เป้ วงมายด์ เผยความรู้สึกจากใจ โลกทั้งใบเปลี่ยนไปเมื่อได้อุ้มลูกตัวเองเป็นครั้งแรก

เป้ วงมายด์
เป้ วงมายด์

เป้ วงมายด์ เผยความรู้สึกจากใจ โลกทั้งใบเปลี่ยนไปเมื่อได้อุ้มลูกตัวเองเป็นครั้งแรก เผยภาพครอบครัวแบบพร้อมหน้าพร้อมตา

สำหรับนักร้องหนุ่ม เป้-บดินทร์ เจริญราษฎร์ หรือ เป้ วงมายด์ หลังจากที่ภรรยาสาว กร ษิภูตา ได้ให้เกิดลูกฝาแฝด น้องมิวสิก และ น้องลีริคส์ ก่อนกำหนด

ทั้งนี้ เป้ วงมายด์ ยังได้เผยความรู้สึกจากหัวใจลึกๆ โดยเรียบเรียงเป็นถ้อยคำผ่านแคปชั่นด้วยการรับรู้แล้วว่าที่หลายคนบอกเมื่อผู้ชายได้อุ้มลูกของตัวเองเป็นครั้งแรก โลกทั้งใบจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

“มีหลายคนบอกว่าเมื่อผู้ชายอย่างเราๆได้อุ้มลูกของตัวเองเป็นครั้งแรก โลกทั้งใบของเราจะเปลี่ยนไปตลอดกาล ซึ่ง Dada ไม่เคยเชื่อคำพูดพวกนี้เลย…. จนเมื่อวาน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป”

“2 สัปดาห์ ที่ Dada กับ Mama ทำได้แค่มาหาข้างๆตู้อบ ถึงจะรบเร้าป้าหมอยังไง แต่ความปลอดภัยของเด็กๆก็เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด”

“จนวันที่มิวสิคน้ำหนักถึง 20xx และ ลีริคส์น้ำหนักได้ 18xx บวกกับผลตรวจ RT-PCR ที่แสดงผลเป็นลบ จึงทำให้เราทั้งหมดมีความมั่นใจมากขึ้นที่จะให้มีการสัมผัสแบบใกล้ชิดได้มากขึ้น”

“ตอนที่พี่พยาบาลเอาเด็กๆออกจากแล้วห่อผ้าอ้อม Dada ทำตัวไม่ถูก ในหัวเต็มไปด้วยความกังวลว่า Dada จะทำได้ดีมั้ย เด็กๆจะอยู่ในท่าที่สบายรึเปล่า Dada จะทำหนูเจ็บมั้ย”

“ไม่ต้องเกร็งค่ะคุณพ่อ”

“เสียงพี่พยาบาลเตือนสติ และเอาเจ้า Burrito น้อยมาวางบนแขนของ Dada แบบไม่ทันตั้งตัว แล้วความรู้สึกต่างๆก็พรั่งพรูออกมาแบบอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้”

“มันคือความ ภูมิใจ, หวงแหน, แปลกใหม่, ห่วงใย, ประหม่า และ รัก ทั้งๆที่ยังไม่รู้จักกันเลย”

“รักถึงขั้นที่พร้อมจะใช้ชีวิตทั้งที่ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้เพื่อดูแลและปกป้องเด็กสองคนนี้อย่างสุดใจ”

“รักแบบไม่มีเหตุผล ไม่มีที่มา ไม่มีคำถาม ไม่มีความสงสัย รักหมดใจแบบที่ไม่เคยรักใครแบบนี้มาก่อน”

“มีหลายคนบอกว่าเมื่อผู้ชายอย่างเราๆได้อุ้มลูกของตัวเองเป็นครั้งแรก โลกทั้งใบของเราจะเปลี่ยนไปตลอดกาล และวันนี้ Dada รู้แล้วว่า คนเหล่านั้น”

“พูดความจริง”

“#KPfamily #musicandlyricsthetwins #ผมมิวสิคครับ #ผมลีริคส์ครับ”

อั๋น ภูวนาท ถูกลูกชายถามประโยคเดิมทุกวัน ทุกอย่างที่แบกไว้เต็มบ่าอยู่ๆก็เบา

อั๋น ภูวนาท
อั๋น ภูวนาท

อั๋น ภูวนาท ถูกลูกชายถามประโยคเดิมทุกวัน ทุกอย่างที่แบกไว้เต็มบ่าอยู่ๆก็เบา ทำเอาหัวอกคนเป็นพ่อถึงกับใจฟูเหมือนได้ชาร์ตพลังงานขึ้นมาในทันที

สำหรับ อั๋น-ภูวนาท คุนผลิน เมื่อต้องออกไปทำงานนอกบ้านเป็นเสาหลักให้กับครอบครัว แต่พอได้กลับจากที่ทำงานมาถึงบ้านก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะคำถามซ้ำๆ ประโยคเดิมๆ จำลูกชาย น้องพอล

“ประโยคทักทายแรกที่ผมได้ยินทุกวันเมื่อกลับถึงบ้านของเด็กชายภูริทคือ ‘แดดดี้ทำงานเสร็จแล้วเหรอ แดดดี้เหนื่อยไหม’ ทุกอย่างที่เผลอแบกไว้เต็มบ่าอยู่ๆ มันก็เบา แค่หนูวิ่งมากอด เป็น 3 ขวบ 3 เดือนที่พูดไม่หยุด ถามไม่หยุด สงสัยไม่หยุดของน้องพอล”

“บ้านและชีวิตแดดดี้ถูกล้อมเอาไว้ด้วยเสียงหัวเราะของหนูตลอดเวลา สวรรค์นั้นเมื่อถึงเวลาหวังว่าจะได้ไป แต่การมีครอบครัวทำให้ผมเข้าใจว่ามีชีวิตอยู่ในวิมาณนั้นเป็นยังไงในทุกวัน…”

นอกจาก น้องพอล จะทำให้คุณพ่อมีความสุขมากๆ แล้ว แฟนคลับที่ติดตามอินสตาแกรม @unpuwanart พอได้อ่านข้อความดังกล่าวก็เผลอที่จะอดอมยิ้มออกมาในความน่ารักของหนูน้อยไม่ได้จริงๆ เลยจ้า

อ้วน รังสิต อัดคลิปลูกชายโรฮา กับน้องบองต้นไม้พูดได้ พีคมากหลังได้ยินเสียง

อ้วน รังสิต
อ้วน รังสิต

อ้วน รังสิต อัดคลิปลูกชายโรฮา กับน้องบองต้นไม้พูดได้ พีคมากหลังได้ยินเสียง เผยคลิปสุดฮาของลูกชาย น้องโรฮา หลังได้ยินเสียงน้องบองตุ๊กตาพูดได้ เป็นคลิปที่หลายคนเห็นแล้วต่างยิ้มขำไปกับความน่ารักของ น้องโรฮา ลูกชายของนักแสดง อ้วน รังสิต กับ น้องมะม่วง ภรรยาสาวชาวเกาหลี หลังจากได้เล่นทำความรู้จักกับน้องบอง หรือตุ๊กตากระบองเพชรพูดได้ โดยคุณพ่อได้บอกว่าเห็นนอนเล่นอยู่ตั้งนานนึกว่าจะสนิทกันแล้ว

โดยในคลิปนั้นเห็น น้องโรฮา กำลังนอนเล่นน้องบองอย่างสบายอารมณ์ แต่พอคุณพ่อเปิดเสียงเท่านั้นแหละ โรฮา คลานหนีแบบไม่คิดชีวิตเลยทีเดียว เรียกว่ามีกำลังเท่าไหร่ขอใส่สปีดเบอร์แรงหนีไปหาคุณแม่ในทันที

ทั้งนี้ พ่ออ้วน ได้เล่าไว้ว่า “เห็นนั่งเล่นตั้งนานคิดว่ารักกันแล้ว พอเปิดสวิตเท่านั้นแหละ”

หลายคนเห็นแล้วต่างเข้ามาเอ็นดูในความกลัวของ โรฮา พร้อมกับบอกว่าคุณพ่อสายฮาชอบแหย่ลูกชายตัวเอง ก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้หนุ่มน้อยจะสนิทกับน้องบองแล้วหรือยัง แฟนๆ อยากเห็นภาพต่อไปเลยค่ะคุณพ่อ

องค์ประกอบของศิลป์ ในการออกแบบจัดสวน การแบ่งประเภทของศิลป์

องค์ประกอบของศิลป์
องค์ประกอบของศิลป์

องค์ประกอบของศิลป์ ในการออกแบบจัดสวน การแบ่งประเภทของศิลป์ วิธีการขั้นตอนการจัดสวน หลักการออกแบบแปลนสวน วิธีการจัดวางต้นไม้ภายในบ้าน

องค์ประกอบของศิลป์

การจัดสวนเป็นศิลป์ที่เกิดจากการนำเอาองค์ประกอบ ทั้งที่เป็นธรรมชาติและสิ่งที่ มนุษย์สร้างขึ้นมา ผสมผสาน เพื่อให้เกิด สภาพแวดล้อม ที่ดีให้ตอบสนองต่อพฤติกรรมของมนุษย์ รวมทั้งสัมพันธ์กับตัวอาคารและสิ่งก่อสร้างทุกชนิด
การศึกษา เกี่ยวกับ องค์ประกอบของศิลป์ นั้น จำเป็นจะต้องมี ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับ ศิลป์ โดยทั่วไปเป็นพื้นฐานก่อน จะต้องรู้ว่าศิลป์คืออะไร มีความหมายอย่างไร

ความหมายของศิลป์ (Art)

คำว่าศิลป์ มีความหายและขอบเขตกว้างขวางมาก นักปราชญ์ในแต่ละยุคแต่ละสมัยจะให้ความหมายของศิลป์แตกต่างกันไป จนดูเสมือนว่าศิลป์เป็น สิ่งที่เราไม่อาจจับความหมายที่แท้จริงได้ แต่ความเป็นจริงจะพบว่าศิลป์เป็นเกือบทุกสิ่งที่ทุกคนกล่าวไว้ โดยคนหนึ่งเน้นความเห็นของตนหนักไปแง่หนึ่ง อีกคนหนึ่งก็จะเน้นไปอีกแง่หนึ่ง เป็นการมองของสิ่งเดียวกันในแง่มุมต่างกัน เช่น
ศิลป์คือการเลียนแบบ
ศิลป์คือการเป็นตัวแทน (ของชีวิต)
ศิลป์คือการแสดงออก
ศิลป์ไม่ใช่การเลียนแบบธรรมชาติ
ธรรมชาติเลียนแบบศิลป์
ศิลป์คือรูปทรง
ศิลป์คือความสมปรารถนา
ศิลป์คือประสบการณ์
ศิลป์คือการเห็นแจ้ง

จากทัศนะของนักปราชญ์ทั้งหลาย ศิลป์มีคุณลักษณะที่เป็นตัวร่วมสำคัญอยู่ประการหนึ่ง คือ การแสดงออก เพราะไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ประสบการณ์ ความงาม ความเห็นแจ้ง สัญลักษณ์ เรื่องราว หรือเหตุการณ์ ล้วนแต่แสดงออกโดยผ่าน ทางรูปทรง ที่ศิลปินเลอกสรร หรือสร้างสรรค์ขึ้นทั้งสิ้น ดังนั้นความหมายของศิลป์ในแนวกว้าง ๆ ก็คือสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อแสดงออกซึ่ง อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และ/หรือความงาม

การแบ่งประเภทของศิลป์

1. วิจิตรศิลป (Fine Art) เป็นศิลป์ที่ตอบสนองความต้องการทางด้านจิตใจ อารมณ์ เพื่อความสุขทางใจ มีคุณค่าทางสุนทรียภาพ แบ่งออกเป็น

ทัศนศิลป์ (Visual Arts) คืองานที่มองเห็นความงามจาก รูปลักษณะ รับสัมผัสทางตา ได้แก่จิตรกรรม (paintings) ประติมากรรม (sculpture) ภาพพิมพ์ (graphic design) หัตถกรรม (crafts) และสถาปัตยกรรม (architecture)

โสตศิลป์ (Aural Arts หรือ Audio Arts) คืองานศิลป์ที่รับรู้ความงามได้จากการฟังและการอ่าน รับสัมผัสทางหู ได้แก่ ดนตรี วรรณกรรม

โสตทัศนศิลป์ (Audio Visual Arts) คือ ศิลป์เกี่ยวกับการแสดง มีการมองเห็นพร้อมกับได้ยินเสียง รับสัมผัสได้ทางตาและหู ได้แก่ นาฎกรรม ภาพยนตร์ โทรทัศน์

2. ประยุกต์ศิลป์ (Applied Arts) เป็นงานศิลป์ที่ไม่ได้เน้นเฉพาะแต่ทางสุนทรียภาพเท่านั้น แต่ได้ประยุกต์ให้ตอบสนอง ความต้องการของมนุษย์ทาง ด้านประโยชน์ ใช้สอยด้วย แบ่งออกเป็น

  • สถาปัตยกรรม (Architecture) คือ การออกแบบก่อสร้าง ซึ่งสนองความต้องการทางด้านที่พักอาศัย ประโยชน์ใช้สอยทั้ง ภายในและภายนอก เป็นการนำความรู้ทางด้านต่าง ๆ มากมายมาประกอบกัน สถาปัตยกรรม ในกลุ่มประยุกต์ศิลป์ นี้แตกต่างจากใน กลุ่มวิจิตรศิลป์ เพราะสถาปัตยกรรม ประยุกต์ศิลป์ จะนำเอาความเจริญทางด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี เข้ามาผสม ทำให้เกิดความรวดเร็วในการผลิตในลักษณะ mass product ซึ่งเหมือนกันจำนวนมาก เช่น บ้านจัดสรร เป็นต้น ในส่วนสถาปัตยกรรมยังแบ่งออกเป็น
    สถาปัตยกรรม (architecture) คือ การออกแบบอาคารชนิดต่าง ๆ เช่น อาคารที่พักอาศัย อาคารสาธารณะต่าง ๆ
    ภูมิสถาปัตยกรรม (landscape architecture) คือการนำเอานิเวศวิทยา (ecology) มาสู่การออกแบบสภาพแวดล้อม (environmental design) เป็นการนำเอา องค์ประกอบ ทั้งที่เป็น ธรรมชาติและ มนุษย์สร้างขึ้น มาผสมผสาน ให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี ให้ตอบสนองต่อพฤติกรรมของมนุษย์ โดยสัมพันธ์กับตัวอาคารและสิ่งก่อสร้างทุกชนิด
    ผังเมือง (city planning) คือการจัดผังเมืองในทุก ๆ ด้าน เช่น ที่พักอาศัย คมนาคม การศึกษา อุตสาหกรรม ฯลฯ การวางผังเมือง ไม่ใช่เฉพาะ การจัดเมืองใหม่เท่านั้น แต่จะเป็นการวางแผนปรับปรุงเมืองเก่าแก้ปัญหาเดิม เพื่อยกสภาพ ความเป็นอยู่ของประชากรด้วย
  • ศิลปอุตสาหกรรม (industrial design) เป็นศิลป์ที่ทำขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวัน สนองความต้องการ ในด้านความสุขสบาย เป็นการคิดค้นกรรมวิธีที่จะทำให้ผลผลิตที่มีประโยชน์ใช้สอย เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ ของขวัญ ของชำร่วย เป็นต้น วิวัฒนาการชนิดนี้ ขึ้นอยู่กับ ความก้าวหน้าทางด้าน เทคโนโลยีของเครื่องจักร รวมทั้งสัมพันธ์กับ แนวโน้มทางด้านเศรษฐศาสตร์ด้วย
  • มัณฑนศิลป์ (decorative art) คือศิลป์ที่เกี่ยวกับการตกแต่ง หรือเรียกว่า “ศิลป์การตกแต่ง” ซึ่งเน้นไปทางการตกแต่งบ้าน หรือห้องต่าง ๆ เช่น ห้องนอน ห้องรบแขก และห้องอื่น ๆ ภายในบ้าน
  • ศิลป์หัตถกรรม (art artcrafts) คือ ศิลป์ที่ทำด้วยมือเป็นส่วนใหญ่ งานที่ทำจึงต่างกันตามความพอใจของผู้ทำ เช่น การทำโต๊ะ เก้าอี้ หรือปั้นหม้อ โอ่ง ไห ออกมาเหมือน ๆ กัน โดยไม่ใช้เครื่องจักรทำงาน แต่อาจใช้เครื่องทุ่นแรงช่วยบ้าง

องค์ประกอบของศิลป์ Composition

เป็นองค์ประกอบที่ถูกกำหนดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นองค์ประกอบมูลฐานของความงาม ในการออกแบบจัดสวน จำเป็นต้องเข้าใจคุณค่า และมูลฐานที่สำคัญของความงาม สามารถนำไปใช้ให้เกิดความกลมกลืน องค์ประกอบของศิลป์ ประกอบด้วยจุด (point) เส้น (line) สี (colour) รูปร่างรูปทรง (shape and form) ลักษณะผิว (texture) ลวดลาย (pattern) และช่องว่าง (space or voloume)

1. จุด (point) จุดเป็นสิ่งแรกสุดของการเห็น โดยความรู้สึกของเราแล้ว จุดไม่มีความกว้าง ความยาว และความลึก เป็นสิ่งที่เล็กที่สุดไม่สามารถแบ่งแยกออกได้อีก ดังนั้นจุดจึงหยุดนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว (static) ไม่มีทิศทางและเป็นศูนย์รวม (centrlized) จุดเป็นองค์ประกอบเริ่มแรกของรูปทรง จุดจึงเป็นตัวกำหนด

  • ปลายทั้งสองข้างของเส้น
  • จุดตัดของเส้นสองเส้น
  • วางบรรจบกันของเส้นที่มุมของแผ่นระนาบ หรือก้อนปริมาตร

ในธรรมชาติเราจะเห็นจุดกระจายซ้ำ ๆ อยู่ทั่วไปในที่ว่าง เช่น จุดที่สุกใสของกลุ่มดาวในท้องฟ้า ลายจุดในตัวสัตว์และพืชบางชนิด เมื่อเราอยู่ในที่สูง ๆ แล้วมองลงมายังกลุ่มคน จะเห็นเป็นจุดกระจายเคลื่อนไหวไปมา หรือรวมกลุ่มกัน ตัวจุดเองนั้น เกือบจะไม่มี ความสำคัญอะไรเลย เนื่องจาไม่มีรูปร่าง ไม่มีมิติ แต่เมื่อจุดนี้ ปรากฏตัวในที่ว่าง ก็จะทำให้ที่ว่างนั้น มีความหมายขึ้นมา ทันที เช่น ถ้าในที่ว่างนั้นมีจุดเพียงจุดเดียว ที่ว่างกับจุดจะมีปฏิกริยาผลักดัน โต้ตอบซึ่งกันและกัน จุดที่อยู่กึ่งกลางบริเวณจะมั่นคง (stable) สงบ ไม่เคลื่อนที่ และเป็นสิ่งสำคัญโดดเด่น แต่เมื่อจุดถูกย้ายออกจากกึ่งกลาง บริเวณรอบๆ จะดูแกร่งขึ้น และเริ่มแย่งกัน เป็นจุดเด่น ของสายตา แรงดึงสายตาจะเกิดขึ้นระหว่างจุดกับบริเวณรอบ ๆ
ส่วนจุดที่รวมกันหนาแน่น เป็นกลุ่ม เส้นรูปนอก หรือเส้นโครงสร้างของกลุ่มจะปรากฏให้เห็นในจินตนาการ และจุดที่ซ้ำ ๆ กันในจังหวะต่าง ๆ จะให้แบบรูป (pattern) ของจังหวะที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไม่จำกัด

2. เส้น (line) เส้นเป็นพื้นฐานของโครงสร้างของทุกสิ่งในจักรวาล เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการออกแบบ สิ่งต่าง ๆ ล้วนเกิดจากเส้นประกอบเข้าด้วยกัน ความหมายของคำว่าเส้นคือ

  • เส้นเกิดจากจุดที่ต่อกันในทางยาว
  • เส้นเป็นขอบเขตของที่ว่าง ขอบเขตของสิ่งของ ขอบเขตของรูปทรง ขอบเขตของน้ำหนักและขอบเขตของสี
  • เส้นเป็นขอบเขตของกลุม สิ่งของ หรือรูปทรงที่รวมกันอยู่ เป็นเส้นโครงสร้างที่เห็นได้ด้วยจินตนาการ

คุณลักษณะของเส้น เส้นมีมิติเดียว คือความยาว เส้นขั้นต้นที่เป็นพื้นฐานมี 2 ลักษณะ คือเส้นตรง กับเส้นโค้ง เส้นทุกชนิด สามารถ แยกออกเป็น เส้นตรงกับเส้นโค้งได้ทั้งสิ้น เส้นลักษณะอื่น ๆ ซึ่งเราเรียกว่า เส้นขั้นที่ 2 เกิดจากการประกอบกัน เข้าของเส้นตรง และ/หรือเส้นโค้ง เช่น เส้นฟันปลา เกิดจากเส้นตรงมาประกอบกัน และเส้นโค้ง ที่ประกอบกันหลาย ๆ เส้น ก็จะได้เส้นลูกคลื่น หรือ เส้นเกล็ดปลา เป็นต้น นอกจากนี้เส้นยังมีทิศทางของเส้น ได้แก่ แนวราบ แนวดิ่ง แนวเฉียงเป็นต้น ส่วนขนาดของเส้น เส้นไม่มีความกว้าง จะมีแต่เส้นบาง เส้นหนา เส้นเล็ก เส้นใหญ่ ความหนาของเส้นจะต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับความยาว หากเส้นสั้น และมีความหนามาก ก็จะหมดคุณลักษณะของความเป็นเส้นกลายเป็นรูปร่าง (shape) สี่เหลี่ยมผืนผ้า

ความรู้สึกที่เกิดจากลักษณะของเส้น

  1. เส้นตรง ให้ความรู้สึกแข็งแรง แน่นอน ตรง เข้ม ไม่ประนีประนอม และเอาชนะ
  2. เส้นโค้งน้อย หรือเส้นเป็นคลื่นน้อย ๆ ให้ความรู้สึกสบาย เปลี่ยนแปลงได้ เลื่อนไหลต่อเนื่อง มีความกลมกลืน ในการเปลี่ยนทิศทาง ความเคลื่อนไหวช้า ๆ สุภาพ นุ่ม อิ่มเอิบ แต่ถ้าใช้เส้นลักษณะนี้มากเกินไป จะให้ความรู้สึกกังวล เรื่อยเฉื่อย ขาดจุดหมาย
  3. เส้นโค้งวงแคบ เปลี่ยนทิศทางรวดเร็ว มีพลังเคลื่อนไหรุนแรง
  4. เส้นโค้งของวงกลม การเปลี่ยนทิศทางที่ตายตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ให้ความรู้สึกเป็นเรื่องซ้ำ ๆ เป็นเส้นโค้ง ที่มีระเบียบ มากที่สุด แต่จืดชืดไม่น่าสนใจ เพราะขาดความเปลี่ยนแปลง
  5. เส้นโค้งก้นหอย ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวคลี่คลาย เติบโต เมื่อมองจาก ภายในออกมา และถ้ามองจากภายนอกเข้าไป จะให้ความรู้สึกที่ไม่สิ้นสุดของ พลังเคลื่อนไหว
  6. เส้นฟันปลาหรือเส้นคดที่หักเหโดยกะทันหัน เปลี่ยนทิศทางรวดเร็วมาก ทำให้ประสาทกระตุก ให้จังหวะกระแทก รู้สึกถึงกิจกรรมที่ขัดแย้งและความรุนแรง

ความหมายของเส้น

ความรู้สึกที่เกิดจากทิศทางของเส้น

เส้นทุกเส้นมีทิศทาง คือ ทางตั้ง ทางนอน และทางเฉียง ในแต่ละทิศทางจะให้ความรู้สึกต่างกัน

1. เส้นตั้ง ให้ความรู้สึกมั่นคง แข็งแรง พุ่งขึ้น จริงจัง เงียบขรึม และให้ความสมดุล เป็นสัญลักษณ์ของความถูกต้อง ซื่อสัตย์ มีความสมบูรณ์ในตัว สง่า ทะเยอทะยาน และรุ่งเรือง
2. เส้นนอน ให้ความรู้สึกพักผ่อน ผ่อนคลา เงียบ เฉย สงบ
3. เส้นเฉียง เป็นเส้นที่อยู่ระหว่างเส้นตั้งกับเส้นนอน ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว ไม่มั่นคง ไม่สมบูรณ์ ต้องการเส้นเฉียงอีกเส้นหนึ่งมาช่วยให้มั่นคงสมดุลในรูปของมุมฉาก
4. เส้นที่เฉียงและโค้ง ให้ความรู้สึกที่ขาดระเบียบตามยถากรรม ให้ความรู้สึกพุ่งเข้าหรือพุ่งออกจากที่ว่าง

3. รูปร่างและรูปทรง (shape and form)

3.1 รูปร่าง (shape) เกิดจากการนำเส้นตรง และเส้นโค้งมาประกอบเข้าด้วยกันจนเป็นรูป รูปร่างประกอบด้วยด้าน 2 ด้าน คือ ด้านกว้างและด้านยาว เรียกว่ารูป 2 มิติ รูปร่างมีเฉพาะพื้นผิวหน้าของรูปเท่านั้น ไม่มีส่วนลึกส่วนหนา รูปร่างมีลักษณะแตกต่างกันออกไป เช่น

– รูปร่างตามธรรมชาติ (organic shape) เป็นรูปร่างที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
– รูปร่างเรขาคณิต (geometric shape) เป็นรูปร่างที่ประกอบด้วยเส้นตรงและเส้นโค้ง เช่น รูปครึ่งวงกลม รูปวงกลม รูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม รูปห้าเหลี่ยม เป็นต้น
– รูปร่างอิสระ (free shape) เป็นรูปร่างต่ง ๆ ที่นอกเหนือจากรูปร่างตามธรรมชาติและรูปร่างเรขาคณิต
จากวิชาเรขาคณิตรูปที่เรียบง่ายที่สุดคือ รูปวงกลม รูปสามเหลี่ยม และรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส

รูปวงกลม คือ จุดเป็นจำนวนมากเรียงตัวโดยมีระยะห่างเท่า ๆ กันรอบจุดหนึ่ง วงกลมเป็นรูปที่รวมเป็นจุดศูนย์กลาง (centralized) และเป็นรูปที่จบในตัวเอง เมื่อวางวงกลมให้อยู่ในศูนย์กลางบริเวณจะยิ่งเน้นให้เกิดความรู้สึกมุ่งสู่ศูนย์กลาง และเมื่อประกอบวงกลมกับรูปทรงตรง หรือเป็นเหลี่ยม หรือใส่องค์ประกอบอื่นตามแนวรอบวง จะทำให้เกิดความรู้สึกถึงการหมุน
รูปสามเหลี่ยม เป็นตัวแทนความเสถียร (stability) และจะเสถียรอย่างยิ่งเมื่อตั้งบนด้านใดด้านหนึ่ง หากตั้งบนจุดยอดจะเป็นได้ทั้งสถานะสมดุลอย่างล่อแหลม หรือสถานะไม่เสถียร ซึ่งมักจะให้ความรู้สึกล้มคว่ำไปด้านใดด้านหนึ่ง
รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นรูปที่บอกถึงความบริสุทธิ์มีเหตุผล เป็นรูปที่หยุดนิ่ง (static) และเป็นกลางจะไม่แสดงทิศทางด้านใดด้านหนึ่อย่างชัดเจน ส่วนรูปสี่เหลี่ยมอื่น ๆ อาจถือได้ว่าเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงไปจากสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยการเพิ่มส่วนสูง ส่วนกว้าง และเช่นเดียวกับสามเหลี่ยม เมื่อตั้งบนด้านใดด้านหนึ่งจะรู้สึกเสถียรและจะมีพลังเคลื่อนไหว (dynamic) เมื่อตั้งบนมุมใดมุมหนึ่ง

3.2 รูปทรง (form) หมายถึงโครงสร้างของสิ่งต่าง ๆ ประกอบด้วยด้าน 3 ด้าน คือด้านกว้าง ด้านยาว และด้านหนา เป็นรูป 3 มิติ รูปทรงสามารถวัดขนาดและปริมาตรได้ รูปทรงมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น
– รูปทรงธรรมชาติ (organic form) ได้แก่รูปทรงที่เหมือนวัตถุจริงในธรรมชาติ
– รูปทรงเรขาคณิต (geometric form) ได้แก่รูปทรงกลม รูปทรงวงรี รูปทรงสามเหลี่ยม หรือรูปทรงเหลี่ยมอื่น ๆ เป็นต้น
– รูปทรงอิสระ (free form) ได้แก่รูปทรงอื่น ๆ ที่ไม่เข้าข่ายรูปทรงธรรมชาติและรูปทรงเรขาคณิต ในงานตกแต่งนิยมใช้รูปทรงทั้งสามชนิดในอัตราที่พอเหมาะ แต่ถ้าใช้รูปทรงเหล่านี้มากเกินไปจะขาดจุดเด่น มองดูซับซ้อนยุ่งเหยิง

ความรู้สึกต่อรูปทรงต่าง ๆ

รูปทรงกลม (sphere) เป็นรูปทรงที่เป็นศูนย์กลางของตนเอง มองดูเสถียร เมื่อวางบนพื้นลาดเอียงจะเกิดการเคลื่อนที่แบบหมุน
รูปทรงกระบอก (cylinder) มีแกนเป็นศูนย์กลางถ้าตั้งบนผิวหน้าวงจะรู้สึกเสถียร และจะไม่เสถียรเมื่อแกนกลางเอียงไป
รูปทรงกรวย (cone) เมื่อตั้งบนฐานวงกลมจะเสถียรมาก หากแกนดิ่งเอียงหรือล้มจะไม่เสถียรแต่ถ้าตั้งบนจุดยอดจะมีสถานะสมดุลได้
รูปทรงปิระมิด (pyramid) มีคุณสมบัติคล้ายรูปทรงกรวย โดยที่รูปทรงกรวยจะมีลักษณะนุ่มนวล (soft) แต่รูปทรงปิระมิดมีลักษณะที่กระด้าง (hard) และเป็นเหลี่ยมมุม
รูปทรงลูกบาศก์ (cube) เป็นรูปทรงที่มีสี่เหลี่ยมจัตุรัสเท่ากันหกหน้า มีขอบยาวเท่ากัน 12 ขอบ รูปทรงลูกบาศก์เป็นรูปทรงที่เสถียร ไร้ทิศทางและการเคลื่อนไหว

4. ลักษณะผิว (texture)

ลักษณะผิว หมายถึง ลักษณะของบริเวณพื้นผิวของสิ่งต่าง ๆ เมื่อสัมผัสจับต้องหรือมองเห็นแล้วรู้สึกได้ว่าหยาบ ละเอียด เป็นมัน ด้าน ขรุขระ เป็นเส้น เป็นจุด เป็นกำมะหยี่ เป็นต้น ลักษณะผิวของวัสดุที่ใช้ในงานศิลป์ีความสำคัญต่อความงามในด้านสุนทรียภาพ ลักษณะผิวจะมีความหมายทั้งในด้านการสัมผัสโดยตรงและจากการมองเห็น ทำให้เกิดความสุขทั้งทางกายและทางใจ ลักษณะผิวของงานศิลป์ อาจจะเป็นลักษณะผิวตามธรรมชาติ สามารถจับต้องได้ เช่น ลักษณะผิวของกระดาษทราย ผิวส้ม หรือลักษณะผิวที่ทำเทียมขึ้น ซึ่งเมื่อมองดูจะรู้สึกว่าหยาบหรือละเอียด แต่เมื่อสัมผัสจับต้องกลับกลายเป็นพื้นผิวเรียบ ๆ เช่น วัสดุสังเคราะห์ที่ทำลักษณะพื้นผิวเป็นลายไม้ ลายหิน เป็นต้น
ความรู้สึกต่อลักษณะผิว ลักษณะผิวที่เรียบและขรุขระจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ลักษณะผิวที่เรียบจะให้ความรู้สึกลื่น คล่องตัว รวดเร็ว ส่วนลักษณะผิวที่ขรุขระ หยาบ หรือเน้นเส้นสูงต่ำ จะให้ความรู้สึกมั่นคง แข็งแรง

5. ลวดลาย (pattern)

ลวดลายในแต่ละสิ่งล้วนแตกต่างกันมากมาย มีทั้งลวดลายที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น ลายไม้ หรือลายที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น เช่น ลวดลายบนผ้าบนกระดาษ หรือลวดลายในการปรุงแต่งจัดลักษณะพื้นผิวให้เกิดความสวยงามบนทางเท้า เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งการสร้างลวดลายจะสร้างนผิวพื้นให้เป็นรูปต่าง ๆ ตามความนิยม โดยที่การจัดลวดลายนี้ ถ้าหากวัสดุนั้นมีลวดลายน้อยเกินไปก็จะดูไม่น่าสนใจ แต่ถ้ามีมากเกินไปก็จะดูยุ่งเหยิง วุ่นวาย

6. สี (colour)

สีเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ สีมีอยู่ในแสงแดดเป็นคลื่นแสงชนิดหนึ่ง จะปรากฏให้เห็นเมื่อแสงแดดผ่านละอองไอน้ำในอากาศ เกิดการหักเหเป็นสีรุ้งบนท้องฟ้า 7 สี คือ แดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน ม่วงน้ำเงิน (คราม) และม่วง หรือให้แสงแดดส่องผ่านแท่งแก้วสามเหลี่ยม (prism) ก็จะแยกสีออกมาให้เห็นเป็นสีรุ้งเช่นกัน
สีเป็นองค์ประกอบหนึ่งของงานศิลป์ที่มีความหมายมาก เพราะสีช่วยให้เกิดคุณค่าในองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น การใช้สีให้เกิดรูปร่าง การใช้สีให้เกิดจังหวะ หรือการใช้สีแสดงลักษณะของพื้นผิว นอกจากนี้การใช้สียังมีส่วนส่งเสริมให้เกิดความคิด ความรู้สึกและอารมณ์ สีแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. สีที่เป็นแสง (spectrum) เป็นสีที่เกิดจากการหักเหของแสง
2. สีที่เป็นวัตถุ (pigment) เป็นสีที่มีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป เช่น ในพืช ในสัตว์ เป็นต้น

 

สีที่เป็นวัตถุ (pigment) แบ่งออกเป็น

1. แม่สี หรือสีขั้นต้น (primary colours) มี 3 สี คือ สีเหลือง สีแดง และสีน้ำเงิน แม่สีทั้ง 3 สี เป็นสีที่ไม่สามารถผสมขึ้นมาได้ แต่สามารถผสมเข้าด้วยกันเป็นสีอื่น ๆ ได้
2. สีขั้นที่สอง (secondary colours) มี 3 สี เกิดจากการนำแม่สีทั้ง 3 มาผสมกันเข้าทีละคู่ก็จะได้สีออกมาดังนี้
สีเหลือง + สีแดง > สีส้ม
สีเหลือง + สีน้ำเงิน > สีเขียว
สีแดง + สีน้ำเงิน > สีม่วง
3. สีขั้นที่สาม (tertiary colours) เป็นสีที่ได้จากการนำสีขั้นที่ 2 ผสมกับแม่สีทีละคู่ ก็จะได้สีเพิ่มขึ้นอีก 6 สี คือ ส้มเหลือง ส้มแดง เขียวเหลือง เขียวน้ำเงิน ม่วงแดง ม่วงน้ำเงิน
4. สีกลาง (neutral colour) เป็นสีที่เกิดจากการนำเอาสีทุกสีผสมรวมกันเข้า หรือเอาแม่สีทั้ง 3 สี รวมกัน ก็จะได้สีกลาง ซึ่งเป็นสีเทาแก่ ๆ เกือบดำ

วงล้อสี (colour wheel)

จากสี 12 สี ในวงล้อจะแบ่งออกเป็น 2 วรรณะ คือ
– วรรณะสีอุ่น (warm tone) ได้แก่ สีเหลือง (ครึ่งหนึ่ง) ส้มเหลือง ส้ม ส้มแดง แดง ม่วงแดง และม่วง (ครึ่งหนึ่ง)
– วรรณะสีเย็น (cool tone) ได้แก่สีเหลือง (อีกครึ่งหนึ่ง) เขียวเหลือง เขียว เขียวน้ำเงินน้ำเงิน ม่วงน้ำเงินและม่วง (อีกครึ่งหนึ่ง)
สำหรับสีเหลืองและสีม่วงนั้น เป็นสีที่อยู่ในวรรณะกลาง ๆ หากอยู่ในกลุ่มสีอุ่นก็จะอุ่นด้วย แต่ถ้าอยู่ในกลุ่มสีเย็นก็จะเย็นด้วย

คู่สี (complementary colours)

สีที่อยู่ตรงข้ามกันในวงล้อสีจะเป็นคู่สีกัน ถ้านำมาวางเรียงกันจะให้ความสดใส ให้พลังความจัดของสีซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดการตัดกันหรือขัดแย้งกันอย่างมาก คู่สีนี้จะเป็นสีที่ตัดกันอย่างแท้จริง (true contrast) การใช้สีที่ตัดกันจะต้องพิจารณาดังนี้
– ปริมาณของสีที่เกิดจากการตัดกันจะต้องไม่เกิน 10% ของพื้นที่ทั้งหมดในภาพ
– การใช้สีตัดกันต้องมีสีใดสีหนึ่ง 80% และอีกสีหนึ่ง 20% โดยประมาณ
– ถ้าหากต้องใช้สีคู่ตัดกัน โดยมีเนื้อที่เท่า ๆ กัน จะต้องลดความเข้มของสี (intensity) ของสีใดสีหนึ่ง หรือทั้งสองสีลง

สีข้างเคียง (analogous colours)

เป็นสีที่อยู่เคียงกันในวงล้อสี เช่น สีเหลืองกับส้มเหลือง สีทั้ง 2 จะดูกลมกลืนกัน (harmony) สีที่อยู่ห่างกันออกไป ความกลกลืนก็จะค่อย ๆ ลดลง ความขัดแย้ง หรือความตัดกันก็จะเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นคู่สี หรือสีตัดกันอย่างแท้จริงเมื่อห่างกันจนถึงจุดตรงข้ามกัน

การใช้สี

การใช้สีมีอยู่ 2 วิธี คือ การใช้สีให้กลมกลืน (harmony) หรือตัดกัน(contrast) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการใช้งาน แต่ละลักษณะ การใช้สีให้ดูกลมกลืนมากเกินไปก็จะจืดชืด น่าเบื่อ แต่ถ้าใช้สีตัดกันมากเกินไปก็จะเกิดการขัดแย้งสับสนได้

จิตวิทยาของสี (colour phychology) คือการที่สีมีอิทธิพลต่อจิตใจของมนุษย์

– สีแดง สีแห่งการโฆษณาชวนเชื่อ ตื่นเต้น เร้าใจ
– สีแดงอ่อน ความประณีต ความเยือกเย็น ความหวาน ความสุข
– สีแดงเข้ม มีอุดมคติสูง ยิ่งใหญ่ สมบูรณ์
– สีชมพู สีแห่งความเป็นหนุ่มสาว สีแห่งความรัก ความมั่นใจ
– สีน้ำเงิน สีแห่งความเชื่อมั่น หนักแน่น สุภาพ ถ่อมตน
– สีฟ้าอ่อน สีที่าบรื่น ร่มเย็น
– สีเหลือง สว่างสดใส ร่าเริง รู้สึกมีรสเปรี้ยว
– สีแสด ตื่นตัวเร้าใจ สนุกสนาน
– สีม่วง สีแห่งความผิดหวัง ไม่เชื่อมั่น ไม่แน่นอน เศร้า
– สีเขียวอ่อน สดชื่น ร่าเริง เบิกบาน
– สีเขียวแก่ เศร้า ชรา เบื่อหน่าย
– สีดำ ทุกข์ เสียใจ
– สีน้ำตาล อับทึบ
– สีเทา เงียบสงัด ขรึม สุภาพ

7. ช่องว่าง หรือช่วงระยะ (space)

ช่องว่าง หรือช่วงระยะ มีความหมายดังนี้
– ปริมาตรที่รูปทรงกินเนื้อที่อยู่
– อากาศที่โอบรอบรูปทรง
– ระยะห่างระหว่างรูปทรง (ช่องไฟ)
ดังนั้นคำว่าช่องว่างนี้ หมายถึง ที่ที่ทำให้เกิดรูปร่างและที่ที่เรามองไม่เห็นว่าเป็นรูปร่าง ในการเขียนภาพใดภาพหนึ่ง ภาพที่เขียนก็คือ ช่องว่างและบริเวณรอบ ๆ ของภาพก็คือช่องว่างเช่นกัน ช่อว่างประเภทแรกเป็นช่องว่างที่ตัวของวัตถุเอง เรียกช่องว่างนี้ว่า positive space ส่วนช่องว่างรอบ ๆ ตัววัตถุเรียกว่า negative space ในการเขียนตัวหนังสือ space ก็คือช่องไฟ ช่องว่างทั้ง positive space and negative space นี้จะต้องสัมพันธ์กันเป็นอย่างดี ช่องว่างหรือช่วงระยะนี้จะทำให้เกิดความรู้สึกหลาย ๆ อย่าง เช่น ความใกล้ ความไกล ความต่อเนื่อง หรือความขาดตอนกัน

 

ขั้นตอนการจัดสวน

  • สำรวจพื้นที่
    เมื่อจะเริ่มจัดสวน สิ่งแรกที่ควรทำ คือ ทำการสำรวจพื้นที่ที่คุณมี ว่าพื้นที่ของเรามีรูปทรงแบบไหน เป็นรูปทรงเรขาคณิต หรือรูปทรงอิสระ แล้วทำการร่างภาพของพื้นที่ลงบนกระดาษ โดยใช้สัดส่วนคร่าวๆ และอาจจะถ่ายภาพ มุมกว้างของทั่วทั้ง บริเวณเก็บไว้ประกอบการใช้งานด้วย หาจุดเด่นและจุดด้อย
    เมื่อได้ภาพร่างคร่าว ๆ แล้ว ให้หาจุดเด่นของสวนที่คุณจะใช้เป็นพื้นที่สำหรับวางโต๊ะและเก้าอี้นั่งเล่น โดยอาจพิจารณาจาก มุมที่เป็นส่วนตัว,มุมที่สามารถมองเห็นวิวที่สวยที่สุดในบ้าน ฯลฯ ซึ่งถ้ามุมที่มีร่มไม้ใหญ่ช่วยบดบังความร้อนได้จะยิ่งดี เพราะเมื่อจัดสวนเสร็จคุณจะสามารถใช้งาน ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลารอให้ต้นไม้โต และถ้ามุมไหน ที่มองดูแล้ว ไม่ช่วยเสริมส่งให้ สวนสวย อาจจะเป็นซุ้มไม้เก่า หรือต้นไม้ที่โตเกินขนาดแล้วดูไม่สวย ถ้าไม่รื้อออกไปเลย ก็ควรจะทำ การซ่อมแซม หรือตัดแต่งให้เข้ารูปเข้าทรง ก่อนจะเพิ่มเติมอะไรลงไปในสวน
  • แบ่งพื้นที่ใช้งาน
    พื้นที่ใช้งานในสวนแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ พื้นที่นั่งพักผ่อน,ทางเดิน และ พื้นที่ปลูกต้นไม้

    พื้นที่นั่งพักผ่อน
    เป็นจุดที่เด่นที่สุดของสวน จึงควรกำหนดเป็นจุดแรก ว่าจะใช้พื้นที่มากน้อยขนาดไหน ส่วนใหญ่แล้ว พื้นที่ส่วนนี้ มักทำให้กว้างกว่า ขนาดของโต๊ะ-เก้าอี้ ไม่มากนัก เพื่อไม่ให้เสียพื้นที่สำหรับปลูกต้นไม้ ยกเว้นแต่ว่า ถ้าคุณมีพื้นที่ เหลือค่อนข้างมาก ก็อาจจะ สร้างพื้นที่นั่ง ให้ค่อนข้างใหญ่ เผื่อไว้ให้เด็กๆ วิ่งเล่น ,ทำซุ้มไม้ประดับ ,เพิ่มเติมสระน้ำ หรือน้ำพุ เพิ่มความชุ่มชื่นเข้าไปด้วยก็ได้
    ทางเดิน
    นอกเหนือจากเพื่อการเดินชมสวนแล้ว ทางเดินในสวนยังมีประโยชน์ในการเข้าไปรดน้ำ,ตัดแต่งกิ่ง,ให้ปุ๋ย ดังนั้นจึงควรมี ทางเดิน ที่สามารถเข้าไปดูแลต้นไม้ได้ทั่ว ทุกจุดของสวน
    พื้นที่สำหรับปลูกต้นไม้
    ควรกำหนดจุดที่จะลงไม้ยืนต้นก่อนเป็นอันดับแรก โดยสังเกตุว่าจุดไหนที่ได้แดดสม่ำเสมอบ้าง เพราะไม้ยืนต้น ส่วนใหญ่ค่อนข้าง จะชอบแดด เมื่อได้ไม้ยืนต้นเรียบร้อยแล้วค่อยมากำหนดพันธุ์ไม้อื่นๆ ซึ่งควรจะปลูกไล่ลงมา ตามลำดับความสูงของต้น จากต้นใหญ่สุด จนกระทั่งเล็กสุดให้ล้อมอยู่ด้านนอก จำทำให้เรา สามารถชื่นชม ความงามของ ต้นไม้ แต่ละต้นได้เต็มที่ ไม่บดบังกัน และสวนจะดูมีมิติมากขึ้นด้วย

เลือกวัสดุ

เมื่อกำหนดจุดต่างๆได้แล้ว ควรตัดสินใจว่าจะใช้วัสดุอะไรบ้างในแต่ละส่วน แล้วจึงค่อยไปเลือกซื้อ หาตาม ความต้องการ จะช่วยให้จัดสวนได้ง่ายขึ้น อาจจะลองเปิดดูตามหนังสือเกี่ยวกับการจัดสวน ว่ามีวัสดุอะไร ที่เราสามารถ เลือกมาใช้ได้บ้าง หรือปรึกษาตามร้านขายอุปกรณ์เหล่านี้ ที่สำคัญ สิ่งของที่คุณจะใช้ในสวน ต้องคำนึงถึงความทนทาน ทนแดด และฝนด้วย จะได้ไม่ต้องซื้อหากันบ่อยๆ ให้เปลืองสตางค์

สิ่งที่ควรระวังก่อนปลูกหญ้าและต้นไม้

เมื่อเวลาปลูกบ้านเสร็จใหม่ๆ พื้นที่โดยรอบซึ่งจะทำ เป็นสนามหญ้าหรือปลูกต้นไม้เล็กและใหญ่ จะต้องเก็บเศษ หินและเศษปูน ออกให้หมดก่อน ไม่ใช่ถมลงไปเลยซึ่งจะทำ ให้ปลูกหญ้าหรือต้นไม้ไม่ขึ้น หรือถ้าขึ้นก็จะโตช้ากว่าปกติ ก่อนที่จะถมดิน หรือ ปรับระดับดิน ควรจะคิดถึงทาง ระบายน้ำให้เรียบร้อยก่อน โดยปรับระดับให้สามารถไหล ออกไปสู่ท่อระบายน้ำภายใน หรือออกสู่ท่อสาธารณะได้ เพราะถ้ามิได้คิดไว้ก่อน เวลาฝนตกลงมาหรือรดน้ำ ต้นไม้ ถ้าดินไม่สามารถ ระบายน้ำ ทันก็จะทำให้ รากของต้น ไม้เน่าได้ และอีกอย่างที่ไม่ควรลืมก็คือ ก๊อกสำหรับรดน้ำต้น ไม้ด้วย

วิธีปลูกต้นไม้ใหญ่บริเวณบ้าน

ทุกวันนี้นิยมนำต้นไม้ขนาดใหญ่มาปลูกเลย โดย ไม่ได้โตจากต้นขนาดเล็กจึงต้องควรระวังมาก โดยเฉพาะ ต้นไม้ที่ไม่มีรากแก้ว มีแต่รากฝอย เพราะถ้านำมาปลูก ใกล้ตัวบ้าน เวลาลมพัดแรงๆ อาจจะทำให้ล้มลงมาทับตัว บ้านได้ ซึ่งจะไม่คุ้มกันเลย เพราะฉะนั้น เวลาจะปลูกต้นไม้ ขนาดใหญ่ จะต้องมีค้ำยันอย่างแน่นหนาทุกทิศทาง และ ควรทิ้งไว้อย่างน้อย 1 ปี ถ้าจะให้ดีควรปลูกห่างจากตัว บ้านจะปลอดภัยที่สุด

วิธีการจัดวางต้นไม้ภายในบ้าน

การจัดวางต้นไม้ภายในบ้าน ต้องคำนึงถึง
1.ไม่ควรวางต้นไม้ใกล้หรือบนสิ่งที่มีอุณหภูมิสูง เช่น หลังตู้เย็น
2.ไม่ควรวางในที่อับลม เพราะว่าต้นไม้เป็นสิ่งมี ชีวิต ต้องการการถ่ายเทของอากาศพอควร
3.ไม่ควรวางในที่ลมแรงเกินไป เพราะอาจทำให้ ต้นไม้ล้มได้
4.หากวางต้นไม้ใกล้หน้าต่างที่มีแสงส่องต้นไม้ ควรหมุนต้นไม้ให้ได้รับแสงทั่วทั้งต้นเสมอๆ เพื่อไม่ให้ต้น ไม้โน้มลำต้น ไปหาแสงเพียงด้านเดียว
5.ควรเลือกต้นไม้ที่อยู่ในร่มได้ มิฉะนั้นต้องเปลี่ยน บ่อยๆ หรืออาจทำให้ต้นไม้ตายได้

การเลือกขนาดของต้นไม้ให้เหมาะสมกับห้อง

การเลือกขนาดของต้นไม้ควรพิจารณาขนาดของห้อง และความสูงต่ำของเพดานเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเพดานห้องต่ำก็ไม่ควร ใช้ต้นไม้ ที่มีทรงสูงชลูดอย่างเช่น ปาล์ม ซึ่งเมื่อต้นโตถึงเพดานแล้วจะทำให้รูปทรง เสีย จึงควรใช้ต้นไม้ที่สูงต่ำกว่าเพดานบ้าน
ในกรณีที่ ฝ้าเพดานสูงมาก การใช้ต้นไม้สูงเกือบถึงเพดานจะช่วยลดความรู้สึกว่าห้องสูงได้ ทำให้ไม่ดูอ้างว้าง และช่วย ทำให้เกิด ความรู้สึกอบอุ่น และเป็นกันเองมากขึ้น ด้วย
ควรเลือกชนิดของพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมสำหรับอยู่ ในที่ร่ม มีใบค่อนข้างหนา และมีโครงสร้างแข็งแรง จึงจะ สามารถอยู่ในร่ม ได้นานไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ

วิธีทำให้ต้นไม้ภายในบ้านดูสวยและสดชื่น

ถ้าจะปลูกต้นไม้ภายในบ้านที่มีจำนวนมาก ควรจะ มีบริเวณรอบบ้านเอาไว้พักต้นไม้เพื่อหมุนเวียน เพราะต้นไม้ ที่สามารถ อยู่ในที่ร่มได้ จะอยู่ได้เพียง 1-2 อาทิตย์เท่า นั้น ซึ่งจะทำให้ต้นไม้เหี่ยวเฉาได้ ควรจะนำออกมาภายนอก บ้านประมาณ 1 เดือน แล้วจึงเวียนนำเข้าไปใหม่ และส่วน ที่พักต้นไม้ควรมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก และมีแดดรำไรไม่ มากจนเกินไป

วิธีการปลูกต้นไม้บนดาดฟ้าบ้าน

การปลูกต้นไม้บนดาดฟ้า จะต้องคำนึงถึง
1. ได้เตรียมโครงสร้างเผื่อไว้หรือไม่ เพราะน้ำหนัก ต้นไม้ ดิน และน้ำที่รดลงไป จะมีน้ำหนักมากเมื่อรวมกัน จะต้องบอกวิศวกรด้วยว่าจะปลูกต้นไม้
2. จะต้องเตรียมรูระบายน้ำให้เพียงพอ และสามารถ ตรวจเช็คได้ โดยไม่ให้ดินกลบหมด เพราะมิฉะนั้นจะทำให้ อุดตัน ทำให้ต้นไม้ตาย และเพิ่มน้ำหนักน้ำเข้าไปมากกว่า ปกติด้วย ทั้งต้องไม่ลืมก็อกน้ำ เพื่อรดต้นไม้ด้วย
3. ความลึกของตัวดาดฟ้า ต้องมีอย่างน้อย 30 ซม. จนถึง 1 เมตร จึงจะทำให้มีดินเพียงพอในการปลูกต้นไม้ และพื้นผิวคอนกรีต จะต้องทำระบบกันน้ำเป็นพิเศษ สำหรับ ปลูกต้นไม้โดยเฉพาะ

การทำสวนกระบะบนบ้าน

สวนกระบะก็คือ สวนที่มีขอบเขตค่อนข้างจำกัดใช้ วัสดุและพืชพันธ์น้อยชนิด สำหรับวัสดุที่ใช้ทำกระบะเลือก ใช้ได้ตาม ความชอบ จะเป็นปูน หรือกระถางดินเผาสำเร็จ รูปก็ได้ แต่ถ้าเป็นกระบะปูนควรมีความลึกพอสมควร ผิว ซีเมนต์ จำเป็นต้องขัดมัน เพื่อไม่ให้ความชื้นจากดินและน้ำ ระเหยออกมาสู่ภายนอกได้ กระบะทุกอัน ต้องมีรู ระบายน้ำเสมอ เพื่อไม่ให้ต้น ไม้เน่า เมื่อเวลารดน้ำ ถ้าเป็นกระบะที่ระเบียงบ้าน ควรระ วังเรื่องการระบายน้ำว่าจะไปทางไหน และไม่ให้ไปอุดตันท่อ รูระบายน้ำ ควรใส่ตะแกรงไว้ด้วยเพื่อกันเศษดิน
มาถึงขั้นตอนสุดท้าย การเลือกพันธุ์ไม้ พิจารณา ได้จากขนาดของกระบะ และความสัมพันธ์กันระหว่างขนาด ของลำต้นและใบของพันธ์ไม้ เพราะเมื่อเจริญเต็มที่ แล้วจะ ดูสวยงามตลอดไป

หลักการออกแบบแปลนสวน

1. หลักศิลปะในการออกแบบสวน เช่น ความกลมกลืนกัน รูปแบบของสวน เวลา สัดส่วน การแบ่งพื้นที่จัดสวน เส้น รูปร่าง ผิวสัมผัส สี หลักจิตวิทยาในการออกแบบแปลนสวน
2. เครื่องมือ และการใช้เครื่องมือ สัญลักษณ์ ในการออกแบบแปลนสวน
2.1 เครื่องมือเขียนแบบ
2.2 หลักการเขียนแบบแปลนสวน
3. ขั้นตอนการออกแบบแปลนสวน
3.1 สำรวจสภาพพื้นที่
3.2 สัมภาษณ์ข้อมูลจากเจ้าของสวน
3.3 การเขียนแบบแปลนสวน รูปด้านบน – รูปด้านข้างหรือรูปทัศนียภาพ
3.4 องค์ประกอบต่างๆในการออกแบบแปลนสวน

ขั้นตอนการออกแบบตามที่กล่าวมาแล้วจะช่วยให้ผู้ออกแบบทํางานได้ถูกต้องจากข้อมูล ต่าง ๆ ที่ร่างไว้ เมื่อเริ่มเขียนแปลน ก็จะเริ่มจากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้

1. กําหนดทางเดิน ให้สอดคล้องทั้งภายในและภายนอกตัวอาคาร สังเกตทางเข้าออก ตัวบ้าน จัดวางทางเดิน ให้ได้โดยรอบตัวบ้าน จากหน้าบ้านไปหลังบ้าน จากหลังบ้านมาหน้าบ้าน ทางเดินไปจุดต่าง ๆ จัดให้ไหลเวียนไปโดยไม่ติดขัด จากโรงรถ ก็ควรจะมี ทางเดิน ไปหลังบ้านได้โดยไม่ต้องผ่านภายในบ้าน ทางเดินแต่ละจุด อาจเชื่อมต่อกัน โดยไม่ทําให้สนามหญ้าเสียไป และ ไม่ควรทํา ทางเดิน ที่ไร้จุดหมาย วัสดุที่ใช้ทําทางเดินขึ้นอยู่กับ วัตถุประสงค์ของการใช้งาน และรูปแบบของการจัดสวนนั้น ๆ

2. วางตําแหน่งไม้ต้น เมื่อกําหนดทางเดินภายในสวนแล้ว งานต่อไปคือวางตําแหน่ง ไม้ต้น เพราะไม้ต้นจะเป็นไม้ใหญ่มีระดับสูงสุด และเป็นไม้ที่ให้ร่มเงาในจุดต่าง ๆ ตําแหน่งที่ปลูกไม้ต้น ได้แก่ บริเวณรั้วรอบบ้าน จุดที่ต้องการร่มเงาใช้พักผ่อน ริมถนน ไปยัง ที่จอดรถ ด้านทิศตะวันตกของอาคาร ที่ใช้เป็นห้องพักฟ่อนรับแขก เหล่านี้ เป็นต้น
การจัดวางไม้ต้น ถ้าเป็น สวนแบบประดิษฐ์ มักจะปลูกเรียงแถวเป็นเส้นตรงตามแนวทางเดินที่กําหนดไว้ ถ้าเป็น สวนธรรมชาติ จะปลูกเป็นกลุ่ม 3-5 ต้น การปลูกไม้ต้นนี้อาจจะเป็นชนิดเดียวกัน หรือปลูกสลับกับไม้พุ่มก็ได้ การเลือกใช้พรรณไม้จะต้องระมัดระวัง เพราะ พรรณไม้ บางชนิดจะต้องการ การดูแลทําความสะอาดบริเวณนั้น ๆ ค่อนข้างมาก เนื่องจากการทิ้งใบของพรรณไม้ หรือในกรณีที่มีโรคแมลงรบกวนมาก ก็ควรจะหลีกเลี่ยงไม่นํามาใช้ และตําแหน่งการใช้งานก็ควรจะพิจารณาเลือกพรรณไม้ให้ถูกต้อง

3. กําหนดพื้นที่เพื่อประโยชน์ใช้สอยและความงาม

เมื่อกําหนดทางเดิน และวางตําแหน่งต้นไม้แล้ว พื้นที่ส่วนที่เหลือจะต้องวิเคราะห์ดูว่า จุดไหน เหมาะสําหรับความต้องการอะไร โดยยืดหลักเรื่องประโยชน์ใช้สอยก่อน แล้วจึงตกแต่งให้เกิดความสวยงามตามมา เช่น บริเวณหลังบ้าน จะต้องใช้พื้นที่เป็น ส่วนบริการ ใช้ซักผ้า ตากผ้า เก็บของ เหล่านี้ เป็นต้น ลานซักล้าง จะต่อเนื่องจาก ห้องครัว บริเวณพื้นต้องเป็นซีเมนต์ เมื่อกําหนดส่วนใช้สอยแล้วจึงพิจารณาพรรณไม้ประดับตกแต่ง ปิดบังส่วนที่ไม่ต้องการให้บุคคลอื่นเห็น บริเวณใกล้ ห้องรับแขก ห้องพักผ่อน วางตําแหน่งจัดสวนหย่อม อาจจะทํานํ้าตก นํ้าพุหรือสระนํ้า เลี้ยงปลา ปลูกบัว เพื่อให้มองเห็นได้จากภายในสู่ภายนอก การจัดสวนหย่อม ควรมีเพียง 1-2 จุดเท่านั้น หากมีมากเกินไปจะทําให้ความเด่นของสวน ลดน้อยลง ส่วนพื้นที่อื่น ๆ เช่น มุมพักผ่อน สนามเด็กเล่น แปลงไม้ดอก ควรจะ กําหนดลงไปพร้อมพรรณไม้และวัสดุอื่น ๆ

การวางพรรณไม้ลงในจุดต่าง ๆ จะต้องพิจารณาเรื่องแสงประกอบด้วยเพราะพรรณไม้ที่ใช้ต้องการแสงสว่างมากน้อยต่างกัน ในจุดที่มีแสง เช่น ริมทางเดิน ถนน ควรเลือกใช้ไม้ต้นหรือไม้พุ่ม เช่น หูปลาช่อน เข็ม หรือจะเลือกใช้ไม้ดอก เช่น บานบุรี พวงทอง ช้องนาง ปลูกสลับกับ ไม้ต้น ก็ได้บริเวณมุมสนามระหว่างถนนกับระเบียง จุดนี้จะต้องมี การจัดวางพรรณไม้ เพื่อเพิ่มความสวยงาม ลดความกระด้างของแนวถนน การจัดวางพรรณไม้อาจจะใช้ไม้ตระกูลปาล์มร่วมกับไม้คลุมดิน หรือไม้พุ่ม ก้อนหินร่วมกับ ไม้คลุมดิน ก็ได้
ในกรณีที่เจ้าของสถานที่ต้องการปลูกไม้ผลและทําสวนครัว ก็ควรจะกําหนดจุดนี้ไว้ บริเวณหลังบ้านที่ได้รับแสงแดดจัด มีไม้ผลบางชนิด เช่น สาเก ละมุดสีดา ซึ่งสามารถนํามาปลูกตกแต่งบริเวณบ้านได้
ในการออกแบบจัดสวน หากมีพื้นที่มากพอควรทําสนามหญ้าด้วย เพราะสนามหญ้าจะช่วยให้สวนนั้นสวยงามยิ่งขึ้น บริเวณพื้นที่ที่ทําสนามหญ้า ควรเป็นด้านหน้าซึ่งได้รับแสงแดดเต็มที่ รูปแบบของสนามหญ้าจะเป็นรูปใดขึ้นอยู่กับชนิดของสวนนั้น ๆ
การจัดสวนก็คล้ายกับการเขียนภาพสี ซึ่งภาพที่ออกมาจะสวยงามหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการจัดวางสิ่งต่าง ๆ รู้จักธรรมชาติของพรรณไม้ รวมถึงสีสัน ทรงต้น ตลอดจนการดูแลรักษาพรรณไม้เหล่านั้น การออกแบบสวนที่สวยงามจะต้องมีความเป็นระเบียบไม่ว่าจะเป็น สวนแบบประดิษฐ์ หรือ สวนแบบธรรมชาติ มีจุดเด่นไม่มากเกินไป มีการเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างจุดต่างๆ ตลอดจนให้ประโยชน์ใช้สอยในพื้นที่นั้น ๆ ได้ตามความต้องการการออกแบบแต่ละครั้ง ถ้าหากผู้ออกแบบได้ศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ทราบปัญหาทุกอย่างในสถานที่นั้น ๆ แล้ว แบบที่ออกมาจะมีโอกาสใช้ได้เป็นที่น่าพอใจถึง 80 เปอร์เซ็นต์ การออกแบบที่ดีควรให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบน้อยที่สุด เมื่อนําไปใช้จัดสวนจริงๆ เพราะในขณะทํา การจัดสวน ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงแบบมากเกินไป ก็จะทําให้ ความเชื่อถือลดน้อยลง

ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการออกแบบสวน การออกแบบแต่ละครั้งแม้จะดีที่สุด แต่บ่อยครั้งพบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบบ้างบางส่วน ข้อผิดพลาดที่ทําให้ต้องเปลี่ยนแปลงแบบเกิดจากพรรณไม้ องค์ประกอบและสิ่งก่อสร้างในสวน รวมทั้งโครงสร้างของสวน

  1. พรรณไม้ ข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นเป็นเพราะไม่ได้ศึกษารายละเอียดของพรรณไม้นั้น ทําให้วางตําแหน่ง การปลูกผิดพลาด ทั้งตําแหน่งที่ปลูก ระยะปลูก บางครั้งจํานวน พรรณไม้ ที่ระบุไว้ในแบบมาก ทําให้ไม่สามารถ จะหาได้เพียงพอ เหล่านี้ เป็นต้น นอกจากนี้ การจัดกลุ่มพรรณไม้ เข้าด้วยกันจะต้องคํานึงถึง หลักของศิลปะ ที่จะต้อง พิจารณาความสมดุล ความกลมกลืน ลักษณะพื้นผิว รวมทั้งความสูงและการเจริญเติบโตของพรรณไม้แต่ละชนิดด้วย การจัดสวนเลียนแบบธรรมชาติ จะต้องจัดหาพรรณไม้ที่ให้บรรยากาศของป่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องใช้การสังเกต และอาศัยระยะเวลาใน การสะสมประสบการณ์ซึ่งจะช่วยให้ การออกแบบจัดสวน ในครั้งต่อ ๆ ไปดียิ่งขึ้น
  2. องค์ประกอบและสิ่งก่อสร้างในสวน การจัดสวนนอกจากจะใช้พรรณไม้ต่าง ๆ แล้วยังมีองค์ประกอบและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย เช่น หิน ตอไม้ โอ่ง ไห รูปปั้น สระนํ้า นํ้าพุศาลาพัก ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะมีให้เลือกมากมายหลายชนิด ราคาก็แตกต่างกัน ผู้ออกแบบที่รู้จักวัสดุอุปกรณ์เหล่านี้มาก รู้แหล่งใน การจัดซื้อก็สามารถจัดหา นํามาใช้ประกอบ การจัดสวน ได้มากขึ้น ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับว่ารู้รายละเอียดของสิ่งนั้น ๆ เพียงใด รู้ขนาด ความเหมาะสมใน การนํามาใช้ประกอบ การจัดสวน ตลอดจนรู้ราคาและความยากง่ายในการจัดซื้อ หากออกแบบไว้แล้วไม่สามารถจัดหาได้ แบบแปลนนั้นก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง
  3. โครงสร้างของสวน การจัดสวนที่สวยงามนอกจากการออกแบบดี พรรณไม้และองค์ประกอบเหมาะสมแล้ว โครงสร้างพื้นฐาน ก็เป็นสิ่งสําคัญ เพราะโครงสร้างของสวนก็เปรียบเสมือนฐานรากของสวน การศึกษาเรื่องวิธี การปลูกพรรณไม้ ตลอดจน การดูแลรักษา เป็นสิ่งจําเป็นสําหรับนักจัดสวน เพราะความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้จัดเตรียมโครงสร้างของสวนได้ถูกต้อง ทั้งในส่วนของการเตรียมดิน เตรียมหลุมปลูกที่เหมาะสม พรรณไม้ต่าง ๆ ที่จัดลงไปก็จะเจริญเติบโตได้ดี ปัญหาใน การดูแลรักษา จะน้อยลง

