รีวิวหนัง Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด การกำกับของ Peter Thorwarth

รีวิวหนัง Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด การกำกับของ Peter Thorwarth

รีวิวหนัง Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด | จี้เครื่องบินแต่ดันเจอแวมไพร์  ไอเดียเดิมที่เพิ่มความแปลกใหม่เข้ามา คนร้ายจี้เครื่องบินแต่ดันเจอมาผู้โดยสารที่เป็น แวมไพร์ดูดเลือด

Blood Red Sky ฟ้าสีเลือด หนังแนวสยองขวัญ จากงานสร้างของ Netflix เยอรมัน เรื่องราวสยองขวัญบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมสอดแทรกปมดราม่าสะเทือนใจไว้ควบคู่กันด้วย

 

หนังแนวแวมไพร์ ที่ห่างหายไปนานหลังกระแสหนังซอมบี้เป็นเทรนด์ฮิตกว่า ซึ่งเรื่องนี้แม้จะออกตัวว่าเป็นแวมไพร์ แต่ก็มีส่วนผสมของซอมบี้เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเห็นได้ชัด โดยใช้สถานการณ์ในที่จำกัดบนเครื่องบินมาบีบคั้นให้เรื่องน่าตื่นเต้นเข้าไปอีก แบบเดียวกับหนังงูบนเครื่องบินอย่าง Snakes on a Plane ซึ่งพล็อตเรื่องที่ว่าด้วยกลุ่มโจรจี้เครื่องบิน แต่ต้องมาเจอกับผู้โดยสารที่เป็นแวมไพร์ ก็เป็นอะไรที่ดูน่าสนใจมาก แต่ปัญหาคือการเล่าเรื่องในที่จำกัดแบบนี้จะสามารถสร้างฉากระทึกได้มากแค่ไหน แถมนี่ยังเป็นหนัง Original Netflix แท้ๆ จากผู้สร้างชาวเยอรมันอีกด้วย ซึ่งก่อนดูก็แอบห่วงอยู่ว่าจะไม่ไหวตามสไตล์หนังเน็ตฟลิกซ์ที่ไอเดียอาจจะดี แต่ทุนต่ำจนทำอะไรมากไม่ได้ แต่หลังได้รับชมต้องบอกเลยว่ากลับทำได้มากกว่าที่คิดไว้ซะอีกครับ

รีวิว Blood Red Sky หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 1ถึงหนังเรื่องนี้จะเปิดตัวแบบขัดเจนว่าเป็นแนวสยองขวัญเหนือธรรมชาติตั้งแต่ทีเซอร์แรก แต่บทของโจรจี้เครื่องบินก็ไม่ได้ทำออกมาแบบมักง่ายให้พอผ่านๆ เพื่อไปเล่นเรื่องแวมไพร์อย่างที่เข้าใจกัน ยิ่งสมัยนี้สายการบินทั่วโลกออกกฎปิดช่องทางการก่อการร้ายบนเครื่องบินไว้รัดกุมมาก จนทำให้แค่คิดบทว่าจะจี้เครื่องบินยังไงให้สมจริงก็ยากแล้ว แต่บทของโจรในเรื่องนี้ก็ยังหาช่องทางจี้เครื่องบินให้สมจริงน่าเชื่อถือได้ เริ่มตั้งแต่อาวุธที่หลุดรอดการตรวจขึ้นเครื่องได้คืออะไร ปืนเอามาจากไหน (ในเรื่องมีปืนสองกระบอก) แรงจูงใจคืออะไร การหนีเอาตัวรอดจากเครื่องบินจะทำยังไง ซึ่งถ้าตัดแวมไพร์ออกไปนี่ก็เป็นหนังอาชญากรรมจี้เครื่องบินที่เขียนบทมาดีเลย ทุกอย่างเป็นไปได้ และยังมีจุดที่กึ่งๆ ปลายเปิดให้คนดูคิดกันเองด้วยว่าแรงจูงใจที่แท้จริงของพวกนี้คืออะไร ซึ่งดูสมเหตุผลกว่าการจี้เครื่องบินเพื่อเรียกค่าไถ่หรือจี้เพื่อก่อวินาศกรรมเพียงอย่างเดียว แถมหนังก็ยังสร้างให้โจรพวกนี้โหดแบบไม่มีปราณี มีฉากต่อรองฆ่าตัวประกันแบบโหดๆ แบบไม่มียั้งมือเลย แบบนับ 1-3 ยิงทิ้งทันที ทำให้เรื่องดูโหดสมจริงมากขึ้นไปอีก และมีที่พิเศษนิดๆ คือดาราที่มาเล่นเป็นหัวหน้าโจรกลุ่มนี้คือ Dominic Purcell จากบท Lincoln Burrows พี่ชายของสกอฟิลด์ตัวเอกในซีรีส์ดัง Prison Break นั่นเอง ซึ่งลุคกับอะไรหลายๆ ก็เหมาะเจาะมาก ชวนให้คิดถึงบทเดิมที่แจ้งเกิดเขา แต่น่าเสียดายที่บทในเรื่องนี้เขาไม่ได้เป็นตัวร้ายหลักของเรื่องเท่านั้น

รีวิว หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 2
Dominic Purcel ที่คนดูซีรีส์คงจำกันได้ดีจากแหกคุกนรก

