รีวิวหนัง If Cats Disappeared From the World ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้

เรื่องย่อหนัง หนัง If Cats Disappeared From the World หรือชื่อไทยว่า ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้ สร้างจากการ์ตูนตาหวานชื่อดัง ตัวพลอตฉบับภาพยนตร์เล่าถึง บุรุษไปรษณีย์ ที่เพิ่งโดนแฟนทิ้ง แถมป่วยด้วยโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษา เพื่อนสนิทที่สุดของเขาคือแมวจรจัดที่หลงท­างมา และ ในคืนที่เขาใกล้ตาย เขาได้ข้อเสนอจากยมทูต ที่จะช่วยยืดชีวิตให้ แต่ต้องแลกกับของ 1 ชิ้นที่เมื่อยกให้ยมทูต ความทรงจำเกี่ยวกับของสิ่งนั้นก็จะหายไป เขาจะลืมทุกอย่าง ทั้งความสุข ความเศร้า หรือแม้แต่ คุณค่าของการได้เป็นคนสำคัญของใครคนที่ให้­ของชิ้นนั้นแก่เขามา แต่เพื่อเป็นการซื้อเวลาให้ชีวิตตัวเอง เขายอมแลก แลกทีละชิ้น จนถึงของชิ้นสุดท้าย…

If Cats Disappeared From the World  - ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้ -

เรื่องราวของชายหนุ่มที่กำลังจะตายด้วยเนื้องอกในสมองระยะสุดท้าย ได้เจอกับชายที่หน้าตาเหมือนตัวเองมาแสดงตัวว่าเป็นปีศาจหรือยมทูตอะไรประมาณนั้น และบอกเงื่อนไขว่าถ้ายังไม่อยากตายเขาสามารถต่อเวลาชีวิตไปอีกได้เรื่อยๆ ถ้ายอมแลกกับของบางอย่างในโลกที่จะถูกเลือกสุ่มให้หายไปจากโลกนี้ทีละอย่างๆ ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงแมวแสนรักที่เขาเลี้ยง ชายหนุ่มก็ได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิตไปพร้อมๆ กับการตระหนักความสำคัญของมิตรภาพ ความรัก และคนในครอบครัว

หนังเปิดเรื่องมาได้น่าสนุกด้วยสถานการณ์ที่น่าติดตามไม่หยอก แต่กับส่วนของตรรกะนั้นกลับสวนทางกันและค่อยๆ ล่มลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากหนังไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นจริงหรือเป็นแค่มโนในหัวซึ่งจุดนี้ทำให้เรามีปัญหากับความสมเหตุสมผลของหนัง เราก็เลยดูหนังด้วยการเอาตรรกะไปจับมันไว้ตลอดจนเราหมดสนุก ความรู้สึกตอนดูก็ได้แต่รอให้ตัวละครมันได้สติกลับคืนมาไปเรื่อยๆ แถมการเล่าเรื่องที่ไม่ลำดับตามไทม์ไลน์ปกติยิ่งทำให้หนังไม่ปะติดปะต่อทางอารมณ์ โดยเฉพาะพัฒนาการตัวละครพระเอกที่จะเวิ่นเว้อก็เวิ่นไปเรื่อย จะกลับมาตระหนักรับรู้ก็ดูล่องลอย แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันก็เข้าใจได้นะว่าหนังต้องการเล่าอะไร และตัวละครมันเป็นอะไรกำลังเผชิญกับสภาวะจิตใจยังไงอยู่ เพียงแค่เราไม่อินกับความเยอะของการเล่าที่มันเยอะไปแยะไปหมด ก็ไม่ได้อ่านหนังสือนะ แต่หนังสือมันน่าสนุกและดีกว่านี้ ที่มา

รีวิวหนังรักโรแมนติก Me Before You – มี บีฟอร์ ยู เรื่องราวสุดซึ้ง

หนังโรแมนติก Me Before You หรือชื่อไทยว่า มี บีฟอร์ ยู ลูอิซ่า “ลู” คลาร์ก (คลาร์ก) อาศัยอยู่ในเมืองที่ดูประหลาดตาย่านชานเมืองประเทศอังกฤษ เธอไม่มีทิศทางชีวิตที่ชัดเจน สาววัย 26 ผู้มีความคิดสร้างสรรค์สดใสต้องเปลี่ยนงานจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งเพื่อดูแลครอบครัวที่ฐานะไม่ค่อยดี ความมองโลกแง่ดีของเธอทำให้ต้องพบกับบททดสอบ เมื่อเธอต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในการทำงานใหม่ของเธอ เธอได้งานที่ปราสาทท้องถิ่น โดยทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลและเพื่อนของวิล เทรย์นอร์ (คลาฟลิน) เศรษฐีแบงค์หนุ่มที่ต้องอยู่บนรถเข็นจากอุบัติเหตุเมื่อ 2 ปีก่อนจนโลกของเขาต้องเปลี่ยนไปในพริบตา เขาไม่รักการผจญภัยอีกต่อไป ตอนนี้วิลรู้สึกท้อแท้ในชีวิต จนกระทั่งลูมุ่งมั่นที่จะทำให้เขาเห็นว่าการมีชีวิตอยู่คือสิ่งล้ำค่า พวกเขาได้พบกับเรื่องตื่นเต้นต่างๆ ไปด้วยกัน ลูและวิลได้อะไรมากกว่าที่เดิมพันไว้ เพราะพวกเขาได้พบกับชีวิตและจิตวิญญาณที่เปลี่ยนไปในแบบที่ไม่มีใครคาดฝัน

หนังโดยรวมน่ารักโรแมนติกกำลังดี นักแสดงทั้งพระเอกนางเอกรวมถึงนักแสดงสมทบต่างก็สร้างเสน่ห์ที่ทำให้หนังดูสนุกและโอบอุ้มหนังทั้งเรื่องไว้ได้ไม่ยากเย็น แต่คุณต้องไม่มีปัญหากับการแสดงที่ยิ้มใหญ่เยอะแยะเสียก่อนนะ และในส่วนของบทนั้นพัฒนาการตัวละครยังขาดจุดเปลี่ยนที่ชัดเจนจนไปๆ มาๆ มันกลายเป็นหนังรวมสถานการณ์รักตลกๆ ชวนซึ้งที่ขยักเทียวหยอดเทียววางฉากจุดเปลี่ยนสำคัญไว้เป็นก้อนๆ หรือบางทีก็เนียนเกินจนไม่เห็นความแตกต่างของตัวละครที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความน่าเชื่อในความสัมพัสนธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างพระเอกนางเอกมันขาดความสมเหตุสมผลทางการเปลี่ยนผ่านอารมณ์ไป อีกทั้งยังละทิ้งความสำคัญของตัวละครสมทบซึ่งเป็นอุปสรรคหนึ่งที่สำคัญจนทำให้ตัวละครพระเอกนางเอกเรียบแบนและเติบโตได้ไม่ไหลลื่น

และด้วยพล็อตที่มีความโรแมนติกและเศร้าซึ้งไปด้วยกันได้ดีอยู่แล้วยังพยายามขุนความโรแมนติกตลกเข้าไปอีกด้วยการเล่นเยอะเล่นใหญ่เข้าว่า มันก็เลยทำให้สถานการณ์กระอักกระอ่วนที่น่าสนใจถูกการเล่าแบบผ่านๆ โดยไม่ดีเบตอะไรให้เกิดความงอกงามในแง่ของการเติบโตทางความคิดทัศนคติและความเชื่อของตัวละคร ไปจนถึงประเด็นที่หนักหน่วงได้มันก็น่าเสียดายที่ทำให้วัตถุดิบตั้งต้นเรื่องที่ดีนั้นเสียของ โดยเฉพาะในช่วงท้ายเรื่องยิ่งลื่นไถลตกบ่อน้ำตาลปี๊บหวานเลี่ยนอาเจียนตายไปตามกัน ถึงแม้ในทางการรับรู้เรื่องราวเมื่อมองย้อนกลับไปที่พล็อตตั้งต้นแล้วเรายังเข้าใจสาเหตุของความเป็นไปที่ยังคงน่าเชื่อได้อยู่ก็ตาม

เหมือนว่าหนังทั้งเรื่องยังคงพาตัวละครเดินย่ำอยู่กับที่ ทั้งๆ ที่ลำพังแค่พล็อตที่พกตรรกะอันน่าเศร้าของชีวิตและตัวตนที่ตัดไม่ลงปลงไม่ขาดไว้เอื้ออำนวยให้คนดูได้พิจารณาตัวเองไปพร้อมๆ กับตัวละครซึ่งมีประสิทธิภาพพร้อมเต็มแม็กซ์ที่จะเรียกน้ำตาไม่ว่าขาจรหรือขาประจำหนังแนวนี้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากบทที่เอาตัวไม่รอดจากการเกาะหนังสือนิยายกินแล้ว การกำกับที่เรียบๆ เรื่อยๆ หากินกับบทที่ยู่ยี่อีกทอดก็พาหนังเดินกะเผลกออกห่างจากบรรยากาศความเป็นจริงไปไกลเรื่อยๆ ใครเหนื่อยที่จะเดินตามออกจากป่าหิมพานต์แห่งชีวิตไปชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์หวานหอมก็ต้องหมดความอินไปบ้างแหละ

จนสุดท้าย Me and You ก็กลายเป็นแค่หนังรักตลกที่ดูอมยิ้มได้เพลินๆ แต่อาการสะดุดขัดแข้งขาตัวเองทำให้ความอบอวลของประเด็นทั้งระหว่างทางและตอนจบสุดท้ายมันไปไม่ถึงไหน จนกระทั่งส่วนตัวไม่ได้น่าประทับใจอะไรเลย บางทีก็คิดว่าอ่านพล็อตแค่ไม่กี่บรรทัดแล้วจินตนาการส่วนที่เหลือเอายังน่าจะทำให้ประทับใจได้มากกว่าดูหนังทั้งเรื่อง เสียดายจริงๆ เพราะนานๆ ทีจะมีหนังโรแมนติกคอเมดี้ที่พล็อตกับคอนฟลิกต์ท้ายเรื่องประกอบกันแล้วเชื้อเชิญให้เชียร์หนังมันดีงามและไปไกลได้มากกว่านี้ ที่มา

รีวิวหนัง Now You See Me 2 – อาชญากลปล้นโลก 2 กลุ่มจตุรอาชา

เรื่องย่อหนัง หนัง Now You See Me 2 หรือชื่อไทยว่า อาชญากลปล้นโลก  2 ภาพยนตร์ จะบอกเล่าถึงเรื่องราว 1 ปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคที่แล้วที่เหล่า ‘กลุ่มจตุรอาชา’ (หรือ The Four Horsemen) ได้ร่วมกันชิงไหวชิงพริบเอาชนะเจ้าหน้าที่ FBI ได้สำเร็จ รวมไปถึงยังได้รับเสียงชื่นชมและคำสรรเสริญจากเหล่าผู้คนมากมายถึงความชาญฉลาดของพวกเขา

รีวิวหนัง Now You See Me 2 - อาชญากลปล้นโลก 2 กลุ่มจตุรอาชา

โดย กลับมาในครั้งนี้พวกเขาก็จะขอแท็กทีมร่วมกันทำภารกิจสุดยิ่งใหญ่เหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้จะต้องเจอศัตรูตัวฉกาจรายใหม่ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมและทัดเทียมไม่แพ้พวกเขา นี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปล้นครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่และอันตรายกว่าเดิมหลายเท่าตัว! มายากลอัจฉริยะจะตรึงทุกสายตา โจรกรรมครั้งมหึมาจะหยุดโลกอีกครั้ง! “Now You See Me 2”

Now You See Me ถือเป็นภาพยนตร์ที่เปิดประสบการณ์ใหม่ของภาพยนตร์ที่นำเอามายากลและอาชญากรรมมารวมกันก็ว่าได้ เพราะภาคแรกหลายๆคนที่ได้ชม ต่างก็ไม่ได้ให้ความคาดหวังอะไร ผลสุดท้ายก็ฮิตตามคาดจนต้องเข็นภาคต่อออกมา

มาในภาคนี้ก็เล่าเรื่องราวว่าด้วย 18 เดือนหลังจากท้ายภาคแรก เหล่า จตุรอาชา เริ่มเบื่อหน่ายกับการที่ต้องหลบซ่อน เกิดการแตกหักภายใน จนต้องมีการเพิ่มจตุรอาชาคนใหม่เข้าไปแทน เพื่อให้ครบ 4 คน (จริงๆนักแสดงคนเดิมท้องช่วงถ่ายทำเลยต้องเปลี่ยนบทเพิ่มตัวละครนั่นเอง) แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกของภาคนี้ลดลงแต่อย่างใด

ภาคนี้กระหน่ำไปด้วยแอคชั่นที่ดูเดือดขึ้น จัดเต็มขึ้น และกลในเรื่องดูยิ่งใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะฉากปล้น “สติ๊ก” ในห้องแลปสุดท้าทาย ถือเป็นไฮไลท์ของเรื่องเลยก็ว่าได้

ถึงแม้ว่าตัวหนังจะให้ความบันเทิงแบบจัดเต็มเอามากๆ แต่ก็น่าเสียดายตรงที่บางจุดดูไม่ค่อยสมเหตุผลซักเท่าไหร่ และออกจะประหลาดๆไปซะหน่อย แต่ถ้ามองข้ามในจุดนี้ไปได้ ก็จะสนุกเลยไม่ใช่น้อย

โดยรวมแล้ว Now You See Me 2 เป็นการต่อยอดจากภาคที่แล้วได้ค่อนข้างดี เสมอตัว ถึงมันจะไม่เพอร์เฟคซักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนดูเบื่อหน่ายกับ 2 ชั่วโมงทีหนังจัดมาให้เลยทีเดียว ที่มา

Insert variable รีวิวหนังแนว ระทึกขวัญ DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย คุณจะทำได้รึเปล่า

รีวิว] DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย - ไอเดียตื่นดี แต่บทคงต้องขออดนอนต่ออีกนิด | #beartai

DEEP โปรเจกต์ลับ หลับ เป็น ตาย โปรเจ็กต์จากนักศึกษาที่ร่วมกับค่ายหนังทำลงสตรีมมิ่ง Netflix ให้คนทั่วโลกดู ด้วยไอเดียหลับไม่ได้ หลับเป็นตาย กลายมาเป็น หนังทริลเลอร์เล็กๆ ที่พอใช้ได้ แต่ถ้าไม่มีเมนเทอร์ดังมาแนะนำอาจจะดีกว่า

DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย เป็นผลงานจาก Netflix ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่จาก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ทำผลงานเต็มรูปแบบทั้งเขียนบท กำกับ และนำแสดง ภายใต้การกำกับดูแลของอดีตผู้กำกับดังสองคน อดิเรก วัฏลีลา กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง จาก บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม ที่มีผลงานเด่นอยู่หลายเรื่องอย่าง แสงกระสือ ตุ๊กแกรักแป้งมาก และอื่นๆ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการผันตัวจากทำหนังโรงมาลงสตรีมมิ่งจากกระแสโควิดที่โรงหนังไม่สามารถเปิดได้ในตอนนี้

กลุ่มนักศึกษาแพทย์ 4 คน เจน วิน ซิน และพีช สมัครเข้าร่วมโปรเจกต์ทดลองลับทางวิทยาศาสตร์ “DEEP” กับเงื่อนไขที่ว่า ถ้าพวกเขาสามารถอดนอนได้ในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะได้รับเงินมหาศาล แต่ถ้าเผลอหลับมากกว่า 60 วินาทีก็จะตายทันที แต่โปรเจกต์นี้ก็กลายเป็นหายนะ เมื่อยิ่งเข้าระดับลึกมากเท่าไหร่ การอดนอนเพื่อให้ผ่านการทดสอบก็ยิ่งยาวนานขึ้นเรื่อยๆ

หนังไทยช่วงหลังมีความพยายามฉีกไปทาง แนววิทยาศาสตร์ระทึกขวัญมากขึ้น อย่างล่าสุดโกสแล็ปกับการทดลองพิสูจน์ผี ซึ่งก็ต้องบอกว่าพังไม่เป็นท่าจากตรรกะไม่สมเหตุผลกับแนววิทยาศาสตร์ที่เรื่องนำเสนอเลย หลายคนก็คงสงสัยและตั้งคำถามกับเรื่องต่อมาอย่างดีฟว่าจะลงเอยแบบเดียวกันหรือไม่? ก็ต้องบอกกันก่อนเลยว่า สูสีเกือบพังในเลเวลใกล้เคียงกันเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อมากเมื่อดูจากโปรไฟล์ว่าเป็นงานที่มีผู้กำกับชื่อดัง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง มาแนะนำคุมงาน (มีผลงานอย่าง เปนชู้กับผี อินทรีแดง เฉือน รุ่นพี่ นางนาก และอีกหลายเรื่องที่จัดว่าดีพอตัว ส่วนตัวผู้เขียนก็เป็นแฟนผลงานเขาด้วยแม้เรื่องหลังอย่างสิงสู่จะพังไม่เป็นท่า) ลำดับของโปรเจ็กต์นี้ก็เกิดจากกลุ่มนักศึกษาสาขาภาพยนต์ของ ม.กรุงเทพ ตกลงกับทรานส์ฟอร์เมชั่นเฟ้นหาผลงานหน้าใหม่ขึ้นมาในวงการ โดยมี อดิเรก วัฏลีลา กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง เป็นโค้ชแนะแนวช่วยเหลือให้อีกที แต่ทั้งดารานักแสดงและผู้กำกับที่ร่วมกันหลายคนเป็นหน้าใหม่ทั้งหมด ตรงนี้ผู้เขียนไม่โทษเพราะนี่เป็นผลงานแรกในวงกว้างของพวกเขา ซึ่งถ้าไม่มีชื่อผู้กำกับดังมาคุมงาน อาจจะดีซะกว่า เพราะถือว่าเป็นไอเดียการทำหนังแนวใหม่ๆ ของคนไทยที่โอเคพอได้ในระดับหนึ่ง ในต้นทุนที่ต่ำและข้อจำกัดของทีมงานด้วย แต่พอมีผู้กำกับใหญ่มาคุมก็ต้องสงสัยขึ้นมาว่า อะไรหลายๆ อย่างที่พังในเรื่องนี้มันผ่านการแนะนำของเขามาได้ยังไง ในเมื่อคนดูเองยังรู้สึกได้ทันทีว่ามันไม่ควรจะมี หรือเป็นอย่างนี้ได้เลยแท้ๆ (อ่านที่มาของโปรเจ็กต์นี้ประกอบได้ที่นี่)

ความพังของ เรื่องโผล่ มาให้เห็น ตั้งแต่แรก กับ ฉากเข้ารับการทดลอง ของเจน (ปาณิสรา ริกุลสุรกาน) นางเอกหลัก ในเรื่องนี้ เมื่อเรื่อง ต้องมีการ อธิบาย ทางวิทย์ ก่อนเข้ารับการทดลอง อันนี้คือไม่มี ปัญหา เลยกับ การตั้งต้น ทฤษฎี สมมุติ ในเรื่องว่า สมอง เรามีสารต้านการนอนที่ชื่อ คิวราโทนิน ซึ่งทางบริษัท ยาต้องการวิจัย สารตัวนี้ โดยการ ฝังชิปเข้าที่หลังคอ ต่อ กับ สมอง โดยตรง เพื่อเก็บสาร ตัวนี้มาไว้ จนเต็ม ถึงมาถอด ออกและรับเงินได้ แต่ปัญหา คือเนื้อเรื่อง อธิบาย ข้อตกลง ในการร่วมวิจัยตอนแรกเหมือนหมดเกลี้ยงแล้วนางเอกถึงตกลง แต่พอฝังชิปไปพึ่งมาบอกว่า ถ้ายูนอนหลับเกิน 1 นาทีจะหัวใจวายตายทันที โดยมีนาฬิกาสมาร์ทวอทช์คอยเตือนนับถอยหลังถ้าเผลอหลับ (แถมไม่ฆ่าเชื้อเช็ดเลือดหลังฉีดด้วยแหนะ) ซึ่งมันเป็นไปได้ไหมที่คนปกติเข้ารับการทดลองอะไรแบบนี้มารู้ทีหลัง แล้วจะยังเฉยๆ ตกใจนิดนึง ไม่รู้สึกมีพิรุธกับการมาบอกอะไรทีหลังแบบนี้เลยหรือ ยิ่งบอกว่าเป็นบริษัทใหญ่จากเยอรมันด้วย คือเป็นฉากที่คนดูก็ต้องรู้สึกเอะใจว่าเฮ้ยมันไม่ใช่แล้ว เผลอหลับครบนาทีตายเลยใครมันจะไม่ทักกับเรื่องแบบนี้ แต่ตัวเรื่องก็ปล่อยผ่านอะไรแบบนี้มาได้เพื่อให้เรื่องเดินต่อไป โดยที่ไม่รู้สึกเลยหรือว่าหนังแนววิทยาศาสตร์ถ้าตั้งต้นให้คนไม่เชื่อหรือสะดุดใจแล้วมันจะไปต่อยากขึ้นเรื่อยๆ จากการจับผิดเล็กๆ กลายเป็นขยายใหญ่ในภายหลังมากขึ้นไปอีก

โอเคถือว่าผู้เขียนยอมหลับหูหลับตาไม่สนใจประเด็นตรงนั้นไปก็ได้ แต่ตัวเรื่องก็ยังพยายามจะมีอะไรพังๆ แบบไทยๆ ตามมาอีก ด้วยการเปิดตัวละครหลักที่เหลือที่เป็นนักเรียนแพทย์กันหมด โดยที่แต่ละคนนี่มีไลฟ์สไตล์แบบมาเรียนแพทย์ได้ไง เอาแค่สอบผ่านก็ไม่น่าเชื่อถือแล้ว ไล่มาตั้งแต่ วิน (เลิศสิทธิชัย) หนุ่มหล่อและนักบาสประจำมหาวิทยาลัย แต่ดันบอกเป็นสายปาร์ตี้ทุกวันมากกว่าการเรียน ซิน (ศุภนารี สุทธวิจิตรวงษ์) สาวอินฟลูเอ็นเซอร์ประจำคณะที่หัวดีแต่โดนที่บ้านบังคับเรียนหมอ วันๆ เลยก็ทำแต่ช่องของตัวเอง พีช (กฤตย์ จีรพัฒนานุวงศ์ ) หนุ่มเนิร์ดที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเกมทั้งวันทั้งคืน กลายเป็นว่าสามคนนอกจากนางเอกในเรื่องไม่มีฉากไหนที่เข้าเรียนหรือเกี่ยวข้องกับแพทย์ได้เลยจนดูไม่น่าเชื่อถือเอามากๆ คือเข้าใจว่าตัวเรื่องพยายามกำหนดแบ็คกราวด์ให้สอดคล้องกับการทดลองในเรื่องที่ต้องเป็นคนอดนอนเก่งมาก่อน แต่ถ้าแบบนั้นไม่ต้องเป็นนักศึกษาแพทย์ดีกว่าไหม จะได้ไม่มีโปรไฟล์ที่ต้องมาขัดแย้งกันเองแบบนี้ อันนี้ทางโค้ชเมนเทอร์ไม่คิดจะทักท้วงกันเลยหรือไงถึงปล่อยอะไรแบบนี้ออกมาได้

ความพังในเรื่องยังมาต่อเนื่องอีกเป็นระยะ แต่มาในรูปของฉากคั่นด้วยเพลงประกอบแบบมิวสิควิดีโอ ซึ่งบอกตรงๆ ว่าผู้เขียนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพยายามบิ้วอารมณ์ขึ้นมาโดดๆ ด้วยเพลงกับฉากสโลวๆ แบบแนวมิวสิควิดีโอสั้นๆ ระหว่างเรื่องหลายครั้ง คือปล่อยให้เรื่องเดินไปตามบทตามอารมณ์ปกติไม่พอหรือไง ถึงต้องมีเพลงแทรกหลายครั้งไม่ซ้ำกันด้วย (ไม่ใช่เพลงหลักของเรื่องด้วย) จนกลายเป็นมาทีไรดูลดเกรดของหนังลงไปทุกครั้ง แม้ว่าภาพรวมหนังจะพอใช้ได้ แต่สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นตัวบั่นทอนลงไป และก็ไม่ได้ช่วยให้คนดูอินได้เลยกับการคั่นฉากสั้นๆ ด้วยวิธีแบบนี้หลายครั้ง ซึ่งก็วนกลับมาคำถามเดิมโค้ชเมนเทอร์คนไหนไปแนะนำให้ทำหรือเปล่า หรือถ้าไม่ใช่ทำไมไม่หาทางทำให้ดีกว่านี้ครับ

ตัวเรื่องพยายามเสริมแบ็คกราวด์ของตัวละครแต่ละตัวให้มีปมบางอย่าง เพื่อเอามาใช้ตอนนอนไม่หลับแล้วหลอนให้ระทึก แต่กลายเป็นว่าปมพวกนั้นกลับใส่มาแบบน้อยมากแทบไม่รู้อะไรจริงๆ เลย แม้แต่นางเอกตัวหลักที่บอกพ่อแม่ถูกฆ่าตาย เลยส่งผลให้นางเป็นพวกวิตกจริต แต่ก็ถูกหยิบมาใช้แบบล่องลอยมากจากการไล่ตรวจดูสิ่งต่างๆในบ้าน ในขณะที่ฉากหลอนแทนที่จะนำเรื่องเหล่านี้กลับมาเหวี่ยงใส่ให้ตัวละครสติแตกหวีดคลั่งกันสุดๆ แต่กลับใส่มาแค่ผิวๆ ไปหมด แม้แต่ตอนท้ายที่พยายามบิ้วเรื่องหลอนกันสุดๆ ก็ยังแค่การชกต่อยกันในกลุ่มเท่านั้นเอง ซึ่งบอกตรงๆ ว่าการไม่นอนหลายวันติดกันมันส่งผลทางจิตรุนแรงกว่านั้นมาก ลองดูจากเรื่อง Awake ของเน็ตฟลิกซ์เองก็ได้ที่คนสติแตกสามารถระเบิดอะไรออกมาได้เกินกว่าที่คิด แต่โอเคเข้าใจว่าด้วยงบอาจจะไม่สามารถทำเอฟเฟ็กต์ความรุนแรงต่างๆ ในช่วงหลอนได้มาก และตัวเรื่องเองก็อาจจะตั้งใจเบรกตัวเองไม่ให้รุนแรงมากด้วยก็ได้ เพราะเรื่องนี้สุดท้ายแม้เป็นแนวทริลเลอร์แต่กลับไม่มีใครตายหรือบาดเจ็บอะไรหนักหนาให้คนได้ลุ้นเลยสักนิด แม้จะมีฉาก CPR ปั๊มหัวใจของตัวละครสองครั้ง แต่มันก็ยังไม่ได้ผลอะไรในแง่ของความระทึกอย่างที่ควรจะเป็นเลยจริงๆ

สิ่งที่พัง ที่สุด ของเรื่อง คือช่วง หักมุม สุดท้าย โอเคนะ ว่าตัวเรื่อง พยายามซ่อน ตรงนี้ไว้เพื่อหักมุม กันตรงๆ แต่มัน ก็ได้แค่เซอร์ไพรซ์ เพียงนิดเดียว อันนั้นไม่ ว่ากันจริงๆ แต่ปัญหาคือ ความพยายาม อธิบาย เหตุผลต่างๆ นาๆ กับ การกระทำ ช่วงท้าย ของตัวร้ายในเรื่อง รวมถึง กลุ่มตัวเอก ก็ด้วย คือมันมี ความไม่น่าเชื่อถือว่า เวลาเจอ เหตุการณ์ แบบนั้นจะทำได้เพียงแค่นี้ อย่างถูกขัง ในห้องวอร์ด แต่ทั้งหมด ช่วยกันพัง ประตูที่ถูกล็อค ปกติไม่ได้ การที่ตัวปม ในเรื่องอย่าง น้องนางเอก ถูกนำมาเกี่ยวด้วยแบบงงๆ ว่าทำไมไม่หลุดจากข้อตกลงไปตามที่ตัวร้ายยื่นข้อแลกเปลี่ยนไว้ก็ไม่มีเหตุผลอธิบาย แถมตัวร้ายจู่ๆ ก็นึกจะสู้กับพวกตัวเอกทั้งกลุ่มด้วยเข็มฉีดยาอันเดียวอีก แถมช่วงเฉลยนี้ยังใช้แสงฟ้าแล่บแปร๊บๆ มาประกอบแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยให้ดูระทึกแบบพวกหนังสยองขวัญ นึกถึงพวกหนังไล่เชือดแบบนั้นเลย ซึ่งมันไม่ค่อยเข้ากันเลยกับการพลิกเรื่องมาแบบนี้แล้วก็ใส่มาเพื่อหวังสร้างอารมณ์ให้คนดู แทนที่จะวางฉากการไล่ล่าเอาตัวรอดดีๆ ให้ลุ้นระทึกได้มากกว่า

ย้ำอีกครั้งว่าถ้าเรื่องนี้ไม่มีเมนเทอร์แบบนั้นมาขึ้นโชว์ในเครดิตต่างๆ รวมถึงที่ PR ออกสื่อเหมือนพยายามขายชื่อมาครอบทับไว้ให้คนดูสนใจ หนังเรื่องนี้ถ้าเราได้รับรู้ว่าเป็นงานนักศึกษาเองล้วนๆ ที่อาจจะได้ทุนจากค่ายหนังมาช่วยไม่ว่ากัน หนังจะดูโอเคอยู่ มีความน่าชื่นชมที่พยายามทำอะไรใหม่ๆ ดารานักแสดงหน้าใหม่ก็พอใช้ได้ ไม่ได้ดีมาก แต่ก็โอเคโดยเฉพาะนางเอกของเรื่องที่ต้องแสดงอารมณ์มากกว่าใคร ถือว่าไปต่อได้ในงานแสดงเรื่องอื่นๆ เพียงแต่รายละเอียดบทที่พวกเขาได้รับมันไม่ได้ละเอียดสมเหตุผลพอเท่านั้น แต่ยังไงการได้เป็นภาพยนตร์ลงเน็ตฟลิกซ์ฉายทั่วโลก อันนี้น่าจะเป็นรางวัลของทีมงานหน้าใหม่นี้ทั้งหมดได้ดีที่สุดแล้ว แม้คำวิจารณ์จะไม่ดีพอก็ตามครับ สุดท้ายต้องโทษโค้ชเมนเทอร์อีกรอบนี่แหละที่ไม่ควรได้เครดิตตรงนี้ไปเลยดีกว่าครับ

 

สรุป

ในฐานะ ผลงานหน้าใหม่ จากทีม นักศึกษา ล้วนถือ ว่าพอใช้ ตัวเรื่อง มีไอเดีย ที่พอน่าสนใจ แม้จะไม่ใหม่ มาก การเดิน เรื่องไปเรื่อยๆ ในระดับ พอน่าติดตาม ได้ไม่ง่วง แต่ไม่ระทึกขวัญ ตามแนว ที่วางไว้เลย แต่สิ่งที่เป็น ปัญหา จริงๆ คือ หลายอย่าง ในเรื่อง ที่ไม่สมเหตุผล แบบปล่อยผ่าน มาได้ยังไง ซึ่งถ้าเรื่องนี้ ไม่มีโค้ชเมนเทอร์ ผู้กำกับ ชื่อดังมาประกอบเครดิต ก็คงพอเข้าใจได้ แต่การที่มีชื่อคุมงานขึ้นโชว์หราแนะนำอยู่ (อดิเรก วัฏลีลา กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง) คงต้องปัดโทษให้เมนเทอร์รับไปเต็มๆ มากกว่าทีมนักศึกษาที่ทำเรื่องนี้ครับ

เรตติ้งเฉลี่ยจากผู้อ่าน 5 (1 vote)
จุดเด่น

ไอเดียแตกต่างจากหนังไทยทั่วไป
ทีมงานทั้งหมดเป็นหน้าใหม่จากนักศึกษา ม.กรุงเทพ
การถ่ายทำอยู่ในระดับมาตรฐาน
นักแสดงมีความโดดเด่นอยู่บ้างโดยเฉพาะนางเอก
จุดด้อย

มีจุดพังทำให้ไม่เชื่อหลายครั้ง
เป็นแนวทริลเลอร์ที่ไม่มีฉากระทึกทำได้ถึงเลย
ตัดฉากเป็นมิวสิควิดีโอสั้นๆ แบบไม่เข้ากับโทนเรื่อง
นักแสดงยังดูล้นๆ เกินๆ อยู่บ้าง
ไลฟ์สไตล์ตัวละครยกเว้นนางเอกไม่สอดคล้องกับการเป็นนักศึกษาแพทย์จนทำให้ไม่น่าเชื่อ
ไทน์อินซิมมือถือหลายครั้งไม่เนียน

ดูหนังออนไลน์ฟรี 

รีวิวหนัง War for the Planet of the Apes – มหาสงครามพิภพวานร

หนัง War for the Planet of the Apes หรือชื่อไทยว่า มหาสงครามพิภพวานร ในภาพยนตร์เรื่อง War for the Planet of the Apes ผลงานตอนที่ 3 ของแฟรนไชส์เรื่องดัง ซีซาร์และฝูงวานรต้องพบกับปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มมนุษย์ที่นำโดยผู้พันผู้โหดเหี้ยม

หลังจากที่ฝูงวานรต้องพบกับความสูญเสียที่เจ็บปวดอย่างคาดไม่ถึง ซีซาร์ต้องต่อสู้กับสัญชาตญาณที่โหดร้ายมากขึ้น และเริ่มต้นการเดินทางแห่งตำนานเพื่อล้างแค้นเผ่าพันธุ์ของเขา

รีวิวหนัง War for the Planet of the Apes - มหาสงครามพิภพวานร

เมื่อท้ายที่สุดการเดินทางได้พาพวกเขามาเผชิญหน้ากัน ซีซาร์และผู้พันต้องเผชิญหน้ากัน ในการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่จะกำหนดชะตากรรมสายพันธุ์ของพวกเขาและอนาคตของโลก ผู้กำกับฯ : แมตต์ รีฟส์ นักแสดง: แอนดี้ เซอร์คิส, วูดดี้ ฮาร์เรลสัน, สตีฟ ซาห์น, โทบี้ เคบเบล

จากกราฟอารมณ์นี้เด็กเดินตั๋วชักไม่แน่ใจว่ามาดูหนัง หรือขึ้นรถไฟเหาะตีลังกาอยู่กันแน่ อารมณ์ของหนังแทบไม่เว้นจังหวะให้พักหายใจ หรือเนือยเบื่อแม้แต่น้อย มีแต่ความลุ้นระทึก อะดีนารีนสูบฉีดตลอดทั้งเรื่อง สะกดอารมณ์ของเด็กเดินตั๋วให้อยู่กับหนังได้ตลอดทั้งเรื่อง

แต่ต้องบอกทุกท่านก่อนว่ารสชาติหนังเรื่องนี้ไม่เหมือนภาคแรก (Rise) ภาคที่สอง (Dawn) เลย ภาคแรกให้อารมณ์หนัง Sci-Fi ที่สนุกเข้มข้น และมีฉาก Action ที่ออกแบบงานสร้างมาอย่าง “เพอร์เฟกต์” ส่วนภาคสองเป็นหนัง Action ยุทธวิธีการต่อสู้ระหว่างสองเผ่าพันธุ์ แต่สำหรับภาคนี้จะถูกใจสายหนังสงคราม ยุทธวิธีทางทหาร

การเอาตัวรอดในศึกสงคราม เรื่องราวของแผนการรบและชั้นเชิงเสียมากกว่าการต่อสู้บู๊ระห่ำ (หลักๆ การต่อสู้จะเป็นเชิงยุทธวิธีมากกว่ายิงกันตู้มๆ) และด้วยความเป็นหนังสงคราม

แน่นอนว่าจะมีลูกดราม่าของชีวิต ความเป็นความตาย และแนวคิดปรัชญาทางสังคมผสมผสานไว้อยู่แล้ว และสำหรับหนังสงครามสำหรับเด็กเดินตั๋วมองว่ามีคุณค่ามากกว่าภาพยนตร์แอ็คชั่นมากมายในท้องตลาด

เนื่องจากงานออกแบบทุกอย่างท้าทายและยากกว่าหนังแอ็คชั่นอย่างมาก ทั้งการออกแบบตัวละคร การใส่วิธีการคิด วิเคราะห์ ปูมหลัง การสื่อสารเชิงความคิด นามอธรรม การออกแบบอารมณ์ ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำได้ออกมาได้อย่างเข้มข้น ตามกราฟอารมณ์ขณะเด็กเดินตั๋วได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้เลย

“สมบูรณ์แบบ”

เป็นการจบไตรภาคเรื่องราวการกำเนิดของอารยธรรมใหม่ของโลก ที่มีลิงเป็นผู้ปกครองสูงสุดได้อย่างสมบูรณ์แบบและงดงามมาก

เราได้เห็น ซึมซับ และติดตามเอาใจช่วยผ่านลิงน้อยที่ชื่อซีซาร์จากภาคแรก (Rise) จนเกิดโรคระบาดในมนุษย์ และวานรได้พัฒนาการขึ้นมาต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ (Dawn) และเรื่องราวการดำรงอยู่ อนาคตของทั้งสองเผ่าพันธุ์ได้เกิดบทสรุปขึ้นในภาคนี้ (War)

ซึ่งได้ตอกย้ำความสมบูรณ์แบบของเรื่องราวไตรภาคได้อย่างสมศักดิ์ศรีและการรอคอยจริงๆ สมบูรณ์แบบทั้งเนื้อเรื่องและงานสร้าง ซึ่งต้องชื่นชมผู้กำกับเจ้าเก่าจากภาคที่แล้วด้วย (ได้ข่าวว่าเฮียกำลังจะไปกำกับแบทแมนให้จักรวาลดีซีอีกด้วย…อันนี้ปักหมุดรอดูเลย) งานสร้างทำได้เนียบมากๆ เป็นหนังสงครามชั้นดีเรื่องนึงเลย ทำให้เด็กเดินตั๋วอยากย้อนกลับไปดูภาคแรกใหม่เลย

ทำให้รู้สึกผูกพันกับแฟรนไชส์นี้มากๆ การแสดงของนักแสดงนำก็สื่อสารทำให้เราเห็นพัฒนาการ วิธีการคิดที่โตขึ้นของซีซาร์ ด้านมืด พลังใจ และความเฉลียวฉลาดได้อย่างเฉียบคม เด็กเดินตั๋วรู้สึกชื่นชอบคาแรกเตอร์ และการแสดงอารมณ์ของซีซาร์ที่แตกต่างกันออกไปในทุกๆ ภาคมาก ส่วนงานภาพดีงามมากๆ ทั้งมุมกล้อง การเคลื่อนไหว สี รวมไปถึงซีจีทั้งหมดทั้งมวลให้ความสมจริงและน่ากลัวมากๆ

เด็กเดินตั๋วเข้าไปอยู่ในโลกของลิงปลอม โดยที่ลืมนึกถึงไปเลยว่าเป็นซีจี ทุกอย่างทำให้เราเชื่อมากๆ เข้าไปอยู่กับหนังได้อย่าง100% เลย การออกแบบฉากแอ็คชั่นหรือฉากต่อสู้ ก็ทำได้อย่างดีไร้ที่ติด ส่วนงานเสียง ขอยกความดีความชอบให้เพลงประกอบ ที่แบบเร้าอารมณ์ได้ถึงใจสุดๆ ทุก score เพลงที่ได้รับฟังล้วนสะเทือนไปถึงหัวใจ ไม่ว่าจะบิวต์อารมณ์ไหนๆ ก็ทำได้อย่างสมบูรณ์ไร้ที่ติจริงๆ

สุดท้ายก่อนสปอยล์ อยากแนะนำให้ทุกท่านที่ไม่ดูสองภาคแรกมาก่อน ให้ไปดูมาก่อนจะดูเรื่องนี้จะดีกว่า และเรื่องนี้ไม่ได้แอ็คชั่นมันส์หยดติ๋งตู้มต้าม แต่เป็นหนังสงครามชั้นเลิศเรื่องหนึ่งเลย

ขอเชิญทุกท่านเลยให้ไปรับชมและรับคำตอบ หรือการปลดปล่อยจากไตรภาคพิภพวานรอย่างสมบูรณ์แบบร่วมกัน… ที่มา

รีวิวหนังสายฮามุกติดเรท Rough Night – ปาร์ตี้ชะนีป่วน คืนหฤหรรษ์

รีวิวหนังสายฮา หนัง Rough Night หรือชื่อไทยว่า ปาร์ตี้ชะนีป่วน หนังสายฮามุกติดเรทที่ได้ สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน ฉีกบทจากสาวเซ็กซี่ในหนังซุปเปอร์ฮีโร่มารับบทสาวที่กำลังจะสละโสดก่อนแต่งงาน แต่โชคร้าย เมื่อเธอชวนเพื่อนๆ มาปาร์ตี้จนเผลอไปทำผู้ชายที่มาร่วมงานตาย เดือดร้อนจนต้องหาทางเอาตัวรอดเพื่อปกปิดความผิดที่เกิดขึ้น

รีวิวหนังสายฮามุกติดเรท Rough Night - ปาร์ตี้ชะนีป่วน คืนหฤหรรษ์

ความสนุกยังไม่ได้หมดแค่นั้นเพราะหนังยังได้ จิลเลี่ยน เบลล์ นักแสดงสายคอมเมดี้ สุดจังที่เคยฝากผลงานใน Fist Fight ,Office Christmas Party ,The Night Before งานนี้รับรองฮาท้องแข็งแน่นอน คืนหฤหรรษ์สุดป่วนจะลงเอยอย่างไร…

ต้องบอกว่าหนังแนวเมา แล้วลั่นไปทำอะไรที่สติหลุด หรือร้ายแรงอะไรพวกนี้ มีเยอะมากกก เรื่องนี้ก็คือหนึ่งในพวกนั้น คือเรื่องของเรื่องตัวนางเอกหรือเจสส์ กำลังจะแต่งงาน ก็เลยกลับไปรวมตัวกับแก๊งเพื่อนสาวสมัยมหาลัย เพื่อปาร์ตี้สละโสด แต่ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น นักเปลื้องผ้าที่จ้างมาเอนเตอร์เทนเกิดตายขึ้นมา คืนป่วนของแก๊งสาวจึงเริ่มต้นขึ้น

