รีวิว Resident Evil : Infinite Darkness แด่ความมืดบอดของลีออน

รีวิว Resident Evil : Infinite Darkness แด่ความมืดบอดของลีออน

เนื้อหาของ Infinite Darkness แม้จะวางตัวเป็นซีรีส์ความยาว 4 ตอน ความยาวตอนละประมาณ 20 กว่านาที ซึ่งเมื่อมองลักษณะแล้ว เบื้องต้นน่าจะทำมาเพื่อเป็นหนังยาว 1 เรื่องแบบเดียวกับหนัง CGI 3 ภาคที่ผ่านมาอันประกอบไปด้วย (Degeneration, Damnation และ Vendetta) แต่เมื่อถูกแบ่งออกในลักษณะที่ปรากฏอยู่ใน Netflix แล้ว Infinite Darkness จึงมีลักษณะคล้ายกับการดู “คัตซีน” ให้ความรู้สึกเป็นห้วงๆมากกว่าดูเรื่องราวที่ต่อเนื่องกัน

เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Infinite Darkness นั้น ไทม์ไลน์จะเกิดขึ้นระหว่างเหตุการณ์ของเกม Resident Evil ภาค 4 และ 5 โดยเล่าย้อนไปถึงช่วงเวลาในปี 2000 ที่ประเทศสมมติอย่างเปนัมสถานได้เกิดสงครามกลางเมือง ขึ้น จนมีการสูญเสียกำลังพลของทหารอเมริกันบางส่วนไป ตัดกลับมาในปี 2006 ซึ่งลีออน เคเนดี้ถูกเรียกตัวมาอารักขาประธานาธิบดี ณ ทำเนียบขาว แต่ไม่ทันไรก็ถูกฝูงซอมบี้จู่โจมจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ลีออนจึงต้องเข้าร่วมปฏิบัติการลับเพื่อสืบว่าใครกันที่อยู่เบื้องหลังการจู่โจมครั้งนี้

 

แม้ความพยายามเชื่อมโยง ให้เหตุการณ์ในหนังภาคนี้เกี่ยวข้องกับเกมในภาคที่ 4 ด้วยการระบุว่า ประธานาธิบดีคนปัจจุบันนั้นเป็นพ่อแท้ๆของตัวละครแอชลีย์ (ซึ่งอยู่ในภาพถ่ายหัวโต๊ะ) ซึ่งเคยโดนลักพาตัวไปในเกม และลีออนก็เป็นพระเอกในภาคนั้น จึงมีความเกี่ยวพันโยงใยสืบเนื่อง แต่นั่นก็คงเป็นเพียงจุดเชื่อมเล็กๆประการเดียวที่ไม่สลักสำคัญอะไรต่อโครงสร้างหลักของหนังนัก และต่อให้คุณไม่เล่นเกมก็สามารถดูหนังภาคนี้รู้เรื่อง

 

เล่นใหญ่ด้วยความขัดแย้งทางการเมือง (มีการเปิดเผยจุดสำคัญของหนัง)

 

หากมองย้อนกลับไปด้วยแนวคิดเชิงประวัติศาสตร์โลก เราจะพบว่าถ้าหากหนังเลือกจะตั้งเส้นเวลาของฉากหลังไว้ในช่วงปี 2000 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่เหตุการณ์ก่อการร้ายอันเป็นพลพวงสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ ก่อวินาศกรรม 11 กันยายน อันก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันออกกลาง ดังนั้นปฏิบัติการทางทหารที่เข้าไปปะทะกับเหล่าผู้ก่อการร้ายในประเทศตะวันออกกลาง จึงกลายเป็นภาพที่ประชาคมชาวโลกได้เห็นภาพดังกล่าวอยู่บ่อยครั้งในสื่อกระแสหลัก

 

ประเทศเปนัมสถาน จึงกลายเป็นประเทศสมมติที่จำลองภาพฉากหลังแห่งความวุ่นวายในยุคสมัยนั้นออกมา ก่อนจะนำมาแต่งเติมเรื่อง “อาวุธชีวภาพ” เข้าไปให้กลายเป็นความสนุกที่หนังภาค Infinite Darkness เขียนบทต่อ แต่การที่หนังเลือกจะใส่ตัวละครอย่างเฉินเหม่ยเจ้าหน้าที่ทหารชาวจีนที่ปฏิบัติการลับๆล่อๆอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่หนังจะค่อยๆเผยความจริงว่า เธอได้ล่วงรู้ความจริงเกี่ยวกับปฏิบัติการในประเทศเปนัมสถาน ว่าแท้ที่จริงแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายใต้การแอบทดลองอาวุธทางชีวภาพกับคนจริง แต่กระทรวงกลาโหมใช้วิธีการกำจัดหลักฐานด้วยการทิ้งระเบิดเพื่อกำจัดหลักฐานที่จะสาวไปยังต้นตอได้แบบเดียวกับที่เคยทำในแร็คคูนซิตี้นั่นเอง