เมื่อบทของกลุ่มโจรสร้างมาโหดได้สมจริง ส่วนของแวมไพร์ก็ต้องยิ่งโหดกว่า เพราะนี่เป็นเมนหลักของเรื่องนี้ที่เป็นแนวสยองขวัญเลือดสาด แต่หนังเรื่องนี้เลือกวางตัวเองเป็นแนวกึ่งสยองขวัญผสมดราม่า (แม้จะเลือดสาดมากตลอดเรื่อง) ให้แม่ของเด็กในเรื่องยอมเปิดเผยตัวเองว่าเป็นแวมไพร์ต่อสู้กับโจรเพื่อปกป้องลูก ไม่ใช่ปกป้องชีวิตผู้โดยสารทั้งลำ และก็เลือกวิธีเอาตัวรอดแบบที่ดูเห็นแก่ตัวบ้าง แต่ก็เพื่อให้ลูกรอดเป็นสิ่งสำคัญแรกสุดมากกว่าชีวิตตัวเอง ซึ่งถือว่าบทเขียนมาดีมากในมุมที่สมเหตุผลกับสถานการณ์ตัดสินชีวิตแบบนั้น โดยมีการตัดสลับย้อนกลับไปยังจุดกำเนิดความเป็นแวมไพร์ของเธอในระหว่างที่จัดการพวกโจรด้วยเป็นระยะๆ เข้ากับเหตุการณ์ในปัจุบันที่เธอกำลังประสบอยู่ด้วย ทำให้มีเรื่องราวเล่านอกเครื่องบินมาช่วยเสริมรายละเอียดให้แน่นขึ้น โดยยังคงรายละเอียดแทบทุกอย่างของแวมไพร์แบบดั้งเดิมไว้หมด และก็ปรับปรุงให้ดูทันสมัยเข้ากับเรื่องราวในหนัง ตั้งแต่ต้นกำเนิดว่าใครทำให้เธอกลายมาเป็นแวมไพร์ วิธีฆ่าแวมไพร์ที่ยังคงเดิมตรงโดนของแหลมปักหัวใจถึงตาย การแพ้แสงอาทิตย์ ที่ใส่เรื่องประยุกต์ใช้ไฟฉายแสงอุลต้าไวโอเลตเข้ามาแทนได้อย่างมีเหตุผล การที่นางเอกเลือกเดินทางกลางคืนยาวนานจากเยอรมันไปอเมริกาเพื่อหลบแสงอาทิตย์ ตัวเรื่องก็เอาจุดนี้มาเป็นไฮไลท์สำคัญเรื่องการบินในโซนเวลาที่มืดเสมอได้ตลอดเรื่องด้วย คล้ายๆ ซีรีส์ Into the Night ของ Netflix และก็เป็นจุดเปิดเรื่องกับจุดปิดท้ายเรื่องที่แสงอาทิตย์มีความสำคัญกับความเป็นความตายของตัวละครในเรื่องทั้งหมดด้วย ซึ่งทำออกมาได้ลุ้นระทึกมากจนนาทีสุดท้ายของเรื่องเลย แต่แอบเสียดายนิดนึงว่าหนังสามารถทำต่อหรือทิ้งเชื้อไว้ต่อได้อีก แต่กลับเลือกจบสมบูรณ์ในตัวเลยจนน่าเสียดายนิดๆ

รีวิว หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 3สิ่งที่แวมไพร์ในเรื่องนี้เหมือนซอมบี้ก็คือการติดเชื้อในแบบเดียวกัน แค่โดนกัด หรือแค่รอยแผลถากๆ ก็สามารถติดเชื้อกลายเป็นแวมไพร์ได้ในทันที ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าแนวหนังซอมบี้มันมีอิทธิพลมากในปัจจุบัน การที่ปรับให้แวมไพร์ติดเชื้อกันทันทีแบบนี้มันดูลุ้นระทึกกว่า และยังมองว่าหนังเรื่องนี้เป็นแนวกึ่งๆ ซอมบี้ก็ยังได้ แถมยังน่ากลัวกว่าด้วยที่แวมไพร์รวดเร็วว่องไว แข็งแกร่งกว่าซอมบี้มาก แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้นางเอกดูเป็นอมตะไล่ฆ่าพวกโจรได้ง่ายๆ โดยใส่จุดอ่อนเรื่องการใช้เลือดเพิ่มพลังเอาไว้ว่าต้องหาเลือดกินเป็นระยะๆ ถ้าบาดเจ็บก็อ่อนแรงลงทันที ต้องหาเลือดมากินใหม่เพื่อฟื้นฟูร่างกาย รวมถึงตัวนางเอกก็ต้องมียาช่วยคุมสติหรือปรับสภาพในขณะที่เป็นแวมไพร์ด้วย (ยา Cytarabine ไว้รักษามะเร็งฉับพลัน) ไม่งั้นก็จะกลายเป็นแวมไพร์สมบูรณ์แบบที่ไล่ฆ่าคนไม่เลือก จำลูกตัวเองไม่ได้ กลายเป็นหายนะยิ่งกว่าโจรเข้าไปอีก และตัวเรื่องก็ยังเอาการติดเชื้อตรงนี้ไปใส่ไว้กับพวกโจรด้วย ทำให้ช่วงหลังของเรื่องเป็นการปะทะกันของแวมไพร์ที่พึ่งกลายร่างสดๆ มาไล่ฆ่านางเอกกับลูก และก็มีเป็นฝูงในตอนท้ายเรื่องที่ใกล้เคียงแนวหนังซอมบี้มากขึ้นไปอีก โดยหนังใช้ทุกส่วนของเครื่องบินทั้งลำเป็นฉากสยองขวัญในที่จำกัดได้อย่างคุ้มค่ามาก

รีวิว  หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 4และที่ต้องชมมากคือหนังสยองขวัญเรื่องนี้ไม่มีตัวละครอ่อนเหตุผลหรือไร้ประโยชน์กับเรื่องเลย ทุกตัวละครที่วางมามีเหตุมีผลกับเรื่องทั้งหมด เด็กในเรื่องก็เป็นตัวเอกที่ไม่ได้เป็นภาระของเรื่อง เป็นตัวเอกจริงๆ ที่มีบทบาทในการแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่เลือกยึดติดช่วยแม่มากกว่าอย่างอื่น (ตรงข้ามกับแม่ที่ทำทุกอย่างเพื่อลูกไม่สนใจคนอื่นเช่นกัน) โดยมีคนอิสลามมาเป็นตัวเอกอีกคนที่สำคัญกับเรื่องในแง่ภาพลักษณ์ติดลบที่ถูกมองว่าโจรก่อการร้ายมักเป็นอิสลามไว้ก่อน โจรเองก็มีตัวร้ายโรคจิตที่ฉลาดสูสีต่อกรกับนางเอกได้ ตัวละครผู้โดยสารในช่วงวิกฤตอย่างนักศึกษาการบินที่มาขับเครื่องบินแทน ก็มีเหตุผลที่มาที่ไปว่าไม่ใช่บังเอิญมาอยู่บนเครื่องได้แบบที่หนังเรื่องอื่นมักชอบใช้กัน แม้แต่ตัวละครแนวสติแตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ยังมีผลสำคัญกับเรื่องโดยไม่ได้ทำให้รู้สึกน่ารำคาญแม้แต่น้อย

รีวิว หนังแวมไพร์สไตล์ซอมบี้ในที่จำกัดบนเครื่องบินที่ชวนระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (ไม่สปอยล์) 5 จุดด้อย ของเรื่อง ก็อาจจะเป็น ที่เรื่องเลือก เอาตอนใกล้ จบเครื่อง ลงจอด แล้วมา เป็นจุด เริ่มเรื่อง ซึ่งในแง่การเล่าเรื่องย้อนกลับมัน ก็ทำให้ผู้ชม ได้เห็น จุดระทึก สุดท้าย นำมาก่อน แล้วค่อยย้อน ไปดูต้นเหตุ อาจจะมอง ว่าดีก็ได้ แต่มองว่า ไม่ดีก็ได้เช่นกัน เพราะเมื่อเรื่อง เลือกเปิดเผย เลยว่าใคร คือคน รอดตาย ตอนท้ายตั้งแต่แรก ทำให้ระหว่างทาง ไม่มีลุ้น กับการตาย ของตัวละครหลักไปทันที

อีกจุด ก็คือเมื่อตัวเรื่อง เลือกเป็น แนวสยองขวัญ ผสมดราม่า แม่ลูก ในซีนดราม่า ที่แม่ต้อง แสดงอารมณ์ ผ่านการแมคอัพ หน้าตา เป็นแวมไพร์ มันเลยดูอินยากกว่าปกติ เพราะแวมไพร์ ในเรื่องก็ ออกแนวสัตว์ประหลาดไปเลย คือหัวโล้น หูแหลม มีเขี้ยวงอก ไม่ใช่แวมไพร์ แบบหน้าตา เหมือนมนุษย์ แบบที่ หลายเรื่องใช้กัน แต่ไม่ใช่ดาราแสดงไม่ดี (นักแสดงที่รับบทชื่อ Peri Baumeister ) แต่มันไม่สามารถ ที่จะทำได้ แบบนั้น นอกจากใช้ ท่าทางการ แสดงออก เป็นหลัก ไม่ค่อยพูด ด้วยเพราะกลายร่าง แล้วขาด สติบ่อย ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าตัวเรื่องกับนักแสดงพยายามมากที่สุดแล้ว แต่ดีที่นักแสดงเด็กส่งอารมณ์กลับมาได้ดี ทำให้เรารู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นนี้อยู่ (ในเรื่องลูกรู้อยู่แล้วว่าแม่เป็นแวมไพร์และก็พยายามหาทางช่วยกับบอกคนอื่นเพื่อปกป้องแม่)

นี่เป็นหนัง Original Netflix ที่พล็อตเรื่องที่เจ๋ง และใช้ทั้งงบและพื้นที่จำกัดได้อย่างคุ้มค่ามากจริงๆ จนน่าจะช่วยลบคำสบประมาทว่าหนัง Netflix ทำเองมักห่วยลงได้เรื่องหนึ่งเลยล่ะ ซึ่งจริงๆ ผู้เขียนคิดว่าเน็ตฟลิกทำหนังทุนน้อยได้ตามระดับของมันมากกว่าดีบ้างแย่บ้างปนกัน เฉลี่ยจริงๆ ก็พอกับหนังโรงที่ผิดหวังก็เยอะ แต่อาจจะไม่ได้เข้าไทยให้ดูกันเท่านั้น (มาลงเน็ตฟลิกซ์ก็หลายเรื่อง) แต่เรื่องนี้ทุนน้อยกลับทำได้มากเกินคาดจนดูเป็นหนังลงโรงขายทั่วโลกเลยก็ยังได้ครับ ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ากับการรับชมมากครับ

สรุป

หนังแนวสยองขวัญดราม่าของ Netflix ที่พล็อตเรื่องชวนดูมากๆ และก็เซอร์ไพร์ที่ไม่ใช่แค่ไม่ผิดหวัง แต่ได้มากกว่าที่หวังไว้มากด้วย ในแง่ของทุนสร้างจำกัดกับการเล่นไอเดียโจรจี้เครื่องบิน vs.แวมไพร์ในที่จำกัดได้อย่างคุ้มค่ามาก โดยมีทั้งความโหดดิบผสมกับดราม่าความสัมพันธ์แม่ลูกที่ชวนรันทดสะเทือนใจ และก็ยังมีความเหมือนหนังซอมบี้แต่มาในคราบแวมไพร์ที่โหดกว่าด้วย

จุดเด่น

เล่นฉากสยองขวัญในที่จำกัดบนเครื่องบินได้อย่างคุ้มค่ามาก
ไอเดียโจรจี้เครื่องบิน vs.แวมไพร์ ที่ไม่ใช่สู้กันแบบทื่อๆ
ใส่รายละเอียดของแวมไพร์ในรูปแบบทันสมัยขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งจุดคลาสสิคดั้งเดิมไปด้วย
ตัวละครทุกคนมีบทบาทสำคัญกับการเดินเรื่อง
บทเด็กในเรื่องไม่ใช่ภาระ แต่เป็นตัวละครหลักที่ช่วยแก้ปัญหาตลอดเรื่อง นักแสดงเล่นดีมาก
ความโหดดิบทั้งโจรทั้งแวมไพร์เลือดสาดกันทั้งคู่
มีเสียงพากย์ไทย (แต่อย่าดูเสียงเด็กแย่มาก)

จุดด้อย

ฉากเปิดเรื่องที่เริ่มจากตอนเกือบจบ ทำให้รู้ว่ามีตัวละครไหนรอดตายตั้งแต่แรกจนหมดลุ้นไปเยอะ
ฉากดราม่าของแม่ผ่านเมคอัพหน้าตาแวมไพร์ทำให้ดูแล้วอินยากหน่อย
บางจุดดูคลุมเครือไม่ได้เล่าออกมาตรงๆ อาจจะทำให้คนดูตีความไม่ตรงจริง หรือไม่เข้าใจเลยก็ได้
จบแบบไม่มีทิ้งเชื้อทำต่อเลย ผิดสูตรหนังสยองขวัญ (แอบเสียใจ T_T อยากดูต่ออีก)

 

วิธีการเล่าของหนังที่ทำให้ยังติดตามไปได้จนจบเรื่อง

จากนั้น หนังก็พาเราย้อนกลับไปเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้า สลับไปสลับมากับเหตุบนเครื่องบิน เล่าย้อนไปถึงวันที่ครอบครัวยังอยู่กันพร้อมหน้า และต้นสายปลายเหตุของการมีเลือดแวมไพร์ไหลเวียนทั่วร่าง ทำให้เราซึมซับและรู้จักกับแม่ลูกคู่นี้ให้มากที่สุด ก่อนจะกลับมาเล่าเรื่องบนเครื่องบิน ก่อนที่มันจะไปบรรจบกับฉากแรกของหนังแล้วจัดการเล่าเรื่องต่อ เป็นวิธีการเล่าเรื่องที่หนังในยุคนี้ชอบใช้กัน เพราะมันทำให้คนดูรู้สึกสนุกไปกับหนังได้ตลอดเวลา

หนังป้อนข้อมูลแบบไม่ตามเวลา ทำให้คนรู้ผลของเหตุการณ์แล้วเสี้ยวหนึ่ง กับอีกหลายส่วนที่ยังไม่รู้ ต้องค่อยๆ ติดตามกันไป แถมเมื่อหนังเล่ามาบรรจบถึงฉากแรกแล้ว ก็ยังมีอะไรอีกที่คนยังไม่รู้

นั่นแหละ ทำให้อรรถรสในการดูหนังไม่ดร็อปลงไประหว่างทาง

เด็กฉลาดที่พาให้เรื่องไปกันใหญ่ แถมช่วยคลี่คลายให้อีกด้วย
ผู้เขียนบทหนังเลือกให้อีเลียสเป็นเด็กชายที่มีความเฉลียวฉลาด เขาเช็คอิน โหลดกระเป๋า พาแม่ไปยังที่นั่ง ทั้งยังอธิบายกับฟาฮิด (Kais Setti) ชายหนุ่มที่ร่วมโดยสารลำเดียวกันว่าพวกเขาจะไปถึงในเวลาเช้าด้วย แน่นอนว่า ผู้ชมคงต้องเพ่งเล็งเด็กชายคนนี้ไว้มากหน่อย แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ อีเลียสมีบทบาทสูงมากในหนังเรื่องนี้

หลายคนอาจไม่ชอบใจในตัวละครนี้ เพราะอาจรู้สึกว่าเป็นเพราะเขาจึงเกิดเรื่องยุ่ง แต่เพราะตัวละครตัวนี้ฉลาดแบบเด็กๆ และความรักที่เขามีต่อแม่นี่แหละที่สร้างเรื่องราวให้คุณติดตามไปจนจบ ผมจึงไม่ได้มองว่าอีเลียสเป็นตัวละครน่ารำคาญอะไร ตรงกันข้าม นอกจากเขาจะทำให้เกิดเรื่องราวขึ้นแล้ว เขายังเป็นตัวละครสำคัญที่ช่วยให้เรื่องทุกอย่างคลี่คลายลงได้

ก็ด้วยความฉลาดของเขานี่แหละครับ

ขณะเดียวกัน หนังก็ใส่บทตัวร้ายที่มีอาการทางจิตเข้ามาด้วย เป็นพวกบ้าระห่ำ ทำอะไรไม่ยั้งคิด แถมยังชอบแสดงออกแบบโอเวอร์แอคติ้งอีกด้วย

ไอเดียน่าสนใจ หนังก่อการร้ายบนเครื่องบิน..ที่มีแวมไพร์ดูดเลือด!
อันที่จริง เราก็คงจะเคยเจอกันมาแล้ว กับหนังจี้เครื่องบินที่มีพล็อตแม่ผู้ต้องช่วยชีวิตลูก แต่ครั้งบทแม่ไม่ใช่แค่คนธรรมดา หรือแม้แต่นักสืบ-ตำรวจที่มีฝีมือฉกาจ หากเป็นแม่ที่มีเลือดแวมไพร์อยู่ในตัวและกำลังบินไปเพื่อรักษา แต่กลับต้องมาอยู่บนเครื่องบินที่มีผู้ก่อการร้าย สุดท้าย เธอก็ต้องใช้ความเป็นแวมไพร์ช่วยเหลือลูกน้อยเอาไว้

หนังมีความผสมผสานความเป็นหนังอาชญกรรม แต่กลับมีแฟนตาซีแบบสยองขวัญด้วยไอเดียแวมไพร์ ดำเนินเรื่องที่พลิกผันไปมาในแนวๆ ระทึกขวัญ แต่แม้จะเล่าให้เรารู้ถึงเรื่องราวในอดีตของแม่ลูก แต่ก็กลับไม่ได้อินอะไรในจุดนั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะน่าชื่นชมที่หนังมีไอเดียที่ดี แต่ก็ทำได้แค่สนุกพอประมาณ คือพาชวนลุ้นตื่นเต้นไปได้บ้าง มีบทตัวร้ายที่ดูแปลกๆ (นัยว่าพยายามสร้างสีสันและสร้างคำอธิบายพฤติกรรมประหลาดไปในตัว) กับการกระทำของตัวละครที่บางครั้งก็ดูไม่สมเหตุสมผล แต่ก็ชักชวนเราได้ติดตามไปจนถึงบทสุดท้ายของหนังได้ในที่สุด

 

ดูหนังไทย

รีวิว Kingdom Ashin Of The North ภาคกำเนิด อาชิน จักรวาลคิงดอม

รีวิว Kingdom Ashin Of The North ภาคกำเนิด อาชิน ของจักรวาลคิงดอม ซอมบี้เกาหลี รีวิว Kingdom Ashin Of The North ภาคกำเนิด อาชิน ของจักรวาลคิงดอม ซอมบี้เกาหลี

Kingdom Ashin of the North Netflix รีวิว ผีดิบคลั่งบัลลังก์เดือด อาชินแห่งเผ่าเหนือ หนังภาคแยกจาก ซีรีส์ คิงดอม ที่บอกเล่าที่มาที่ไปของเหตุการณ์เชื้อ ซอมบี้ระบาด ว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร

หนังได้นักแสดงสาวที่เคยโด่งดังมากอย่าง จอนจีฮยอน มารับบทเป็น อาชิน หญิงสาวเผ่าหนี่ว์เจินที่เป็นตัวเอกในหนังเรื่องนี้ ผลงานโดยมือเขียนบท คิมอึนฮี และ ผู้กำกับ คิมซองฮุน ที่สร้างความยอดเยี่ยมเอาไว้ในซีรีส์สองซีซันที่ผ่านมา หนังมีความยาวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง มีพากย์ไทย รับชมได้เลยใน Netflix
Kingdom Ashin of the North เรื่องย่อ
หนังภาคแยกของจักรวาลคิงดอม ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวละคร “อาชิน” หญิงสาวจากชนเผ่า หนี่ว์เจิน ซึ่งเป็นชนเผ่าที่ตั้งรกรากอยู่ทางตอนเหนือของจีนและเกาหลี ชนเผ่านี้คือบรรพบุรุษของอาณาจักรผ่าต้าจิน (ต้ากิม หรือ กิมก๊ก ที่คนไทยคุ้นเคยจากเรื่องมังกรหยก)

โดยในเรื่องราวของคิงดอมภาคนี้จะกล่าวถึงการรุกรานของชนเผ่าหนี่ว์เจินที่พาจอวีทางเหนือของอาณาจักรโชซอน แล้วยังบอกเล่าถึงชนเผ่าหนี่ว์เจินบางส่วนที่อาศัยอยู่ในโชซอน แต่ไม่เป็นที่ยอมรับและถูกดูแคลนจากคนเกาหลีมานาน แม้ว่าพวกเขาจะตั้งรกรากอาศัยอยู่มาเป็นศตวรรษก็ตาม เรียกว่าได้เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของชนกลุ่มน้อย คนชายขอบ ในเกาหลีอีกทอดหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยมีซีรีส์หรือหนังเกาหลีนำเสนอเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เป็นความแปลกใหม่ที่น่าสนใจดี

แล้วปรากฏว่า ปัญหาความขัดแย้งกับชนเผ่าหนี่ว์เจิน การปกปิดความจริงของผู้มีอำนาจในโชซอน การกดขีดูแคลนชนชั้น อาชีพ และชนเผ่าหนี่ว์เจิน ทั้งหมดนี้คือสาเหตุสำคัญของความแค้นที่อาชินมีต่อโชซฮนและหนี่ว์เจิน ซึ่งการแก้แค้นของเธอก็คือจุดเริ่มต้นของการระบาดเชื้อซอมบี้ที่จะลากไปยังซีรีส์ภาคหลักด้วย

Kingdom Ashin of the North netflix รีวิวKingdom Ashin of the North รีวิว
ก่อนอื่นเรื่องจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ ต้องขอยกให้กับงานโปรดักชั่น การถ่ายทำ ที่สร้างออกมาได้ยอดเยี่ยม จัดว่าเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่หาแบบนี้ได้ไม่มากนักใน Netflix แต่ช่วงหลังทาง Netflix ก็มีความพยายามที่จะผลักดันผลงานแนวนี้ออกมามากขึ้น ทั้งแบบที่ออกทุนสร้างเอง ร่วมทุน หรือซื้อลิขสิทธิ์เข้ามาฉาย