การจัดสวนแต่ละครั้งจะมีข้อผิดพลาดต่าง ๆ เกิดขึ้นมากบ้างน้อยบ้าง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็น ประสบการณ์ให้เกิด ความรู้ที่จะนําไป ดัดแปลง ใช้ในครั้งต่อ ๆ ไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ผู้ออกแบบจัดสวน จะให้ความเอาใจใส่ในเรื่องนี้มากหรือน้อย การจัดสวน เป็นทั้ง ศาสตร์และศิลปะ ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ ร่วมกัน

สายมูต้องมาจ๊ะ นงผณี อ่านแล้วขนลุก ศรัทธาปาฏิหาริย์หลวงปู่ดู่

สายมูต้องมาจ๊ะ
สายมูต้องมาจ๊ะ

สายมูต้องมาจ๊ะ นงผณี อ่านแล้วขนลุก ศรัทธาปาฏิหาริย์หลวงปู่ดู่ เรียกว่าเป็นสายมูตัวจริง สำหรับสาว จ๊ะ นงผณี และแฟนหนุ่ม แจ๊ค ธนพล ที่เรามักจะเห็นเจ้าตัวโพสต์ภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่เจ้าตัวเคารพ บูชา และมีอยู่ที่บ้าน แถมยังเปิดตลาดให้เช่าพระเครื่องออนไลน์อีกด้วย ล่าสุดเจ้าตัวก็มีเรื่องที่ทำเอาเจ้าตัวขนลุก เมื่อได้รับรู้เรื่องราวประสบการณ์จากพี่ที่รู้จักเกี่ยวกับ หลวงปู่ดู่ ที่เจ้าตัวนับถือ

โดย ล่าสุด จ๊ะ ได้โพสต์เรื่องราวที่มีคนเข้ามาเล่าให้ฟังซึ่งเล่าว่า “มีเรื่องเม้าท์จ้า วันนี้โทรจองคิววัคซีนให้กับญาติ เขาโทรมาบอกว่าให้ช่วย โทรจองให้หน่อยโทรไป สามร้อยกว่าสายไม่ได้เลย พี่ก็เลยโทรให้บอกว่าเดี๋ยวลองดู โทรไปร้อยกว่าสายก็ยังไม่ได้ นึกถึงหลวงปู่ดูกำไรที่จ๊ะส่งภาพมา บอกท่านไปว่า ขอให้ช่วยหน่อยค่ะลองดูว่าเจ๋งจริงไม๊ ไม่ได้ลบหลู่นะคะแต่อยากขอให้ช่วย ปรากฎพี่โทรไปได้คิววัคซีนในสายที่ 157 ทาง จนท.ของไทยพีบีเอสบอกว่าไม่มีเวลาให้เลือกนะเหลือคิวเดียวคิวสุดท้ายเก้าโมงวันศุกร์ มีคนคะโกนใส่สายมาว่าหยุดรับระบบเต็มแล้ว

คนที่คุยกับพี่กดข้อมูลที่พี่แล้วแจ้งบอกว่าเต็มแล้วข้อมูลเด้งออก แล้วเขาก็ตะโกนถามกันว่แล้วเอาไงกับเคสนี้ เขาโทรมาแล้วโทรติดด้วยกำลังสอบถามข้อมูลกันอยู่ ทางคนนู้นตอบกลับมาว่าจดรายละเอียดไว้เลย เดี๋ยวใส่ชื่อเพิ่มไปพี่นี่ขนลุกเลย แล้วพี่ถามว่า เวลายังเป็นเก้าโมงเช้าไม๊ เพราะเขาแจ้งว่าคิวสุดท้ายแล้วเก้าโมงไม่มีให้เลือกเราก็กลัวว่าจะต้องตื่นเช้า เขาตอบกลับมาว่า อ่ะ ให้โอกาสเลือกเวลามาจะเอากี่โมง โห…พี่ขนลุกสองเด้ง ได้คิวบ่ายสองตามที่เราตั้งใจ พอเรียบร้อยพี่ก็นึกถึงจ๊ะเลย รีบพิมพ์มาเล่าปาฏิหารย์ ศรัทธามาก นี่แค่นึกถึงยังไม่ได้ใส่กำไรนะ”

ซึ่งจ๊ะเมื่อได้รับรู้ก็ถึงกับขนลุกขึ้นมา พร้อมกับแคปชั่นว่า “เมืออ่านที่คุณพี่พิมพ์มาบอก อีจ๊ะ ก็คือขนลุกจริง #ที่สุด #หลวงปู่ดู่”

ขณะที่ก็มีชาวโซเชียลหลายต่อหลายคนเข้ามาแชร์ประสบการณ์กันมากมาย

มนต์สิทธิ์ มาแปลก ให้เลข 3 ตัว บอกเหตุผลทำไมงวดนี้ไม่โพสต์รูปลอตเตอรี่

มนต์สิทธิ์
มนต์สิทธิ์

มนต์สิทธิ์ มาแปลก ให้เลข 3 ตัว บอกเหตุผลทำไมงวดนี้ไม่โพสต์รูปลอตเตอรี่ เป็นขวัญใจคอหวยอีกหนึ่งคน สำหรับนักร้องลูกคอ10 ชั้น มนต์สิทธิ์ คำสร้อย ที่มักมีเลขเด็ดๆ มาฝากแฟนๆ เสมอ จนได้ฉายา เจ้าพ่อเลขเด็ด อย่างก่อนหน้านี้เจ้าตัวก็จะมีภาพลอตเตอรี่ที่จับจองมาเป็นเจ้าของ นำมาโพสต์ให้แฟนๆ ชมว่ามีเลขอะไรบ้าง แต่ล่าสุดเจ้าตัวมาแปลก คราวนี้ไม่ได้มาเป็นลอตเตอรี่ แต่เป็นภาพตัวเอง พร้อมบอกเหตุผลให้ชัดเจน

โดยล่าสุด มนต์สิทธิ์ ได้โพสต์รูปตัวเอง และแอบมีตัวเลขในรูปเบาๆ คือ 549 พร้อมกับข้อความว่า “(ขอภัยแฟนหวยแฟนหำทุกๆท่าน น้องมนต์โชว์ล็อตเตอรี่ไม่ได้ กลัวผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ )

งวดนี้. 1กันยา หนูมนต์ชอบ 4 เอาเลขอะไรมาใส่กับ 4 ดี โปรดใช้วิจารณญาณในการชม ซื้อล็อตเตอรี่เท่านั้นที่ถูกกฎหมายนะครับ” ขณะที่แฟนๆ แห่เข้ามาคอมเมนต์ล้นหลาม

Mortal Kombat โหด มัน (แอบ) ฮา อิหยังหว่าเป็นระยะ โคล ยัง นักสู้บนสังเวียน

Mortal Kombat
Mortal Kombat

Mortal Kombat โหด มัน (แอบ) ฮา อิหยังหว่าเป็นระยะ โคล ยัง นักสู้บนสังเวียน MMA ผู้คุ้นเคยกับการต่อสู้เพื่อแลกกับเงิน ดูหนังออนไลน์พากย์ไทย

เขาไม่รู้เลยว่าเขาได้สืบทอดมรดกแสนล้ำค่าบางอย่างมา ในขณะเดียวกันนั้น ชาง ซุง จักรพรรดิแห่ง Outworld ก็ได้ส่งนักรบที่เก่งกาจที่สุดของเขาอย่าง ซับ-ซีโร มาเพื่อตามล่าโคล จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้โคลต้องเตรียมพร้อมรับมือกับศัตรูผู้มาจาก Outworld ในการต่อสู้ที่มีเดิมพันสูงที่สุดในจักรวาล

เกม ‘Mortal Kombat’ เป็นเกมคอมพิวเตอร์แนวต่อสู้ที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความรุนแรง และถูกเพ่งเล็งในวาระที่เกิดคดีก่อความรุนแรงจากเยาวชนที่เล่นเกมมาเสมอ (เคียงคู่กับเกม GTA) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าถึงผู้ปกครองรุ่นเก่าจะไม่ชื่นชอบมันอย่างไร ทว่าตัวเกมนี้ก็ได้รับความนิยมสูงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ภาคแรกออกในปี 1992 จนปัจจุบันก็ออกมาถึง 11 ภาคเข้าไปแล้ว

สำหรับคอหนังน่าจะจำได้จากการที่มันเคยทำมาเป็นหนังคนแสดงในปี 1995 ในชื่อ Mortal Kombat เป็นงานกำกับเรื่องแรก ๆ ของผู้กำกับ ‘Resident Evil’ (2002) อย่าง พอล ดับเบิลยู.เอส. แอนเดอร์สัน (Paul W.S. Anderson) โดยที่น่าจะติดตาชาวไทยคงเป็นฉากหลังของหนังที่มาถ่ายทำในไทยแทบทั้งเรื่อง ส่วนตัวยังจำดราม่าเรื่องชาวบ้านร้องเข้าตรวจสอบกองถ่ายทำลายโบราณสถานได้อยู่เลย (แน่นอนว่าเป็นเพียงฉากที่ทำจำลองของจริงจนแยกไม่ออก)

ซึ่งในฉบับหนังก็ยังคงดึงเสน่ห์แบบหนังบู๊มาเชียลอาร์ตยุค ฌอง-คล็อด แวน แดมม์ (Jean-Claude Van Damme) อย่าง ‘Kickboxer’ ปี 1989 (ซึ่งถ่ายในไทยด้วย) ออกมาได้อย่างสมจริงสมจัง บวกพลังเหนือมนุษย์แบบแฟนตาซีที่ทำให้หนังยิ่งดูสนุกขึ้น แต่หลังจาก ‘Mortal Kombat: Annihilation’ ภาคต่อในปี 1997 ที่เป็นผลงานเรื่องแรกของผู้กำกับ จอห์น อาร์. ลีโอเน็ตติ (John R. Leonetti) จากหนัง Annabelle (2014) หนังตระกูลต่อสู้ชุดนี้ก็เงียบหายไป โดยเสียงร่ำร้องที่สำคัญมาก ๆ คือควรมีหนังที่รุนแรงได้เรตสูง ๆ ให้สมกับความโหดของเกมได้แล้ว

การมาของ Mortal Kombat (2021) จึงมีโจทย์สำคัญที่ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ของหนังอย่าง ไซมอน แมกควอยด์ (Simon McQuoid) ผู้กำกับหนังโฆษณาชาวออสเตรเลีย และชิมลางมากำกับหนังเรื่องแรก ต้องแบกรับความคาดหวังมหาศาลไปเต็ม ๆ และส่วนตัวก็ไม่ได้คาดหวังกับเนื้อเรื่องใด ๆ มากนัก ขอแค่ฉากต่อสู้สนุก ๆ มัน ๆ เท่านั้นก็พร้อมเทคะแนนให้แน่นอน

และต้องบอกว่าหลาย ๆ อย่างที่หนังประเคนให้มา น่าจะสะใจคอเกมพอสมควร ทั้งการต่อสู้มัน ๆ ยาว ๆ ฉากหลังที่เอามาจากตัวเกมหลายฉาก ตัวละครที่เลือกมาอัดกันกว่า 10 ตัว และแน่นอนท่าจบโหด ๆ เท่ ๆ ที่ถ้าเป็นแฟนเกมนี้ต้องกรี๊ดกร๊าดแน่ ๆ

และหนังก็ใช้ความที่ตั้งใจให้ได้เรตอาร์ ได้อย่างดี ฉากเปิดเรื่องกับการเปิดตัวร้ายประจำภาคอย่าง ปี่หาน หรือ ซับซีโร่ นั้น เราลุ้นจนเกร็งไปหมดว่าพี่แกจะโหดขนาดไหน เพราะหนึ่งในเหยื่อที่หนังเปิดให้เชือดคือเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งด้วย ทว่าน่าสนใจว่าแม้หนังจะไม่แคร์เรื่องเรต แต่ก็ยังอัดฉากโหด ๆ แบบชวนคลื่นไส้ตามตัวเกมมาน้อยกว่าที่คิด ทำให้มีความเป็นหนังต่อสู้ทั่วไป ที่นาน ๆ ทีจะมีฉากโหดอ้วกพุ่งสักครั้งหนึ่ง

ซึ่งไอ้ความโหดที่มาไม่ต่อเนื่องพอ ยังทำให้ภาพรวมหนังดูห่างไกลคนดูมากขึ้นด้วย เพราะเหมือนตัวละคร 2 กลุ่มยกพวกตีกันเอง แม้จะอ้างว่ามีโลกเป็นเดิมพัน ทว่าเราในฐานะคนดูดันไม่รู้สึกความยิ่งใหญ่อะไรแบบนั้นเลย เพราะฉากที่ควรโหดใส่คนเดินถนนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ให้เห็นความเหี้ยมของอาณาจักรที่อยากมายึดครองโลก มันกลับไม่มีใครเจ็บใครตายเลยนอกจากพวกตัวละครหลัก ตรงนี้น่าเสียดายเหมือนกัน เพราะจะเสริมอารมณ์เรื่องได้อีกเยอะ

และที่เซอร์ไพรส์มากกว่าคือ หนังมีความตลกสอดแทรกอยู่ตลอด โดยเฉพาะตัวละคร เคโน นี่น่าจะเรียกว่าตัวขโมยซีน และตัวละครที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องได้เลยตลอดครึ่งเรื่องแรก พวกมุกตลกคำพูด หรือจังหวะนรกนี่มาแบบเซียนมาก ๆ ดีหลายมุก

นอกจากนี้มุกตลกประเภทแซวตัวเกมอย่าง ล้อคำสะกด Kombat หรือท่ากระโดดที่ถูกเตะตัดขาแบบในเกมก็เรียกว่าเป็นมุกชั้นดีที่ใครเล่นเกมมา น่าจะได้หลายฮาอยู่

แต่ที่ไม่ดีก็มี คือหนังมีความฮาที่ไม่ตั้งใจมากเกินไป ซึ่งถ้าว่ากันตามภาษาเด็ก ๆ ก็เรียกว่ามีความเบี้ยวอยู่ไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่น การเต๊ะท่า หรือเก๊กพูดคำคม ที่ตัวละครโคตรมั่นใจว่าเท่แน่ ๆ แต่คนดูจะรู้สึกว่าผิดที่ผิดทาง ทำอะไรของเอ็งฟระ เป็นต้น หรือบางฉากก็มีความฮาในตัวเองอย่าง ตัวละครพูดว่า ฉันไม่ใช่ศัตรูของพวกนายนะ แต่ก่อนพูดเพิ่งซัดลูกพลังใส่คู่สนทนาไปหมาด ๆ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งพบหน้ากัน หรืออีกฉากหนึ่ง ตัวละครพูดว่า ผมได้รวบรวมนักสู้เหล่านี้มาแล้ว ซึ่งจริง ๆ กลุ่มตัวละครเดินทางมาตามหาที่ฝึกวิชานี้กันเอง แล้วตัวละครทุกตัวก็ทำเหมือนไม่มีอะไรผิดตรรกะเกิดขึ้น แต่ทว่าในหัวคนดูคือ ขำไปแล้ว ว่าอะไรของคุณเอ็งฟระ ประมาณนี้

ซึ่งในหนังยังมีฉากแบบนี้อีกหลายฉาก ที่ฮาสุดคงเป็นการเดินเข้าฉากมาทื่อ ๆ ของโคตรตัวร้ายของเรื่อง แบบละครเวทีเดินจากหลังม่านเข้าฉากมา ทั้งที่ควรมาแบบพลังเท่ ๆ อะไรแบบนั้น แล้วตัวร้ายนี่ก็แบบมั่นหน้าเดินมาเลยด้วย ว่าข้าโคตรเท่ อืม น่าเกรงขามตรงไหนล่ะนั่น

นอกจากนี้หลายฉากที่ควรเท่ได้อีก เท่ได้กว่านี้หนังก็เหมือนขาดนิด ๆ หน่อย ๆ ตลอด แบบหลายฉากรู้สึกเสียดายแทนว่าเพิ่มอีกนิดน่าจะสวยเลย โดยเฉพาะการเลือกจับคู่ตัวละครที่มาสู้กัน เสียดายมาก ๆ ถ้าจับคู่ใหม่ดี ๆ น่าจะลงตัวกว่านี้เยอะมาก แล้วเรื่องจะไม่อืดตอนฝึกวิชา แล้วต้องไปรีบ ๆ อัด ตัดทอนการต่อสู้สำคัญ ๆ ในตอนท้ายเสียหลายคู่เลย บางตัวละครยังโชว์ของไม่คุ้มเลย ตายซะแล้ว ตรงนี้คิดว่าคนทำพลาดสุดแล้ว

มองแบบแฟนเกมไปแล้ว ลองถ้ามองในแง่ความเป็นหนังแอ็กชันต่อสู้ ก็ต้องบอกว่าเนื้อเรื่องพอใช้ได้เลย ทว่ามันขาดความน่าสนใจไปนิด เทียบกับสถานการณ์ที่เหล่านักสู้เดินทางไปชิงรางวัลโดยไม่รู้จุดหมายปลายทางแท้จริง และใช้ความเป็นทัวร์นาเมนต์แบบหนังกีฬาเสริมรสชาติไป อย่างในปี 1995 ในหนังปี 2021 นี้มีโครงเรื่องที่ใหญ่กว่าแบบเดิมพันโลก แต่ดันมีซับพลอตที่คนดูสนใจกว่าอย่างความแค้นคู่ระหว่าง ซับ-ซีโร่ และ สกอร์เปียน ซะงั้นเลย

และหนังก็เร่งเข้าเนื้อเรื่องความขัดแย้งระหว่างสองโลกแต่มาแบบเล่าหนังสือกลางเล่มคนดูไม่ทันอินก็โดนบังคับอ่านต่อเลยกลายเป็นความไม่ค่อยสนุกเต็มอารมณ์นัก ตัวแทนสายตาคนดูอย่าง โคล ยัง ก็ไม่ได้ทำหน้าที่พาคนดูไปรู้จักโลกของหนังได้ดีพอ เหตุผลหลาย ๆ อย่างก็ออกจะแถ ๆ จนทำลายความสมจริงไปเหมือนกัน อันนี้น่าจะโดนใจสาวกคอเกมที่พอรู้เรื่องราวมาบ้างมากกว่าผู้ชมหน้าใหม่ที่อาจรู้สึกเรื่องเดินไวแบบมั่ว ๆ

แอน จักรพงษ์ โพสต์ภาพครอบครัว แต่ถูกด่าแรง! งานนี้ฟาดกลับ 10 ข้อเน้นๆ

สาวแอน จักรพงษ์
สาวแอน จักรพงษ์

สาวแอน จักรพงษ์  โพสต์ภาพครอบครัว แต่ถูกด่าแรง! งานนี้ฟาดกลับ 10 ข้อเน้นๆ แซ่บทุกบรรทัด อยู่ดีๆ ก็โดนชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ด่าแรงใต้

ภาพครอบครัวที่โพสต์ลงบนโซเชียลฯ งานนี้ผู้บริหารตัวแม่เจ้าของแฮชแท็ก #สตรีข้ามเพศหมื่นล้าน อย่าง แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ก็เลยต้องขอฟาดกลับสักหน่อย

โดยเรื่องราวดราม่าดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ มีชาวเน็ตรายหนึ่งเข้ามาสาดข้อความเดือดกล่าวหาว่า แอน จักรพงษ์ ไร้ความรับผิดชอบไปเที่ยวไม่กักตัว อีกทั้งยังไม่ยอมประกาศแจ้งข่าวกรณีที่มีพนักงานในบริษัทติด เชื้อไวรัสโควิด-19

ซึ่งงานนี้ไม่เพียงแต่ แอน จักรพงษ์ โต้กลับชาวเน็ตเจ้าของคอมเมนต์แบบจัดหนักจัดเต็ม! ด้วยคำอธิบาย 10 ข้อใหญ่ๆ เท่านั้น แต่เจ้าตัวยังตบท้ายแบบแซ่บไม่มีแผ่วว่า มีสติยังไม่พอ ยุคปัจจุบันต้องมีสตางค์เตรียมไว้ด้วย ก่อนที่จะโจมตีผู้อื่นทางวาจา!!

“มีคนจิตป่วยบางคน ไม่มีความสุขกับการที่ดิฉันลงภาพคู่กับสามีและลูกอีกแล้ว คราวนี้มาเป็นทีมใส่ร้ายป้ายสีแบบไม่มีเหตุผลจึงขอฟาดกลับเป็นจำนวนทั้งหมด 10 ข้อ ซึ่งน่าจะใช้การทวีตสี่ถึงห้าครั้งนะคะ จึงจะครบทุกข้อความ”

1. แอน จักรพงษ์ สะกดแบบนี้ให้ถูกก่อนนะคะ

2. เราไม่เคยรู้จักกันเหตุไฉน ถึงเรียกคนที่คุณไม่เคยเจอส่วนตัวเลยด้วยซ้ำว่า อีกะเทยบัวใต้น้ำ ซึ่งถ้าดูจากโปรไฟล์คุณแล้ว ถ้าเป็นผู้ชายจริง ก็ควรต้องมีมารยาท สุภาพบุรุษ ไม่เรียกผู้หญิง หรือ สตรีข้ามเพศว่า อี หรือแทนตัวพวกเขาว่ากะเทย เพราะมันส่อสันดานความหยาบช้าค่ะ ถ้าคุณเข้าใจคำว่าบัวใต้น้ำ จริง สิ่งที่คุณทำอยู่มันคือการเป็นคนประเภทบัวใต้ดิน ซึ่งหมายถึงความต่ำสุดในพื้นปฐพีค่ะ

3. ใครปล่อยลูก น้องเป็น โควิดค่ะ? ใครเขาอยากจะเป็นกัน?! เอาข้อมูลมาจากไหน?! มโนเอง สรุปเองอีกแล้ว! หาเรื่องใส่ร้ายป้ายสี (Smear Campaign) ไปเรื่อยมีความสุขหรือคะ? มีแต่เขาตรวจพบ แล้วก็รีบให้พักงาน เพราะด้วยความไม่ระวังของเจ้าตัวที่อาจติดจากสมาชิกคนในบ้าน พอเรารู้ก็ให้ทุกคนทั้งบริษัทไปตรวจทันที และกักตัวคนที่มีความเสี่ยงใกล้คนๆ นั้นเป็นเวลา 14 วัน

นอกเหนือจากนี้ทางบริษัทก็ยังจ่ายค่าวัคซีนให้พนักงานทุกคน ซึ่งตอนนี้ทุกคนก็ได้คนละ 1-2 เข็มแล้วตามลำดับที่ได้จองไปเรียบร้อย….คุณอ่านข่าวแค่ไม่กี่บรรทัดว่ามีพิธีกรคนนึงติดหลังจากนั้นคุณก็เต้าข่าวให้ใหญ่โตเกินจริงเพื่อจ้องทำลายชีวิตคนอื่น (Cance/ Culture )…ไวรัสที่น่ากลัวกว่าโควิดก็คือไวรัสที่ ‘เห็นใครดีกว่าตนไม่ได้” …ไวสแห่งความริษยา…ไวรัสของจิตที่ป่วยในตัวคุณต่างหาก

4.ถ้าคุณคิดว่าเขาเป็นแหล่งแพร่โควิดจริงก็กรุณาเปิดจอทีวีดูว่าเขาจะผลิตรายการสดทุกวันๆ ละ 7 ชั่ว โมงได้อย่างไร?! หรือที่บ้านคุณไม่มีทีวี…มีแต่มือถือเอาไว้สร้างข่าวใส่ร้ายคนอื่น?! ถ้าไม่มีมาตรการที่เข้มงวด เขาจะนั่งทำงานกันแบบนี้ได้อย่างไร?! ควรต้องชื่นชมทางบริษัทดิฉันด้วยซ้ำ ว่ามีนโยบายเอาจริงชนิดสั่งให้คนพักงานทันที และจ่ายให้พนักงานทุกคนรวมหลักล้านบาท เพื่อได้รับวัคซีนทันที และที่สำคัญเราก็ได้มีการประกาศไปแล้วทางสื่อว่า เกิดอะไรขึ้น…ไม่ทราบว่าคุณไปอยู่ในรูไหนมา?! จึงไม่เห็นว่าเขาก็ได้มีการแถลงไปตั้งนานแล้วถ้าคิด

คุณแค่อยากจะหาเรื่อง อย่าทำตัวกระจอกเลยค่ะ ว่าสิ่งที่คุณพูดเป็นความจริงก็รวบรวมหลักฐานแล้วไปฟ้องที่สถานีตำรวจสิคะ บริษัทดิฉันอยู่ที่แบริ่ง อยากเจอตัวคุณ และพวกเหมือนกันจะได้สั่งฟ้องทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญาเพราะปกติคนอย่างพวกคุณก็เก่งแต่ปาก พอเวลาให้มาเคลียร์ก็หายตัวหมดทุกคน ถ้าสิ่งที่คุณพูดเป็นเรื่องจริง ก็เชิญได้เลยค่ะ ดิฉันก็อยากเจอพวกคุณค่ะ เป็นผู้ชายที่เรียกคนอื่นว่ากะเทย และใช้สรรพนามแทนผู้หญิงว่า อี แต่พอเวลาให้โชว์ตัว…ผู้ชายอย่างคุณกลับไม่มา…หลบหน้าหายหนีอยู่ในรู…ขอแนะนำว่าคุณควรใช้คำสรรพนามกับตัวเองว่า ‘อีโคตรกะเทยใต้ดิน’ ค่ะ

5. ไม่เคยปิดคอมเมนต์ในเพจตัวเองค่ะ และแถมยังตอบเองด้วย อย่างที่ทำอยู่ตอนนี้ ดิฉันเป็นคนกล้าเผชิญหน้าค่ะ ไม่ต้องห่วง แล้ว ตอนนี้ก็อยากเจอคุณมากด้วย 6) โครงการแจกอาหาร 1,000,000 กล่องโดย แอน จักรพงษ์ ก็ทำเสร็จไปแล้วนี่คะ ไม่ได้ดูข่าวเหรอคะ ว่าแจกกันทุกวัน ทำงานหนักกันทุกวัน และก็จบไปแล้วพร้อมคำขอบคุณจากทุกโรงพยาบาล และมูลนิธิ…คุณมันเป็นคนแย่มาก…มือไม่พายยังเอาตีนราน้ำ ไม่ช่วยสร้างสรรค์ส่งเสริม หรือขอบคุณคนที่เขาทำให้กับสังคม ซึ่งใช้เงินหลายสิบล้าน…ยังกลับมาเย้ยหยัน

ถามกลับว่าไปถึงไหนแล้ว?! ไปถามคุณพ่อคุณแม่คุณว่าสอนคุณ มายังไงดีกว่าค่ะ?! ทั้งๆ ที่โครงการนี้ก็ออกข่าวออกทีวีทุกวันคนที่เขาทำงานกันทุกคนจะเสียความรู้สึกขนาดไหนกับคนบัวใต้ดินอย่างคุณ?! อาหารซักกล่อง ได้เคยทำช่วยเหลือบ้างหรือเปล่าคะ?! พอตอนนี้ได้รู้ความจริงมีคำว่า ‘ขอบคุณ’ สักคำมั้ยคะ?! จิตสำนึกไม่มีแล้วยังบังอาจหน้าด้านถามคนอื่นอีก??!

7. บอกให้ดิฉันหยุดใช้ Facebook ของดิฉัน ที่มีคนตามกว่า 12 ล้านคน ทำไม? ไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวอะไรกัน? มีเหตุผลอะไร?อยู่ดีๆ ก็พูดขึ้นมาแบบไม่มีอะไรเกี่ยวเนื่อง แบบนี้ได้ด้วยหรือ?! ถ้าอยากจะหยุดดิฉันจริงๆก็ไปคุยกับ Mark Zuckerberg แล้วกันค่ะ

8. บอกดิฉันไปเที่ยวสนุกที่หัวหิน??!! แล้วมันหนักอะไรในหัวคุณหรือคะ? ที่ดิฉันไปเที่ยวกับสามี และลูกก็ไม่เข้าใจอีกเหมือนกัน ในเมื่อเราก็ไม่มีโควิด…ไม่งั้นรีสอร์ทก็คงไม่เปิดรับหากไม่มีผลตรวจ… แล้วใครจะเอาลูกไปเสี่ยงเที่ยวหากไม่ปลอดภัย?! บอกแล้วว่าไวรัสโควิดไม่น่ากลัวเท่ากับไวรัสริษยาของตัวคุณ

9. สรุปตกลงจะเขียนมาหาพระแสงอะไรคะ??! ไปทำมาหากินเถอะค่ะ คิดบวกคิด สร้างสรรค์แล้วชีวิตคุณก็จะบวกขึ้นเอง…อย่าเฝ้าแต่ริษยาคนอื่น หรือเล่นละครสร้างความสนใจเพราะหิวแสง ตลอดจนสร้างความเกลียดชังในสังคมด้วยการใส่ร้ายป้ายสี บาปบุญมีจริงนะคะ การมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นทุกครั้งล้วนแล้วต้องอยู่บนพื้นฐานของคำว่า ‘เหมาะสม’ ทุกการกระทำล้วนต้องอยู่บนพื้นฐานของคำว่า ‘รับผิดชอบ’ เงินทุกบาทของค่าปรับหรือการถูกจำคุก ล้วนแล้วมีกฎหมาย ระบุเช่นกัน

10. มีสติยังไม่พอ ยุคปัจจุบันต้องมีสตางค์เตรียมไว้ด้วย ก่อนที่จะโจมตีผู้อื่นทางวาจา อย่าได้แต่อ้างว่านี่คือสังคมประชาธิปไตย เพราะสำหรับคุณมันคือ อัตตาธิปไตย มันคือข้ออ้างสำหรับคนหยาบช้าจอมปลอม (Crooks) ที่ต้องการจะหาผลประโยชน์จากคนลำบากของสังคมให้เชื่อคุณในช่วงตกต่ำของการเมือง และชอบใช้จังหวะที่มีช่องว่างของคนจนและคนรวย ในการสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นมากที่สุด กับคนที่คุณอยากจะโจมตี…พอเถอะค่ะ!!! การตลาดแบบนี้มันคือการตอกฝาโลงตัวเอง…ในที่สุดทุกคนมองออกว่าอะไรคืออะไร อยู่กันด้วยเหตุผล ใช้ชีวิตแบบปัญญาชนเพื่อลูกหลานของเรานะคะ #แอนจักรพงษ์”

ต่อง สาวิตรี ขอแก้ข่าว อยู่ดีๆ ก็มีสามีกับลูกเฉยเลยเข้าใจตรงกันนะ

ต่อง สาวิตรี
ต่อง สาวิตรี

ต่อง สาวิตรี ขอแก้ข่าว อยู่ดีๆ ก็มีสามีกับลูกเฉยเลยเข้าใจตรงกันนะ ทำเอานักแสดงรุ่นใหญ่ ต่อง-สาวิตรี สามิภักดิ์ ต้องขอออกมาแก้ข่าวสักหน่อย หลังเพจข่าวเข้าใจผิดและนำเสนอข่าวว่าเจ้าตัว สามี และ ลูก ได้เดินทางเข้าตรวจเช็คภูมิหลังฉีดวัคซีนโควิด ซึ่งประเด็นอยู่ที่เข้าใจผิดว่าคนที่ไปด้วยคือ สามี และ ลูกแต่เป็นหลานชายและเจ้าของแล็ป

โดย ต่อง สาวิตรี ได้นำเนื้อหาข่าวที่ระบุว่าเจ้าตัวพร้อมสามี และลูก ไปตรสจเช็คภูมิหลังฉีดวัคซีน โพสต์ลงในเฟซบุ๊ก พร้อมกับข้อความว่า

“ขอแก้ข่าวหน่อยค่ะ…คนซ้าย…หลานชาย…ลูกพี่สาว คนกลาง…เจ้าของ Lab…ที่ไปตรวจ ส่วนผู้หญิงชุดดำ…ดิฉัน…เองค่ะ #อยู่ดีดีก็มีสามีกับลูกเฉยเลย #ไม่มีสามี #ไม่มีลูก #เข้าใจตรงกันนะคะ”

ขณะที่รายการดังกล่าวก็ได้ออกมาได้ออกมาขออภัยต่อเรื่องนี้

โดยแฟนเพจ เรื่องเล่าเช้านี้ ได้มีการลงข้อความขอโทษแล้วพร้อมระบุว่า “จากกรณีการนำเสนอข่าว ต่อง สาวิตรี  ได้โพสต์ภาพตัวเองพร้อมสามีและลูก ไปตรวจภูมิหลังฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม “ ซึ่งถ้อยคำที่ทางทีมแอดมินใช้พาดหัวข่าวไม่ตรงกับเนื้อหาข่าวที่ถูกนำเสนอในรายการครอบครัวบันเทิงออนไลน์

และเป็นพาดหัวที่เนื้อหาผิดจากข้อเท็จจริง โดยคุณต่อง สาวิตรี เดินทางไปตรวจภูมิกับ หลาน บุคคลในรูปไม่ได้เกี่ยวข้องตามที่พาดหัว

ทีมแอดมินเพจเรื่องเล่าเช้านี้ต้องขออภัย คุณสาวิตรี สามิภักดิ์ เป็นอย่างยิ่ง ที่การพาดหัวข่าวครั้งนี้ ผิดพลาด และสร้างผลกระทบต่อคุณสาวิตรี

ทางทีมแอดมินได้แก้ไขพาดหัวดังกล่าวให้ถูกต้อง และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้”

ปอยฝ้าย มาลัยพร เผยสถานะการเงินเหมือนถังน้ำรั่ว หวังสุดท้ายขายที่ได้ 30 ล้านต่อชีวิต

ปอยฝ้าย มาลัยพร
ปอยฝ้าย มาลัยพร

ปอยฝ้าย มาลัยพร เผยสถานะการเงินเหมือนถังน้ำรั่ว หวังสุดท้ายขายที่ได้ 30 ล้าน แต่สถานะทางการเงินไม่ต่างกับถังน้ำมันรั่วไหลไม่หยุด  นักร้องลูกทุ่งหมอลำคนดัง ออกมาประกาศขายที่ดินแปลงหนึ่งที่ จ.อุดรธานี ผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 สร้างความเดือดร้อนอย่างมาก ไม่มีงานร้องเพลง งานแสดงละคร ขาดรายได้มานานกว่า 2 ปี อาจถูกยึดบ้าน และถูกฟ้องล้มละลายได้หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ถึงขั้นต้องออกมาวิงอนนายทุนซื้อที่ดิน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ปอยฝ้าย มาลัย  อันที่จริงที่แปลงนี้ซึ่งมีเนื้อที่ 65 ไร่ ได้ประกาศขายในราคาไร่ละ 5 แสนบาท ยกแปลงราคา 30 ล้านบาท มาเป็นเวลานานแล้ว ประมาณ 6-7 ปี ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด

ที่ผ่านมามีนายหน้าและนายทุนมาสอบถามเป็นระยะๆ แต่ยังไม่มีการตกลงซื้อขายกันเป็นกิจลักษณะ เชื่อว่าปัญหาสภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ยิ่งพอมามีการแพร่ระบาดโควิด-19 เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต ยิ่งทำให้ความหวังจะขายที่ดินแปลงนี้ได้ลดลงไปด้วย

“ที่ดินแปลงนี้อยู่ในตำบลบ้านสามพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ผมประกาศขายมาก่อนหน้าโควิดหลายปีแล้ว เหมือนจะมีคนมาซื้อแต่ก็ไม่ซื้อ ก่อนหน้านี้ก็ปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง ตอนนี้ก็โควิดก็ยาก แบ่งขายเราก็ไม่มีทันไปแบ่งไปจัดสรร ก็มีนายหน้านายทุนทักมาเรื่อยแหละ แต่ความหวังอยู่ไกลๆ โน่น ไม่น่าจะได้หรอก สถานการณ์นี้ใครๆ ก็ลำบาก”

เจ้าของเสียงร้องเพลงตลกอกหัก และเพลงมันต้องถอน ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเมื่อหลายปีก่อน บอกต่ออีกว่า ตั้งแต่ไม่มีงานร้องเพลง งานละคร ขาดรายได้หลักมาเป็นเวลากว่า 2 ปี ไม่เคยย่อท้อต่อโชคชะตา ไปทอดแหใส่เบ็ดหาปลาตามคูคลองละแวกใกล้บ้านมาปรุงอาหาร ลดค่าใช้จ่าย พยายามดิ้นรนหาช่องทำกินต่อเนื่อง แต่สถานนะทางการเงินย่ำแย่ต่อเนื่อง เงินเก็บหร่อยหรอไม่ต่างกับถังน้ำมันรั่วไหลออกมาหยุด โดยตอนนี้กำลังทำผลิตภัณฑ์บะหมี่หม้อร้อนจำหน่ายทางออนไลน์ และปลูก กล้วยด่าง

“ไม่ใช่ว่าเราไม่พยายาม ไม่ดิ้นรนนะ แต่มันเปรียบเหมือนถังน้ำมันรั่วตอนนี้ น้ำมันไหลออกจากถังเรื่อยๆ สิ่งที่เราหาเพิ่มเหมือนกับเราหาไปอุดรูน้ำถังน้ำมัน ไม่ให้น้ำมันไหลแรง แต่ว่าวันหนึ่งมันก็ต้องหมดอยู่ดี ถึงมันจะไหลช้าลงก็ตาม ทีนี้อาชีพเราคือร้องเพลง มาขายของออนไลน์มันก็ไม่ง่าย พูดตรงๆ คือสัญชาตญาณพ่อค้าเราไม่มี มันก็ได้แค่ประมาณหนึ่ง ตอนนี้มีแต่หายใจไปวันๆ มืดไปหมด ถึงวันนั้นค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง”

นักร้องที่เติบโตมาจากการแสดงตลก วงดนตรีลูกทุ่งหมอลำเสียงอิสาน กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ได้แต่หวังว่าจะได้กลับมาทำงานร้องเพลง แสดงละคร มีรายได้ เหมือนช่วงที่ยังไม่เกิดโควิด แต่จากสถิติผู้ติดเชื้อที่พุ่งต่อเนื่องทุกวัน การที่จะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติในเร็ววันนี้ น่าจะเป็นไปยาก ซึ่งถ้าถึงวันที่เข้าตาจนจริงๆ ก็ไม่อายที่่จะใส่ชุดกากเพชร ขนอิเล็กโทนออกไปเป็นหมอลำขอทานข้างถนน เพื่อความอยู่รอด

“เราไม่ได้ตกอับจากการทำร้ายตัวเอง มันเป็นเพราะสถานการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น สังเกตสิเคยมีไหมอยู่หน้าหมู่บ้าน รถเก๋งมีแต่คันหรูๆ ขับมาจอดขายแกงขายบวบ ตอนนี้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นแล้ว จอดขายของกันสองข้างถนนไม่เหมือนรถพ่อค้าแม่ค้าเลย คนอื่นเขาก็เป็นไม่ใช่เป็นแค่เรา”

“เพราะฉะนั้นถ้าถึงจุดนั้นจริงๆ เอายังไงก็เอาไม่อาย สมัยก่อนก็มีหมอลำขอข้าว เอาอิเล็กโทนไปเล่นข้างถนน ใส่ชุดกากเพชรไปร้องหมอลำขอทาน หรือเปิดหมวกก็ไม่แน่ถ้ามันถึงจุดจริงๆ ต้องสู้ อีก 2-3 เดือนข้างหน้าถ้าการขับเคลื่อนไม่ดีกว่านี้ ถูกยึดบ้านหรือฟ้องล้มละลาย ก็ต้อประนีประนอมขอความเมตตากับศาล คือตอนนี้เราก็ยังสู้อยู่” ปอยฝ้ายกล่าวในที่สุด