 

ปัญหาอยู่ที่ว่าหนังภาคนี้ พยายามจะใส่ “ประเทศจีน” ให้กลายเป็นขั้วตรงข้าม ที่รัฐบาลอเมริกาเริ่มตั้งข้อสงสัยเชิงทฤษฎีสมคบคิดว่า อาวุธทางชีวภาพนั้นอาจจะมาจากประเทศจีน ซึ่งถ้าหวนกลับไปดูบทบาททางการเมืองของประเทศจีนในช่วงปี 2006 นั้น ประเทศจีนกำลังเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสูงก็จริง แต่แนวคิดเรื่องประเทศตะวันตกกำลังตื่นตัวกับความเติบโตทางเศรษฐกิจของแดนมังกรนั้น เพิ่งมาเป็นเทรนด์ในช่วงหลังปี 2010 และดุเดือดหนักช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดังนั้นบริบทที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้จึงดู “ประหลาด” และผิดยุคสมัยไปอย่างช่วยไม่ได้ หรือต่อให้มองว่าเป็นความแฟนตาซี สิ่งที่ต้องพูดถึงต่อไปคือการจัดวางตัวละครอย่าง เฉินเหม่ยและน้องชายจุนซี ให้เข้ามามีบทบาทในกองทัพสหรัฐฯ ยิ่งดูไม่น่าเชื่อถือหนักกว่าเดิม มิหนำซ้ำ เมื่อหนังดำเนินไปถึงจุดที่เฉลยว่า “หัวนอนปลายเท้า” ของสองพี่น้องเลือดจีนนี้ มีทรัพย์สินขนาดไหนในประเทศตัวเอง ยิ่งชวนหัวเราะลั่นว่า “ลูกเจ้าสัวที่มีบ้านสุดเก๋อยู่ในเซี่ยงไฮ้ จะส่งลูกหลานตัวเองไปเป็นทหารทำไมกัน” ยิ่งทำการเขียนบทของ Infinite Darkness ดูเข้ารกเข้าพงมากเท่านั้น

 

ลีออน พระเอกยาใจสุดหล่อ ไปที่ไหนความบรรลัยไปถึงที่นั่น

หลังจากที่เข้างานในแร็คคูนซิตี้สาย จนกลายเป็นผู้รอดชีวิตและเข้าร่วมปฏิบัติการมากมายหนังเกมหลายต่อหลายภาค ลีออน เคเนดี้ มีสถานะตัวซวยไม่ต่างอะไรจาก โคนันและคินดะอิจิ ในโลกของมังงะ ที่ย่างเท้าไปยังแห่งหนใด ความซวยก็จะตามไปถึงที่นั่นอย่างน่าฉงน มิหนำซ้ำแนวคิดทางการเมืองของตัวละครนี้ก็ยังจัดได้ว่า “รักชาติยิ่งชีพ” จนมืดบอด ดังที่เราได้เห็นในตอนจบของหนังภาคนี้

จริงอยู่ที่เขาจะเป็นพระเอกหน้าหล่อ มีอุดมการณ์ในการรักษาความสงบร่มเย็นของประเทศตัวเองมาโดยตลอด ในขณะที่แคลร์ เรดฟิลด์ ที่รู้ เห็นและเผชิญสถานการณ์เสี่ยงตายมานับครั้งไม่ถ้วน จะรู้ว่าอุดมการณ์ที่ลีออนปกป้องนั้น เป็นเรื่องที่เขาอาจจะมองเห็นว่า บางครั้งการซุกความจริงไว้ใต้พรม อาจจะยังเป็นเรื่องที่สอดรับกับยุคสมัย (ปี 2006) สมมติว่าเหตุการณ์ทั้งหมดในหนังภาคนี้ย้ายมาเกิดในปี 2021 บางทีลีออนอาจจะไม่ต้อง “ห่วงหล่อ” แบบในเรื่อง และแคลร์ เรดฟิลด์อาจจะแฉทุกอย่างให้โลกได้รู้ผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟนไปแล้วก็เป็นได้  ที่มา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *