • Keyword คือ คำที่ใช้ในการค้นหา
  • Search Volume คือ จำนวนการค้นหาคำ Keyword นั้นๆ ว่ามีการค้นหาทั้งหมดกี่ครั้ง
  • Anchor Link คือ ลิงก์ที่ถูกใส่เอาไว้ในคำที่เป็น Keyword ต่างๆ จุดประสงค์เพื่อขยายความหมาย ข้อมูล ของคำๆ นั้น โดยที่ไม่ต้องแทรกเข้าไปในบทความ
  • Content คือ คำโดยรวมที่ใช้สำหรับเรียกแทนเนื้อหา โดยนับรวมทั้ง ตัวหนังสือ ภาพ และองค์ประกอบอื่นๆ เช่น Blog Content, Outreach Content ฯลฯ ก็หมายถึง ประเด็นที่เขียน เนื้อหา รวมถึงภาพ วิดีโอ ทุกสิ่งที่ใส่เข้าไปในบทความนั้นๆ
  • Backlink คือ ลิงก์ที่ถูกใส่ไปกับคอนเทนต์ หรือถูกแฝงอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของเว็บภายนอก โดยมีการตั้งเป้าให้ลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา (เอาไว้ใส่ใน Outreach คอนเทนต์)
  • Organic คือ ในที่นี้คือ การกระทำทางด้านการตลาดที่ไม่ผ่านการซื้อโฆษณา
  • Organic Search คือ ผลลัพธ์การค้นหาที่แสดงขึ้นมาบนหน้า Search result โดยที่ไม่ผ่านการจ่ายเงินเพื่อแสดง

กลยุทธ์หลักๆในการทำ SEO บนเว็บไซต์จะมีอะไรนั้น ต้องอาศัยความพยายามมากแค่ไหน ไปดูพร้อมๆกันเลย

1.On-page
ปรับแต่งภายในเว็บไซต์ ให้เหมาะสมกับการทำ SEO
2. Keywords Research
ควรวิเคราะห์ Keyword เพราะ เป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับใน Google
3. ความง่ายในการใช้ (Ease of use)
ความง่ายและไหลลื่นในการไปยังหน้าอื่นๆบนเว็บไซต์ต่อ จะช่วยทำให้ผู้ที่เข้ามามีโอกาสมากขึ้นที่จะใช้เวลาบนเว็บมากขึ้น
4.อัพเดทเนื้อหาบ่อยๆ
การอัพเดทเว็บไซต์ให้ทันต่อยุคต่อสมัย
5. ใช้ Social Media
การมีแผนกลยุทธ์ที่ดีและมีคอนเทนต์จากเว็บที่นำมาฟีดบน Social Media สม่ำเสมอจะช่วยทำให้อันดับเว็บดีขึ้น
6. คอนเทนต์มีคุณภาพ (Quality Contents)
บอทของ Google ชอบ content มากๆ ยิ่งเป็น content ที่สดใหม่ยิ่งถือว่ามีคุณภาพดี
การอัพโหลดคอนเทนต์ลงในบล็อกจะช่วยเพิ่มคุณภาพของลิงค์และเพิ่มระดับคะแนนของเว็บไซต์หลักด้วย
7.อย่ามีแค่เนื้อหา
ถ้าคุณมีเวลา คุณสามารถอัพโหลดรูปภาพประกอบเนื้อหาเข้าไปด้วยจะดีมาก

 

SEM คือ อะไร?

SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing หรือการตลาดด้วยการโปรโมทลิงค์เว็บ ให้ถูกมองเห็นมากขึ้นในระบบค้นหา โดยมีการจ่ายเงินโดยตรงร่วมด้วย

โดยปกติแล้ว SEO ก็คือส่วนหนึ่งของ SEM  แต่ SEM จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ SEO และ PPC โดยการทำ SEO จะช่วยส่งเสริม PPC อีกที ทำให้การทำ SEM ดีขึ้น ดังนั้น SEM ส่วนมาก จึงเป็นการทำ PPC และ SEO ไปพร้อมกัน

 

โปรแกรมการรวบรวมข้อมูลของ Google:

  • การเชื่อมต่อภายในที่ไม่ดี: Google อาศัยลิงก์ภายใน เพื่อรวบรวมข้อมูลทุกหน้าในเว็บไซต์ เพจที่ไม่มี ลิงก์ภายในมักจะไม่ได้รับการรวบรวมข้อมูล
  • ลิงก์ภายในที่ไม่ได้ติดตาม: ลิงก์ภายในที่มีแท็ก nofollowจะไม่ถูกรวบรวมข้อมูลโดย Google
  • หน้าเว็บที่ไม่มีดัชนี:  คุณสามารถยกเว้นหน้าเว็บจากดัชนีของ Google โดยใช้เมตาแท็ก noindex หรือ ส่วนหัว HTTP หากหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ของคุณมีลิงก์ภายในจากหน้าเว็บที่ไม่มีดัชนีแสดงว่ามีโอกาสที่ Google จะไม่พบหน้าเหล่านั้น
  • บล็อกใน robots.txt:  Robots.txt เป็นไฟล์ข้อความที่บอก Google ว่าสามารถใช้งานได้และ ไม่สามารถไปที่เว็บไซต์ของคุณได้ หากหน้าเว็บถูกปิดกั้นที่นี่หน้านั้นจะไม่สามารถรวบรวมข้อมูลได้

หากคุณกำลังกังวลเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้บนเว็บไซต์ให้พิจารณาการทำงาน SEO ใช้วิธีตรวจสอบด้วย เครื่องมือ เช่น Ahrefs เว็บไซต์ตรวจสอบ

 

Backlink หรือ ลิงก์ย้อนกลับ

ขั้นตอนวิธีการจัดอันดับของ Google จะขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า PageRank จะเห็นได้ว่า ลิงก์ย้อนกลับเป็นคะแนน โดยทั่วไป แล้วหน้าเว็บที่มีคะแนนโหวตมากกว่าจะมีอันดับสูงกว่า เกิดจากความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างโดเมนอ้างอิง (ลิงก์จากเว็บไซต์ที่ไม่ซ้ำ) และปริมาณการค้นหาทั่วไป

ลิงก์ย้อนกลับมีความสำคัญในการอันดับ มีกลยุทธ์การสร้างลิงค์มากมาย แต่สำหรับมือใหม่ ควรสร้างลิงค์ไปยังเนื้อหาที่ ให้ข้อมูลที่ดีที่สุดของคุณ เช่น โพสต์บล็อกหรือเลือกใช้เครื่องมือฟรี

 

Authority

Google หยุด ให้คะแนน PageRank ในปี 2559 หมายความว่าไม่สามารถดูว่า“Authority” หน้าเว็บมี จำนวนเท่าใดในสายตาของ Google

การจัดอันดับ URL จะทำงานในระดับ 0-100 และคำนึงถึงปริมาณและคุณภาพของลิงก์ย้อนกลับไปยังหน้าเว็บ ความสัมพันธ์ระหว่าง UR และปริมาณการค้นหาทั่วไปจะพบความสัมพันธ์เชิงบวกที่ชัดเจน เมื่อสร้างลิงก์ย้อนกลับ ไปยังเนื้อหา คุณควรจัดลำดับความสำคัญในการสร้างลิงก์จากหน้าเว็บที่แข็งแกร่งมากกว่าหน้าเว็บที่อ่อนแอ การวิเคราะห์หน้าคู่แข่งสำหรับโอกาสลิงก์ย้อนกลับ ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำเช่นนี้

หากคุณต้องการเพิ่ม “Authority“ ของหน้าใดหน้าหนึ่งและกำลังพยายามสร้างลิงก์ย้อนกลับไปยังหน้านั้นให้ลอง เพิ่มลิงก์ภายในที่เกี่ยวข้องจากหน้าเว็บที่มีสิทธิ์ระดับสูงอื่น ๆ หากต้องการดูหน้าที่มีอำนาจมากที่สุดของคุณให้ตรวจสอบรายงานจาก SEO tools ต่างๆได้เข่นกัน

กลยุทธ์นี้เสนอวิธีที่ดีในการเพิ่ม “อำนาจ” ของหน้าเว็บด้วยมูลค่าทางการค้า เช่น หน้าผลิตภัณฑ์ คุณมักจะพยายาม สร้างลิงก์ย้อนกลับไปยังหน้าเหล่านั้นโดยตรง

 

Content quality

คุณภาพของเนื้อหา Google ต้องการจัดอันดับผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือและมีประโยชน์ที่สุดเสมอ เพื่อแสดงให้เห็นถึง สิ่งสำคัญเหล่านี้ เช่น ความเชี่ยวชาญ , มีอำนาจ และความน่าเชื่อถือ คุณสามารถทำได้เพื่อเพิ่มคุณภาพ การรับรู้ เนื้อหาของคุณได้ดังนี้:

  • ยึดระดับการอ่านระดับที่ 7 หรือระดับ 8 คนอเมริกันส่วนใหญ่ อ่านในระดับนี้
  • ใช้ประโยคและย่อหน้าสั้น ๆ นี่คือเนื้อหาของเว็บไซต์ ไม่ใช่เรียงความ
  • เชื่อมโยงไปยังทรัพยากรที่มีประโยชน์ที่เหมาะสม ไม่ต้องกังวลกับการสะสม PageRank มุ่งหวัง ที่จะทำให้เนื้อหาของคุณมีคุณค่าต่อผู้เข้าชมมากที่สุด
  • หลีกเลี่ยงข้อความขนาดใหญ่ สร้างสรรค์ด้วยรูปภาพ คำพูด ฯลฯ มุ่งหวังที่จะทำให้เนื้อหาของคุณ สามารถอ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ดูผลการค้นหาสำหรับคำหลักเป้าหมายของคุณ เพื่อดูว่ามีความสดใหม่ เป็นปัจจัยอันดับที่สำคัญหรือไม่ เพื่อเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม Google จะพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง ประวัติการค้นหา และการตั้งค่า การค้นหา เพื่อปรับผลลัพธ์ของคุณให้ตรงกับสิ่งที่มีประโยชน์ และเกี่ยวข้องมากที่สุดในช่วงเวลานั้น

นี่คือการจัดอันดับของเราสำหรับ “การตรวจสอบ SEO” ในปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการดีกว่าที่จะให้ความ  สำคัญกับทราฟฟิกออร์แกนิกมากกว่าอันดับ คุณสามารถทำเช่นนี้กับเครื่องมือการวิเคราะห์ เช่น Google Analytics

 

หลักการทำ SEO ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?

  • กำหนดจุดประสงค์ในการทำ SEO

ก่อนจะเริ่มต้นวิธีทำ SEO เราควรกำหนดจุดประสงค์ในการทำให้ชัดเจน ว่าต้องการให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกเพื่ออะไร เมื่อกำหนดจุดประสงค์ที่ชัดเจนแล้ว ก็จะทำให้การปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

  • การตั้งเป้าหมายของหน้า Target Page

การทำ SEO ควรจะมีการตั้งเป้าหมายของหน้านั้นๆ ให้ชัดเจนว่าอยากให้ผู้ใช้งานเข้ามาเจอหน้าเพจไหน เพื่อจุดประสงค์อะไร ได้อะไรกลับไปบ้าง เช่น หน้าขายสินค้า มีตั้งเป้าหมายว่าต้องการปิดยอดขายได้ในหน้านี้ ก็จำเป็นที่ต้องบอกรายละเอียดของสินค้า รูปภาพ จุดขาย ข้อดี รวมถึงโปรโมชัน เพื่อให้ลูกค้าเกิดความสนใจ และตัดสินใจซื้อในที่สุด

  • เลือกคีย์เวิร์ดให้เหมาะสม

การเลือกคีย์เวิร์ดที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการค้นหา จะทำให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าค้นหาได้ง่ายขึ้นการเลือกคีย์เวิร์ดให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย, คำที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการค้นหา และตรงกับจุดประสงค์ทั้งคนที่กำลังค้นหา (User Intention & Search Intention) หรือเป้าหมายของหน้าที่เราตั้งเป้าไว้ จะทำให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าค้นหาได้ง่ายขึ้น

  • ทำบทความให้ตรงกับเทรนด์และตอบโจทย์ผู้อ่านในช่วงนั้น

แน่นอนว่าเทรนด์ในช่วงเวลานั้น จะทำให้มีผู้ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดนั้นๆ เป็นจำนวนมาก การทำบทความที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจ จะช่วยให้เว็บไซต์เราติดอันดับต้นๆ ได้ง่ายขึ้น

  • เว็บไซต์สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว

หากการเข้าถึงหน้าเว็บไซต์ของเราช้า อาจทำให้หลายคนเลือกจะผิดเว็บไซต์ของเราแล้วไปเลือกเว็บไซต์อื่นได้ การทำให้เว็บไซต์สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยให้เว็บไซต์ของเรามียอดเข้าชมเพิ่มขึ้น

  • ชื่อ Url น่าเชื่อถือ

Url ของเว็บไซต์นั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้ หาก Url ของเราดูสั้น กระชับ ก็จะช่วยเสริมให้เว็บไซต์ของเรามีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเช่นกัน

  • เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงด้วยภาพประกอบบทความ

เมื่อมีการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง ภาพประกอบบทความของเราก็จะขึ้นในหน้าค้นหารูปภาพ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเว็บไซต์ได้อีกช่องทาง

  • Hosting หรือพื้นที่สำหรับฝาก Website

    Hosting หรือพื้นที่สำหรับฝาก Website ของเรา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการทำ SEO เพราะถ้าหาก Hosting หรือ Server มีประสิทธิภาพ จะเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Website เราชนะคู่แข่งได้

  • Domain Name หรือชื่อ Website

    Domain Name หรือชื่อ Website ของเราก็เป็นปัจจัยที่สำคัญเพราะถ้าหาก ชื่อ Website ไม่ใช่ชื่อ Brand ของเราหรือว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อมูลบน Website ของเราอาจจะทำให้ทั้ง Google และคนใช้งานเกิดความสับสน

  • Page Title

    Page Title คือข้อมูลที่ไว้อธิบายรายละเอียดของหน้านั้นๆ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญสามารถใส่ Keywords และทำให้คนเข้าใจและเพิ่มโอกาสการกดเข้ามาใน Website

  • Meta Description

    Meta Descriptionคือข้อมูลที่อธิบาย หรือบทสรุปย่อๆ เกี่ยวกับเนื้อหาหน้านั้นๆ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่สำคัญ และสามารถใส่คีย์เวิร์ดลงไปได้

  • Content

    Content คือเนื้อหาของเว็ปไซต์ หรือเนื้อหาของหน้านั้น ๆ อาจจะแบ่งออกได้หลากหลายรูปแบบเช่น ตัวอักษร, รูปภาพ หรือ วิดีโอ

  • ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของ Website

    ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของ Website คือการที่ทำให้ Website น่าเชื่อถือด้วยการซื้อ Security Certificate (http หรือ https) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในเรื่องของข้อมูลผู้ใช้งาน