รีวิวหนัง Please Stand By – เนิร์ดแล้วไง มีหัวใจนะเว้ย เด็กสาวออทิสติก

Please Stand By

หนัง Please Stand By เรื่องราวของ เด็กสาวออทิสติก ที่หนีจากผู้ดูแลของเธอเพื่อจะไปส่งบท Star Trek สำหรับการประกวดการแข่งขันเขียนบท และนี่คือการเดินทางที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายของเด็กสาวผู้มีความฝัน

Please Stand By | Ben Lewin
หนังครอบครัวเรียบๆ สบายๆ ที่มีประเด็นน่าสนใจมากๆ เนื่องจากผมมีโอกาสเข้าไปดูรอบสื่อ ก็เห็นผู้คนมากมายที่เข้ามาชมโดยมีผู้มีอาการออทิสติกเข้ามาด้วย และเนื่องจากมีเพื่อนที่เคยอยู่ในแวดวงเด็กกลุ่มนี้อยู่บ้าง ทำให้ผมดูหนังเรื่องได้มีอรรถรสพอสมควร ที่ถึงแม้หนังจะไม่ได้สนุกสนาน บันเทิงมากมาย แต่การพาเข้าสำรวจโลกของเด็กออทิสติกจากมุมมองแบบธรรมดาสุดๆ ไม่น่าสงสารมากไป ไม่โหดร้ายมากไป ทำให้หนังมันไปไกลกว่าความบันเทิงปกติพอสมควร

หนังว่าด้วยเรื่องของเวนดี้ ผู้เป็นออทิสติกอาศัยอยู่ภายใต้การดูแลของโรงเรียนพิเศษเพื่อให้คนกลุ่มนี้มีชีวิตอยู่ในสังคมปกติได้ โดยเธอจะต้องอาศัยอยู่ในกฏระเบียบมากมาย โดยเฉพาะการจำหน้าที่ในแต่ล่ะวัน เพื่อทำหน้าที่ในฐานะของมนุษย์ปกติ (ออทิสติกจะไม่เรียนรู้ตรรกะแบบมนุษย์ แต่จะใช้การจำทุกอย่างแทน อันนี้อธิบายแบบง่ายๆ) เธอใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด โดยหนึ่งในภารกิจประจำวันนั้นเป็นการดู Startrek ก่อนนอน ที่ทำให้เธอเป็นแฟนตัวยงของซีรีย์เรื่องนี้ จนเมื่อมีการประกวดบทภาพยนตร์ Startrek เธอก็ไม่พลาดที่จะลงมือเขียน

โดยหนังจะค่อยๆ เฉลยว่า ที่เวนดี้ยอมทำทุกอย่างทั้งหมด ก็เพื่อกลับไปหา “หลาน” ของเธอ กลับไปหาครอบครัวปกติ หรือพี่สาวที่ตอนนี้ไม่สามารถมีชีวิตร่วมกับเวนดี้ได้ เพราะเวนดี้มีอาการทำร้ายตัวเอง มีโอกาสที่เป็นอันตรายกับเด็กๆ และก็รับมือกับเวนดี้ไม่ไหวแล้ว โดยเราจะได้เห็นวิธีการระงับความโกรธด้วยคำพูดของชื่อเรื่องนั่นคือ “โปรดเตรียมพร้อม” ซึ่งก็เป็นคำคล้องจองกับการจอดของเครื่องบิน และการเดินทางของยานอวกาศนั่นเอง

ในการพบกันครั้งล่าสุดทำให้ทั้งสองแตกหักกันอย่างรุนแรง และเวนดี้คิดว่ามีวิธีเดียวที่จะจัดการเรื่องราวพวกนี้ได้คือ การชนะการประกวดบท Startrek แต่ไปรษณีย์หยุดทำงานแล้วในวันศุกร์ค่ำ เวนดี้ที่ไม่เคยออกเดินเลยป้ายรถเมล์แม้แต่ครั้งเดียว ก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่าจะไป LA เพื่อบทประกวดนั่นด้วยตัวเองคนเดียว

มันจึงเป็นหนัง Advanture แบบเส้นตรง ตัดสลับการตามหาคนหายของพี่สาวกับผู้ดูแล มีให้ลุ้นให้สนุกบ้างตามภาษาหนังครอบครัวผจญภัยทั่วไป แต่การพาไปสัมผัสโลกของเด็กออทิสติก และการดิ้นรนมีชีวิตอยู่ของพวกเขาทำให้หนังมีประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเราจะค่อยๆ เรียนรู้วิธีการที่คนกลุ่มนี้ใช้ชีวิต รวมไปถึงบุคคลรอบตัวเขาที่ต้องจัดการวางแผน และรับมือต่างๆ กันไป

ซึ่งบทบาทของหนังที่ทำให้เราฉุกใจคิดถึงคนกลุ่มนี้ทำออกมาได้ดีมาก ยิ่งสำหรับครอบครัวที่ไม่เข้าใจอาการนี้เท่าไหร่นัก มันก็ยิ่งทำให้พวกเขาเห็นภาพชัดเจนว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไร ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำหน้าที่ในการปูพื้นฐาน และพาผู้คนที่อยู่รอบๆ เด็กออทิสติกจริงได้เป็นอย่างดี ให้เห็นว่าเขาทำอะไรได้บ้าง เป็นนักเขียนได้ มีมิตรภาพได้ และมีความสุขได้เช่นคนทั่วไป

“เราล้วนมีชิวิตของตัวเอง” ป้าคนหนึ่งในหนังเรื่องนี้ได้พูดเอาไว้ ความจริงมันมี Coming Of age อยู่สูงมาก โดยเฉพาะกับออทิสติกเพราะการเติบโตไปของพวกเขามันใหญ่หลวงกว่าคนปกติมากเลย

หนังจัดอยู่ในกลุ่มกลุ่มบันเทิงดูสบาย มีบทเนี๊ยบที่เล่นแบบง่ายๆ เพลงโคตรเพราะ ทำให้หนังปลอดภัยในการดู เราชอบความเป็นธรรมชาติของการเป็นออลทิสติคที่แทรกแซมอยู่ในเนื้อเรื่อง และความพยายามของทุกฝ่ายที่จะทำให้ “ทุกคนมีชีวิตของตัวเอง” ไม่ว่าจะฟากพี่สาว ฟากคนดูแล และฟากเวนดี้

เป็นหนังที่สนุก ได้เห็นอะไรใหม่ๆ และทำให้ฉุกใจคิดดี ถ้าอยากรู้จักออทิสติกมากกว่านี้ หนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่แนะนำให้รับชมกัน

ปล. เพื่อนที่ทำงานด้านนี้บอกว่า ดาโกต้า เฟนนิ่งยังเล่นไม่เหมือนเด็กออลทิสติคมากเท่าไหร่ ยังสู้ Sean penn จากเรื่อง Rain man และ I Am Sam ไม่ได้

Please Stand By | Ben Lewin หนังครอบครัวเรียบๆ สบายๆ ที่มีประเด็นน่าสนใจมากๆ เนื่องจากผมมีโอกาสเข้าไปดูรอบสื่อ ก็เห็นผู้คนมากมายที่เข้ามาชมโดยมีผู้มีอาการออทิสติกเข้ามาด้วย และเนื่องจากมีเพื่อนที่เคยอยู่ในแวดวงเด็กกลุ่มนี้อยู่บ้าง ทำให้ผมดูหนังเรื่องได้มีอรรถรสพอสมควร ที่ถึงแม้หนังจะไม่ได้สนุกสนาน บันเทิงมากมาย แต่การพาเข้าสำรวจโลกของเด็กออทิสติกจากมุมมองแบบธรรมดาสุดๆ ไม่น่าสงสารมากไป ไม่โหดร้ายมากไป ทำให้หนังมันไปไกลกว่าความบันเทิงปกติพอสมควร

หนังว่าด้วยเรื่องของเวนดี้ ผู้เป็นออทิสติกอาศัยอยู่ภายใต้การดูแลของโรงเรียนพิเศษเพื่อให้คนกลุ่มนี้มีชีวิตอยู่ในสังคมปกติได้ โดยเธอจะต้องอาศัยอยู่ในกฏระเบียบมากมาย โดยเฉพาะการจำหน้าที่ในแต่ล่ะวัน เพื่อทำหน้าที่ในฐานะของมนุษย์ปกติ (ออทิสติกจะไม่เรียนรู้ตรรกะแบบมนุษย์ แต่จะใช้การจำทุกอย่างแทน อันนี้อธิบายแบบง่ายๆ) เธอใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด โดยหนึ่งในภารกิจประจำวันนั้นเป็นการดู Startrek ก่อนนอน ที่ทำให้เธอเป็นแฟนตัวยงของซีรีย์เรื่องนี้ จนเมื่อมีการประกวดบทภาพยนตร์ Startrek เธอก็ไม่พลาดที่จะลงมือเขียน

โดยหนังจะค่อยๆ เฉลยว่า ที่เวนดี้ยอมทำทุกอย่างทั้งหมด ก็เพื่อกลับไปหา “หลาน” ของเธอ กลับไปหาครอบครัวปกติ หรือพี่สาวที่ตอนนี้ไม่สามารถมีชีวิตร่วมกับเวนดี้ได้ เพราะเวนดี้มีอาการทำร้ายตัวเอง มีโอกาสที่เป็นอันตรายกับเด็กๆ และก็รับมือกับเวนดี้ไม่ไหวแล้ว โดยเราจะได้เห็นวิธีการระงับความโกรธด้วยคำพูดของชื่อเรื่องนั่นคือ “โปรดเตรียมพร้อม” ซึ่งก็เป็นคำคล้องจองกับการจอดของเครื่องบิน และการเดินทางของยานอวกาศนั่นเอง

ในการพบกันครั้งล่าสุดทำให้ทั้งสองแตกหักกันอย่างรุนแรง และเวนดี้คิดว่ามีวิธีเดียวที่จะจัดการเรื่องราวพวกนี้ได้คือ การชนะการประกวดบท Startrek แต่ไปรษณีย์หยุดทำงานแล้วในวันศุกร์ค่ำ เวนดี้ที่ไม่เคยออกเดินเลยป้ายรถเมล์แม้แต่ครั้งเดียว ก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่าจะไป LA เพื่อบทประกวดนั่นด้วยตัวเองคนเดียว

มันจึงเป็นหนัง Advanture แบบเส้นตรง ตัดสลับการตามหาคนหายของพี่สาวกับผู้ดูแล มีให้ลุ้นให้สนุกบ้างตามภาษาหนังครอบครัวผจญภัยทั่วไป แต่การพาไปสัมผัสโลกของเด็กออทิสติก และการดิ้นรนมีชีวิตอยู่ของพวกเขาทำให้หนังมีประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเราจะค่อยๆ เรียนรู้วิธีการที่คนกลุ่มนี้ใช้ชีวิต รวมไปถึงบุคคลรอบตัวเขาที่ต้องจัดการวางแผน และรับมือต่างๆ กันไป

ซึ่งบทบาทของหนังที่ทำให้เราฉุกใจคิดถึงคนกลุ่มนี้ทำออกมาได้ดีมาก ยิ่งสำหรับครอบครัวที่ไม่เข้าใจอาการนี้เท่าไหร่นัก มันก็ยิ่งทำให้พวกเขาเห็นภาพชัดเจนว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไร ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำหน้าที่ในการปูพื้นฐาน และพาผู้คนที่อยู่รอบๆ เด็กออทิสติกจริงได้เป็นอย่างดี ให้เห็นว่าเขาทำอะไรได้บ้าง เป็นนักเขียนได้ มีมิตรภาพได้ และมีความสุขได้เช่นคนทั่วไป

“เราล้วนมีชิวิตของตัวเอง” ป้าคนหนึ่งในหนังเรื่องนี้ได้พูดเอาไว้ ความจริงมันมี Coming Of age อยู่สูงมาก โดยเฉพาะกับออทิสติกเพราะการเติบโตไปของพวกเขามันใหญ่หลวงกว่าคนปกติมากเลย

หนังจัดอยู่ในกลุ่มกลุ่มบันเทิงดูสบาย มีบทเนี๊ยบที่เล่นแบบง่ายๆ เพลงโคตรเพราะ ทำให้หนังปลอดภัยในการดู เราชอบความเป็นธรรมชาติของการเป็นออลทิสติคที่แทรกแซมอยู่ในเนื้อเรื่อง และความพยายามของทุกฝ่ายที่จะทำให้ “ทุกคนมีชีวิตของตัวเอง” ไม่ว่าจะฟากพี่สาว ฟากคนดูแล และฟากเวนดี้

เป็นหนังที่สนุก ได้เห็นอะไรใหม่ๆ และทำให้ฉุกใจคิดดี ถ้าอยากรู้จักออทิสติกมากกว่านี้ หนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่แนะนำให้รับชมกัน

ปล. เพื่อนที่ทำงานด้านนี้บอกว่า ดาโกต้า เฟนนิ่งยังเล่นไม่เหมือนเด็กออลทิสติคมากเท่าไหร่ ยังสู้ Sean penn จากเรื่อง Rain man และ I Am Sam ไม่ได้ ที่มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *