รีวิว Breathe – ใจบันดาลใจ ภาพยนตร์รักเรียกน้าตาที่ สร้างจากเรื่องจริง

หนัง Breathe หรือชื่อไทยว่า ใจบันดาลใจ “จะดีแค่ไหนที่เราหาคนที่รักเราจริง ๆ เจอ” Breathe ภาพยนตร์รักเรียกน้าตาที่สร้างจากเรื่องจริงของ โรบิ้น หนุ่มนักผจญภัยที่อยู่ๆ ก็ล้มป่วยด้วยโรคโปลิโอในวัย 28 จากคนที่แข็งแรงกลายเป็นผู้ชายที่ต้องใช้ชีวิตบนรถเข็นตลอดไป แต่ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เขากลับเลือกออกเดินทางรอบโลกไปกับผู้หญิงคนที่รักเขาที่สุด และไม่เคยทิ้งไปไหน

รีวิว Breathe - ใจบันดาลใจ ภาพยนตร์รักเรียกน้าตาที่ สร้างจากเรื่องจริง

สร้างจากเรื่องจริงของ โรบิน คาร์เวนดิช ชายหนุ่มผู้รักการเดินทางและมีชีวิตโลดโผนแบบชายหนุ่มทั่วไป เขาได้พบเจอและตกหลุมรักกับหญิงสาวที่เป็นภรรยาของเขาในเวลาต่อมา แต่แล้ววันนึงเขาเกิดติดไวรัสโปลิโอซึ่งมันกัดกินและทำให้เขาเป็นอัมพาต ซึ่งมันเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล

นักแสดงมากความสามารถผู้อยู่เบื้องหน้าและภายใต้สิ่งมีชีวิตเหนือจินตนาการด้วยเทคโนโลยีโมชั่นแคปเจอร์ แอนดี้ เซอร์คิส ผันตัวมาจับงานกำกับเรื่องแรกในชีวิต ซึ่งก็ต้องบอกก่อนเลยว่าทำได้ไม่เลวนัก ปัญหาของหนังอยู่ในช่วงแรกหรือช่วงต้นเรื่อง หนังไม่ได้ใส่ใจมากนักกับการปูพื้นตัวละครหรือแนะนำตัวละครให้เรารู้จัก ตรงนี้ถ้าไม่ได้เสน่ห์และความสามารถเฉพาะตัวของนักแสดงช่วยไว้ อาจเป็นปัญหาหนักที่พังหนังทั้งเรื่องเลยก็ว่าได้ เพราะนี่มันหนังดราม่า แล้วการที่เราจะอินกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาเราก็ต้องรู้จักเขาประมาณนึงก่อน ไม่งั้นมันก็จะไม่ต่างอะไรกับการฟังเรื่องเล่าหรือดูข่าวที่ไม่ได้ใกล้ตัวเรามักนัก เราก็จะแค่ฟัง ๆ แล้วก็ลืมไป

อีกปัญหานึงที่แอบรบกวนใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อหนังทั้งเรื่องเหมือนประเด็นแรก คือการใช้ time skip ค่อนข้างบ่อยมาก ทำให้ pacing ของหนังไม่ค่อยดี บางจุดเร็วไปมาก ๆ บางจุดก็ช้าเกินไป ทำให้ภาพรวมของหนังยังไม่กลมกล่อมเท่าที่ควร แต่อย่างที่ผมได้เกริ่นไปข้างต้น ทีมนักแสดงตั้งแต่นักแสดงนำอย่าง แอนดรูว์ การ์ฟีลด์ หรือ แคลร์ ฟอย (จาก The Crown) และนักแสดงสมทบต่างก็ทำให้เราเพลิดเพลินและอินไปกับหนังได้ แถมตัวเรื่องราวที่เป็นต้นฉบับ ของตัวคาร์เวนดิชเอง ก็มีความน่าสนใจ ทั้งแนวคิดของเขาและสิ่งที่เขาทำ ทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาโอเค

ใครที่ชอบหนังดราม่าฟีลกู้ดที่ให้แรงบันดาลใจ และมีกลิ่นอายโรแมนติกเล็กน้อย ก็อยากให้ลองมาชมดู หนังพอดูได้เพลิน ๆ ไม่น่าเบื่อ หลายคนดูคร่าว ๆ อาจนึกถึง Me Before You แต่จุดนี้ก็ต้องบอกก่อนเลยว่าอาจคล้ายแค่เค้าโครง แต่อารมณ์ของหนังนั้นต่างกันมากทีเดียว ยังไงก็ต้องลองไปชมกันดูครับ ที่มา

รีวิวหนังน้องเมียว Neko Ninja – ป๊ะป๋า นินจาแมวเหมียว สัตว์เลี้ยงน่ารักน่าเอ็นดู

รีวิวหนังน้องเมียว Neko Ninja เรื่องราวของนินจาหนุ่ม “คาเกโรตะ” ที่ออกตามหาพ่อซึ่งหายสาบสูญไปตั้งแต่เขา 10 ขวบ พ่อของเขาเป็นนินจาจมูกแดงในตำนาน วันหนึ่ง “คาเกโรตะ” ได้เดินทางไปยังเมืองเอโดะ

Pera Museum | Neko Ninja

เพื่อทำภารกิจแรกของเขาคือการขโมยปลาทองจากบ้าน ไดเมียว ยาชิกิ ในขณะที่เขากำลังจะออกจากบ้านพร้อมกับปลาทอง ได้มีแมวอ้วนตัวหนึ่งเดินตามเขามา และแมวตัวนั้นจมูกแดงเหมือนบิดาที่หายไป!

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาแมวได้รับความนิยมจากคนทั่วไปชัดเจนมากขึ้นในฐานะของสัตว์เลี้ยงน่ารักน่าเอ็นดู ฉายาที่ว่าแมวเป็นสัตว์ที่คิดจะครองโลกใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะในโซเชียลเน็ตเวิร์กเมื่อใครๆ ก็ต่างโพสต์หรือแชร์รูปแมว เรียกได้ว่าใครโพสต์รูปแมวน่ารักๆ ทีก็สามารถเรียกไลค์ได้เยอะมากมาย ก็ทำให้แมวมีคุณค่าทางเศรษฐกิจเด่นชัดมากขึ้น มีการทำคาเฟ่แมวและผลิตภัณฑ์สำหรับแมวเป็นธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ

จนความน่าเอ็นดูของน้องเหมียวลามมาถึงหนังที่ทำขึ้นมาเพื่อดึงดูดคนรักแมวหรือทาสแมวโดยเฉพาะ ขนาดหนังไทยเองก็ยังมีหนังเรื่อง แคท อ่ะ แว้บ! #แบบว่ารักอ่ะ (พงษ์ศักดิ์ พงษ์สุวรรณ์, นฤบดี เวชกรรม | 2015) ออกมาให้ดูกัน ซึ่งก็เก็บรายได้กลับไปไม่ขี้ริ้วขี้เหร่เลย นอกจากนั้นก็ยังมีหนัง(มี)แมวอีกหลายเรื่องต่อแถวเข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเรา ทั้งหนังเกย์อินดี้ออสเตรียน่าสนใจอย่าง Tomcat (Händl Klaus | 2016) หนังมิตรภาพซาบซึ้งระหว่างคนกับแมวจากฝั่งอังกฤษอย่าง A Street Cat Named Bob (Roger Spottiswoode | 2016) หนังสารคดีแมวตุรกีในเมืองอิสตันบูลอย่าง Kedi (Ceyda Torun | 2016) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพาเรดหนังญี่ปุ่นแมวๆ ทั้งอนิเมชั่นอย่าง Rudolf the Black Cat (Kunihiko Yuyama, Motonori Sakakibara | 2016), Finding Calico (Yoshihiro Fukagawa | 2015), If Cat Disappears from the World (Akira Nagai | 2016) และ Cats Don’t Come When You Call (Toru Yamamoto | 2016) ไล่มาจนถึงเรื่องล่าสุดอย่าง Neko Ninja ที่มาเสิร์ฟความน่ารักของน้องแมวในคราบหนังนินจาตลกบ้าบอ

 

Neko Ninja เล่าเรื่องของนินจาหนุ่มที่อุ้มแมวจมูกส้มตัวหนึ่งไปด้วยทุกที่ เขาเรียกแมวว่า ‘ท่านพ่อ’ เพราะเป็นแมวซึ่งเขาเชื่อว่าคือพ่อของเขาที่ได้ใช้คาถากลายร่างกลายเป็นแมวมาตลอดระยะเวลา 15 ปี ขณะที่เจ้าสำนักนินจาก็พยายามตามหาพ่อของเขาเพื่อให้ได้มาซึ่งคัมภีร์วิชาเปลี่ยนร่าง เรื่องราวมารุมมาตุ้มของชาวนินจาจึงเกิดขึ้น รวมๆ แล้วเป็นหนังนินจาผจญภัยตลกๆ ขำๆ ดี ส่วนตัวแล้วชอบความตลกหน้าตายของตัวละครและสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงความแปลกประหลาดเพี้ยนๆ มากมายที่คนทำหนังตั้งใจหยอดวางไว้ทั้งเรื่อง ทั้งความเล่นใหญ่ของนักแสดง คาแร็กเตอร์ตัวละครที่ชวนหัววายป่วงดี ความบังเอิญแบบสุดๆ ในบางสถานการณ์ที่ต้องอุทานดังๆ ในใจ และความคลิเชซ้ำซากที่ทั้งหมดกลายเป็นความบ้าบอที่มีเสน่ห์มากกว่าความทื่ออยู่หน่อยๆ

 

แต่เสียดายที่บางครั้งยังรู้สึกว่าทุกสิ่งอย่างยังก้ำกึ่งอยู่ระหว่างความรั่วๆ ที่ดีกับความรำคาญที่ปล่อยให้รั่วจนทะลุร่วงเผละไปตามรายทาง เพราะส่วนของเรื่องราวก็ไม่ได้เข้มข้นและยังเบาบางอยู่มากทั้งที่พล็อตก็ดูน่าสนใจในเชิงการสำรวจตัวละครพระเอก รวมถึงชั้นเชิงของเรื่องราวการวางแผนแย่งชิงแมวต่างๆ นานาก็น่าจะสร้างสถานการณ์ได้สนุกกว่านี้มาก แถมงานสร้างทั้งโลเคชั่น เสื้อผ้า ฉากแอคชั่น ไปจนถึงวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ก็เรียบราบดูเป็นหนังทุนน้อยทั้งที่มีทีมนักแสดงเยอะทีเดียว ถ้าดูแบบไม่คิดอะไรมากมายก็เป็นหนังที่ดูแมวน่ารักๆ ไปได้เรื่อยๆ ถือเป็นหนังที่ใช้น้องแมวซึ่งทั้งเรื่องมีอยู่แค่ 2 ตัวได้อย่างคุ้มค่า เพราะว่าถ้าไม่มีแมวหนังเรื่องนี้ก็คงไม่มีอะไรให้น่าติดตามสักเท่าไหร่ ท้ายเครดิตจบนี่ภาพแมวมาเต็ม ก็ทำให้เชื่อไปเลยว่าตั้งใจขายแมวมากกว่าเนื้อเรื่องจริงๆ สรุปคือถ้าตั้งใจไปดูแมวน่าจะพอได้ แต่ถ้าตั้งใจไปดูหนังน่าจะพอทน ที่มา

รีวิวหนังรัก The Big Sick – รักมันป่วย (ซวยแล้วเราเข้ากันไม่ได้)

เรื่องย่อหนัง หนัง The Big Sick หรือชื่อไทยว่า รักมันป่วย ถือเป็น หนังรักแนวตลกแห่งปี ที่เข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจคอหนังและนักวิจารณ์ทั่วโลก สำหรับหนังรักชื่อป่วยๆ อย่าง “THE BIG SICK (เดอะ บิ๊ก ซิค) รักมันป่วย (ซวยแล้วเราเข้ากันไม่ได้)”

รีวิวหนังรัก The Big Sick - รักมันป่วย (ซวยแล้วเราเข้ากันไม่ได้)

ภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้ ผลงานอำนวยการสร้างเรื่องล่าสุดของเจ้าพ่อหนังรอมคอมชื่อดัง “จัดด์ อปาโทว์” จาก Begin Again (บีกิน อะเกน) (2014) ที่ขอกลับมาส่งมอบความฮาพร้อมความอบอุ่นประทับใจอีกครั้งผ่านภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงของนักแสดงตลกชาวปากีสถานและภรรยา “คูมาล นานเจียนี่” และ “เอมิลี่ วี กอร์ดอน” คู่รักสองเชื้อชาติที่ต้องเผชิญกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมของแต่ละฝ่าย

 

สร้างจากเรื่องจริง ของนักแสดงตลกปากีสถาน คุเมล นันจีอานี่ ซึ่งเขาได้ไปพบรักกับนักศึกษาสาวชาวอเมริกันเข้า ซึ่งปัญหาคือวัฒนธรรมของบ้านคุเมลนั้นค่อนข้างเคร่งศาสนา และยึดขนบดั้งเดิมนั่นคือจะต้องแต่งงานกับสาวชาวปากีฯ ที่พ่อแม่หามาให้เท่านั้น

ตาคุเมลจึงต้องหาทางออกและก้าวผ่านขนบประเพณีที่ทำต่อกันมาของครอบครัวเขาให้ได้

An Akward true story. โคตรจริง คือผมเคยคิดถึงความรักต่างศาสนาบ้างว่ามันจะเป็นยังไงนะ แต่มันไม่เคยเห็นภาพเท่าได้ดูหนังเรื่องนี้เลย แต่ต้องเคลมก่อนว่าสำหรับผมหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่รอมคอมซะทีเดียว เพราะพาร์ทโรแมนติกหนังไม่ได้ชูประเด็นนี้ขนาดนั้น

แต่หนังหยิบประเด็นหนักๆ อย่างการแหวกขนบทางบ้าน ปัญหาครอบครัว การ racist และอีกมากมาย มานำเสนอได้น่ารัก ขบขัน มีตลกร้าย ซึ่งทำให้เราสัมผัสกับประเด็นเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น สนุกขึ้น และเข้าใจได้มากยาก ต้องชื่นชมทีมงานทุกคน คือสตอรี่ต้นฉบับมันดีอยู่แล้วแหละ แต่มันถูกหยิบมาขัดเกลา เสริมรายละเอียดมุกตลก ซึ่งจังหวะะมันดีมาก ทำให้มันได้ผลตลอดทั้งเรื่อง ขำกระจาย แต่พอบทมันจะพาจริงจังก็พาเราจริงจังสุดมาก เรียกได้ว่าหนังทำได้อยู่หมัดจริงๆนะ ในการควบคุมอารมณ์ของคนดูให้เหวี่ยงไปมาเดี๋ยวสุขเดี๋ยวเศร้าตามที่หนังต้องการได้ดั่งใจ

ทีมนักแสดงทุกคนทำได้ดีมาก ตาคุเมลกับโซอี้ คาซานมีสเน่ห์และทำให้หนังสนุกมากจริงๆ แต่พักหลังผมพบว่าตัวเองมักชอบหนังแสดงสมทบยิบย่อยมากกว่า ตรงนี้สำคัญมากเพราะรายละเอียด ตัวประกอบเล็กน้อยเหมือนจะไม่สำคัญแต่สเน่ห์เล็กๆพวกนี้ทำให้ภาพรวมหนังมันออกมาดีได้ และเรื่องนี้เป็นเช่นนั้น ผมชอบทั้งตัวละครเพื่อน ครอบครัวของทั้งหญิง-ชาย มันดีมากจริงๆ

นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องนึงในปีนี้ นอกจากมีความสุข (ที่ปนเปไปด้วยหลากหลายอารมณ์) ระหว่างดูแล้ว หนังยังชวนคิดหลายต่อหลายเรื่อง ไม่เบาสมองจนเกิน ไม่หนักสมองจนเกิน และร่วมสมัย ไม่อยากให้ใครมองข้ามหนัง รัก/ตลก/ดราม่า ครบรสเรื่องนี้ไปเลยจริงๆ อยากให้ทุกคนได้ดูกันครับ ที่มา

รีวิวภาพยนตร์กำลังภายใน ยิปมัน 3 : ดูเอาแอ๊กชั่นก็มัน ดูเอาสาระก็คมคาย

ยิปมัน 3 เจ้ากังฟูสู้ยิบตา ชื่อภาษาไทยของ ภาพยนตร์กำลังภายใน สัญชาติฮ่องกงเรื่อง Ip Man (อักษรจีนตัวย่อ: 叶问; อักษรจีนตัวเต็ม: 葉問; พินอิน: Yè Wèn) นำแสดงโดย เจิน จื่อตัน, เยิ่น ต๊ะหัว, หลิน เจียต่ง, ฟาน ซิ่วหว่อง, สง ไต้หลิน, ฮิโรยูกิ อิกิอูชิ กำกับการแสดงโดย วิลสัน ยิป ออกฉายในปี ค.ศ. 2008 ที่จีนและฮ่องกง ในส่วนของต่างประเทศฉายในปีถัดมา

รีวิวภาพยนตร์กำลังภายใน ยิปมัน 3 : ดูเอาแอ๊กชั่นก็มัน ดูเอาสาระก็คมคาย

ในปี ค.ศ. 1930 ที่เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง ยิปมัน เป็นยอดฝีมือมวยหย่งชุน แต่ยิปมันไม่ได้รับใครเป็นลูกศิษย์หรือเปิดสำนักสอนกังฟูเหมือนเช่นคนอื่น ๆ ในฝอซาน ที่ต่างเปิดสำนักกังฟูกันจนเอิกเกริกทั้งเมือง แต่เขาปรารถนาที่จะอยู่อย่างเรียบง่ายกับ อาเจิน ผู้เป็นภรรยา (สง ไต้หลิน) และ อาชุน ลูกชายวัย 5 ขวบ เท่านั้น

ยิปมันและภรรยาต่างได้รับความนับถืออย่างยิ่งจากชาวเมืองฝอซาน จนกระทั่ง อาจารย์เลี่ยว ปรมาจารย์กังฟูมาขอท้าทายฝีมือด้วย ยิปมันก็เอาชนะได้ในที่สุด รวมกระทั่งการเอาชนะ จินไท่หยวน นักเลงจากต่างถิ่น ที่ยกพวกมาข่มเหงชาวฝอซานถึงกับที่ด้วย

จนกระทั่งในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง กองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่นยาตราทัพเข้าบุกยึดฝอซาน สภาพในเมืองต่างย่ำแย่ แม้กระทั่งบ้านหลังใหญ่โตของยิปมันก็ถูกยึดครอง เขาและภรรยาและลูกชายต้องระเห็ดไปอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ โทรม ๆ ด้วยความแร้นแค้นทำให้ยิปมันต้องไปทำงานในเหมืองขุดทองเช่นเดียวกับปรมาจารย์กังฟูคนอื่น ๆ จนกระทั่ง นายพลมิอูระ (ฮิโรยูกิ อิกิอูชิ) นายพลกองทัพญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบศิลปะการต่อสู้ ได้บังคับให้จัดการต่อสู้ระหว่างศิลปะคาราเต้ของญี่ปุ่นกับกังฟูของจีนขึ้น เพื่อพิสูจน์ความเป็นหนึ่งของศิลปะการต่อสู้ทั้ง 2 ประเภทนี้ ซึ่งผู้ชนะจะได้รางวัลเป็นข้าวสาร ด้วยความลำบากได้บีบบังคับให้อาจารย์เลี่ยวต้องขึ้นประลอง และสามารถเอาชนะนักคาราเต้ได้ในการต่อสู้ตัวต่อตัว แต่ต้องมาพ่ายแพ้เมื่อสู้แบบสามต่อหนึ่ง หลังจากนั้นอาจารย์เลี่ยวยังถูกนายพลซาโต้ผู้ใต้บังคับบัญชาของนายพลมิอูระยิงทิ้ง

ซึ่งการกระทำชนิดหมิ่นหยามศักดิ์ศรีชาวจีนของทหารญี่ปุ่นนี้ ทำให้ยิปมันต้องลุกขึ้นสู้ และสามารถเอาชนะทหารญี่ปุ่นพร้อมกันถึง 10 คนได้ในการต่อสู้เพียงครั้งเดียว นายพลมิอูระชื่นชอบยิปมันมาก จึงอยากให้ยิปมันสอนกังฟูแก่ทหารญี่ปุ่น แต่ยิปมันปฏิเสธ และในท้ายที่สุดยิปมันขึ้นประลองฝีมือตัวต่อตัวกับนายพลมิอูระ บนเวทีสาธารณะและสามารถเอาชนะได้อย่างเด็ดขาดในที่สุด

อีกหนึ่งหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของ ยิปมัน ปรมาจารย์เพลงมวยหย่งชุ่น ศาสตร์การต่อสู้จากความสมดุล ที่นักดูหนังบ้านเราส่วนใหญ่รู้จักกันเป็นอย่างดีจาก Ip Man (2008) หนังแอ็คชั่นสุดฮึกเหิมของ ดอนนี่ เยน

แต่สำหรับ ยิปมัน ใน The Grandmasters ต้องบอกว่าจงลืมภาพเก่าๆ เกี่ยวกับอาจารย์ยิปที่เคยรู้จักไปให้หมด เพราะหนังฉบับนี้เป็นผลงานของ หว่องกาไว ผู้กำกับนามอุโฆษที่ขึ้นชื่อเรื่องการจับเอาอารมณ์ “เหงาเดียวดาย” ออกมาถ่ายทอดบนจอได้อย่างงดงามที่สุดคนหนึ่ง

ถ้าเปรียบผลงานของ หว่องกาไว เป็นงานศิลปะ น่าจะจัดอยู่ในข่ายของงานประเภท อิมเพรสชั่นนิสต์ คืองานที่ศิลปินมักจะใช้การนำเสนอที่ฟุ้งฝันเกินจริง เพื่อขับเน้นให้อารมณ์และความรู้สึกในชิ้นงานนั้นๆ โดดเด่นขึ้นมาจนเป็นที่ประจักแก่ผู้ชม(ผู้ดู)

ในที่นี้ก็คือ งานภาพที่วูบไหว การเคลื่อนตัวของเวลา(ที่อาจนับกันเป็นวินาที) และบรรยากาศอันนิ่มนวลในหนังของหว่อง ที่มักจะถูกนำมาใช้ขับเน้นความเปลี่ยวเหงาของตัวละคร ให้โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมโกลาหลวุ่นวาย

ซึ่งเราได้สัมผัสและหลงเสน่ห์กันมาแล้วในหนังหลายๆ เรื่องของเขา และใน The Grandmasters อัตลักษณ์ที่ว่านี้ยังถูกรักษาไว้อย่างเคร่งครัด จนพูดได้เต็มปากเต็มคำว่านี่ยังเป็นหนังคนเหงาสไตล์หว่องกาไวแท้ๆ แบบ 100 เปอร์เซนต์

หนังให้เกียรติและคารวะกังฟูด้วยการให้ความสำคัญกับฉากแอ็คชั่นในระดับหนึ่ง แต่โดยเนื้อหาแล้ว ยังเป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องของ “กลุ่มคนเหงา” ที่กาลเวลาชักนำให้กลายมาเป็นมิตร เป็นศัตรู และเป็นคนรัก ท่ามกลางความผันแปรของยุคสมัย

เพียงแต่คราวนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของตำรวจ มือปืนสาว เจ้าของคาเฟ่ หรือคู่เกย์หนุ่ม แต่เป็นเรื่องของเหล่าปรมาจารย์กังฟูในยุค 1930 ท่ามกลางสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง โดยที่มี ยิปมัน เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมด

แม้จะมี ยิปมัน เป็นตัวดำเนินเรื่อง หนังก็ไม่ได้นำเสนอถึงความเก่งกาจของมวยหย่งชุน หรือมวยสำนักไหนเป็นพิเศษ แต่พูดถึงกังฟูแบบรวมๆ ว่าเป็นเรื่องของ แนวตั้ง และ แนวนอน หรือก็คือ คนที่ยืน กับ คนที่ล้ม ไม่ว่าจะเป็นกังฟูที่มีกระบวนท่าล้ำเลิศพิศดารขนาดไหน ถ้าสุดท้ายกลายเป็นฝ่ายล้ม (แพ้) ทุกอย่างก็เท่ากับศูนย์

และการจะเป็นฝ่ายที่ยืนอยู่เหนือคนอื่นได้นั้น ต้องอาศัยความมุ่งมั่น ทุ่มเท ในระดับหมกมุ่น ซึ่งมักจะมาพร้อมกับความหยิ่งทะนงในศักด์ศรี ไม่ชอบเป็นสองรองใคร

อุปนิสัยเหล่านี้นี่เองที่ทำให้คนธรรมดาสามารถกลายเป็น ปรมาจารย์ หรือ ยอดฝีมือ ขึ้นมาได้ ในทางกลับกัน อุปนิสัยเดียวกันนี้ก็มักจะทำให้เขาเหล่านั้น กลายเป็นคนแปลกแยกที่ต้องเดินไปในเส้นทางอันแสนเดียวดาย

ดังนั้นการเป็นยอดฝีมือ (Grandmaster) ตามที่หนังบอก นอกจากจะต้องเผชิญกับกฏของ แนวตั้ง แนวนอน อยู่ตลอดเวลาแล้ว การเผชิญหน้ากับ ความเหงา ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยง

ซึ่งแทบทุกตัวละครในหนังของหว่องกาไวเรื่องนี้ ก็ล้วนแล้วแต่อยู่เส้นทางสายเหงาที่ว่านี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น หม่าซัน ที่หยิ่งผยองในฝีมืออันเก่งกาจของตนจนพลั้งมือทำสิ่งชั่วร้าย และไปสวามิภักดิ์กับญี่ปุ่น กระทั่งกลายเป็นที่ชิงชังของเพื่อนร่วมชาติ, กงรั่วเหมย ที่หมกมุ่นกับการล้างแค้นกู้ศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลคืนมา จนต้องละทิ้งการสร้างครอบครัว, ไอ้มีดโกน ที่แอบไปเป็นยอดยุทธอยู่เงียบๆ ในร้านตัดผม และอาจารย์ยิป ที่ยอมพลัดพรากจากลูกเมีย (ซองเฮเคียว) ไปเปิดสำนักมวยในฮ่องกง

ระหว่างยิปมัน (เหลียงเฉาเหว่ย) กับ กงรั่วเหมย (จางซิยี่) นอกจากจะเป็นคู่รักเร้นท่ามกลางการประหมัดมวยแล้ว ทั้งคู่ยังถือเป็นความเหมือนในความต่าง

กงรั่วเหมย เลือกที่เก็บสุดยอดเคล็ดวิชาประจำตระกูลไว้กับตัวไปจนตาย ขณะที่อาจารย์ยิป เลือกที่จะเปิดสำนักเผยแพร่หมัดมวยออกไปอย่างกว้างขวางจนมีลูกศิษย์มากมาย แต่ในห้วงความรู้สึกของการเป็น ยอดฝีมือ (และคู่รักเร้น) แล้ว ทั้งคู่คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก

คะแนน : สามดาวครึ่ง

เบื้องหลัง, คำวิจารณ์และความสำเร็จ
Ip Man สร้างมาจากชีวประวัติของยิปมัน ปรมาจารย์มวยกังฟูแบบหวิงชุน ที่มีตัวตนอยู่จริง และผ่านชีวิตในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สองมาแล้ว ซึ่งได้กลายมาเป็นอาจารย์ของบรูซ ลี ที่ต่อมากลายมาเป็นนักแสดงซูเปอร์สตาร์ชื่อดังระดับโลก

ผู้ที่รับบทยิปมัน คือ เจิ้น จื่อตัน ดารานักแสดงผู้เป็นวิชากังฟูตัวจริง โดยมี หง จินเป่า นักแสดงแอ๊คชั่นอีกคนที่มีชื่อเสียง เป็นผู้กำกับคิวแอ๊คชั่น

ภาพยนตร์เรื่องนี้เดิมจะใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Grandmaster Yip Man แต่ถูกคัดค้านโดยหว่อง คาไว เนื่องจากมีชื่อคล้ายคลึงกับชื่อภาพยนตร์ชีวประวัติของยิปมันอีกเรื่องหนึ่ง คือ The Grand Master ซึ่งประกาศแผนการสร้างโดยหว่อง ก๊าไหว่ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 นำแสดงโดย เหลียง เฉาเหว่ย ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเปลี่ยนชื่อเหลือเพียง Ip Man

เมื่อออกฉายแล้ว ได้รับคำวิจารณ์ไปในทางชื่นชมอย่างมาก โดยได้รับคะแนนไปถึง 8.1 ดาวจากทั้งหมด 10 ดาวในIMDb ซึ่งนับว่าสูงมาก สำหรับภาพยนตร์ในแนวนี้

ภาพยนตร์ได้รับรางวัลอย่างมากมาย รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของฮ่องกง ครั้งที่ 28 โดยมีชื่อเข้าชิงถึง 12 รางวัล ทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงประกอบชายยอดเยี่ยม เป็นต้น

ซึ่งต่อมาได้มีการสร้างภาค 2 ต่อมา ในชื่อ Ip Man 2 ในปี ค.ศ. 2010 และภาค 3 ในชื่อ Ip Man 3 ในปลายปี ค.ศ. 2015

คอลัมน์นี้ยังไม่เคยหยิบหนังจีนมาวิจารณ์เลย แต่ความดังของหนังยิปมันทำให้อดไม่ได้ที่จะพูดถึง ยิปมันเป็นปรมาจารย์มวยกังฟูแบบหย่งชุน ที่ต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นซึ่งรุกรานจีนสมัยสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (Second Sino–Japanese War) และเป็นอาจารย์ของนักแสดงในตำนานอย่างบรูซ ลี ชีวประวัติของยิปมันถูกนำมาสร้างเป็นหนังถึงหกครั้ง ภาคที่โด่งดังและคนติดตามชมคือยิปมัน ที่แสดงโดยดอนนี่ เยน หรือเจิน จือตัน กำกับการแสดงโดยวิลสัน ยิป ซึ่งออกฉายครั้งแรกปี 2008

หนังเรื่องนี้ได้รับความชื่นชมว่าเป็นหนังแอ๊กชั่นยอดเยี่ยมของหนังศิลปะการป้องกันตัวจีน และได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของฮ่องกง ครั้งที่ 28 แถมด้วยรางวัลออกแบบฉากต่อสู้ยอดเยี่ยม ต่อมาได้มีการสร้างภาคต่อโดยใช้ดาราและผู้กำกับคนเดิม ออกฉายในปี 2010 และ 2016

หนังยิปมัน 3 สร้างหลังภาคสองถึงห้าปี ว่ากันว่าส่วนหนึ่งเป็นค่าตัวไมค์ ไทสัน ซึ่งร่วมแสดงหนังแอ๊กชั่นเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านั้นไมค์มักเล่นบทตลก และยังเป็นค่าตัวของหยวน หวู ปิง ผู้กำกับคิวบู๊ที่สุดยอดและมีชื่อเสียงมากทั้งในฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา จากผลงาน The Matrix, Kill Bill และ Crouching Tiger & Hidden Dragon

หนังสะท้อนภาพฮ่องกงสมัยที่ถูกปกครองโดยอังกฤษ มาเฟียตะวันตก แฟรงค์ (ไมค์ ไทสัน) มีอิทธิพลมาก ควบคุมหัวหน้าตำรวจในชุมชนที่ยิปมัน (ดอนนี่ เยน) อาศัยอยู่ และพยายามจะซื้อโรงเรียนแห่งเดียวที่มีอยู่ในชุมชน เมื่ออาจารย์ใหญ่ไม่ยอมขาย ก็ส่งอันธพาลมาก่อกวน ยิปมันและลูกศิษย์ต้องช่วยกันปกป้อง ศึกที่ยิปมันเผชิญไม่ใช่แค่มาเฟียต่างชาติ แต่เป็นศิษย์ร่วมสำนักจง ทินชิ (จาง จิน) หย่งชุนสายทะเยอทะยานที่อยากประลองวิทยายุทธ์เพื่อตั้งตนเป็นปรมาจารย์การต่อสู้แบบหย่งชุน นอกจากการต่อสู้ที่เข้มข้นแล้ว ภาคนี้มีความเป็นดราม่ามากกว่าภาคอื่นๆ เพราะอาเจิน (สงไต้หยิน) ภริยายิปมันเจ็บหนัก ยิปมันต้องเลือกระหว่างศักดิ์ศรีและความรักที่มีต่อภริยา

หนังค่อยๆ ลำดับเรื่องราวแบบไม่หวือหวา แต่ดึงอารมณ์คนดูให้ติดตามได้ตลอดเรื่อง ฉากแอ๊กชั่นมีเป็นระยะๆ เป็นแอ๊กชั่นที่ต่อสู้ทั้งแบบตัวต่อตัว แบบกลุ่ม แบบหมู่ โดยใช้ฝีมือ ดุเดือดและมัน โดยไม่ต้องใช้ปืนหรืออาวุธทำลายล้างกันจนเลือดท่วมจอ มีฉากการต่อสู้ระหว่างมวยจีน (ยิปมัน) กับมวยไทย โดยนักแสดงคนไทยที่ไปไกลในเวทีหนังระดับอินเตอร์ ไซมอน กุ๊ก หรือสุชาติ ขันวิไล สุชาติโลดแล่นอยู่เบื้องหลังวงการบันเทิงสิบกว่าปีในฉากเสี่ยงตาย และยังเป็นสตันต์แมนของจา พนม ในหนังองค์บาก 2 และต้มยำกุ้ง ในเรื่องนี้ยิปมันกับสุชาติต่อสู้กันแบบตัวต่อตัวในที่แคบคือในลิฟต์ ก่อนจะออกมาสู้กันที่ขั้นบันได สุชาติเป็นคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือไม่น้อยหน้าใคร ทั้งต่อสู้อย่างมีศิลปะและชั้นเชิง ไม่ใช่เป็นประเภทหมูถูกไล่ต้อน น่าชื่นชมและขอปรบมือให้กับความสามารถที่น่าทึ่งนี้

แต่แน่นอนว่าฉากการต่อสู้ที่คนดูจับตาชมมากที่สุดคือ ฉากดวลกันระหว่างมวยหย่งชุนกับมวยตะวันตก ไมค์ ไทสัน รูปร่างเทอะทะแต่เคลื่อนไหวแคล่วคล่องและมีหมัดที่ทรงพลัง ปะทะกันแต่ละที ดอนนี เยนกระเด็นไปหลายตลบ แต่ดอนนี เยนมีจุดแข็งที่ความเยือกเย็น ว่องไวและสมาธิแน่วแน่ เป็นการต่อสู้ที่โชว์ทั้งความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว ทั้งสองต่อสู้กันจริงๆ แบบเร็วปะทะแรง เข้มข้น ดุเดือด ไมค์มีดีกรีเป็นแชมป์โลกเฮฟวี่เวต 3 สถาบันคนแรกของโลก เจ้าของสถิติแชมป์โลกเฮฟวี่เวตที่อายุน้อยที่สุดในโลกคือเป็นแชมป์เมื่ออายุเพียงยี่สิบปี เป็นนักมวยผู้มีภาพความป่าเถื่อน รุนแรง และกักขฬะ มีข่าวว่าภริยาของดอนนี เยน ค่อนข้างกังวลเรื่องนี้ แต่กลับเป็นไมค์ ไทสันเองที่แสดงผิดคิวชก โดนศอกดอนนี เยน จนนิ้วร้าว

 

 

อีกฉากการต่อสู้ที่เข้มข้นและน่าลุ้นมากคือ การต่อสู้กันเองระหว่างยอดฝีมือมวยหย่งชุนที่มีอาจารย์สำนักเดียวกัน ยิปมันและจง ทินชิ ที่อ้างว่าตนคือผู้สืบทอดมวยหย่งชุนที่แท้จริง ทั้งสู้กันด้วยมือเปล่า ไม้พลอง และดาบสั้น เสียงดาบที่ทั้งกรีดและปะทะกันให้ความรู้สึกหวาดเสียวและตื่นเต้น เป็นฉากการต่อสู้ที่มันสูสีกันจริงๆ การต่อสู้หลากหลายรูปแบบในหนังเรื่องนี้ประหนึ่งจะยืนยันว่ามวยหย่งชุนสามารถรับมือกับการต่อสู้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นกังฟูแขนงต่างๆ หรือมวยตะวันตกที่เน้นความหนักหน่วงรุนแรง

ยิปมัน 3 ไม่ใช่มีดีเฉพาะฉากการต่อสู้ที่เร้าอารมณ์คนดูเท่านั้น แต่มีคุณค่าเชิงสาระที่แฝงอยู่ทั้งในเนื้อเรื่องและบทสนทนาที่คมคาย โดยเฉพาะประเด็นครอบครัว จากปรมาจารย์หมัดๆ มวยๆ ยิปมันไปหัดเต้นชะชะช่าเพื่อเต้นรำกับภริยาที่เจ็บหนัก ให้เวลากับภริยาโดยยอมให้คนดูหมิ่นที่ไม่ไปประลองฝีมือกับจง ทินชิ เหนือสิ่งอื่นใดยิปมันเป็นต้นแบบของคนเก่งที่ถ่อมตัว ไม่โอ้อวด มีคุณธรรม ไม่ใช้ฝีมือเพื่อระรานคนอื่น แต่เพื่อช่วยเหลือคนอ่อนแอและป้องกันคนที่ถูกรุกราน ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นปรัชญาของการต่อสู้แบบหย่งชุน ดูหนัง ยิปมัน ปรมจารย์กังฟู 

รีวิวซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะ Alice In Borderland ปิดตายเล่นเกมเดิมพัน

รีวิวซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะ Alice In Borderland ปิดตายเล่นเกมเดิมพัน

Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ ซีรีส์ Netflix ญี่ปุ่นสร้างจากมังงะในชื่อเดียวกัน เรื่องราวกลุ่มคนที่หลงมาในโตเกียวร้างโดยไม่ทราบสาเหตุ และที่แห่งนี้กลายมาเป็นกรงขังให้ทุกคนต้องร่วมเล่นเกมที่เดิมพันด้วยชีวิต

โดยปกติแล้วหนังหรือซีรีส์ที่สร้างจากมังงะของญี่ปุ่นจะติดภาพ Live-Action ที่พยายามทำทุกอย่างให้เหมือนต้นฉบับในรูปแบบเหมือนจริง ไม่พยายามดัดแปลงให้มีความแตกต่างเหมาะสมกับการทำเป็นหนัง ยกตัวอย่างชุด ทรงผม ในการ์ตูนก็ยกมาทั้งหมดแต่งแบบคอสเพลย์แสดงกันเลย ซึ่งถ้าผู้ชมเฉพาะกลุ่มแฟนๆ คงรับได้และพอใจที่ตัวหนังมีการดัดแปลงน้อย แต่สำหรับผู้ชมทั่วไปที่ไม่ใช่แฟนการ์ตูน หรือผู้ชมวงกว้างอายุมากหน่อย จุดนี้จะกลายเป็นสิ่งขัดตาขัดใจไปแทน ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ไม่สมจริงที่หนังไม่พยายามดัดแปลงให้สมเหตุผลมากขึ้น (แม้เรื่องจะโม้โอเวอร์แบบการ์ตูนก็ตามก็ต้องมีเหตุผลรองรับให้เชื่อตามได้)

แต่กับเรื่องนี้เรียกว่าการมาเจอกัน “คนละครึ่ง” ของสองแนวทางข้างต้น ซึ่งในช่วงแรก “อะริสุ” (ชื่อญี่ปุ่นที่ตั้งให้คล้องกับ Alice เลียนแบบ Alice in Wonderland อีกที แสดงโดย Kento Yamazaki) ตัวเอกของเรื่องที่เป็นเกมเมอร์ไม่ทำงานทำการกับเพื่อนอีกสองคนต้องมาติดอยู่ในกรุงโตเกียวที่กลายเป็นเมืองร้างโดยไม่ทราบสาเหตุ พร้อมกับสาวออฟฟิสอีกคนที่รู้จักกันครั้งแรกจากเกมที่บังคับให้พวกเขาเล่นในที่แห่งนี้ และเดิมพันด้วยชีวิต ถ้าไม่เล่นก็ต้องตายจากเลเซอร์ที่ยิงมาจากฟ้าเจาะทะลุร่างกาย โดยมีรางวัลตอบแทนคือ วีซ่าต่ออายุการอยู่ในที่แห่งนี้ไปเรื่อยๆ (แต่แค่ไม่กี่วัน) เท่ากับต้องบังคับให้คนเล่นไปเรื่อยๆ

ซึ่งใน ช่วงครี่งแรก ของ ทีมอะริสุ นี้คือ ช่วงที่เรียกได้ว่า ลบภาพ Live-Action ออกไปได้เกือบหมด ตั้งแต่ ความเรียลสม จริงของ จังหวะการ เล่าเรื่อง การเล่นเกม ที่ออกแบบมาดี แม้ พล็อตแบบนี้ จะมีบ่อย แล้วไม่ใช่ แค่ของญี่ปุ่น ฝรั่งก็ทำออก มานานแล้ว ตั้งแต่ CUBE ในอดีต ไม่นานมานี้ก็มี Escape Room ของโซนี่อีกเรื่อง ซึ่งรูปแบบ ก็คือมี เกมมาสเตอร์ จัดเกมขึ้น มาทดสอบคน แก้ไม่ได้คือ ตายสถานเดียว ซึ่งเกม ในเรื่องนี้ ถูกแบ่งออก เป็นแนวซับซ้อน ใช้ไหวพริบแก้ปัญหา กับแนวใช้ กำลังกายเข้าต่อสู้ เพื่อเอาชนะ และ เกมที่ เล่นกับจิตใจมนุษย์โดยเฉพาะ รูปแบบของเกมจะขึ้นอยู่กับหน้าไพ่ที่ปรากฎในเกมผ่านมือถือ แต้มบนไพ่เป็นตัวบอกแนวทางกับระดับความยากให้ผู้เล่นในตอนแรกเตรียมใจไว้ว่าจะต้องเจอกับความโหดระดับไหน ซึ่งช่วงนี้เองที่เกมถือว่าคิดมาดี มีความแปลกใหม่ น่าติดตามลุ้นระทึกกันแบบเสี้ยววินาทีตลอด ในระหว่างพักเกมก็ค่อยๆ เล่าย้อนถึงที่มาของตัวละครแต่ละคนให้ชัดเจนขึ้นจากตอนแรก ทีมตัวเอกก็ดูมีความผูกพันน่าเอาใจช่วย และก็เปิดตัวละครหลักนอกทีมที่ต้องมาเจอภายหลังอีกครั้งไว้ในช่วงนี้ เพื่อทิ้งหยอดให้เป็นปริศนาหาที่มาที่ไปในช่วงหลังว่าเกมนี้คืออะไร ซึ่งจังหวะการเล่าเรื่อง และคาแรกเตอร์และการพัฒนาตัวละครในช่วงนี้ถือว่า ลืมไปเลยว่านี่เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะแบบ Live-Action แบบเดิมๆ ไปได้เกือบหมด มีแค่กลิ่นอายเล็กๆ หลงเหลืออยู่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวเหมาะสำหรับงานขายคนดูทั่วโลกผ่าน Netflix แบบนี้

แต่ในช่วงครึ่งหลังของเรื่องนี้เองที่ภาพของ Live-Action กลับมาแบบเต็มๆ เมื่อนื้อเรื่องปูไปถึงขีดสุดของทีมตัวเอกในช่วงแรกจบที่ตอน 4 พอขึ้นตอน 5 เข้าสู่ช่วงของนางเอก “อุซางิ” (ชื่อแปลว่ากระต่าย ถูกตั้งให้พ้องกับในเรื่องอลิซต้นฉบับ แสดงโดย Tao Tsuchiya) เรื่องราวที่ดูน่าจะเข้มข้นจริงจังเรียลๆ กว่าเดิม กลับกลายเป็นแนว Live-Action ดูเป็นการ์ตูนมากขึ้นเรื่อยๆ จากตัวละครในช่วงหลังที่ทั้งฝ่ายดีและไม่ดีต่างแต่งตัวจัดทรงผมหน้าตาประหลาดๆ คาแรกเตอร์ บทพูดต่างๆ ชุดเหมือนถอดคอสเพลย์การ์ตูนมาเล่นหนังแทน แม้จะเข้าใจได้ว่าพยายามทำให้เรื่องดูเป็นแฟนตาซีมากขึ้น เมื่อรู้ว่ามีคนมากมายติดอยู่ในที่แห่งนี้เช่นกัน และก็มีการรวมตัวกันเป็นทีมเป็นระบบมากกว่าในช่วงแรก ซึ่งก็ต้องมีหัวหน้าที่ปกครองและออกกฎให้ทุกคนทำตาม ป้องกันการแหกกรอบเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย และก็ตามสูตรพอเป็นอย่างนี้ก็ต้องเกิดความวุ่นวายจากชนชั้นปกครองขึ้นอยู่ดี ซึ่งจุดนี้เองที่เรื่องพยายามนำเสนอกึ่งโลกดิสโทเปียว่าทุกคนจะใช้ชีวิตในดินแดนแห่งนี้อย่างไร และเกมที่ถูกจัดขึ้นโดยเกมมาสเตอร์ก็ถูกพักหายไปช่วงใหญ่เลย เพื่อโอนตัวร้ายกลับมาให้เป็นฝ่ายมนุษย์ชนชั้นปกครองที่ติดอยู่ในดินแดนแห่งนี้แทน

เนื้อเรื่องช่วงนี้เองที่เริ่มเห็นเลยว่าเป็นปัญหาตั้งแต่แรกเริ่มในตอน 5 เมื่อเรื่องกลับลำมาเล่นกับความป่าเถื่อนของมนุษย์กันเองตามสูตรหนังแนวดิสโทเปีย (แม้เรื่องนี้จะแค่จำลองโลกแบบนั้นขึ้นมา) เนื้อเรื่องเริ่มมีความไม่สมเหตุผลขัดกับช่วงแรกแบบจงใจหักลำเปลี่ยนแนว กลายเป็นคนโหดกับคนเองมากกว่าในเกมที่เล่นผ่านมา

และก็ใส่เหตุผลที่ดูแล้วเป็นการ์ตูนจ๋า คือมันออกแนวไม่สมเหตุผลกับความเป็นไปของเรื่องที่ต้องเอาตัวรอดกันสุดชีวิต แต่กลับทำตัวใช้ชีวิตดี มีชนชั้นปกครองกันอย่างหรูหรา ตัวเกมโหดๆ ก็เหมือนเป็นแค่น้ำจิ้มแล้ว ในเมื่อเรารู้ว่ามีกลุ่มคนที่ตั้งทีมเล่นเกมผ่านได้ไม่ยาก และก็ชนะมาตลอดจนเหมือนเกมเป็นแค่ของว่างฆ่าเวลา ตัวร้ายก็ฝ่ายมนุษย์ด้วยกันเองก็สร้างให้ดูจิตๆ ตามสไตล์ญี่ปุ่น แล้วก็มีช่วงแฟลชแบ็คเล่าย้อนไปถึงที่มาเพื่อสร้างปมของการเปลี่ยนแปลงตัวตน

แต่กลายเป็นดูแล้วแอบตลก (แม้เรื่องจะไม่ได้พยายามให้ตลกเลย) อาจจะเพราะความพยายามเล่าปมให้ซีเรียส แต่ตัดมาปัจจุบันตัวละครนั้นกลับทำตัวเหมือนหลุดโลกเหมือนการ์ตูนมากเกินไป (อย่างท่าเดิน สีหน้าท่าทาง) ซึ่งเรื่องพยายามอย่างหนักที่จะทำให้คนเชื่อว่าช่วงนี้ซีเรียสกว่า แต่กลับดูแล้วกลายเป็นแนว Live-Action เต็มๆ ไปแทน

ช่วงหลังตัว ละครหลายตัว มีปัญหา ความน่าเช่อถือ อย่าง ตัวละคร ในภาพจู่ๆ คนปกติ เก็บตัว ก็กลาย มาเป็น นักดาบมีฝีมือ ในโลกนี้ แบบไม่มี เหตุผล อธิบายรองรับ ไว้เลย
เมื่อเรื่องหลุดธีม มากันขนาดนี้ แล้วก็มีแต่ ต้องไป ต่อในแนว ทางนี้ ต่อไปเท่านั้น ตัวเรื่องวกกลับลาก ทุกคน มาเข้าเกม ครั้งใหญ่ เพื่อปิด เรื่องช่วงซีซั่น 1 ให้อลังการที่สุดด้วยการเล่นเกมกับคนที่รอดทั้งหมดพร้อมกัน แล้วก็เปิดฉากให้เกมเป็นแนวไล่ฆ่ากันเอง หวังฉากตายเป็นเบือมายกระดับเกมให้ดูยิ่งใหญ่มากที่สุด แต่บอกตรงๆ ว่าผู้เขียนเองดูช่วงนี้แล้วกลับรู้สึกเนือยๆ กว่าช่วงตอน 1-4 มาก เรียกว่าคนละอารมณ์กันเลย

เพราะเรื่องช่วงนี้ กลายเป็น การตายพร่ำ เพรื่อมั่ว ไปหมด รูปแบบเกม จากลุ้นระทึก กดดันกลายมา เป็น งานขายดราม่า ตัวละคร กับแนวสืบสวน หาฆาตกรไป ซึ่งก็ไม่ได้ ทำออกมาดีมากเท่าไหร่ ไม่ได้ว้าวอะไรมาก แม้คนดูจะเดาได้ หรือไม่ได้ ก็ตาม เรื่องยกระดับ ความรุนแรงไปก็จริง แต่กลับขาด ความสนุก ลุ้นระทึก ไปหมด เหลือแต่ การบิ้ว พยายาม ให้เรื่องดูมี ปมลึกซึ้ง เพื่อแก้ปริศนา ของเกมนี้แทน จนสุดท้าย ก็จบแบบไป ไม่ถึงอารมณ์ที่ว่าสักเรื่อง

ตัวเรื่องจบแบบปิดปมใหญ่ เรื่องเกม มาสเตอร์ ที่ทุกคนอยากรู้ ได้ระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นการเคลียร์ปมแบบทื่อๆ ไปหน่อย คือใส่ยัดมาเพื่อเฉลยไปเลยว่าคือใครแบบง่ายๆ โดยยังไม่เปิดเผยว่าที่มาของเกม หรืออะไรที่เว่อร์ๆ เหล่านี้มาได้อย่างไร

ก่อนจะทิ้งท้ายเพื่อไปขึ้นเกมที่ปูไว้ว่าใหญ่กว่าช่วงแรกขึ้นไปอีกในตอนจบ ซึ่งก็คงอีกเป็นปีกว่าจะเสร็จ ถ้าใครสนใจก็หาอ่านมังงะแปลไทยได้เลยครับ ลิขสิทธิ์ของวิบูลกิจ มี 18 เล่มจบ แต่อาจจะเก่าสักหน่อยเพราะวางขายมาหลายปีแล้วครับ

สรุป

ซีรีส์ญี่ปุ่น ที่สร้างจาก มังงะ ที่พล็อตแนว ห้องปิดตาย เล่นเกมเดิมพัน ชีวิตอาจ จะไม่ได้แปลกใหม่ แต่ก็มี ความโดดเด่น ในแบบ ของตัวเอง และ สามารถสลัด ภาพแนว Live-Action จ๋าที่เป็น แนวนิยม ของ ญี่ปุ่น ไปได้ในช่วงแรก (ตอน 1-4) ซึ่งก็ดูดีมาก ลุ้นระทึก กดดัน ใช้ไหวพริบ แก้ปัญหา ตัวเอกก็ไม่ได้เป็น ฮีโร่เก่ง อะไรมาก พัฒนาการตัวละครก็ดู สมเหตุผลลงตัว มีความสมจริง ผ่านเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ

แต่ช่วงหลังตอนที่ 5 ไปตัวเรื่อง กลับเปลี่ยนไปเป็นแนว Live-Action ที่เต็มไปด้วยตัวละครแปลกๆ เนื้อเรื่อง ที่พยายามยัด ปมดราม่า เข้ามามากมาย ให้ซึ้ง หลายจุด ขาดความสมเหตุผล เกมที่ลุ้นระทึก กลับกลายเป็นแนวสืบสวน ขายดราม่า จนหมดลุ้น อะไรในช่วงนี้ไปเลย ซึ่งความน่าติดตามน้อยกว่าตอนแรกมาก ก่อนปิดท้ายเฉลยกันง่ายๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้นระดับหนึ่ง แล้วตัดจบไปต่อที่ซีซั่น 2 ครับ

จุดเด่น

รูปแบบเกมลุ้นระทึกมาก (ในช่วงแรกตอน 1-4)
ตัวเอกที่ไม่ได้เก่งเว่อร์อะไรมากแบบการ์ตูนทำให้ดูมีลุ้นมีพลาดได้ทุกเกม
นางเอกแนวแอ็กชั่น แถมน่ารักด้วย
พล็อตเรื่องออกแนวแฟนตาซีไซไฟเว่อร์วังน่าติดตาม
มีความโหดรุนแรงสูง แต่ก็ไม่ได้มากแบบขายฉากแหวะ
)ตัวละครสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเยอะขายผู้ชายโดยเฉพาะ
มีเสียงพากย์ไทย

จุดด้อย

พล็อตเรื่องไม่ได้แปลกใหม่
ความไม่สมเหตุผลในช่วงหลังหลายอย่างตั้งแต่ตอน 5 ไป
ช่วงหลังเน้นดราม่ามากเกินจนอารมณ์ต่างกับช่วงแรก
คาแรกเตอร์ตัวละครในช่วงหลังเป็น Live-Action มากเกินไป
เฉลยเรื่องตอนท้ายแบบง่ายๆ ดูเป็นการ์ตูนมากไป (ออกแนวตัวร้ายมาเล่าแผนที่ผ่านมาของตัวเองให้ฟัง)

ดู alice in borderland

รีวิวหนัง Ferdinand – เฟอร์ดินานด์ กระทิงยักษ์ที่มีใจกล้าหาญ

หนัง Ferdinand หรือชื่อไทยว่า เฟอร์ดินานด์ ภาพยนตร์เรื่อง Ferdinand ถ่ายทอดเรื่องราวของ กระทิงยักษ์ที่มีใจกล้าหาญ หลังจากถูกเข้าใจผิดวาเป็นสัตว์อันตราย เขาถูกจับตัวไปและต้องพลัดพรากกับครอบครัว เขาพยายามหาทางกลับไปหาครอบครัว เขารวมตัวทีมสัตว์แปลกๆ เพื่อออกผจญภัย เรื่องราวในภาพยนตร์เกิดขึ้นที่สเปน ภาพยนตร์เรื่อง Ferdinand เป็นบทพิสูจน์ว่าคุณไม่อาจตัดสินกระทิงภายนอกของมันได้

รีวิวหนัง Ferdinand - เฟอร์ดินานด์ กระทิงยักษ์ที่มีใจกล้าหาญ

แทบทุกปีจะมีหนังอนิเมชั่นจากทางฝั่งฮอลลีวู้ดที่มีตัวละครเป็นสัตว์นานาชนิดมาให้ได้ดู ได้หัวเราะ มีความสุขไปกับความสนุกสนานและความน่ารักของแต่ละคาแรคเตอร์ ซึ่งถูกออกแบบมาอย่างหลากหลาย มาปีนี้ Ferdinand จาก Blue Sky ในเครือ 20th Century Fox ดูเหมือนจะเป็นอนิเมชั่นสัตว์เพียงเรื่องเดียวที่ส่งท้ายปีได้อย่างน่ารักน่าจดจำ นอกจาก Coco จากฝั่งของ Pixar

ที่หยิบเรื่องราวพื้นๆ พล็อตทั่วไปๆ มาหยอดใส่รายละเอียดเพื่อเล่าประเด็นอ่อนโยนซ้อนประเด็นเครียดได้อย่างน่าประทับใจจนน้ำตาแตกแล้ว ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเรื่องราวการเติบโตและต่อสู้ของกระทิงหนุ่มผู้อ่อนโยนและผองเพื่อนนี้จะกลายเป็นหนังโปรดประจำปีของใครหลายๆ คนด้วยเช่นกัน

สังเกตได้จากความฮาที่เรียกเสียงหัวเราะจากคนดูได้ตลอดทั้งเรื่องตั้งแต่อมยิ้มหัวเราะคิกคักได้ไปจนถึงฮาแตกจนต้องปรบมือตบเข่า ขณะเดียวกันในส่วนของเนื้อหนังก็ไม่ได้ทอดทิ้งที่จะนำพาเนื้อหาไปสู่จุดที่ตั้งใจจะพูดถึงความรุนแรงของมนุษย์ที่กระทำต่อสัตว์ในกีฬาอย่างมาทาดอร์สู้กับวัวกระทิงในสเปน

เอาเข้าจริงแล้วการเล่าประเด็นนั้นแทบจะละเลยการดีเบตระหว่างความเห็นจากทั้งสองฝั่งความคิดว่ากีฬาสู้กระทิงมีดีหรือไม่ดียังไงจึงทำให้ขาดมิติเชิงบทภาพยนตร์ที่กลมเกลาไปบ้าง

และยังขาดความเมคเซนส์เยอะแยะมากมายเพื่อเรียกความฮาและเพื่อให้เรื่องราวมันผ่านความชุลมุนไปได้ไม่ยากเย็น แต่การเล่าสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อสัตว์อย่างกระทิงก็ทำให้เห็นภาพความรุนแรงเสมือนน้ำสีแดงเลือดราดน้ำแข็งใสได้ภาพความน่ากลัวแต่ก็เบิกบานสนุกสนานซึ่งนัยหนึ่งก็รู้สึกได้ถึงการประชดประชันยอกย้อนกับความบันเทิงของมนุษย์ที่ได้รับจากการทุกข์ทรมานของเหล่ากระทิงดุไม่ว่าจะเป็นเพราะการถูกกักขัง หรือถูกบังคับให้ต่อสู้ในสนามอยู่เหมือนกัน

 

คาแรคเตอร์สัตว์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับมุกตลกให้สร้างเสียงหัวเราะอย่างชัดเจน ทั้ง Ferdinand เองที่ให้เสียงโดย John Cena นักมวยปล้ำชื่อดัง แพะปากมาก และสามพี่น้องเม่นตัวจิ๋ว โดยเฉพาะม้าขาแดนซ์หัวสูงสามตัวในคอกข้างๆ คอกกระทิงที่น่าหมั่นไส้น่าดีดกระโหลกเป็นที่สุดซึ่งหนังก็เอามารับใช้ชุกมุกตลกแดนซ์แบทเทิลกับเหล่ากระทิง และกลายเป็นฉากที่สะกิดต่อมฮาจนคนดูระเบิดหัวเราะออกมาได้มากที่สุด รวมๆ แล้ว Ferdinand

จึงเหมาะจะเป็นหนังดูเพื่อผ่อนคลายในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้มากๆ พ่อแม่สามารถจูงลูกหลานตายายเข้าไปดูพร้อมหน้าพร้อมตากันได้ทั้งครอบครัวซึ่งการันตีได้ว่าจะออกมาจากโรงหนังพร้อมรอยยิ้มและความสุขอย่างแน่นอน โดยเฉพาะใครที่ชอบดูสัตว์น่ารักๆ ตลกๆ ในหนังไม่ควรพลาด ที่มา  

รีวิวหนัง Jumanji : Welcome to the Jungle – จูแมนจี้ เกมดูดโลก บุกป่ามหัศจรรย์

หนัง Jumanji : Welcome to the Jungle หรือชื่อไทยว่า จูแมนจี้เกมดูดโลก บุกป่ามหัศจรรย์ เรื่องราวของเด็กมัธยม 4 คน ที่ถูกทำโทษให้ทำความสะอาดห้องใต้ดินของโรงเรียน จนทำให้พวกเขาพบกับวิดีโอเกมที่ชื่อว่า Jumanji โดยแต่ละคนต้องเลือกตัวละครในเกมคนละ 1 ตัว ซึ่งพาให้พวกเขาหลุดเข้าไปยังป่าแห่งหนึ่งในโลกของเกม

รีวิวหนัง Jumanji : Welcome to the Jungle - จูแมนจี้ เกมดูดโลก บุกป่ามหัศจรรย์

โดยหนุ่มเนิร์ดอย่าง สเปนเซอร์ มีร่างอวตารเป็นชายกล้ามโตนามว่า ดร.สโมลเดอร์ เบรฟสโตน (เดอะร็อค) ขณะที่หนุ่มนักฟุตบอลอย่าง ฟริดจ์ กลายเป็นชายร่างเล็กนามว่า มูส ฟินบาร์ (เควิน ฮาร์ท) ส่วนสาวฮอตอย่าง เบธานี กลายเป็นศาสตราจารย์ร่างอวบ เชลลี่ โอเบรอน (แจ็ค แบล็ค) ส่วนสาวบอบบางอย่าง มาร์ธา กลายเป็นนักรบชาวอเมซอนนามว่า รูบี้ ราวด์เฮ้าส์ (คาเรน กิลแลน)

ห่างหายจากภาคแรกไป 20 ปี ถึงเวลาที่ เกมส์ดูดโลก จะพัฒนาตัวเองกลับมาอีกครั้งใน Jumanji : Welcome to the Jungle “เกมดูดโลก บุกป่ามหัศจรรย์”

เนื้อเรื่องดำเนินต่อหลังจากภาคแรก โดยที่ไอเดียของเกมส์กระดานมันล้าสมัยไปแล้ว ตัวเกมส์เองจึงต้องวิวัฒน์ตัวเองกลายมาเป็นเกมส์ตลับที่เคยฮิตกัน เพื่อที่จะได้ให้เด็กๆ ในยุคนั้นหลงมาเล่นเกมส์กันอีกจนได้

เอาเข้าจริงตัวหนังเองกลายพันธุ์เป็นหนังตลกเต็มขั้น ที่เรียกได้ว่าสาดมุขกันสนั่นจอตลอดเรื่องเลยจริงๆ และถึงแม้ว่ามุขจะทำคนดูฮาซะส่วนใหญ่ แต่กลิ่นไอความระทึกขวัญแบบภาคแรกนั้นหายไปจนหมดแทบไม่เหลือ ซึ่งส่วนตัวผมเองค่อนข้างเสียดายในจุดนี้ เพราะภาคแรกนั้นทำไว้ได้กลมกล่อมเป็นอย่างมาก สำหรับภาคนี้เหมือนแค่เอาชื่อและคอนเซ็ปมายำทำเป็นหนังตลกธรรมดาเท่านั่น ไม่ได้มีความกลมกล่อมลงตัวแต่อย่างใด ถามว่าบันเทิงไหม บอกเลยว่าบันเทิงจริง ถามว่าฮากับมุขไหม ก็ฮาจริง แต่เพียงแค่หนังมันยังไม่กลมกล่อมเท่าเวอร์ชั่นต้นฉบับเท่านั้นเองครับ

สรุปคือถ้าใครอยากหาหนังฮาๆ ที่ดูได้ทั้งครอบครัวล่ะก็ Jumanji : Welcome to the Jungle นั้นตอบโจทย์ 100% เลยก็ว่าได้ แต่ถ้าใครอยากได้หนังฟิลลิ่งแบบภาคแรกล่ะก็ คงต้องผิดหวังไม่น้อยเลยทีเดียวครับ 7.5/10  ที่มา  

รีวิว หนัง Star Wars : The Last Jedi – สตาร์วอร์ส : ปัจฉิมบทแห่งเจได

หนัง Star Wars 8 หรือชื่อไทยว่า สตาร์วอร์ ปัจฉิมบทแห่งเจได หลังจากภาคที่แล้ว The Force Awakens สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟน ๆ จนหายคิดถึงกันไปแล้ว เรียกได้ว่าขนนักแสดงเก่ากลับมาเพียบ เพื่อร่วมกับนักแสดงใหม่ในการสร้างเรื่องราวไตรภาคที่ 3 ในตระกูล Star Wars ในขณะที่หลายตัวละครโดดเด่นไม่ว่าจะเป็น เรย์ เด็กสาวปริศนาที่มีพลังแฝง หรือฟินน์ จอมทรยศจากสตรอมทรูปเปอร์ ก็มีตัวละครที่จากเราไปเช่นกัน

รีวิว หนัง Star Wars : The Last Jedi - สตาร์วอร์ส : ปัจฉิมบทแห่งเจได

ความตื่นเต้นก็ถูกผลักให้พุ่งสู่จุดสูงสุดเมื่อตอนจบที่ปรากฏภาพของบุคคลที่เรารอคอยกันมานาน นั่นก็คือ ลุค สกายวอล์คเกอร์ กลับมาสานต่อเนื้อเรื่องเป็นอาจารย์ฝึกฝนการใช้พลังให้กับเรย์ ท้ายที่สุดแล้วเรย์จะกลายเป็นเจได หรือผู้รักษาสมดุลระหว่างแสงสว่างหรือความมืดคงต้องติดตามกันต่อไป

หลังจากที่มีเวลาว่างพักผ่อน เด็กเดินตั๋วได้ดู  อีกครั้งทุกภาคทำให้นึกอยากดู ภาค The Last Jedi ในโรงหนังสักครั้ง มีความตั้งใจว่าต้องดูให้ได้ กำลังอินมากๆ และ Hype Star Wars แบบสุดๆ เด็กเดินตั๋วได้นำพาร่างของตัวเองเข้าโรงหนังไปดูภาคล่าสุดอย่างใจจดใจจ่อและคาดหวังมากๆ….

และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ….

ทุกรายละเอียด และการถ่ายทอดช่างน่าประทับใจ และน่าปลาบปลื้ม ทุกอย่างเป็นไปแบบที่ สตาร์ วอร์ ควรจะเป็น

เรื่องราวน่าติดตาม และทิ้ง hint หลายๆอย่าง ไว้อย่างที่ทุกๆ ภาคได้ทำเอาไว้ ปมเรื่องสายเลือด เรื่องศิษย์-อาจารย์ และเจไดคนสุดท้าย และสู้รบบู๊ล้างผลาญบนอวกาศและสนามรบ ตื่นเต้น เร้าใจ เป็นไปตามรสชาติของ สตาร์ วอร์ แบบไม่ออกห่างจากมาตรฐานเลย

งานสร้างเป็นสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย ภาพ realistic มาก สวยงามและสมจริง มุมกล้องเล่าเรื่องพอๆ กับการแสดงและบทสนทนา ส่วนผสมของเพลง เสียงประกอบและเสียงในหนังทำได้อย่างเนี้ยบ ทำให้การดูในโรงภาพยตร์จอใหญ่ๆ ยักษ์แบบ IMAX

เป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบและแนะนำมาก ทุกส่วนผสมมีผลทำให้ สตาร์ วอร์ เป็นแบบที่ควรเป็น บันเทิง แอคชั่น ดราม่าแบบลงตัว หลายฉากหลายซีนช่างได้อารมณ์ทั้งเศร้า ทั้งลุ้น มันส์ และหลายๆ ฉากการต่อสู้ออกแบบภาพ มุมกล้อง การแสดงได้เท่มาก เท่มากๆ….

ในส่วนของเนื้อเรื่องเด็กเดินตั๋วขอไม่กล่าวถึงใดๆ จะขอกล่าวเพียงสั้นๆ ถึงคำพูดหนึ่งที่อาจารย์โยดาได้พูดไว้ และยังจำได้อยู่เลยแม้จะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นก็ตาม “Failure is the great master…” อาจารย์ที่ดีที่สุดคือความล้มเหลว มันตื้นตัน มันเอ่อล้นและมีพลังมากๆ ความเกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาและตัวละครมันช่างมีพลังมากๆ

แนะนำสำหรับแฟนๆ ให้ดูแบบ IMAX เลยรับรองความคุ้มค่า ส่วนผู้ใดที่ไม่เคยดู สตาร์ วอร์ แนะนำให้ดูทุกภาคก่อนเลย (อย่าลังเลเพราะความยาว ความเก่าของหนังเลย บอกเลยว่าคุ้มค่ามากที่ได้รู้จักแฟรนไชส์นี้) หรือถ้าหากไม่มีเวลามากนัก อย่างน้อยเด็กเดินตั๋วแนะนำให้ดูภาค Force Awakens ก่อนก็ยังดี

เพราะเป็นภาคที่ค่อนข้างจะ reboot world ใหม่ และไม่ค่อยมีความเกี่ยวเนื่องกับ world เดิม (Legend) มากนัก ยังพอคลำๆ ไปได้ เพื่อปูทางสำหรับการดูภาค The Last Jedi และภาคใหม่ที่กำลังจะมาถึง

 

ที่มา  

รีวิว ซีรีส์เกาหลี จากเว็บตูน Stranger From Hell นรกคือคนอื่น

Stranger From Hell นรกคือคนอื่น ซีรีส์เกาหลีจากเว็บตูน 10 ตอนจบลงใน Netflix กับ Viu พล็อตแปลกแตกต่างมีความน่าสนใจมาก ว่าด้วยเรื่องราวของ “จงอู” หนุ่มต่างจังหวัดวัยยี่สิบกว่าที่พึ่งออกจากกรมทหารเข้ามาทำงานในเมือง ตามคำชวนของรุ่นพี่ที่เปิดบริษัทอยู่ก่อนแล้ว และต้องมาอยู่หอพักสุดโทรมที่เต็มไปด้วยคนที่มีนิสัยผิดปกติจนน่าขนลุก!

รีวิว ซีรีส์เกาหลี จากเว็บตูน Stranger From Hell นรกคือคนอื่น

บทความมีสปอยล์เนื้อหาบางส่วนบางๆ ไม่มีจุดหักเหสำคัญของเรื่อง

ถือเป็นแนวแปลกแหวกแนวจากซีรีส์เกาหลีทั่วไปเป็นอย่างมาก แม้ทางเกาหลีเองจะขยันทำแนวฆาตกรโรคจิตออกมาบ่อยๆ แต่ก็มักจะเป็นแนวสืบสวนตามล่าหาฆาตกรที่มักปิดบังอำพรางตัวเองไว้ แต่กับเรื่องนี้ต่างออกไปตรงที่ไม่ได้ตามล่าหาฆาตกรหรือปิดบังตัวฆาตกรเลย ตัวเรื่องเฉลยกันรัวๆ ว่าใครทำอะไร ฆ่าใครที่ไหน อย่างไร ตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกตอน 1-2 ก็แทบจะเปิดตัวครบหมดแล้ว และก็ไม่ต้องมาเดาว่าทำไปด้วยเหตุผลอะไร เรื่องใส่ความโรคจิตยัดลงไปในตัวละครคนในหอพักนี้ให้เห็นกันชัดเจนแต่แรกเลยว่าพวกบ้านี่ผิดปกติจนน่าขนลุกขนาดไหน อย่าง ชายที่มักเปิดประตูห้องอ้าซ่าให้เห็นว่าตัวเองชอบตัดภาพผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยจากในเน็ตออกมาแปะไว้เต็มผนังห้อง หรือหนุ่มติดอ่างที่ชอบพูดอะไรแบบชวนขนลุกพร้อมหัวเราะคิกคักอยู่ตลอดเวลา

ตัวละครหลักในหอพักแห่งนี้

พวกนี้คือตัวละครร่วมหอพักที่แทบไม่มีการเรียกชื่อจริง แต่ถูกแทนด้วยเลขห้อง (ของพระเอกห้อง 303) และที่สยองไปกว่านั้นคือ การแท็คทีมหลอนคนที่เข้ามาพักในหอนี้ทุกคน (ไม่ใช่มีแค่พระเอกที่มาพักแล้วโดน แต่คนอื่นก็โดนหมด) โดยไม่เว้นว่างเวลาไหนก็หาเรื่องหลอนกันได้ทุกฉากที่ออกมา ไม่มีฉากไหนที่พวกนี้ออกมาแล้วปกติ แม้แต่อาบน้ำ กินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกัน นักแสดงในเรื่องถือว่าคัดมาดีงามตามบททุกคน แค่เห็นหน้านิ่งๆ ก็หลอนแล้ว แถมคาแรกเตอร์หน้าตายังตรงกับการ์ตูนต้นฉบับมากด้วย (ท้ายเครดิตตอนจบจะมีเทียบให้ดูครบทุกตัว) และส่วนหนึ่งที่ตัวเรื่องนี้เป็นที่นิยมของสาวๆ ก็คือการจิ้นของตัวละครในเรื่องระหว่างพระเอกกับตัวร้ายในหอพัก ซึ่งบทก็จงใจให้คนดูคิดแบบนั้นจริงๆ แอบเป็นหนังรักในอีกรูปแบบหนึ่งที่จิตๆ และก็เลือกตัวร้ายได้หล่อโรคจิต เล่นดีสมกับเป็นตัวร้ายหลักของหอพักแห่งนี้

จุดประสงค์หลักของเรื่องจึงไม่ใช่การตามหาตัวคนร้ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการเดินเรื่องให้คนดูได้เห็นความโรคจิตผิดปกติของพวกนี้ ผ่านมุมมองของตัวเอก “จงอู” ที่ถูกกดดันจนแทบบ้า จากการต้องมาอยู่ร่วมหอพักกับคนพวกนี้ และไม่ใช่แค่ความกดดันจากภายในหอพัก แต่ที่ทำงานของจงอูเองก็ยังต้องเจอกับแรงกดดันจากหัวหน้าและประธานที่ออกแนวกดขี่ข่มเหงทางวาจาตลอดเวลาเช่นกัน แถมแฟนสาวที่มาอยู่โซลก่อนหน้าพระเอกก็ยังไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่พระเอกเล่านัก กลับคิดว่าพระเอกปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองหลวงไม่ได้ อีกทั้งสภาพแวดล้อมสุดโทรมที่พระเอกอยู่ก็เป็นตัวกดดันให้พระเอกเครียดแทบไร้ทางออกซ้ำเติมเข้าไปอีก ไม่มีแอร์ ห้องอาบน้ำห้องส้วมรวม ไฟก็ไม่สว่าง ประตูก็เหมือนล็อคไม่ได้ แถมมีชั้น 4 สุดลึกลับที่ป้าห้องเช่าบอกไฟไหม้เลยไม่ได้เปิดใช้ แต่กลับมีเสียงประหลาดจากชั้นนั้นเล็ดรอดออกมาเรื่อยๆ ซาวด์ดนตรีกับเสียงประกอบฉากเล็กๆ น้อยๆ ของเรื่องก็พยายามบิ้วให้หลอน อย่างพัดลมที่หมุนส่ายไม่ได้ส่งเสียงแต่กๆๆ ตลอดเวลา เรียกว่าองค์ประกอบทุกอย่างในเรื่องนี้ กดดัน สยองขวัญ หลอน ให้พระเอกยิ่งอยู่ไปยิ่งใกล้บ้าขึ้นทุกที โดยมีฉากมโนของพระเอกเองในยามปกติที่จิตหลุด หรือภาพฝันร้ายหลอนๆ แทรกซ้อนหนักขึ้นเรื่อยๆ มาเป็นตัวบ่งบอกให้เห็นว่าพระเอกเองลึกๆ ก็อาจจะมีความไม่ปกติซ่อนอยู่ในตัวเช่นกัน

จุดขายฉากโหดสยองขวัญในเรื่องถูกใส่มาตลอดเวลา ซึ่งทำได้ดีเลยทั้งฉากทรมานคนด้วยวิธีแปลกๆ การเล่นกับเหยื่อแบบจิตๆ ฉากฆาตกรรมโหดๆ มีความซาดิสม์โรคจิต
และสไตล์การฆ่าเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนต่างกัน (ถ้าสปอยล์เบาๆ หน่อยคือแต่ละคนมีหน้าที่ต่างกันด้วยในหอพักแห่งนี้) แต่พวกอาวุธฆ่าในเรื่องส่วนใหญ่จะถูกเซ็นเซอร์
ทำเบลอไว้หมด รวมถึงฉากสัตว์ ตายแหวะ ในเรื่องนี้ คือแมวก็ถูกเบลอไว้ อันนี้เป็นเพราะ Netflix ซื้อซีรีส์เรื่องนี้มาจากเวอร์ชั่นทีวีที่เซ็นเซอร์อีกที ก็น่าเสียดายนิดๆ ส่วนใครที่
สงสัยว่าพล็อตรวมคนโรคจิตในที่เดียวกันแบบนี้สมเหตุผลแค่ไหน ทำไมพวกนี้ไม่ฆ่ากันเองซะก่อน ในเรื่องมีคำตอบที่ค่อยๆ เฉลยมาได้น่าติดตามเลย
(ที่จริงในไทยก็พึ่งมีข่าวแบบนี้ไป ตัดสินโทษประหารครูสอนกวดวิชาโรงเรียนพี่ณัฐ ถ้าตามข่าวอ่านจะเห็นว่าไม่แตกต่างจากในเรื่องนี้เลยที่คนโรคจิตมารวมตัวกันได้จริงๆ)

Stranger From Hell นรกคือคนอื่น Netflix เรต 18+ แต่เบลออาวุธแทบทุกอย่างในเรื่องหมด ทำให้เสียอารมณ์ไปเยอะเหมือนกัน

ต้องยอมรับ เลยว่าตัว ซีรีส์เข้าถึงจุด ขายให้ อารมณ์หลอน สยองขวัญ จัดเต็มเหนี่ยวเลย เรียกว่าถ้าให้คะแนนตรงนี้กดให้ 10 ได้เลยแน่นอน แต่ส่วนด้อย ของเรื่องคือ การพยายาม ลากเรื่องด้วย อารมณ์หลอนแบบ “อมพะนำ” ของ ตัวเอกจงอู ยาวนาน หลายตอนมาก เรื่องดำเนิน ไปแบบ ว่าหลอนกลัว สติใกล้แตก ตั้งแต่แรก ๆ แต่ก็ไม่ไป แจ้งความ หรือให้ ข้อมูลอะไร เป็น ชิ้นเป็นอัน กับ ตำรวจ ที่มา ตามสืบ สักที มีความพิรี้พิไร ออกแนวลำไย เยอะ กับการกระทำ ของพระเอก ขัดแย้ง กับความจริงอ ยู่หลายครั้ง หรือแม้กระทั่ง การพยายาม หาทางออก ไปที่อื่น ที่ดูเป็นไป ได้หลายอย่าง มากกว่า การกลับ มาตายรัง ทุกคืน อย่างนอนร้านเน็ต ที่คนเกาหลีนิยมทำ ก็ไม่มี บทจงใจเขียน ลากยาว ให้พระเอก โดนรุมกดดัน จนไม่ค่อย สมจริงนัก กว่าจะหลุดพ้น ตรงนี้ก็ปาไป ท้ายๆ เรื่องแล้ว

อีกจุดด้อยคือการที่ให้พระเอกพยายามเขียนนิยายอาชญากรรม แนวฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งตอนแรกก็ดูเข้ากับเรื่องราวดี เพราะพระเอกก็เหมือนได้ไอเดียจากคนหลอนๆ ในหอพักเอาไปใช้ใส่นิยาย แต่ว่าตัวเรื่องกลับไม่ได้มีบทส่งส่วนนี้ให้ไปถึงไหนมากนัก ทั้งๆ ที่สามารถผูกโยงให้กลายเป็นเรื่องสยองขวัญซ้อนกันได้มากขึ้น แถมบางครั้งยังใส่มาเหมือนให้เราคิดว่าสำคัญกับตอนจบ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่แบ็คกราวน์ประกอบเรื่องเท่านั้น…

อีกจุด คือส่วนของ การสืบสวน ผ่านตำรวจหญิง ที่เป็น ตัวหลัก อีกคนหนึ่ง แต่ก็เดินไปแบบไม่ค่อยเข้าถึงจริงจังนัก ออกแนวเขวไป เขวมา ถ่วงเวลาของเรื่องไปเรื่อยๆ แม้จะให้เหตุผลว่าเพราะเธอไม่ได้มีหน้าที่ตรงนี้โดยตรง แต่เรื่องก็เดินไปแบบเหมือนไม่ได้ตั้งใจให้เธอเก็ทความจริงได้สักที มีแต่สงสัยไว้ในหัวอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ในเรื่องหลายครั้งมีหลักฐานเห็นชัด อย่างการบุก ไปเดิน ตรวจ ถึง ห้องเชือด หลายศพ แต่กลับไม่ได้กลิ่นเลือดหรือเจออะไรเลย ในขณะที่ตัวละครคนอื่นในหอกลับได้กลิ่นเลือดแล้วตามรอยไปจนเจอ ดูไปก็แอบหงุดหงิดนิดๆ แต่ยังดีที่นักแสดงมีความน่ารักแบบบ้านๆ เล่นเข้ากับบทนี้ได้ดีลงตัวจนมองข้ามจุดด้อยนี้ไปได้

แต่ส่วน ที่ว่ามานี้ ก็ยังไม่ถึงขั้น ทำให้เรื่อง ดูไม่สนุก แค่รู้สึก ว่าเรื่องพยายาม ลากยาวจุดนี้ เกินไปหน่อย จนเนื้อเรื่อง ไม่ได้เดิน หน้าไปไหนมาก นัก (เพราะวนๆ อยู่กับความสติแตกของพระเอก) ข้อเสีย ของ เรื่องจังๆ คือช่วงตอนจบ สุดท้าย ของเรื่อง หนังพยายาม หลอกคนดู ด้วยเรื่องราว ตามสูตร หนังแนว นี้ ที่คนดูก็ต้องพอเดา ได้ว่าต้องจบ แบบไม่ธรรมดา แน่นอน ซึ่งก็ถือว่าทำได้จริง แต่กลับ ขาดความสมเหตุผล มากไปจน กลายเป็นจุดบกพร่อง ของเรื่อง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ทำได้ดี จุดเสีย กลับไป กองรวมกัน ที่ตรงนั้น ช่วงก่อน จบหนัง ต้องการ เฉลย เรื่อง ทั้งหมด ในเชิงจิตวิทยา แต่ว่ากลับ ใช้วิธีเฉลย โดยใส่สิ่ง ของบาง อย่างเข้า มากระตุ้น ให้ตัวละครตอนจบคิด ได้แบบไม่สมเหตุผล แถมตัวละครที่ทำตัวฉลาดมาตลอดอย่างตำรวจหญิงที่ตามสืบคดีนี้เพียงลำพังจู่ๆ ก็ออกแนวง่อยไร้ประโยชน์ขึ้นมาทันที ฝ่ายตำรวจในเรื่องนี้เองก็ถูกเขียนบทให้ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเว่อร์ๆ ขนาดสายสืบร่วมโรงพักหายตัวไปหลายวันยังไม่ทุกข์ร้อนอะไร ซึ่งผิดจากความจริงเกินไป เข้าใจว่าต้องการให้ความสำคัญโฟกัสที่ตัวพระเอกล้วนๆ แต่ก็กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ตัวละครอื่นต้องถูกลดบทบาทสำคัญในช่วงท้ายมากเกินไป จนเรื่องจบแบบดูเหมือนฉลาด แต่ก็ไม่ว้าวอะไรมากนักครับ

สรุป

ซีรีส์เกาหลี ที่มีจุดขาย ที่ความหลอน โหด สยองขวัญเต็มพิกัด และก็ทำได้ดี แบบตรงเป้า ทั้งเรื่องตั้งแต่ แรกจนตอนจบ แต่เรื่อง ไม่ได้ออก แนวสืบสวน ไล่ล่าฆาตกร อะไรมากนัก เน้นไปที่ ความเปลี่ยนแปลง ของตัวเอกของเรื่อง ในมุมผลกระทบ จากความกดดัน ของสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ต้องพบ เจอเช้า จรดเย็น ตลอดเวลา อย่างหนักหน่วง ซึ่งหนัง ก็ทำให้คน ดูอึดอัด ตามได้ดี มากเช่นกัน แต่ส่วนที่ ด้อย คือความไม่สมเหตุผล หลายจุดในเรื่อง ยิ่งตอนจบสุดท้ายกลายเป็นเกือบพังได้เลยเหมือนกัน

จุดเด่น

ฉากหลอน โหด สยองขวัญจัดเต็มตลอดเรื่อง
บรรยากาศในเรื่องอึดอัดกดดันจนแทบบ้า
นักแสดงตัวร้ายเลือกมาได้สมบทบาท ดูโรคจิตตั้งแต่เห็นหน้าครั้งแรก
บรรยากาศหอพักที่เต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมจนหลอนไม่แพ้คนในหอ
ตัวพระเอกเล่นได้สมบทบาทดูซื่อน่ารักและโหดไปพร้อมกัน
แอบเป็นหนังรักในมุมจิตๆ

จุดด้อย

เซ็นเซอร์พวกอาวุธกับศพสัตว์ที่ตายไปหมด
ความไม่สมเหตุผลเกิดขึ้นหลายจุดในเรื่องมากพอสมควร
บทของตำรวจหญิงจู่ๆ จากดูฉลาดมาตลอดกลับง่อยลงในตอนท้ายเรื่องจนแทบหมดประโยชน์
ใส่แบ็คกราวด์ของตัวร้ายบางตัวมาน้อยเกินไป

ดูหนังออนไลน์ฟรี  

รีวิวซีรีส์จิตวิทยา It’s Okay To Not Be Okay เรื่องหัวใจ ไม่ไหวอย่าฝืน

ซีรีส์เกาหลีเรื่องใหม่ ของค่าย tvN It’s Okay To Not Be Okay ที่มาลง Netflix พร้อมกัน ออนแอร์ทุกสามทุ่มวันเสาร์-อาทิตย์ เรื่องราวของคนสองคนที่ผูกพันกันด้วยโชคชะตา แต่นิสัยใจคอของทั้งคู่แตกต่างกันมาก “มุนคังแท” (รับบทโดย คิมซูฮยอน) พระเอกของเรื่องเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนย้ายที่อยู่ที่ทำงานไปเรื่อยๆ กับพี่ชายที่เป็นออทิสติก “โกมุนยอง” (รับบทโดย ซอเยจี)

It's Okay to Not Be Okay เรื่องย่อIt's Okay to Not Be Okay

นางเอกผู้เป็นนักเขียนนิยายเด็กที่มีชื่อเสียงในแนวดาร์ค และตัวเธอเองก็เป็นพวกต่อต้านสังคม มีความรุนแรงพร้อมระเบิดอารมณ์อยู่เสมอ แต่ทั้งคู่กลับตกหลุมรักกันด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดของกันและกัน เรื่องราวความรักนี้จึงไม่ธรรมดาแน่นอน…

ต้องบอกว่ามีความแปลกของเนื้อเรื่องแบบที่คาดเดายากว่าจริงๆ จะดำเนินไปเช่นไรในแต่ละตอน เพราะนอกจากบุคลิกนิสัยตัวเอกทั้งคู่จะแปลกพิสดารกว่าทั่วไปแล้ว เรื่องยังนำเสนอหลายอย่างกึ่งๆ เหนือจริงผสมเข้าไปด้วย

ทั้งในแบบแฟนตาซี ผี จินตนาการ เพ้อฝัน โดยที่เก็บงำความลับเนื้อเรื่องไว้ค่อนข้างมากตั้งแต่เปิดฉากมาเลย เรื่องให้ทั้งคู่มาเจอกันโดยบังเอิญ ก่อนจะตัดแฟลชแบ็คย้อนอดีตที่มีความหลังร่วมกัน โดยมีนิทานของนางเอกมาเป็นตัวคั่นบอกเล่าปริศนานี้ว่า มีเด็กถูกลบฝันร้ายในความจำออกไปจากการไปขอแม่มด

แต่แล้วกลับพบว่าการลบความจำนั้นไปไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก มนุษย์ควรจะจดจำบาดแผลในใจไว้อยู่ เพื่อเติบโตแข็งแกร่งขึ้นมาจากประสบการณ์ในอดีตที่เลวร้าย ซึ่งตัวนิทานของนางเอกจะมีบอกเล่าเพิ่มทุกตอน ทั้งเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่ และนิทานที่มีอยู่แล้วอย่าง เจ้าหญิงนิทรา ราพันเซล เคราน้ำเงิน และเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ

ที่ปรากฏในแต่ละตอน เป็นการบอกเล่าเฉลยอ้อมๆ ถึงปริศนาทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทำให้ตัวเรื่องมีความเพ้อฝันหลอนๆ ลี้ลับกึ่งแฟนตาซีอยู่ตลอดเวลา

นอกจากเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาตั้งแต่แรก สิ่งที่มาช่วยเน้นให้เรื่องนี้ไม่ธรรมดายิ่งขึ้นไปอีกก็คือ งานภาพที่งดงามวิจิตรพิสดารแปลกใหม่ตลอดเวลา ทั้งการใช้เงาสะท้อนกลับในมุมต่างๆ การถ่ายทำด้วยมุมกล้องหวือหวาแม้จะเป็นซีนตามทางทั่วไป การตัดต่อเชื่อมฉากหนึ่งไปอีกฉากแบบมีลูกเล่นไม่ธรรมดา การใช้ภาพแอนิเมชั่นลายเส้นจากนิยายของนางเอกที่เป็นแนวดาร์คแฟนตาซีหลอนๆ มาเล่าเรื่องแทนในบางครั้ง ]

การใส่กรอบภาพพร้อมแสงสีฟุ้งนวลเหมือนจินตนาการเวลาแฟลชแบ็ค รวมถึงฉากแบบแฟนตาซีกับชุดสีเข้มลึกลับแนวโกธิคของนางเอกที่ตัดมาเป็นจินตนาการ

แม้แต่การตัดภาพเล่าเรื่องเปลี่ยนนางเอกเป็นแนวสัตว์ประหลาดยักษ์เลยก็มี (แบบพวกหนังก็อดซิล่า) เรียกว่าเราสามารถมองข้ามเนื้อเรื่องไปแล้วสนุกกับการได้เห็นมุมมองวิชั่นด้านภาพที่สวยงามแปลกประลาดของเรื่องนี้ล้วนๆ เลยก็ยังได้ ซึ่งงานภาพแนวนี้ที่โดดเด่นเลยของฝรั่งต้นตำหรับก็มาจากผู้กำกับ ทิมเบอร์ตัน (ตัวอย่าง อลิซในแดนมหัศจรรย์เวอร์ชั่นล่าสุด) ที่หลายคนคงเคยดูมาบ้าง

ซึ่งในเรื่องนี้หลายส่วนก็มีความเหมือนแนวทางของทิมเบอร์ตันเป็นอย่างมาก แต่นี่คือเรื่องดีเพราะทำให้เห็นเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้ตั้งใจครีเอทรายละเอียดสร้างสรรค์กันทุกจุดจริงๆ

แม้ว่าทั้งตัวเรื่องและงานภาพจะโดดเด่นแปลกตามาก แต่เรื่องก็ไม่ได้ทิ้งแนวทางโรแมนติกของเกาหลีไป มีฉากขายฝันโรแมนติกของทั้งคู่ตลอดเวลาที่พบหน้ากันทุกครั้ง และก็ยังสอดคล้องไปกับความดาร์คที่เป็นธีมของเรื่องอยู่ มีฉากโรแมนติกจ้องหน้ามองตาใกล้ๆ แทบจะหายใจรดกัน ตัวภาพก็เลือกฟรีซนิ่งแช่ไว้แทบทุกครั้งที่มีฉากแบบนี้ให้คนดูได้อินฟินกันนานๆ ไปเลย

ถึงตัวเรื่องจะนำเสนอความดาร์คให้กับตัวละครทั้งคู่มีแบ็คกราวน์ชีวิตวัยเด็กที่เลวร้ายติดตัวจนมาถึงปัจจุบัน คนหนึ่งก็กลายเป็นพวกเร่ร่อนใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่ผูกสัมพันธ์กับใคร อีกคนก็ต่อต้านสังคมสุดโต่งแบบไม่ไว้หน้าใคร แต่ว่าตัวเรื่องก็ไม่ได้ดูหดหู่อะไรมากนัก เพราะมีฉากตลกแทรกเข้ามาอยู่เป็นระยะๆ ตลอดเรื่อง แม้กระทั่งช่วงที่เรื่องน่าจะดิ่งลง แต่กลับยิงมุกตลกร้ายซ้อนเข้าไปพร้อมกัน ทำให้เรื่องดูไม่หนัก มีอารมณ์ตลกตัดกันกับอารมณ์หน่วงๆ ที่เป็นเมนหลักของเรื่องได้ดี

คนเราหนีจากโชคชะตาตัวเองไม่ได้ ..แต่มันจะไปสำคัญอะไร ในเมื่อเรานี่แหละ คือโชคชะตา

3 ตัวละครหลักของเรื่อง
ตัวนักแสดงหลักของเรื่อง คิมซูฮยอน ที่รับบทพระเอกหนุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยทางจิตในโรงพยาบาล รวมถึงการเฝ้าดูแลพี่ชายของเขาแบบแทบจะเป็นชีวิตจิตใจเล่นได้ดีมาก แม้จะมีฉากพยายามขายซิกแพ็คโชว์เรือนร่าง แต่ว่าการแสดงของเขากับใบหน้าตามบทที่ถูกเรียกจากนางเอกว่า “งดงาม” ก็เหมาะสมกันดี ในบทนี้จะเป็นคนที่เก็บกดมีบาดแผลในใจหลายอย่าง แต่ว่าก็พยายามแสดงออกมาเป็นปกติ แต่ลึกๆ ไม่ปกติ เป็นตัวละครที่สะท้อนคนปกติที่มีปัญหาทางจิต แต่มักไม่รู้ว่าตัวเองเป็น และจากปมทางจิตจากบาดแผลในใจก็ทำให้เขามาเป็นผู้ดูแลคนป่วยทางจิต และมีความเข้าใจในตัวผู้ป่วยเหล่านี้เช่นกัน

นางเอกซอเยจีเป็นหน้าตาของเรื่องนี้ เธอสวยแบบสะกดผู้ชมไว้ได้ตลอดเวลาทุกฉาก แถมด้วยแฟชั่นการแต่งกายที่ฉูดฉาดตัดกับทุกอย่างในซีนนั้นๆ ทำให้เธอมีสีสันที่โดดออกมาจากทุกสิ่งทุกอย่างในฉากตลอดเวลา และในเรื่องการแสดงกับบทนางเอกแนวอารมณ์ร้ายกึ่งโรคจิตก็ทำได้ดีเลย แม้จะรู้สึกว่าบทพยายามให้ฉากร้ายๆ ของเธอดูสวยไปด้วยทุกครั้ง แต่ก็ทำให้ฉากเหล่านั้นดูมีอะไรมากกว่าแค่การให้นักแสดงใช้บทพูดและอารมณ์เล่าออกมาเพียงอย่างเดียว และก็มีความเป็นตลกร้ายจากความคิดบิดเบี้ยวฉีกกรอบศีลธรรมของนางเอกปนอยู่ด้วยเสมอ

นอกจากนี้ตัวละครหลักก็ไม่ได้มีแค่พระเอกนางเอก แต่เรื่องนี้พี่ชายออทิสติกของพระเอก “มุนซังแท” (รับบทโดย โอจองเซ) คือตัวละครหลักอีกคนที่แทบจะตัวติดกันกับพระเอกแทบทุกฉาก ด้วยบทถูกวางไว้เขามีห่วงดูแลพี่ชายตลอดเวลา แม้แต่อยู่ห่างไปก็ต้องโทรหาเสมอ ซึ่งอาการออทิสติกในเรื่องก็ถูกถ่ายทอดออกมาทั้งน่าสงสารและมีความน่ารักควบคู่กันไป บทพี่ชายของพระเอกจึงมีความสำคัญกับเรื่องมาก และก็มีส่วนสำคัญกับอดีตอันเป็นปริศนาเกี่ยวกับการตายของแม่ และผีเสื้อสีฟ้าที่ตามมาหลอนเขาเสมอ แถมยังเป็นแฟนนิยายตัวจริงของนางเอก เขาจึงเป็นตัวผูกเรื่องที่สำคัญมาก และก็เล่นได้อย่างโดดเด่นจนเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้เลยทีเดียว

บาดแผลในวัยเด็กคือความลับสำคัญของเรื่องนี้
ตัวเอกทั้ง 3 คนต่างมีฉากแฟลชแบ็คย้อนกลับไปยังสมัยเด็กเป็นระยะๆ โดยเรื่องเผยให้เห็นว่าทั้ง 3 คนต่างมีอดีตดำมืดในเมืองบ้านเกิดที่เดียวกัน โดยพระเอกคือการสูญเสียแม่ไปจากการถูกฆาตกรรมปริศนา (พ่อเสียไปก่อนนานแล้ว) พี่ชายที่เห็นเหตุการณ์เพียงคนเดียวกลับจดจำอะไรไม่ได้นอกจาก “ผีเสื้อ” และก็กลายเป็นความกลัวผีสื้อทุกอย่างที่ฝังใจมากจนถึงปัจจุบัน ทางด้านของนางเอกคือปมปริศนาของครอบครัวที่เธอต้องสูญเสียพ่อกับแม่ไปในแบบไม่ปกติ ซึ่งตัวเรื่องจะกุมความลับนี้ไว้แน่นหนา แม้จะรู้ว่าพ่อของเธอเกลียดชังเธอและปัจจุบันป่วยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชที่พระเอกทำงานอยู่ แต่ก็ไม่รู้รายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในปราสาทลึกกลางป่าที่เป็นบ้านของเธอในอดีต

นักแสดงเด็กเล่นสอดคล้องไปกับตอนโตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เรื่องนี้ใช้นักแสดงตอนเด็ก 3 คนหลักออกมาประจำควบคู่ไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งทั้ง 3 คนมีความเกี่ยวพันกันมาก่อนหลายอย่าง ซึ่งนิสัยตอนเด็กกับตอนโตแทบจะไม่ต่างกันมาก เด็กทั้ง 3 คนก็เล่นได้อย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะบทพี่ชายออทิสติกส์ของพระเอกที่มีความสำคัญกับเรื่องมาก นักแสดงตอนเด็กแทบจะเหมือนทั้งหน้าตาท่าทางกับ โอจองเซ นักแสดงตอนโตแบบไม่มีผิดพลาดเลยแม้แต่น้อยครับ

เป็นเรื่องที่เห็นเด่นชัดเอามากๆ ในเรื่องนี้ว่าต้องการนำเสนอมุมมองลึกซึ้งของคนป่วยเป็นโรคจิตเภทในแบบต่าง อย่างนางเอกจะเห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ จากโรคลักขโมยสิ่งของ (kleptomania หรือ pathological stealing) เป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง ที่ไม่สามารถยับยั้งใจต่อแรงกระตุ้นที่จะลักขโมยได้ ซึ่งตอนแรกอาจจะดูแค่ว่าเธอนิสัยไม่ดี แต่พอเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ อาการทางจิตของเธอจะแสดงออกมาหลายแบบเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และการแสดงออกถึงความรู้สึกตรงๆ ในแบบผิดปกติจากคนทั่วไป ซึ่งตัวพระเอกเองมองเห็นและรู้ว่าเธอจิตไม่ปกติ แต่ตัวเขาเองก็เก็บกดความรู้สึกและอารมณ์ต่างๆ ไว้จนบางครั้งก็ระเบิดออกมา และการเยียวยาของเขาคือการยอมรับความรู้สึกที่ลึกๆ มีให้นางเอกตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็ปฏิเสธมันไปด้วยตัวเองจนทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้งในสภาวะจิตที่สะสมมาจนโตมาแบบไม่ปกติกันทั้งคู่ ซึ่งมันจะเป็นไปได้หรือกับความรักที่ต่างฝ่ายต่างไม่เหมือนคนปกติทั่วไปในสังคม นี่เป็นสิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ตั้งคำถามไว้ และก็สอดคล้องไปกับชื่อเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

และไม่ใช่แค่ตัวละครหลัก แต่เรื่องนำเสนอตัวละครใหม่แทรกเข้ามาเป็นเคสที่เกิดในโรงพยาบาลที่พระเอกทำงานอยู่ ซึ่งดำเนินเรื่องแบบให้ความสำคัญแยกออกมาเลย อย่างในตอน 3-4 เป็นเรื่องของลูกชายของ สส. ดังที่ป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์ (โรคอารมณ์สองขั้ว) ที่ปกติจะถูกนำเสนอด้านดิ่งซึมเศร้า แต่ในเรื่องนี้นำเสนอด้านอารมณ์ดีเกินผิดปกติ และใส่อาการทางจิตอื่นๆ แบบโรคชอบโชว์ร่างกายของลับให้คนอื่นดู แม้จะดูตลกๆ แต่ว่าพอถึงจุดพีคของเรื่องกลับเป็นความเศร้าขึ้นมาทันที ซึ่งตัวเรื่องตั้งใจพาคนดูดิ่งขึ้นลงเหมือนการเป็นไบโพลาร์ของเรื่องเลย และก็ทำได้ถึงเอามากๆ กับการนำเสนอที่ตัดขั้วตลกกับเศร้ากันทันทีแบบนี้ และเรื่องก็แฝงมุมมองแง่คิดหลายอย่างให้กับคนดูด้วยเช่นกัน

ต่างคนต่างเยียวยากันและกัน

ตัวละครหลักทั้ง 3 คนในเรื่องต่างมีปมบาดแผลหลายอย่างในอดีต และก็ส่งผลมาถึงปัจจุบันกันทุกคน ซึ่งเรื่องจะค่อยๆ ให้ทั้ง 3 ได้ค่อยๆ เข้ามาเกี่ยวพันใช้ชีวิตด้วยกัน ในกรณีของพี่ชายออทิสติกของพระเอกที่ถูกปกป้องโดยพระเอกมาตลอด ลึกๆ กลับต้องการมีชีวิตเป็นของตัวเองในสิ่งที่เขารัก ซึ่งก็มาพบกับนางเอกที่เป็นนักเขียนนิทานเด็กที่มีปัญหาการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และต้องการคนมาเข้าใจ ส่วนตัวพระเอกคือ อดีตที่พยายามลบลืมไป และความรู้สึกที่ต้องแบกภาระพี่ชายไว้ตั้งแต่เด็ก แม้เขาจะต้องเสแสร้งก็ตาม ทั้งสามคนนี้เมื่อได้มาเกี่ยวพันกัน ต่างคนต่างก็เยียวยากันและกัน เรื่องราวส่วนนี้ได้ละมุนมาก เรื่องค่อยๆ เผยปม เผยความรู้สึกลึกๆ ที่แท้จริงให้กัน ซึ่งทั้งน่าสงสาร เศร้า หดหู่ แต่ก็มีความอบอุ่นลึกซึ้งอยู่ในเนื้อหาลึกๆ ทุกตอน

ปัญหาครอบครัวออทิสติกส์
ในเรื่องนี้นำเสนอเรื่องราวของซังเทกับคังเท สองพี่น้องที่สลับบทบาทกันน้องชายต้องดูแลพี่ชายที่เป็นออทิสติกส์มาตั้งแต่เด็กเพราะแม่สั่งไว้ให้ดูแลพี่ชายไปตลอดชีวิต เป็นเหมือนภาระผูกพันกับเขาตลอดไปจนไม่อาจจะแบกรับชีวิตใครได้อีก ซึ่งปัญหาแบบนี้ไม่ใช่แค่สร้างมาในละคร แต่เกิดกับครอบครัวออทิสติกส์ทั้งโลก ที่พ่อแม่ก็ต้องดูแลลูกตลอดไป และพยายามฝึกให้ช่วยเหลือตัวเองได้มากที่สุด แต่พอมีลูกอีกคนที่ปกติก็มักจะฝากฝังให้ดูแลคนที่เป็นออทิสติกส์ไปตลอด อาจจะด้วยมุมมองว่าพี่น้องต้องดูแลกัน แต่มันกลับกลายเป็นความรู้สึกไม่เท่าเทียมและก็น้อยเนื้อต่ำใจในฐานะลูกที่พ่อแม่รักไม่เท่ากันได้ และก็มักจะทำให้เป็นคนเก็บกดความรู้สึกนี้ไว้จนระเบิดออกมาได้ ซึ่งตัวเรื่องก็หยิบมาเป็นปมในจิตใจของพระเอกที่ลึกๆ อยากหลุดจากภาระนี้ถึงขั้นเกลียดพี่ชาย แต่อีกใจก็ตัดความรู้สึกพี่น้องไม่ขาด เพราะรู้ว่านี่ก็ไม่ใช่ความผิดของพี่เลยแม้แต่น้อย ตัวเรื่องในจุดนี้จึงเป็นอะไรที่กระชากหัวใจคนดูอย่างมากทุกครั้งที่มีฉากขัดแย้งกันทางอารมณ์ของซังเทกับคังเทแบบรุนแรง แม้จะจบลงด้วยดี แต่ว่าก็เป็นเหมือนบาดแผลในใจที่สะสมไว้เรื่อยๆ

ใครสนใจดูเรื่องราวแบบเดียวกันแนะนำเรื่องนี้เลย Atypical เรื่องราวครอบครัวเด็กออทิสติกที่ผิดแปลกแตกต่าง ซีรีส์น้ำดีมาก อาจจะดูฟีลกู้ดใสๆ แต่ตัวเรื่องนำเสนอปัญหาในครอบครัวแบบนี้ไว้ครบถ้วนมากๆ ครับ

บทโรแมนติกละมุน อบอุ่น ผ่านปมปัญหาทางจิต ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เรื่องนำเสนอความโรแมนติกในแบบที่ต่างออกไป ด้วยการให้ตัวละครในเรื่องมีปมติดล็อคในจิตใจ และจะปลดล็อคได้ก็ด้วยการช่วยเหลือจากคนอื่น อย่างตัวนางเอกที่มักอารมณ์ร้าย แต่ก็เป็นคนเข้าใจคนป่วยด้วยกันในมุมมองที่ต่างออกไป และให้เจอกับสิ่งที่ปวดร้าวในใจแบบตรงไปตรงมา แม้จะดูว่ารุนแรง แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยได้เผชิญหน้ากับความจริง จนช่วยคลายล็อคในใจของผู้ป่วยได้ และสะท้อนกลับมาทำให้เธอปลดล็อคตัวเองได้เช่นกัน และยังส่งต่อความรู้สึกดีๆ ไปยังตัวพระเอก ทำให้เขามีมุมที่เปลี่ยนไปทั้งกับตัวเองและที่คิดกับเธอ ซึ่งฉากคลายล็อคพวกนี้ตัวเรื่องใส่มาทีละนิดๆ ค่อยเป็นค่อยไปในแบบพอดีๆ ดูละมุน อบอุ่น โดยไม่ต้องมีฉากจูบ ทำให้ตัวเรื่องโรแมนติกเดินหน้าไปเบาๆ แบบที่ควรจะเป็นตามบทความรักของผู้ป่วยทางจิตได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก

 

เรื่องนี้มีส่วนแฟนตาซีหรือเรื่องเหนือธรรมชาติจริงหรือไม่?

น่าจะเป็นคำถามสำคัญที่หลายคนติดตามดูและอยากรู้ว่าตัวเรื่องจะมีอะไรแบบนี้เข้ามาจริงๆ หรือไม่ เพราะหลายอย่างจากสิ่งที่ปรากฎในเรื่องให้คนดูเห็นดูเหมือนจะทำให้คิดว่าต้องมี แต่ที่จริงตัวเรื่องต้องการนำเสนอในรูปแบบเดียวกับหนังดาร์คแฟนตาซี Pan’s Labyrinth (ชื่อไทย อัศจรรย์แดนฝัน มหัศจรรย์เขาวงกต) ที่เล่นเรื่องจินตนาการของเด็กหญิงที่ต้องการหลีกหนีจากความโหดร้ายของยุคสมัยสงคราม โดยคิดว่าตัวเองคือเจ้าหญิงที่ต้องมีภาระหน้าที่ในอีกโลกหนึ่ง และตัวเรื่องต้องการให้ผู้ชมคิดตามว่าสิ่งที่เห็นเป็นจริงหรือไม่ โดยไม่มีคำตอบตรงๆ ไว้ในเรื่องเลย (แต่มีใบ้ว่าจริงไม่จริง) ซึ่งนางเอกในเรื่องนี้ก็คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงในนิทานเช่นกัน โดยมีตัวร้ายเป็นแม่กับพ่อของเธอ เรื่องเหนือธรรมชาติที่เห็นในเรื่องนี้จึงเป็นอาการป่วยทางจิตของนางเอกเท่านั้น (เห็นภาพหลอน มโนเพ้อคิดไปเอง)

การบอกเล่าเรื่องจริงผ่านนิทาน

ตัวละครหลักมีอดีตอันเลวร้ายฝังอยู่ แต่เรื่องไม่ได้เล่าออกมาตรงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ซีรีส์เรื่องนี้กลับเลือกใช้การเล่านิทานเปรียบเหมือนการเล่าเหตุการณ์จริงในอดีตแบบอ้อมๆ ซึ่งนิทานที่หยิบมาเล่า โดยเฉพาะเรื่องของนางเอกดูเหมือนจะเลวร้ายเอามากๆ อย่างเรื่อง เคราน้ำเงิน ที่ตัวเรื่องในนิทานคือ สามีเคราน้ำเงินเป็นคนรวยมีอำนาจ แต่มีความผิดปกติในจิตใจ มักฆ่าเมียตายแล้วตัดหัวเก็บไว้ในห้องเก็บของ จนมาถึงคนล่าสุดที่เขาห้ามแล้วไม่ให้เธอลงไปทีห้อง แต่เมื่อเธออยากรู้อยากเห็นลงไป สุดท้ายก็เลยพบจุดจบแบบเดียวกัน ซึ่งในเรื่องจริงพ่อนางเอกเข้าโรงพยาบาลจิตเวช แม่ตายแบบปริศนา ตัวนิทานเคราน้ำเงินที่ถูกเล่าออกมาโดยนางเอกเองก็เป็นเหมือนการเฉลยเรื่องนี้แบบอ้อมๆ นั่นเองครับ ดูหนังออนไลน์ฟรี