ต้องบอกว่าไปดูแบบไม่คาดหวังเลยครับ ไปดูเพราะหนังมี สกาเล็ต โจแฮนสัน ล้วน ๆ เลย แต่กลับกลายเป็นว่าหนังดูเพลิดเพลินกว่าที่คิดไว้มาก ๆ เลยครับ มันถูกดำเนินเรื่องไปอย่างมีเงื่อนงำ แม้ว่าจะดูไร้ทิศทางไปบ้าง และไม่ได้แหวกไปจากสูตรหรือขนบของหนังทำนองนี้เท่าไหร่ แต่ระหว่างทางมันดูเพลินและสนุกมากในระดับนึง แต่ก็ไม่ใช่ว่าหนังจะปราศจากความน่ารำคาญจากตัวละครบางตัวนะครับ แน่นอนว่าคงเดากันได้ไม่ยาก เจ๊จิลเลียน เบลล์ หลังจาก 22 Jump Street เธอก็ไม่เคยเป็นความฮาอีกเลยสำหรับผม แน่นอนว่าในเรื่องนี้เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ถึงกับ ew อะไรมาก และหนังก็ยังพอเอาความเยอะน่ารำคาญตรงนี้มาเป็นกิมมิคบางอย่างในหนังได้ครับ ซึ่งหนังเรื่องนี้มันดูเพลินดูสนุกในชนิดที่ว่า หนังยาวเกือบสองชั่วโมงแต่ตอนดูนี่รู้สึกผ่านไปไวมากครับ แต่ตัวหนังนี่ไม่ได้ขำหรือฮาอะไรมากมาย หรือมีมุกจำอะไรนะครับ แค่ดูเพลิน ดูขำ ๆ สนุก ๆ ได้อยู่

น่าเสียดายครับ เพราะนอกจากหนังจะคาดเดาได้ไม่ยากอยู่แล้ว เพราะอย่างที่บอกหนังเดินเรื่องตามสูตรมากก แต่ที่ผมบอกว่าน่าเสียดายคือหนังหาทางลงได้ง่ายจนถึงขั้นอุทานที่ว่า เฮ้ย! แค่นี้อะ เพราะบางอย่างปูมาซะหวานเจี๊ยบเลยครับ แต่พอจะมาขมวดปมหาทางออกให้กับคอนฟลิคต่าง ๆ ในเรื่องกลับจางในจางเลยทีเดียว ที่มา

รีวิวหนัง I Am Not Your Negro – ไอแอมน็อทยัวร์นิโกร บันทึกประวัติศาสตร์

รีวิวหนัง I Am Not Your Negro – ไอแอมน็อทยัวร์นิโกร                    บันทึกประวัติศาสตร์  ผมต้องเกริ่นก่อนเลยว่าสารคดีนี้สร้างพลังและความประทับใจให้ผมเป็นอย่างมาก ผมได้ผ่านการชมหนังที่เล่าถึงความยากลำบากของชาวผิวสี หรือชนกลุ่มน้อยใด ๆ มาในจำนวนมาก อีกทั้งในช่วงชีวิตผมของผมที่เคยได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตที่ยุโรป ก็ยังผ่านความสถุลของมนุษย์อย่างการแบ่งแยก และการเหยียดเชื้อชาติ

รีวิวหนัง I Am Not Your Negro - ไอแอมน็อทยัวร์นิโกร บันทึกประวัติศาสตร์

แต่มันก็ไม่ได้ลดทอนความเชื้อมั่นและความภาคภูมิในตัวเองลงไป เพียงแต่ความรู้สึกไม่ดีที่เกิดขึ้นในช่วงขณะ คงเป็นความรู้สึกสังเวชที่มีต่อสิ่งมีชีวิตที่เชื่อถือว่าตัวเองเป็นกลุ่มคนที่ทรงคุณค่าที่สุด แต่นี่ก็ว่าไม่ ..!

สารคดีเรื่องนี้บอกเล่าโดยงานเขียน เจมส์ บัลด์วิน นักเขียนและนักต่อสู้เพื่อสิทธิผิวสี โดยเล่าถึงสิ่งที่ตนได้พบเห็นผ่านสายตาที่มองไปยังโลก มองไปยังคนผิวขาว มองไปยังเหตุการณ์ และมองไปยังเพื่อนของเขา ที่ถูกสังหารจากการลุกขึ้นเพื่อทวงความเป็นมนุษย์ อันได้แก่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง, มัลคอล์ม x และ เม็ดการ์ เอเวอร์ส

ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมชอบและรู้สึกรักหนังเรื่องนี้คือมุมมองและการเปรียบเปรยของบัลด์วินที่ถูกนำมาใช้ มันแปลกใหม่ น่าสนใจ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ผ่านศิลปะภาพยนตร์ในอดีต

ที่สะท้อนถึงมุมมองและแนวคิดทางการเมือง แล้วยังตั้งคำถามอย่างน่าสนใจ รวมไปถึงการมองโลกในแต่ละวัยที่ทำให้เรารู้สึกย้อนแย้งในตัวเองเสมอ ในเมื่อตอนเด็กเราได้ชื่นชมสิ่งนึงอย่างไร้เดียงสา แต่โตมาเราพบว่ามันเป็นความอัปยศ

ผมชอบการตีความตั้งแต่ชื่อเรื่องที่เราสามารถเข้าใจได้ หากประสบพบเจอมา คำว่า Negro Nigga Nigger ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่มันเป็นการแปะป้ายบนสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน และลดทอนความเป็นมนุษย์ทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ทั้งหมดที่เขาเล่ามันสะท้อนให้เห็นถึงความน่าหดหู่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน

เป็นเหมือนเชื้อไวรัสไม่มีทางหาย และแน่นอนว่าอเมริการวมถึงโลกไม่มีทางดีได้ภายในสามวัน มีแต่เราเท่านั้นที่จะคงไว้ซึ่งความภาคภูมิ ทั้งหมดนี่ทำผมร้องไห้ออกมาด้วยความประทับใจ

ผมอยากให้ใครก็ตามที่ผ่านไปผ่านมาแล้วได้อ่านสิ่งที่ผมเขียนนี้ ลองไปดูกันครับ มันไม่ใช่หนังทาสผิวสี หรือหนังเหยียดผิว ไม่ใช่หนังที่พาไปเจาะชีวิต หรือเรียกคนมาสังเวชชีวิตคนผิวสีในอดีต ไม่เค้นอารมณ์ ไม่ดราม่า แต่มันเป็นหนังที่ทำให้เราเข้าใจ และตกตะกอนสงสัยบ้าง ถึงกรอบศีลธรรม และความดำมืดที่เคยเกิด

และกำลังเกิดขึ้น มันดีงาม และไม่น่าเบื่อครับ หนังกระชับ เป็นสารคดีที่ตัดต่อได้ดี ใช้เพลงได้ดี และแน่นอนว่าถ้าคุณรักหนัง คุณจะได้รู้จักหนัง (เก่า ๆ)เยอะยิ่งขึ้น แต่เป็นการรู้จักผ่านแนวคิดของนักเขียนอีกที เหมือนคุณได้อ่านรีวิวของนักวิจารณ์แบบสั้น ๆ เลย เอาเป็นว่าผมอยากให้ได้ชมกันมาก ๆ Highly Recommend เลยครับ เป็นสารคดีที่ยอดเยี่ยมและทรงคุณค่ามากจริง ๆ ที่มา

รีวิว มินิซีรีส์ Heist ปล้น สารคดี ที่สร้างจากเรื่องจริงของการปล้นโดยคนธรรมดา

รีวิว มินิซีรีส์ Heist ปล้น สารคดี ที่สร้างจากเรื่องจริงของการปล้นโดยคนธรรมดา

Heist Netlix รีวิว ปล้น สารคดีมินิซีรีส์ ที่ สร้างจากเรื่องจริง ของการปล้น มินิซีรีส์  เนื้อหาจะแบ่งเป็น 3 เคส รวมทั้งหมด 6 ตอน ของคดีการปล้นที่สร้างจากเรื่องจริงและมีบุคคลจริงที่เกี่ยวข้องมาเป็นส่วนหนึ่งในการเล่าเรื่องราว ซึ่งแต่ละคดีที่อยู่ในเรื่องเป็น การปล้น ที่มีมูลค่าสูงอย่างมาก แต่ที่น่าสนใจคือทั้งสามคดีมันเป็นฝีมือของกลุ่มคนที่มาจากคนระดับล่าง ชนชั้นแรงงาน คนที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหา ลูกหลานผู้อพยพ เรียกง่ายๆ ว่ามันคือการปล้นของสามัญชนคนทั่วไป คนที่เราอาจพบเห็นได้ในสังคม แต่ตัวซีรีส์จะบอกเล่าว่าแล้วคนเหล่านั้นมีแรงจูงใจอะไรที่ทำให้พวกเขาก้าวข้ามเส้นแบ่งขอกฏหมายมาทำการปล้นเหล่านี้ แน่นอนว่ามีเรื่องเงินที่เป็นสาเหตุหลักอยู่แล้ว

โรเบอร์โต โซลิส อดีตนักโทษ ที่เคยต้อง คดีจำคุก ตลอดชีวิต จากการ ฆาตกรรม คนขับรถ ขนเงินหุ้มเกราะเมื่อปี 1969 แต่ด้วยความที่เขาเขียนหนังสือหลายเล่มในระหว่างอยู่ที่คุกและเขียนบทกวีมากมายที่มีส่วนโน้มน้าวให้เกิดการขออุทรณ์โทษของเขาเหลือ 23 ปี เขาจึงถูกปล่อยตัวออกมา แต่แทนที่เขาจะกลับมาทำงานสุจริต เขาก็ได้เลือกที่จะกลับมาทำงานปล้นอีกครั้ง และคราวนี้ยังได้ล่อลวงผู้หญิงสาวคนหนึ่งคือ เฮเทอร์ แคทเทอรีน ทอลชีฟ ซึ่งเธอเป็นหญิงสาววัยรุ่นที่กำลังโหยหาความรักและความอบอุ่นจากผู้คนให้กลายมาเป็นผู้ช่วยของเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข พร้อมกับวางแผนทำภารกิจปล้นเงินสามล้านดอลลาร์ ซึ่งเอาเข้าจริงวิธีการนั้นก็ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรมากมาย แต่วางแผนโดยอาศัยช่องว่างของระบบการขนเงินใส่ตู้เอทีเอ็มมาใช้ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็กลายเป็นว่าเธอต้องถลำลึกกลายเป็นเครื่องมือปล้นเงินของโซลิส และกลายเป็นเป้าหมายตามล่าตัวจากเอฟบีไอ ในขณะที่โซลิสก็พาเธอหอบเงินหนีต่อไปพร้อมกับเพิ่มสาวในฮาเร็มของเขาเข้าไปอีก

เรื่องราวของ คาร์ล ลูกหลานผู้อพยพจากคิวบา ที่เข้ามาตั้งรกรากในอเมริกา โดยเฉพาะที่ฟลอริดาที่มีความหลากหลายของผู้คน เกิดเป็นแก๊งค์ต่างๆมากมาย จนกลายเป็นที่มาของปัญหาค้ายาเสพติด ความรุนแรง การปล้นชิง ลักลอบนำโคเคน และอื่นๆ กระทั่งเขาได้แต่งงานแต่เพราะปัญหาเรื่องการตั้งท้องของภรรยาทำให้พวกเขาเสียลูกไป เขาจึงคิดจะรับเด็กมาเลี้ยงแทน แต่มันต้องใช้เงินมากแล้วเขาก็ไม่มีปัญญาหาเงินมาด้วย แล้ววันหนึ่งเพื่อนของเขาที่เป็นคนขับรถขนเงินจากสนามบินก็ได้บอกเล่าเรื่องเงินสดนับร้อยล้านดอลลาร์ที่จะส่งจากเครื่องบินลงมาเก็บในโกดังเป็นประจำ นั่นจึงได้นำไปสู่แผนการปล้นเงินที่คาดไม่ถึง ซึ่งเขาต้องรวบรวมคนฝีมือดีจากญาติพี่น้องคนใกล้ตัวชักชวนให้มาร่วมมือกันปล้นเงินในโกดังที่สนามบิน แล้วที่น่าทึ่งก็คือแม้ว่าคาร์ลจะไม่มีความรู้เรื่องการปล้นเงินแบบนี้ แต่เขากลับศึกษาวิธีการทำงานของเอฟบีไอผ่านทางสื่อทีวี ซีรีส์ สารคดี เพื่อที่จะวางแผนปล้นเงินมหาศาลครั้งนี้โดยที่เขาเองก็ไม่อยากใช้ปืนด้วย แต่ทุกการวางแผนย่อมมีช่องโหว่เสมอ โดยเฉพาะคนในทีมที่ได้เงินจากการปล้นไปแล้ว

เจาะลึกเหตุการณ์ ในคดี แพ็ปปี้เกต Pappygate ที่เกิดขี้นในปี 1999 เล่าเรื่อง ของ โทบี้ ชายหนุ่ม นักซอฟต์ บอล ร่างใหญ่ บ้าพลัง ที่ชีวิต เหมือน จะประสบ ความสำเร็จ แต่หลัง จากแต่งงาน มีลูก เขาจำต้อง เลือก ดูแลช่วยหาราย ได้เข้า ครอบครัว เลยต้อง เลิกเล่นซอฟต์ บอล แล้วมาทำงาน ในโรงกลั่นเหล้า เบอร์เบิน บัฟฟาโลเทรซ ที่เคนตักกี ใช้ชีวิต ทำงานหารายได้ เหมือนชนชั้น แรงงาน ทั่วไป กระทั่ง วันหนึ่ง มีเพื่อนที่มาขอซื้อเหล้าเบอร์เบิน ยี่ห้อ แพ็ปปี้ แวนวิงเคิล ที่เขามีติด ในบ้าน ด้วย ราคาสูงมาก ซึ่งนี่เป็น เหล้าเบอร์ เบิน ที่ แต่เดิม ถูกมองว่า เป็นเหล้า ท้องถิ่นชนบท แต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยการที่ถูกพูดออกสื่อผ่านดารานักแสดงดังหลายคน มันเริ่มกลายเป็นเหล้ามูลค่าสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ของเหล่านักสะสมและคนมีเงินที่ซื้อขายกันผ่านอินเทอร์เน็ตในราคาสูง เพราะหายากและแต่ละ ปีมีการ ผลิต จำนวนจำกัด จากเหล้า ขวดราคา ไม่กี่สิบดอลลาร์ ราคาพุ่งไปเป็น 4,000 ดอลลาร์ แล้วไปๆ มาๆ เขาก็ค้นพบการเข้าถึงคนระดับสูงที่มีเงินและช่องทางที่จะปล่อยขายเหล้าเบอร์เบินได้ รวมกับกลุ่มคนรู้จักของเขาที่ทำงานในโรงงานเหล้าที่พร้อมจะเอาของและการปล้นแบบตอดทีละนิด ในที่สุดเมื่อใครๆ อยากได้เหล้าเบอร์เบิน ชั้นดี หายาก ก็จะ ส่งข้อความ หาโทบี้เสมอ ทำให้เขากลายเป็นราชาเบอร์เบิน กระทั่งนายอำเภอและเจ้าหน้าที่เข้ามาสืบสวนเรื่องนี้หลังจากเหล้าแวงวิงเคิลอายุ 20 ปี ถูกพบว่าหายไป นั่นจึงนำไปสู่การเสาะหาร่องรอยของการปล้นเหล้ามูลค่าสูงครั้งนี้

บทสรุปของแต่ละคดี เป็นเสมือนอุทาหรณ์เตือนใจผู้คนจริง ว่าการปล้นนั้นมันไม่ได้ให้อะไรดีเลยกับชีวิตของเรา ถึงแม้ว่าการปล้นที่ว่าจะได้เงินมหาศาลแล้วดูเหมือนว่าประสบความสำเร็จอย่างงดาม คนที่ปล้นหอบเงินหนีไปใช้ชีวิตต่อได้ แต่ที่จริงแล้วพวกเขาก็ไม่ได้มีความสุขอะไรนัก ทั้งยังต้องอยู่อย่างหลบซ่อนตัวตนที่แท้จริง บางคนมีลูก ก็ต้องหลอกลูก จนมาถึงจุดหนึ่งก็ต้องยอมเผยความจริง และต้องยอมรับโทษที่เกิดขึ้น

ในด้านโปรดักชั่น การถ่ายทำ งานสร้าง ถือว่าเป็นงานคุณภาพสูง เสมือนเรา ได้ดูหนัง สารคดี แบบกึ่ง ซีรีส์ ชั้นดี ที่บอกเล่า เรื่องราว อย่างไม่น่าเบื่อ มีแทรก มุกตลก ร้าย อารมณ์ขัน ท่ามกลาม เส้นแบ่งศีลธรรมเข้ามาอยู่ตลอด

ส่วนหนึ่งที่ดีของซีรีส์คือ มีการนำเสนอและบอกเล่าเรื่องราวในแบบที่ไม่ให้มันดราม่ายืดยาด แต่เน้นความฉูดฉาด เดินเรื่องเข้าประเด็นเร็ว แต่ก็จะมีส่วนที่เดินเรื่องช้าหรือยืดไปบ้างในบางจุด ซึ่งถ้าเอาจริงๆแล้วแต่ละคดีที่บอกเล่ามาสามารถเล่าให้จบในตอนเดียวได้ แต่ตัวสารคดีพยายามเล่าในหลายมุมมองทั้งกับผู้คนที่เกี่ยวข้องในการปล้นนั้นๆ คนที่ลงมือปล้น ครอบครัวของคนที่เกี่ยวข้อง

รวมถึงการเล่าปมที่มาและพื้นเพแต่หนหลังของคนปล้น เพื่อให้เข้าใจแรงจูงใจของพวกเขาเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความต้องการเงิน ความต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ต้องการถีบตัวจากความอดอยาก และอื่นๆ

ซึ่งการเล่าเรื่องลักษณะนี้ก็ทำให้มันกลายเป็นสารคดีที่มีความรอบด้าน มากกว่าแค่การนำเสนอเรื่องการปล้นปกติ แต่บอกเล่าให้เราเห็นภาพของประวัติศาสตร์และสังคมของอเมริกันในยุค 80s-90s ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาครอบครัว ชนชั้น ปัญหาผู้อพยพ แล้วยังสะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของระบบทางการเงินที่หากว่าใครมีความกล้า ความบ้า การเตรียมการ และแผนการที่ดีพอ คุณก็สามารถปล้นเงินล้านได้ โดยไม่ต้องเป็นทีมงานสุดยอดนักโจรกรรมแบบในหนังฮอลลีวูด แต่ก็อย่างที่บอกว่า บรรดานักปล้นเหล่านี้ก็ต้องชดใช้ในความผิดที่พวกเขาทำลงไปเช่นกัน

 

แล้วอีก จุดหนึ่ง ที่ค่อน ข้างเด่น กว่า สารคดี กึ่งหนังทั่วไป ก็คือการใส่ความเป็น ภาพยนตร์ สะท้อน ชีวิต ตัวละคร ทั้งในแง่ ของ อารมณ์ ความรู้สึก ใส่ดราม่า เรียกว่า เป็นสารคดี ที่มีการใส่บทแสดงความรู้สึกด้านอารมณ์ความนึกคิดต่างๆ เข้าไปให้ ตัวละคร ที่แสดง อยู่ในเรื่อง สลับ กับ การให้บุคคล จริง ในคดี ปล้น เหล่านั้น เป็น คนบอก เล่าเรื่องราว แล้ว แทรก เอา ความคิดเห็น และ ความคิดในใจ ของพวกเขาเกี่ยวกับสถานการณ์ในเวลานั้นลงไปด้วย ซึ่งทำให้เราได้เห็นมุมมองความคิดและบริบททางสังคมกับการใช้ชีวิตของพวกเขาในเวลานั้น จนบางทีเราก็อดเอาใจช่วยพวกเขาไม่ได้ ทั้งที่รู้อยู่ว่าสิ่งที่พวกเขาทำลงไปไม่ใช่เรื่องดี

ในขณะที่การเล่าเรื่องก็มีการใช้เทคนิคแบบ Time Skip ช่วงเวลาก่อนการปล้นหรือก่อนการก่อเหตุเข้ามาเป็นระยะ ให้เราเห็นภาพรวมของสถานการณ์ มีการใส่ตัวหนังสือระบุ ปี ค.ศ. ตัวใหญ่ๆ แทรกเข้ามาในหนังสารคดี ทำให้เหมือนเรากำลังดูหนังมากกว่า

นอกจากนี้จุดที่น่าสนใจมากก็คือการให้บุคคลในคดีเหล่านั้นจริงๆมาเป็นคนบอกเล่าเรื่องราว สลับกับตัวหนังสารคดี เราเลยได้รับชมเรื่องราวการก่ออาชญากรรมเหล่านี้จากมุมมองของคนที่กระทำความผิดจนถูกจับกุมตัวแล้วติดคุกจนออกมาแล้ว เล่าให้เราฟังจริงๆ ยกเว้นคดีแรกที่ใช้นักแสดงแทนมาเป็นคนเล่า เพราะคดีแรกยังจับตัวบงการหลักไม่ได้ ซึ่งสัดส่วนของการใช้นักแสดงจริงในเรื่องอยู่ที่ประมาณ 20-30% ส่วนนอกนั้นเราจะได้เห็นหน้าตาในปัจจุบันของคนที่เกี่ยวข้องในคดีเหล่านั้นเต็มๆ

แต่ จุดด้อย อย่างหนึ่งก็คือ การถ่าย ทำด้วยการ ใส่ฉาก ที่ดูเหมือน ฟุ่มเฟือย เข้ามามาก เกินไปนิด ทำให้แทนที่เรื่องราวจะเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เราจะรู้สึกว่ามันดูยืดออกไปอย่างไม่จำเป็น แต่ตรงนี้เข้าใจว่าผู้สร้างต้องการถ่ายทอด “ชีวิต” ของผู้เกี่ยวข้องในการปล้นเหล่านี้มากกว่าจะแค่บอกเล่าเรื่องของ “การกระทำผิด และ กระบวนการสืบสวนจับกุมคนร้าย” ซึ่งเป็น มาตรฐาน ทั่วไปของการทำหนังสารคดีแนวนี้ นี่จึงเป็นหนังสารคดีที่ค่อนข้างใช้เทคนิคเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไปโดยเน้นเล่ามุมมองของผู้กระทำความผิดเป็นตัวเล่าเรื่อง

ถึงอย่างนั้นจุดที่คนรีวิวอดคิดไม่ได้ก็คือ ถึงแม้ทุกคดีจะให้อุทาหรณ์และบทสรุปของคนปล้นว่าไม่ดี แต่มันอาจจะไปกระตุ้นให้คนดูก่อเหตุได้เหมือนกัน เพราะมันเป็นการบอกเล่าถึง “ช่องว่าง” ของระบบในแต่ละวงการต่างๆว่ามันสามารถทำเงินด้วยวิธีการซิกแซกเหล่านั้นได้ยังไง

ภาพรวมแล้ว นี่จึงเป็นสารคดีการปล้นที่แม้ว่าจะนำเสนอชีวิตนักโจรกรรมเหล่านี้ที่ดูเหมือนว่าพื้นเพของพวกเขาก็คือคนธรรมดาทั่วไป อาจจะเชื่อมโยงกับคนดูได้ไม่ยาก หากอยู่ในสถานะคล้ายกัน แต่หนังก็แสดงให้เห็นว่า คนเราก็มีทางเลือก มันอยู่ที่ว่าเราเลือกจะเป็นแบบไหน หรือจะไปลงเอยเหมือนกับเหล่านักปล้นในสารคดีชุดนี้ครับ

สรุป

สารคดีการปล้นที่สร้างจากเรื่องจริงของคดีสะท้านโลกที่มูลค่าเงินมหาศาล แต่ผู้ลงมือคือกลุ่มคนธรรมดาทั่วไปที่เราอาจพบเห็นได้ในสังคม ทั้งชนชั้นแรงงาน เด็กสาววัยรุ่นใจแตก ลูกหลานผู้อพยพ คนทำงานหาเช้ากินค่ำ ที่เห็นโอกาสทำเงินจากการปล้นครั้งใหญ่ และเอาคนที่เกี่ยวข้องในคดีจริงๆ มาบอกเล่าเรื่องราวโดยใช้นักแสดงเล่นแบบหนัง

บอกเล่าเรื่องราวสนุก กระชับ เป็นหนังกึ่งสารคดี
งานโปรดักชั่นดี มีคุณภาพมาก
เจาะไปที่กลยุทธ์และการวางแผนปล้นอย่างละเอียด
ใช้เทคนิคเล่าเรื่องผ่านมุมมองของผู้ทำความผิดแต่ละคดีมากกว่าหนังสารคดีแนวนี้ทั่วไป
ใช้คนในคดีจริงๆมาบอกเล่าเรื่องราว

จุดด้อย

การเล่าเรื่องมีช่วงยืดไปหน่อย แต่ละคดีสามารถเล่าให้จบได้ในตอนเดียวด้วยซ้ำ
เป็นแนวทางการเดินเรื่องที่บางคนอาจไม่ชิน
ถึงแม้ทุกคดีจะให้อุทาหรณ์และบทสรุปของคนปล้นว่าไม่ดี แต่มันอาจจะไปกระตุ้นให้คนดูคิดแผนก่อเหตุได้เหมือนกัน

 

ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิวซีรีส์วัยรุ่นอเมริกา Never Have I Ever SS1-2 สาวเนิร์ดเอเชีย

รีวิวซีรีส์วัยรุ่นอเมริกา Never Have I Ever SS1-2 สาวเนิร์ดเอเชีย

รีวิวซีรีส์วัยรุ่นอเมริกา Never Have I Ever ภารกิจสาวซน ก็คนมันไม่เคย ซีรีส์วัยรุ่น Netflix ที่เต็มไปด้วยความเฟี้ยวฟ้าว เมื่อสาวอินเดีย อเมริกัน สุดเนิร์ด ประจำโรงเรียน อยากซั่มกับ หนุ่มหล่อ เท่สุดฮอตของโรงเรียน ภารกิจเสียตัวครั้งนี้จะสมหวังสำเร็จได้หรือไม่ ในเมื่อเธอไม่เคยรู้เรื่องอะไรแบบนี้เลยนอกจากตำราวิชาการ

 

มีสปอยล์เนื้อหาบางส่วนประกอบ แต่ไม่ใช่จุดหักเหของเรื่อง

ซีรีส์วัยรุ่น เรื่องราว ของ ครอบครัวอินเดีย อเมริกัน รุ่นแรก พ่อแม่ลูก ที่มาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ทุกอย่างก็เหมือนมีความสุขดีมีบ้านแสนสุข แต่ในระหว่างงานแสดงดนตรีโรงเรียนของลูก ผู้เป็นพ่อเกิดหัวใจวายตายฉับพลัน ต่อมาไม่นานลูกสาวก็เกิดความผิดปกติกับร่างกาย ขาไม่สามารถขยับได้จนกลายเป็นคนพิการนั่งรถเข็น

แต่เธอ ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเมื่อมีเพื่อนสองคนอยู่ข้างๆ ในขณะนั้นเธอกลับปิ๊งหนุ่มหล่อเท่หุ่นล่ำนักกีฬาว่ายน้ำตัวท็อปของโรงเรียน และตามเฝ้าดูเขาจนกระทั่งวันหนึ่งเกิดปาฏิหาริย์ขากลับมาขยับได้อีกครั้ง เธอจึงหวังว่าจะมีอะไรกับเขาให้ได้โดยไม่สนใจว่าต้องคบกัน

ถ้าดูแค่พล็อตเรื่อง ซีรีส์เรื่องนี้ดูแล้วคงแรดมากๆ เมื่อนางเอกพยายามจะซั่มหนุ่มให้ได้โดยไม่แคร์อะไร แต่ถ้าได้ลองเปิดดูตอนแรกจะเห็นว่าเรื่องไม่ได้ออกแนวหื่นแรดๆ อย่างที่คิดเลย หนังกลับมาฟีลตลกใสๆ เปิดเรื่องเล่าโดยเสียงของนักกีฬาคนดัง จอห์น แม็คเอนโร ตำนานนักเทนนิสชื่อดังที่มีชื่อเสียพอๆ กับชื่อเสียงเมื่อเป็นตัวพ่อหัวร้อนมีปากเสียงกับกรรมการและคู่แข่งในการแข่งขันอยู่เรื่อย (แต่ฝีมือเก่งจริง) ปัจจุบันอายุ 61 วางมือแล้ว ซึ่งพอเปิดมาแบบนี้อาจจะงงทันทีว่านักกีฬาคนนี้มาเกี่ยวอะไร แต่เรื่องก็เล่าแบบกวนๆ ทันทีว่าดูไปเดี๋ยวก็รู้เอง ซึ่งก็มาเกี่ยวด้วยจริงๆ แต่สิ่งที่ตัวเรื่องไม่ได้บอกตรงๆ คือ การเอานิสัยหัวร้อนของจอห์นนี่แหละมาใส่ไว้ในตัวนางเอก Devi (รับบทโดย Maitreyi Ramakrishnan เล่นเรื่องนี้เป็นครั้งแรก) ซึ่งเธอเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 16 ที่เก่งรอบด้านถึงขั้นมีชื่อเสียงระดับประเทศมาแล้ว แต่เธอก็เป็นสาวเนิร์ดสุดๆ ที่เข้ากับใครไม่ค่อยได้เช่นกัน แม้แต่กับครอบครัวที่เหลือเพียงแม่ก็ยังชวนทะเลาะอยู่ร่ำไป มีเพียงเพื่อนซี้สาวสองคนที่คอยเป็นทีมช่วยกัน ซึ่งตัวเรื่องไม่ได้เล่าแค่ชีวิตของนางเอก แต่เพื่อนทั้งสองคนก็มีอะไรแตกต่างน่าสนใจในฐานะ ประชากรต่างเชื้อชาติที่อพยพมาอเมริกาด้วยเช่นกัน

หนังมีประเด็นเรื่องเชื้อชาติวัฒนธรรมเข้ามาอยู่ในเรื่องมาก ในมุมที่ว่าเด็กอเมริกันพวกนี้เป็น Gen ใหม่ที่แปลกแยกไปจากฝรั่งปกติ และก็พยายามบอกตัวเองว่าเป็นอเมริกัน แต่ครอบครัวพ่อแม่กลับภูมิใจในเชื้อชาติดั้งเดิม แม้จะมาทำมาหากินที่นี่ก็ตาม ฟังดูอาจจะรู้สึกว่าเรื่องมันหนักๆ แต่บอกเลยว่าไม่ใช่แบบนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกประเด็นในเรื่องนี้ถูกเล่าแบบฮาๆ มีการจิกกัดสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา ผ่านฝีปากของนางเอกในเรื่องที่วันๆ ก่อแต่เรื่องดราม่าทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือแม้แต่กับเพื่อนฝูงก็ไม่เว้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางเอกดูแล้วน่ารำคาญ เพราะดราม่าแต่ละอย่างบางทีมันก็แทงใจดำกันตรงๆ หรือไม่ก็ตกกระไดพลอยโจนตามน้ำไปจนกลายเป็นดราม่าที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว

และจุดที่ล่อให้คนติดตามทีแรกว่านางเอกจะซั่มมี SEX กับหนุ่มเท่ Paxton กลับไม่ใช่ประเด็นเรื่องราวจริงๆ สักเท่าไหร่ แค่เป็นชนวนเหตุให้เรื่องราวโยงใยไปยังเรื่องอื่นภายหลัง ซึ่งก็มาตามสูตรแนวหนังรักวัยรุ่นโรแมนติกฟินๆ กันเต็มตัวเลย เมื่อเรื่องค่อยๆ นำเสนอว่าจากสาวเนิร์ดคนนี้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปยังไงหลังจากนี้ ซึ่งเธออาจจะไม่ใช่สาวเนิร์ดเฉิ่มๆ จนผู้ชายไม่สนใจก็ได้ บอกใบ้ไว้เลยว่าเรื่องนี้มีพระเอก 2 คน ซึ่งก็มาคนละแนว และสร้างความประทับใจไปคนละแบบสูสีกันมาก เรียกว่าดูไปมีลุ้นไปว่าคนไหนคือพระเอกตัวจริงกันแน่ แม้จะเป็นสูตรสำเร็จที่เคยมีมาเยอะมากแล้วก็ตาม

 

Never Have I Everสิ่งที่ซีรีส์นี้ทำได้ดีคือการใส่เรื่องราวตัวละครสมทบมาได้น่าติดตามทุกคน อย่างเพื่อนสาวสองคนที่คนหนึ่งพึ่งรู้ตัวว่าเบี่ยงเบนทางเพศแล้วไม่กล้าบอกใคร นอกจากหุ่นยนต์ที่เธอสร้างขึ้นมา อีกคนก็เป็นสาวจีนที่หน้าตาไม่สวย แต่กลับอยากเป็นนักแสดงตามรอยแม่ให้ได้ โดยไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วแม่ของเธออาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด หรือญาติพี่สาวจากอินเดียหัวดีที่มาเรียนปริญญาเอกที่อเมริกา พร้อมรูปโฉมงามจนใครๆ ก็เหลียวมอง แต่เธอกลับถูกแม่ของนางเอกนัดดูตัวกะคลุมถุงชน ที่เธอเองก็หัวอ่อนยอมตามแบบง่ายๆ แต่เมื่อดูซีรีส์วัยรุ่น Riverdale ของ Netflix ความคิดก็เปลี่ยนไป แม้แต่แม่ของนางเอกที่ดูหัวเก่าแม้จะเป็นหมอหญิง ก็มีเรื่องราวย้อนอดีตไปช่วงตั้งรกรากใหม่ๆ กับสามีที่ทำออกมาได้คลาสสิคน่ารักทุกครั้งเสมอ และตัวละครพ่อของนางเอกที่ตายไปตั้งแต่เปิดเรื่องไม่กี่นาทีก็มีบทบาทกลับมาตลอดทั้งเรื่องในฝัน หรือบางทีนางเอกก็เห็นพ่อมายืนคุยด้วยในความคิด จนถึงเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างพ่อกลับมาในรูปของ หมาป่าไคโยตี (อเมริกาในชนบทมีพวกสัตว์ป่ามารบกวนถึงบ้านเสมอ) ซึ่งรับรองว่าทุกตัวละครสมทบในเรื่องนี้มีสีสันในเรื่องราวน่าติดตามทุกคน หนังวางเรื่องไว้ตอนละ 25-28 นาทีเกลี่ยบทแบ่งเรื่องเฉลี่ยได้ทั่วถึงมาก แต่ก็ไม่ได้มาเบียดบังตัวเรื่องหลักของนางเอกมากไป

ซีรีส์เรื่องนี้ยังมีตัวละครพิเศษของเรื่องเป็น “สาวออทิสติก” น้องสาวของ Paxton ผู้ซึ่งถูกชะตากับนางเอกตั้งแต่เจอกันครั้งแรก แม้บทจะออกมาไม่กี่ครั้งแต่ก็เป็นตัวละครเสริมที่ช่วยให้ตัวเอก Paxton ที่ดูเหมือนเป็นหนุ่มเท่สายกีฬาดูเปอร์เฟ็กต์ (แม้จะเรียนไม่เก่ง) กลับมีปมพี่สาวออทิสติคซ่อนไว้ที่บ้าน และเธอก็เล่นได้ดีไม่ขัดเขินดูเป็นปกติมากด้วยซ้ำ แถมยังมีส่วนสำคัญในตอนจบของเรื่องที่ช่วยให้ Paxton คิดได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเขาตอนนี้

ส่วนข้อด้อยของ Never Have I Ever จริงๆ คงจะเป็นพล็อตเรื่องเดิมๆ แนวหนังรักวัยรุ่น ซึ่งแม้เรื่องจะ ฉีกให้ นางเอก เป็น คนอินเดีย แถมเก่ง และมีความ เป็นตัวของตัวเอง สูง แต่ก็ยังไม่วายมา ตกหลุมรัก นักกีฬา โรงเรียนง่ายๆ ตาม สูตรเดิม แต่ถ้าไม่คิดมาก เรื่องก็ทำออกมาในแนวโรแมนติกคอมเมดี้ตอบโจทย์หนังวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี แต่ต้องบอกว่าถ้าใครหวังว่าเรื่องราวจะจบเลยคงมีค้าง เพราะซีรีส์จบลงตรงการเปิดตัวชัดๆ ว่ามีพระเอกสองคนแน่นอน (แม้จะเดาได้มาก่อน) และก็ยังพึ่งเริ่มเรื่องราวความรักจริงๆ ที่ค้างกันไว้เท่านั้น

นานๆ จะเห็นซีรีส์วัยรุ่นของ Netflix ที่ออกแนวโรแมนติกใสๆ สักที เพราะที่ผ่านมามักเต็มไปด้วยฉาก SEX เล่นยาปาร์ตี้กันตลอดเวลา แต่เรื่องนี้แทบไม่มีอะไรแบบนั้นเลย และก็ยังใส่ตัวละคร LGTB มาได้อย่างน่าสนใจผ่านตัวละครสาวเนิร์ด ที่ไม่ได้มีความแรงทางเพศมาเกี่ยวข้องเลยสักนิด กับนางเอกอินเดียที่มีเรื่องราวแปลกๆ แตกต่างจากนางเอกวัยรุ่นอเมริกันมากมาย แต่เรื่องก็ไม่ได้อินเดียจ๋า เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมสองฝั่งไว้ด้วยกันกับเรื่องราวแม่หัวเก่ากับลูกสาวหัวใหม่ และยังมีพระเอกสองคนที่มีมิติตัวละครน่าสนใจทั้งคู่ครับ

 

เนื้อเรื่องต่อจากตอนจบสุดท้ายของ SS1 ทันทีที่ฉากจูบในรถกับเบน ก่อนตัดมาที่แพกซ์ตันที่มารอเธอถึงบ้าน กลายเป็นว่านางเอกเลือกไม่ถูกสุดท้ายก็เลยต้องคบซ้อนก่อนไปอินเดียในอีก 1 เดือน เรื่องราวในซีซั่นนี้จึงเริ่มจากจุดนี้ และไปสิ้นสุดที่งานเต้นรำของโรงเรียนว่าใครคือพระเอกตัวจริง (ในซีซั่นนี้) กันแน่

ตื่นเช้ามาเจอสองคนทักพร้อมกัน

เรื่องราวใน Ss2 นี้โฟกัส ไปที่เรื่องรัก กับการเรียน ของตัวละคร ในเรื่องเป็นสำคัญ พร้อมกับยิงมุกตลกมากกว่า Ss1 อย่างเห็นได้ชัด โดยลดเรื่องราวประเด็นสะท้อนสังคมของเด็กต่างชาติในอเมริกาลงไปพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ทิ้งไปซะทีเดียวเพราะในซีซั่นนี้จะมีตอนเฉพาะของแพ็กซ์ตันล้วนๆ แบบเดียวกับที่เบนมีในซีซั่นแรก โดยมีสเปเชี่ยลแขกพิเศษมาให้เสียงบรรยายแนะนำเรื่องราวโดยเฉพาะจากนางแบบคนดัง จีจี ฮาดีด ที่บรรยายได้ตลกก๊วนโอ๊ยไม่แพ้ จอห์น แม็คเอนโร ที่ยังคงรับบทบรรยายให้นางเอกต่อจนจบเรื่อง ซึ่งตัวแพ็กซ์ตันเองก็เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นตามที่เรารู้ในซีซั่นแรก แต่กลับไม่ได้เห็นพ่อแม่ของเขาเลย มาในซีซั่นนี้ตัวละครครอบครัวของแพ็กซ์ตันมากันครบและมีบทมากพอสมควร โดยเฉพาะปู่ของเขาที่เป็นคนญี่ปุ่นเกิดในอเมริกายุคสงครามครั้งที่ 2 เป็นการเพิ่มแบ็คกราวด์ให้กับตัวละครนี้ขึ้นมากมาย และประเด็นเรื่องราวของแพ็กซ์ตันก็ถูกนำเสนอเยอะกว่าเบนมากด้วย อาจจะเพราะเบนได้บทในซีซั่นแรกมากพอที่คนดูจะรู้จักเขาแล้ว แต่กับแพ็กซ์ตันยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่คนไม่รู้ (แอบมีฉากขายมัดกล้ามเยอะกว่าซีซั่นแรกด้วย) รวมไปถึงการเน้นปมด้อยที่ซีซั่นแรกมีเผยไว้เบาๆ ว่าเขาเองหล่อล่ำเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็จริง แต่การเรียนกลับไม่เอาไหน ไม่ใช่คนฉลาดแบบเบน ซึ่งบทในซีซั่นนี้เราจะได้เห็นพัฒนาการทางการเรียนของแพ็กซ์ตันจาก 0 ไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ โดยมีนางเอกเป็นติวเตอร์ส่วนตัวให้กับเขา ซึ่งเรื่องนำเสนอรูปแบบการศึกษาในโรงเรียนของอเมริกาหลายวิชาผ่านชั้นเรียนที่มีแพ็กซ์ตันเป็นตัวหลักในส่วนนี้โดยตรง และก็ทำออกมาได้ดีมาก จนรู้สึกอิจฉาเลยว่ารูปแบบการสอนในเรื่องแค่ชั้นมัธยมก็ล้ำหน้ากว่าไทยไปไกลมากมายจริงๆ

แต่ถึงประเด็นทางสังคมจะลดน้อยลงไป แต่เมนหลักของเรื่องนี้ที่มาเน้นความรักมากขึ้นก็เป็นอะไรที่สนุก ตลก น่ารัก กว่าซีซั่นแรกมากมาย โดยเริ่มจากความพยายามสับรางของเดวี่ที่คนดูคงแบบเอาจริงเหรอ จะให้นางเอกเป็นคนเลวคบซ้อนแบบนี้จริงๆ นะ? ซึ่งไม่ต้องห่วงว่าเรื่องจะมาแนวน่ารังเกียจแบบไม่มีเหตุผล เรียกว่าคนเขียนบทเก่งที่เปิดปมคบซ้อนแล้วก็ปิดมันลงในเวลาสั้นๆ แค่ตอน 2 เพื่อจะเอาจุดนี้มาเป็นตัวเดินเรื่องให้กับเดวี่แบบชดใช้กรรมที่ตัวเองก่อไว้ยาวๆ บวกกับปัญหาอื่นที่มารุมเร้าเธอในจังหวะเดียวกันเข้าไปอีก จนเดวี่ในซีซั่นนี้ต้องรับมือกับปัญหาที่ตัวเธอเองก่อขึ้นไม่รู้จบมากกว่าซีซั่นแรกซะอีก และปมคบซ้อนนี้ก็เป็นบาดแผลทิ่มแทงใจตัวละครหลักทั้ง 3 คนตลอดเรื่องที่เดวี่เองต้องแก้ไขความผิดพลาดนี้ให้ได้ โดยไม่ต้องสนว่าจะได้ความรักกลับมา

ขอแค่ได้สถานะเพื่อนก็เพียงพอแล้ว ซึ่งก็คือการรีเซ็ทรักสามเส้านี้ใหม่หมด ทำให้คนดูต้องมาลุ้นกันอีกรอบว่า เบนกับแพ็กซ์ตัน ใครกันแน่ที่จะเป็นพระเอกตัวจริงอีกครั้ง แม้ว่าดราม่ารักๆ จะดูเยอะแต่ไม่เครียดเลย แถมตลกมากกว่าซีซั่นแรกซะอีก รับรองว่าสายแนวรอมคอม รักตลกโรแมนติก ต้องถูกใจการเดินเรื่องในซีซั่นนี้แน่นอน

แถมยังเดายากมาก มีการสลับจังหวะว่าใครกันแน่ที่จะเป็นพระเอกไปมาเป็นระยะๆ ลุ้นกันจนถึงนาทีสุดท้ายของเรื่องแบบเดิมเลย โดยที่เรื่องก็เข้าใจทิ้งปมบางอย่างในเรื่องรักค้างต่อให้คนดูได้ลุ้นกันต่อไปอีกรอบ (มี SS3 แน่นอน)

 

ในซีซั่นนี้มีตัวละครใหม่เพิ่มมาสองคน “อนีสา” นักเรียนใหม่ชาวอินเดียสุดคูลที่มาทำให้ความมั่นใจของเดวี่ลดน้อยถอยลงไปอีก เมื่อมีตัวเปรียบเทียบเป็นคนอินเดียด้วยกันในโรงเรียนกับเนิร์ดอย่างเธอ ซึ่งบทของอนีสาจะมาเป็นตัวละครหลักใหม่ในแก๊งเพื่อนสนิทของเดวี่เลย และก็เป็นตัวละครที่ช่วยสะท้อนปมปัญหาด้านเชื้อชาติของเดวี่ที่คิดไปเองเยอะให้เด่นชัดมากขึ้นด้วย ว่าทำไมอนีสาถึงป๊อบปูล่าได้ในเมื่อเธอเป็นอินเดียแบบเดียวกัน แถมครอบครัวนับถืออิสลามที่เคร่งกว่าบ้านเดวี่ซะอีก

อีกตัวละครคือหมอแจ๊คสัน หมอที่มาอยู่ตึกเดียวกับแม่ของเดวี่ และก็กลายมาเป็นคู่กัดเล็กๆ ในเรื่องการงาน แต่ในภายหลังกลับกลายเป็นความรักที่ก่อตัวขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งแม่ของนางเอกเองก็ต้องเจอกับปัญหาความรักครั้งใหม่ที่ยากลำบากเพราะสามีพึ่งเสียไปไม่นานจนต้องปิดบังเรื่องนี้ไว้เช่นกัน แต่ตัวเรื่องก็ไม่ได้เทบทไปที่ตรงนี้มาก มาสั้นๆ ในทุกตอนกำลังดี ไม่ได้รู้สึกว่ามาเบียดบังเนื้อหาวัยรุ่นแต่อย่างใด

ส่วนบทลูกพี่ลูกน้องคนสวยของเดวี่ก็หันมาโฟกัสที่การทำงานกับกลุ่มผู้ชายเป็นใหญ่ ก่อนที่จะตบกลับไปที่เรื่องความรักของเธอนิดๆ ไม่ได้มีอะไรมาก แต่น่าจะมีบทบาทสำคัญในซีซั่น 3 เพราะตอนท้ายปูเรื่องการตัดสินครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปมาก

ฟาบิโอล่ากับอีฟ

ไม่รู้ว่าด้วยความเป็นเน็ตฟลิกซ์หรือเปล่า ในเรื่องจึงมีความพยายามเพิ่มเนื้อหาของตัวละครเพศทางเลือกใหม่อย่าง เควียร์ (Queer) ซึ่งในเรื่องก็คือฟาบิโอล่ากับอีฟ ที่พยายามผลักดันให้คนยอมรับเพศทางเลือกใหม่ๆ ที่ไม่ต้องระบุว่าเป็นเพศไหน การแต่งตัวแบบไหน ตรงเพศหรือไม่ตรงก็รักกันได้หมด

ซึ่งมันก็ดูซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่ถูกมองว่าเป็นเลสเบี้ยนตามปกติ ซึ่งบทในส่วนนี้ออกจะดูเกินๆ เป็นความพยายามใส่เข้ามามากสักหน่อยตามประสาเน็ตฟลิกซ์ แต่ก็ไม่ได้มากจนน่ารำคาญ รวมถึงบทของเพื่อนชาวจีนอีกคนก็ลดลงไป แต่ก็ยังมีบทบาทสำคัญกับเรื่องอยู่พอสมควร

สรุปเลยว่าถ้าใครชอบแนวรักตลกโรแมนติกเป็นหลักก็สนุกถูกใจกับซีซั่น 2 ได้มากกว่าซีซั่นแรกแน่นอน เพราะทั้งบททั้งจังหวะอารมณ์ต่างๆ ทำได้ดีมากมาย แต่ถ้าใครอยากได้ดราม่าปมปัญหาสังคมหลายอย่างแบบซีซั่นแรก อันนี้ก็แทบไม่มีเลย แต่เชื่อว่าคนดูส่วนใหญ่น่าจะชอบแนวทางแบบแรกมากกว่า ซึ่งซีซั่น 2 ก็ตอบโจทย์ทำให้คนหลงรักเรื่องนี้ไปเต็มๆ

 

ดูหนังออนไลน์ไทย

รีวิวซีรีส์วัยรุ่นอเมริกา Never Have I Ever SS1-2 สาวเนิร์ดเอเชีย

รีวิวซีรีส์วัยรุ่นอเมริกา Never Have I Ever SS1-2 สาวเนิร์ดเอเชีย

Never Have I Ever ภารกิจสาวซน ก็คนมันไม่เคย ซีรีส์วัยรุ่น Netflix ที่เต็มไปด้วยความเฟี้ยวฟ้าว เมื่อสาวอินเดีย อเมริกัน สุดเนิร์ด ประจำโรงเรียน อยากซั่มกับ หนุ่มหล่อ เท่สุดฮอตของโรงเรียน ภารกิจเสียตัวครั้งนี้จะสมหวังสำเร็จได้หรือไม่ ในเมื่อเธอไม่เคยรู้เรื่องอะไรแบบนี้เลยนอกจากตำราวิชาการ

 

มีสปอยล์เนื้อหาบางส่วนประกอบ แต่ไม่ใช่จุดหักเหของเรื่อง

ซีรีส์วัยรุ่น เรื่องราว ของ ครอบครัวอินเดีย อเมริกัน รุ่นแรก พ่อแม่ลูก ที่มาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ทุกอย่างก็เหมือนมีความสุขดีมีบ้านแสนสุข แต่ในระหว่างงานแสดงดนตรีโรงเรียนของลูก ผู้เป็นพ่อเกิดหัวใจวายตายฉับพลัน ต่อมาไม่นานลูกสาวก็เกิดความผิดปกติกับร่างกาย ขาไม่สามารถขยับได้จนกลายเป็นคนพิการนั่งรถเข็น

แต่เธอ ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเมื่อมีเพื่อนสองคนอยู่ข้างๆ ในขณะนั้นเธอกลับปิ๊งหนุ่มหล่อเท่หุ่นล่ำนักกีฬาว่ายน้ำตัวท็อปของโรงเรียน และตามเฝ้าดูเขาจนกระทั่งวันหนึ่งเกิดปาฏิหาริย์ขากลับมาขยับได้อีกครั้ง เธอจึงหวังว่าจะมีอะไรกับเขาให้ได้โดยไม่สนใจว่าต้องคบกัน

ถ้าดูแค่พล็อตเรื่อง ซีรีส์เรื่องนี้ดูแล้วคงแรดมากๆ เมื่อนางเอกพยายามจะซั่มหนุ่มให้ได้โดยไม่แคร์อะไร แต่ถ้าได้ลองเปิดดูตอนแรกจะเห็นว่าเรื่องไม่ได้ออกแนวหื่นแรดๆ อย่างที่คิดเลย หนังกลับมาฟีลตลกใสๆ เปิดเรื่องเล่าโดยเสียงของนักกีฬาคนดัง จอห์น แม็คเอนโร ตำนานนักเทนนิสชื่อดังที่มีชื่อเสียพอๆ กับชื่อเสียงเมื่อเป็นตัวพ่อหัวร้อนมีปากเสียงกับกรรมการและคู่แข่งในการแข่งขันอยู่เรื่อย (แต่ฝีมือเก่งจริง) ปัจจุบันอายุ 61 วางมือแล้ว ซึ่งพอเปิดมาแบบนี้อาจจะงงทันทีว่านักกีฬาคนนี้มาเกี่ยวอะไร แต่เรื่องก็เล่าแบบกวนๆ ทันทีว่าดูไปเดี๋ยวก็รู้เอง ซึ่งก็มาเกี่ยวด้วยจริงๆ แต่สิ่งที่ตัวเรื่องไม่ได้บอกตรงๆ คือ การเอานิสัยหัวร้อนของจอห์นนี่แหละมาใส่ไว้ในตัวนางเอก Devi (รับบทโดย Maitreyi Ramakrishnan เล่นเรื่องนี้เป็นครั้งแรก) ซึ่งเธอเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 16 ที่เก่งรอบด้านถึงขั้นมีชื่อเสียงระดับประเทศมาแล้ว แต่เธอก็เป็นสาวเนิร์ดสุดๆ ที่เข้ากับใครไม่ค่อยได้เช่นกัน แม้แต่กับครอบครัวที่เหลือเพียงแม่ก็ยังชวนทะเลาะอยู่ร่ำไป มีเพียงเพื่อนซี้สาวสองคนที่คอยเป็นทีมช่วยกัน ซึ่งตัวเรื่องไม่ได้เล่าแค่ชีวิตของนางเอก แต่เพื่อนทั้งสองคนก็มีอะไรแตกต่างน่าสนใจในฐานะ ประชากรต่างเชื้อชาติที่อพยพมาอเมริกาด้วยเช่นกัน

หนังมีประเด็นเรื่องเชื้อชาติวัฒนธรรมเข้ามาอยู่ในเรื่องมาก ในมุมที่ว่าเด็กอเมริกันพวกนี้เป็น Gen ใหม่ที่แปลกแยกไปจากฝรั่งปกติ และก็พยายามบอกตัวเองว่าเป็นอเมริกัน แต่ครอบครัวพ่อแม่กลับภูมิใจในเชื้อชาติดั้งเดิม แม้จะมาทำมาหากินที่นี่ก็ตาม ฟังดูอาจจะรู้สึกว่าเรื่องมันหนักๆ แต่บอกเลยว่าไม่ใช่แบบนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกประเด็นในเรื่องนี้ถูกเล่าแบบฮาๆ มีการจิกกัดสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา ผ่านฝีปากของนางเอกในเรื่องที่วันๆ ก่อแต่เรื่องดราม่าทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือแม้แต่กับเพื่อนฝูงก็ไม่เว้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางเอกดูแล้วน่ารำคาญ เพราะดราม่าแต่ละอย่างบางทีมันก็แทงใจดำกันตรงๆ หรือไม่ก็ตกกระไดพลอยโจนตามน้ำไปจนกลายเป็นดราม่าที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว

และจุดที่ล่อให้คนติดตามทีแรกว่านางเอกจะซั่มมี SEX กับหนุ่มเท่ Paxton กลับไม่ใช่ประเด็นเรื่องราวจริงๆ สักเท่าไหร่ แค่เป็นชนวนเหตุให้เรื่องราวโยงใยไปยังเรื่องอื่นภายหลัง ซึ่งก็มาตามสูตรแนวหนังรักวัยรุ่นโรแมนติกฟินๆ กันเต็มตัวเลย เมื่อเรื่องค่อยๆ นำเสนอว่าจากสาวเนิร์ดคนนี้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปยังไงหลังจากนี้ ซึ่งเธออาจจะไม่ใช่สาวเนิร์ดเฉิ่มๆ จนผู้ชายไม่สนใจก็ได้ บอกใบ้ไว้เลยว่าเรื่องนี้มีพระเอก 2 คน ซึ่งก็มาคนละแนว และสร้างความประทับใจไปคนละแบบสูสีกันมาก เรียกว่าดูไปมีลุ้นไปว่าคนไหนคือพระเอกตัวจริงกันแน่ แม้จะเป็นสูตรสำเร็จที่เคยมีมาเยอะมากแล้วก็ตาม

 

Never Have I Everสิ่งที่ซีรีส์นี้ทำได้ดีคือการใส่เรื่องราวตัวละครสมทบมาได้น่าติดตามทุกคน อย่างเพื่อนสาวสองคนที่คนหนึ่งพึ่งรู้ตัวว่าเบี่ยงเบนทางเพศแล้วไม่กล้าบอกใคร นอกจากหุ่นยนต์ที่เธอสร้างขึ้นมา อีกคนก็เป็นสาวจีนที่หน้าตาไม่สวย แต่กลับอยากเป็นนักแสดงตามรอยแม่ให้ได้ โดยไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วแม่ของเธออาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด หรือญาติพี่สาวจากอินเดียหัวดีที่มาเรียนปริญญาเอกที่อเมริกา พร้อมรูปโฉมงามจนใครๆ ก็เหลียวมอง แต่เธอกลับถูกแม่ของนางเอกนัดดูตัวกะคลุมถุงชน ที่เธอเองก็หัวอ่อนยอมตามแบบง่ายๆ แต่เมื่อดูซีรีส์วัยรุ่น Riverdale ของ Netflix ความคิดก็เปลี่ยนไป แม้แต่แม่ของนางเอกที่ดูหัวเก่าแม้จะเป็นหมอหญิง ก็มีเรื่องราวย้อนอดีตไปช่วงตั้งรกรากใหม่ๆ กับสามีที่ทำออกมาได้คลาสสิคน่ารักทุกครั้งเสมอ และตัวละครพ่อของนางเอกที่ตายไปตั้งแต่เปิดเรื่องไม่กี่นาทีก็มีบทบาทกลับมาตลอดทั้งเรื่องในฝัน หรือบางทีนางเอกก็เห็นพ่อมายืนคุยด้วยในความคิด จนถึงเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างพ่อกลับมาในรูปของ หมาป่าไคโยตี (อเมริกาในชนบทมีพวกสัตว์ป่ามารบกวนถึงบ้านเสมอ) ซึ่งรับรองว่าทุกตัวละครสมทบในเรื่องนี้มีสีสันในเรื่องราวน่าติดตามทุกคน หนังวางเรื่องไว้ตอนละ 25-28 นาทีเกลี่ยบทแบ่งเรื่องเฉลี่ยได้ทั่วถึงมาก แต่ก็ไม่ได้มาเบียดบังตัวเรื่องหลักของนางเอกมากไป

ซีรีส์เรื่องนี้ยังมีตัวละครพิเศษของเรื่องเป็น “สาวออทิสติก” น้องสาวของ Paxton ผู้ซึ่งถูกชะตากับนางเอกตั้งแต่เจอกันครั้งแรก แม้บทจะออกมาไม่กี่ครั้งแต่ก็เป็นตัวละครเสริมที่ช่วยให้ตัวเอก Paxton ที่ดูเหมือนเป็นหนุ่มเท่สายกีฬาดูเปอร์เฟ็กต์ (แม้จะเรียนไม่เก่ง) กลับมีปมพี่สาวออทิสติคซ่อนไว้ที่บ้าน และเธอก็เล่นได้ดีไม่ขัดเขินดูเป็นปกติมากด้วยซ้ำ แถมยังมีส่วนสำคัญในตอนจบของเรื่องที่ช่วยให้ Paxton คิดได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเขาตอนนี้

ส่วนข้อด้อยของ Never Have I Ever จริงๆ คงจะเป็นพล็อตเรื่องเดิมๆ แนวหนังรักวัยรุ่น ซึ่งแม้เรื่องจะ ฉีกให้ นางเอก เป็น คนอินเดีย แถมเก่ง และมีความ เป็นตัวของตัวเอง สูง แต่ก็ยังไม่วายมา ตกหลุมรัก นักกีฬา โรงเรียนง่ายๆ ตาม สูตรเดิม แต่ถ้าไม่คิดมาก เรื่องก็ทำออกมาในแนวโรแมนติกคอมเมดี้ตอบโจทย์หนังวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี แต่ต้องบอกว่าถ้าใครหวังว่าเรื่องราวจะจบเลยคงมีค้าง เพราะซีรีส์จบลงตรงการเปิดตัวชัดๆ ว่ามีพระเอกสองคนแน่นอน (แม้จะเดาได้มาก่อน) และก็ยังพึ่งเริ่มเรื่องราวความรักจริงๆ ที่ค้างกันไว้เท่านั้น

นานๆ จะเห็นซีรีส์วัยรุ่นของ Netflix ที่ออกแนวโรแมนติกใสๆ สักที เพราะที่ผ่านมามักเต็มไปด้วยฉาก SEX เล่นยาปาร์ตี้กันตลอดเวลา แต่เรื่องนี้แทบไม่มีอะไรแบบนั้นเลย และก็ยังใส่ตัวละคร LGTB มาได้อย่างน่าสนใจผ่านตัวละครสาวเนิร์ด ที่ไม่ได้มีความแรงทางเพศมาเกี่ยวข้องเลยสักนิด กับนางเอกอินเดียที่มีเรื่องราวแปลกๆ แตกต่างจากนางเอกวัยรุ่นอเมริกันมากมาย แต่เรื่องก็ไม่ได้อินเดียจ๋า เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมสองฝั่งไว้ด้วยกันกับเรื่องราวแม่หัวเก่ากับลูกสาวหัวใหม่ และยังมีพระเอกสองคนที่มีมิติตัวละครน่าสนใจทั้งคู่ครับ

 

เนื้อเรื่องต่อจากตอนจบสุดท้ายของ SS1 ทันทีที่ฉากจูบในรถกับเบน ก่อนตัดมาที่แพกซ์ตันที่มารอเธอถึงบ้าน กลายเป็นว่านางเอกเลือกไม่ถูกสุดท้ายก็เลยต้องคบซ้อนก่อนไปอินเดียในอีก 1 เดือน เรื่องราวในซีซั่นนี้จึงเริ่มจากจุดนี้ และไปสิ้นสุดที่งานเต้นรำของโรงเรียนว่าใครคือพระเอกตัวจริง (ในซีซั่นนี้) กันแน่

ตื่นเช้ามาเจอสองคนทักพร้อมกัน

เรื่องราวใน Ss2 นี้โฟกัส ไปที่เรื่องรัก กับการเรียน ของตัวละคร ในเรื่องเป็นสำคัญ พร้อมกับยิงมุกตลกมากกว่า Ss1 อย่างเห็นได้ชัด โดยลดเรื่องราวประเด็นสะท้อนสังคมของเด็กต่างชาติในอเมริกาลงไปพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ทิ้งไปซะทีเดียวเพราะในซีซั่นนี้จะมีตอนเฉพาะของแพ็กซ์ตันล้วนๆ แบบเดียวกับที่เบนมีในซีซั่นแรก โดยมีสเปเชี่ยลแขกพิเศษมาให้เสียงบรรยายแนะนำเรื่องราวโดยเฉพาะจากนางแบบคนดัง จีจี ฮาดีด ที่บรรยายได้ตลกก๊วนโอ๊ยไม่แพ้ จอห์น แม็คเอนโร ที่ยังคงรับบทบรรยายให้นางเอกต่อจนจบเรื่อง ซึ่งตัวแพ็กซ์ตันเองก็เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นตามที่เรารู้ในซีซั่นแรก แต่กลับไม่ได้เห็นพ่อแม่ของเขาเลย มาในซีซั่นนี้ตัวละครครอบครัวของแพ็กซ์ตันมากันครบและมีบทมากพอสมควร โดยเฉพาะปู่ของเขาที่เป็นคนญี่ปุ่นเกิดในอเมริกายุคสงครามครั้งที่ 2 เป็นการเพิ่มแบ็คกราวด์ให้กับตัวละครนี้ขึ้นมากมาย และประเด็นเรื่องราวของแพ็กซ์ตันก็ถูกนำเสนอเยอะกว่าเบนมากด้วย อาจจะเพราะเบนได้บทในซีซั่นแรกมากพอที่คนดูจะรู้จักเขาแล้ว แต่กับแพ็กซ์ตันยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่คนไม่รู้ (แอบมีฉากขายมัดกล้ามเยอะกว่าซีซั่นแรกด้วย) รวมไปถึงการเน้นปมด้อยที่ซีซั่นแรกมีเผยไว้เบาๆ ว่าเขาเองหล่อล่ำเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็จริง แต่การเรียนกลับไม่เอาไหน ไม่ใช่คนฉลาดแบบเบน ซึ่งบทในซีซั่นนี้เราจะได้เห็นพัฒนาการทางการเรียนของแพ็กซ์ตันจาก 0 ไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ โดยมีนางเอกเป็นติวเตอร์ส่วนตัวให้กับเขา ซึ่งเรื่องนำเสนอรูปแบบการศึกษาในโรงเรียนของอเมริกาหลายวิชาผ่านชั้นเรียนที่มีแพ็กซ์ตันเป็นตัวหลักในส่วนนี้โดยตรง และก็ทำออกมาได้ดีมาก จนรู้สึกอิจฉาเลยว่ารูปแบบการสอนในเรื่องแค่ชั้นมัธยมก็ล้ำหน้ากว่าไทยไปไกลมากมายจริงๆ

แต่ถึงประเด็นทางสังคมจะลดน้อยลงไป แต่เมนหลักของเรื่องนี้ที่มาเน้นความรักมากขึ้นก็เป็นอะไรที่สนุก ตลก น่ารัก กว่าซีซั่นแรกมากมาย โดยเริ่มจากความพยายามสับรางของเดวี่ที่คนดูคงแบบเอาจริงเหรอ จะให้นางเอกเป็นคนเลวคบซ้อนแบบนี้จริงๆ นะ? ซึ่งไม่ต้องห่วงว่าเรื่องจะมาแนวน่ารังเกียจแบบไม่มีเหตุผล เรียกว่าคนเขียนบทเก่งที่เปิดปมคบซ้อนแล้วก็ปิดมันลงในเวลาสั้นๆ แค่ตอน 2 เพื่อจะเอาจุดนี้มาเป็นตัวเดินเรื่องให้กับเดวี่แบบชดใช้กรรมที่ตัวเองก่อไว้ยาวๆ บวกกับปัญหาอื่นที่มารุมเร้าเธอในจังหวะเดียวกันเข้าไปอีก จนเดวี่ในซีซั่นนี้ต้องรับมือกับปัญหาที่ตัวเธอเองก่อขึ้นไม่รู้จบมากกว่าซีซั่นแรกซะอีก และปมคบซ้อนนี้ก็เป็นบาดแผลทิ่มแทงใจตัวละครหลักทั้ง 3 คนตลอดเรื่องที่เดวี่เองต้องแก้ไขความผิดพลาดนี้ให้ได้ โดยไม่ต้องสนว่าจะได้ความรักกลับมา

ขอแค่ได้สถานะเพื่อนก็เพียงพอแล้ว ซึ่งก็คือการรีเซ็ทรักสามเส้านี้ใหม่หมด ทำให้คนดูต้องมาลุ้นกันอีกรอบว่า เบนกับแพ็กซ์ตัน ใครกันแน่ที่จะเป็นพระเอกตัวจริงอีกครั้ง แม้ว่าดราม่ารักๆ จะดูเยอะแต่ไม่เครียดเลย แถมตลกมากกว่าซีซั่นแรกซะอีก รับรองว่าสายแนวรอมคอม รักตลกโรแมนติก ต้องถูกใจการเดินเรื่องในซีซั่นนี้แน่นอน

แถมยังเดายากมาก มีการสลับจังหวะว่าใครกันแน่ที่จะเป็นพระเอกไปมาเป็นระยะๆ ลุ้นกันจนถึงนาทีสุดท้ายของเรื่องแบบเดิมเลย โดยที่เรื่องก็เข้าใจทิ้งปมบางอย่างในเรื่องรักค้างต่อให้คนดูได้ลุ้นกันต่อไปอีกรอบ (มี SS3 แน่นอน)

 

ในซีซั่นนี้มีตัวละครใหม่เพิ่มมาสองคน “อนีสา” นักเรียนใหม่ชาวอินเดียสุดคูลที่มาทำให้ความมั่นใจของเดวี่ลดน้อยถอยลงไปอีก เมื่อมีตัวเปรียบเทียบเป็นคนอินเดียด้วยกันในโรงเรียนกับเนิร์ดอย่างเธอ ซึ่งบทของอนีสาจะมาเป็นตัวละครหลักใหม่ในแก๊งเพื่อนสนิทของเดวี่เลย และก็เป็นตัวละครที่ช่วยสะท้อนปมปัญหาด้านเชื้อชาติของเดวี่ที่คิดไปเองเยอะให้เด่นชัดมากขึ้นด้วย ว่าทำไมอนีสาถึงป๊อบปูล่าได้ในเมื่อเธอเป็นอินเดียแบบเดียวกัน แถมครอบครัวนับถืออิสลามที่เคร่งกว่าบ้านเดวี่ซะอีก

อีกตัวละครคือหมอแจ๊คสัน หมอที่มาอยู่ตึกเดียวกับแม่ของเดวี่ และก็กลายมาเป็นคู่กัดเล็กๆ ในเรื่องการงาน แต่ในภายหลังกลับกลายเป็นความรักที่ก่อตัวขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งแม่ของนางเอกเองก็ต้องเจอกับปัญหาความรักครั้งใหม่ที่ยากลำบากเพราะสามีพึ่งเสียไปไม่นานจนต้องปิดบังเรื่องนี้ไว้เช่นกัน แต่ตัวเรื่องก็ไม่ได้เทบทไปที่ตรงนี้มาก มาสั้นๆ ในทุกตอนกำลังดี ไม่ได้รู้สึกว่ามาเบียดบังเนื้อหาวัยรุ่นแต่อย่างใด

ส่วนบทลูกพี่ลูกน้องคนสวยของเดวี่ก็หันมาโฟกัสที่การทำงานกับกลุ่มผู้ชายเป็นใหญ่ ก่อนที่จะตบกลับไปที่เรื่องความรักของเธอนิดๆ ไม่ได้มีอะไรมาก แต่น่าจะมีบทบาทสำคัญในซีซั่น 3 เพราะตอนท้ายปูเรื่องการตัดสินครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปมาก

ฟาบิโอล่ากับอีฟ

ไม่รู้ว่าด้วยความเป็นเน็ตฟลิกซ์หรือเปล่า ในเรื่องจึงมีความพยายามเพิ่มเนื้อหาของตัวละครเพศทางเลือกใหม่อย่าง เควียร์ (Queer) ซึ่งในเรื่องก็คือฟาบิโอล่ากับอีฟ ที่พยายามผลักดันให้คนยอมรับเพศทางเลือกใหม่ๆ ที่ไม่ต้องระบุว่าเป็นเพศไหน การแต่งตัวแบบไหน ตรงเพศหรือไม่ตรงก็รักกันได้หมด

ซึ่งมันก็ดูซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่ถูกมองว่าเป็นเลสเบี้ยนตามปกติ ซึ่งบทในส่วนนี้ออกจะดูเกินๆ เป็นความพยายามใส่เข้ามามากสักหน่อยตามประสาเน็ตฟลิกซ์ แต่ก็ไม่ได้มากจนน่ารำคาญ รวมถึงบทของเพื่อนชาวจีนอีกคนก็ลดลงไป แต่ก็ยังมีบทบาทสำคัญกับเรื่องอยู่พอสมควร

สรุปเลยว่าถ้าใครชอบแนวรักตลกโรแมนติกเป็นหลักก็สนุกถูกใจกับซีซั่น 2 ได้มากกว่าซีซั่นแรกแน่นอน เพราะทั้งบททั้งจังหวะอารมณ์ต่างๆ ทำได้ดีมากมาย แต่ถ้าใครอยากได้ดราม่าปมปัญหาสังคมหลายอย่างแบบซีซั่นแรก อันนี้ก็แทบไม่มีเลย แต่เชื่อว่าคนดูส่วนใหญ่น่าจะชอบแนวทางแบบแรกมากกว่า ซึ่งซีซั่น 2 ก็ตอบโจทย์ทำให้คนหลงรักเรื่องนี้ไปเต็มๆ

 

ดูหนังออนไลน์ไทย