ด้านนักแสดงได้ ดาราเกาหลีชื่อดังอย่าง จอนจีฮยอน มารับบทเป็น อาชิน ตัวเอกของเรื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้เธอก็สร้างความฮือฮาให้กับคนดูมาแล้วจากการโผล่ออกมาในฉากสุดท้ายของ Kingdom ซีซันสอง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงการขยายจักรวาล ผีดิบฉบับเกาหลีเรื่องนี้ให้แตกแขนงออกไปด้วย

รีวิว Kingdom Ashin of the North Netflix หนังภาคกำเนิด การมาของ จอนจีฮยอน และบทสรุปสุดหักมุม 1

อีกจุดที่ต้องชมคือ นักแสดงเด็กอย่าง Si ah Kim ที่มารับบทอาชินในวัยเด็ก เพราะเธอเล่นได้ดีอย่างมาก แล้วบทของเธอต้องแสดงถึงครึ่งเรื่องของหนัง แต่เธอก็ทำได้ดีในระดับหนึ่งเลย

สำหรับประเด็นสำคัญของหนังเรื่องนี้ก็คือ การบอกเล่าสาเหตุของการระบาดเชื้อซอมบี้ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในจักรวาลคิงดอม ว่ามีจุดเริ่มต้นมายังไง ซึ่งค่อนข้างหักมุมพอสมควร หากเป็นคนที่เคยดูซีรีส์คิงดอมทั้งสองซีซันมาแล้ว เราอาจคิดว่ามันคือเรื่องบังเอิญตามธรรมชาติ แต่ที่จริงแล้วหนังได้เฉลยเหตุการณ์ทั้งหมดว่า มันมาจากความแค้นของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอย่างอาชิน ที่ตัวเธอและพ่อของเธอ กับชนเผ่าของเธอถูกกดขี่ ถูกหลอกใช้ ถูกทำร้ายจนถึงตายกันหมด แล้วหนทางแก้แค้นที่เธอเลือกก็คือการใช้พืชสมุนไพรลึกลับที่ถูกแกะสลักเอาไว้ในถ้ำว่ามันสามารถช่วยชุบชีวิตคนตายให้กลับคืนมาได้ แต่การใช้งานย่อมมีสิ่งแลกเปลี่ยนมหาศาล นับว่าการเฉลยจุดกำเนิดของการระบาดเชื้อซอมบี้นับว่าค่อนข้างหักมุมพอสมควร แต่ก็เป็นการปูบทและปมของตัวละครอาชินเอาไว้อย่างแน่นหนาพอสมควร ซึ่งก็น่าติดตามดูว่า ตัวละครนี้จะนำความชิบหายวายป่วงมาสู่แผ่นดินโชซอนและหนี่ว์เจินต่อไปยังไง แล้วเราก็น่าจะได้รับชมกันต่อไปในซีรีส์คิงดอมซีซันสามหลังจากนี้

สำหรับตรงนี้เป็นการอธิบายและ Spoil สปอยล์ความลับของหนังครับ ค่อนข้างหักมุมจากที่คิดพอสมควร

สปอย ความจริงของเชื้อซอมบี้ระบาด

รีวิว Kingdom Ashin of the North Netflix หนังภาคกำเนิด การมาของ จอนจีฮยอน และบทสรุปสุดหักมุม 2

แต่จุดด้อยอย่างหนึ่งของหนังก็คือ การเดินเรื่องที่ค่อนข้างช้า เอื่อย การเล่าเรื่องทั่วไปไม่ค่อยน่าดึงดูดเท่าไหร่ มีจุดที่ชวนง่วงและรู้สึกว่าใช้แอร์ไทม์ที่ไม่จำเป็นมาก อีกทั้งการเฉลยปมเรื่องก็ทำออกมาง่ายเกินไป เรียกได้ว่านี่เป็นจุดอ่อนของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

แล้วจุดด้อยอีกอย่างคือ ฉากแอ็กชั่นของซอมบี้ มีน้อยเกินไป ถ้าใครคาดหวังจะได้ดูหนังซอมบี้ อาจจะผิดหวังอย่างแรง เพราะกว่าซอมบี้จะโผล่ออกมา หนังก็เดินเรื่องผ่านไปเกินหนึ่งชั่วโมงเข้าไปแล้ว ถึงแม้ว่าหลังจากนั้น 20 กว่านาที เราจะได้ดูซอมบี้อาละวาดกันเต็มๆเลยก็ตามที แต่ความน่าลุ้นในการสู้กับซอมบี้ ก็แทบจะไม่มี เพราะเรื่องนี้ตัวเอกคือฝ่ายที่บงการซอมบี้ หนังเลยไปให้อารมณ์กับความแค้นที่ต้องการระบายของนางเอกมากกว่า โดยที่ไม่ได้สนใจคนที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย เรียกว่าบทของ อาชิน นางเอกเรื่องนี้เหมือนจะเป็นการปูไปเป็นบอสผู้บงการตัวจริงในซีรีส์คิงดอมหลังจากนี้มากกว่าจะมาเป็นตัวเอกอีกคน

ตัวหนังยังมีความเป็นเอกเทศจากฉบับซีรีส์พอสมควร คือไม่ต้องดูซีรีส์มาก่อนก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าดูมาก่อนบ้างก็อาจจะพอเข้าใจบริบทสังคมในเรื่องนี้ รวมถึง Easter Egg ที่โยงกลับไปในซีรีส์บางจุด

ในภาพรวมแล้ว นี่เป็นหนังภาคแยกของ จักรวาล Kingdom ที่แฟนๆซอมบี้เกาหลีย้อนยุคเรื่องนี้ไม่ควรพลาด และคนที่ไม่เคยดูมาก่อนก็รับชมได้ เพียงแต่การเดินเรื่องค่อนข้างดูยากไปสักหน่อย

ดเริ่มต้นมันคือเรื่องราวระหว่างชนชาติ
เรื่องราวนี้มีตำแหน่งที่เกิดในแถบตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี จุดที่มีพรมแดนติดต่อกับจีน แต่ตอนนั้นมันคือ หนี่ว์เจิน และพาจอวี โดยมีชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามรอยตะเข็บชายแดน ชาวหนี่ว์เจินกลุ่มหนึ่งถูกโชซอนใช้เพื่อคอยสอดแนมพาจอวี พวกเขาคือชนเผ่าซองจอยาอิน แต่ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้แม้จะภักดีแต่โชซอนมาตลอด แต่ก็ไม่เคยเป็นที่ยอมรับของฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็นคนโชซอน และคนหนี่ว์เจินเองก็ดูแคลน

โปสเตอร์ของตอนพิเศษ ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด: อาชินแห่งเผ่าเหนือ
โปสเตอร์ของตอนพิเศษ ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด: อาชินแห่งเผ่าเหนือ
คงต้องบอกว่า การบอกเล่าตรงนี้มันไม่ทำให้คนเห็นภาพ ทั้งชื่นเหล่านี้ก็ใหม่สำหรับคนดูหลายๆ กลุ่ม ความเข้าใจในสถานการณ์จึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น น่าเสียดายอยู่หน่อยๆ ที่เขามีแค่ตัวอักษรแปะไว้ให้อ่าน กับแผนที่นิ่งๆ และภาษาที่เราอ่านไม่ออก นี่ถ้ามีภาพเหตุการณ์ประกอบ หรือสร้างภาพเคลื่อนไหว หรือใช้ภาษาอังกฤษบนแผนที่ คนดูคงและเข้าใจสถานการณ์มากกว่ากว่านี้ได้มากทีเดียว

ยังดีที่มันดูได้ทาง Netflix เราจึงดูซ้ำได้หลายหน ย้อนกลับไปทำความเข้าใจเรื่องราวได้ใหม่เท่าที่ต้องการ

ก่อนจะกลายมาเป็นการแก้แค้นและกำเนิดซอมบี้แห่งโชซอน
จากนั้น เรื่องราวก็ร่ายยาวปูเรื่อง ทั้งเหตุที่เกิดขึ้นในปี ทั้งเหตุที่หมู่บ้านของอาชินถูกเผา สูญเสียทั้งบ้านและญาติพี่น้อง จึงย้ายตัวเองมาอยู่กับค่ายของทหารโชซอน ระหว่างนั้นสืบหาความจริงไปด้วย รับหน้าที่คนสอดแนมไปด้วย ฝึกฝนความสามารถในการสู้รบไปด้วย รอวันแก้แค้น

“พืชชนิดนี้คืนชีพคนตายได้ แต่มีราคาต้องชดใช้”

‘พเยซากุน’ คือพื้นที่ต้องห้าม มีคำร่ำลือว่าที่นั่นมีสิ่งแปลกประหลาดและอันตรายอาศัยอยู่ ไม่เคยมีใครที่เข้าไปเก็บโสมป่าแล้วรอดกลับออกมา ตอนพิเศษที่บอกเล่าถึงบันทึกอยู่ในศาลเจ้าร้างแห่งหนึ่ง ที่นั่น อาชินได้เข้าไปพบความลับของตำนานสมุนไพรคืนชีพ เธอต้องเข้าไปถึงสองครั้งสองครา จนเธอได้พบว่า เธอกลายเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่เหลืออยู่ ญาติพี่น้องตายเรียบ งานนี้ต้องแก้แค้นเท่านั้น

คิมชีอา กับบทบาท อาชินวัยเด็ก ในตอนพิเศษ ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด: อาชินแห่งเผ่าเหนือ ทาง Netflix

เรื่องที่เดินไปเรื่อยๆ ไม่เร่งร้อนและเร่งเร้า ทุกอย่างเดินไปเรื่อยๆ ก่อนจะถึงช่วงตื่นเต้น เมื่อเหล่าผีดิบเริ่มอาละวาด และการแก้แค้นของอาชินกำลังมาถึงจุดแตกหัก

นอกจากหนี่ว์เจิน และ พาจอวี แล้ว ก็ยังมีอีกชื่อหนึ่ง นั่นคือ ชูพาจิน ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในดินแดนโชซอน ที่ที่เหล่าทหารของโชซอนตั้งค่ายพักกันอยู่ที่นี่ และเป็นที่ซึ่งอาชินมาอาศัยอยู่ในอาคารเลี้ยงหมู เติบโตภายใต้การเป็นชนชั้นล่างของสังคมที่นั่น ทำงานสอดแนมหาเลี้ยงชีพ อดทนท่ามกลางการดูหมิ่น สะสมความแค้นเพื่อรอวันชำระ

แล้วเวลาที่หลายคนรอคอยก็มาถึง

รวมทัพนักแสดงมีฝีมือที่เล่นได้โดดเด่น
Kim Shi A/คิมชีอา เล่นเป็นเด็กน้อยที่เล่นเป็น อาชิน (วัยเด็ก) เธอเป็นเด็กที่หน้าตายังดูดีและน่ารักแม้จะต้องแต่งให้มอมแมมตามประสาเด็กบ้านป่า เธอเป็นชินอาที่หวังจะเก็บโสมป่ามารักษาแม่ที่ป่วยหนัก เธอได้รับรู้ตำนานของพืชสมุนไพรที่ชุบชีวิตคนจากความตาย จึงได้เข้าไปยังพเยซากุนโดยไม่สนใจคำที่ผู้ใหญ่กล่าวห้าม

ตัวละครนี้ถูกส่งต่อมาให้กับ Jun Ji Hyun/จอนจีฮยอน ผู้แสดงเป็น อาชิน (วัยผู้ใหญ่) เธอต้องแบกรับความสูญเสียที่ได้รับมาแต่ยังเยาว์ อดทนผ่านความลำบากมากมายเพื่อรอวันได้แก้แค้น ยอมกระทั่งเป็นพลสอดแนมรับใช้โชซอนเพื่อหวังว่าวันหนึ่ง โชซอนจะช่วยเธอแก้แค้นให้กับครอบครัว เป็นตัวละครที่มีบทพูดไม่มาก แต่ต้องใช้การแสดงออกทางสีหน้าแววตาซึ่งเธอก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว

อีกคนที่จะมองข้ามไปไม่ได้ คือ Park Byung Eun/พัคบยองอึน ผู้แสดงเป็น มินชีรก เขาคือนายทหารคนหนึ่งของโชซอน ผู้ที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อปกป้องโชซอน จึงไม่เว้นแม้แต่การหักหลังคนที่ทำคุณประโยชน์ให้ เขาคือผู้กวาดล้างเหล่าซอมบี้ผีดิบในซีซัน 1 และเป็นผู้นำกองทหารและช่วยเหลือรัชทายางอีชางในซีซัน 2

ในตอนพิเศษนี้ เขาก็เป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุซอมบี้เกลื่อนเมืองในเวลาต่อมาเช่นกัน

เรื่องราวที่ทำให้คุณรู้จักกับอาชินผู้มาเยือนในตอนท้ายของซีซัน 2
อาจจะมีหลายช่วง เวลา ที่ภาพ ในจอค่อนข้างมืด ถ้าทีวี ของท่าน คุณภาพจอ ไม่สูงพอก็อาจจะเป็น เรื่องกวนใจ อยู่บ้าง บางเสียง แนะนำให้ปิดไฟ ไม่ก็เปลี่ยนไป ใช้ทีวีรุ่นใหม่ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้พบกับตัวเองก็คือ การได้ลองเป็นดูครั้งที่สองบนคอมพิวเตอร์ ทำให้เข้าเรื่องราวได้มากขึ้นกว่าเดิม เหมือนเขาจงใจจะให้เราดูสองรอบนะครับเนี่ย

เรื่องราวมันอาจจะเล่าปูเรื่องยาวหน่อย ความเร้าใจในช่วงครึ่งแรกมันอาจมีไม่มากนัก แม้ในครึ่งหลังจะได้เห็นซอมบี้อาละวาดอยู่บ้าง แต่ก็เรียกได้ว่ายังไม่มากพอสำหรับคนที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม มันคือ ภาคที่ต่อเติมให้เราได้รู้จักกับอาชินให้มากขึ้น

 

สรุป

หนังภาคกำเนิดของจักรวาลคิงดอม ซอมบี้เกาหลี ได้จอนจีฮยอน รับบท อาชิน เดินเรื่องเอื่อยไปหน่อย แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่แฟนซีรีส์ไม่ควรพลาด

จุดเด่น

เป็นการเฉลยที่มาและจุดกำเนิดของซอมบี้ในหนังคิงดอมที่หักมุมพอสมควร

โปรดักชั่นดีเยี่ยม
จอนจีฮยอนแสดงได้ดี
เป็นการเชื่อมไปยังซีรีส์ภาคหลักได้ดี
น่าติดตามทิศทางของตัวละครอาชินหลังจากนี้เอามากๆ
มีพากย์ไทย

จุดด้อย

หนังเดินเรื่องช้า ใช้เวลาปูบทนานเกินไป
กว่าซอมบี้จะออกมาก็ช้ามากๆ
ช่วงท้ายสู้กับซอมบี้ไม่ได้มีลุ้นอะไร
บทแสดงของจอนจีฮยอนน้อยเกินไป

 

ดูหนังไทย

รีวิวหนัง The Jungle Book – เมาคลีลูกหมาป่า การผจญภัยของ ”เมาคลี”

รีวิวหนัง The Jungle Book - เมาคลีลูกหมาป่า การผจญภัยของ ''เมาคลี''

เรื่องย่อหนัง หนังภาพยนตร์เรื่อง The Jungle Book หรือชื่อไทยว่า เมาคลีลูกหมาป่า The Jungle Book เมาคลีลูกหมาป่า บอกเล่าเรื่องการผจญภัยของ ”เมาคลี” (นักแสดงหน้าใหม่ นีล เซ็ทธิ) เด็กน้อยที่ถูกเลี้ยงโดยครอบครัวของหมาป่า แต่เมาคลีพบว่าเขาไม่เป็นที่ต้อนรับในป่าแห่งนี้อีกต่อไปเมื่อ แชร์คาน เสือร้ายผู้น่าเกรงขามที่มีแผลเป็นจากฝีมือมนุษย์ (ให้เสียงโดย ไอดริส เอลบา) ให้คำมั่นว่าจะกำจัดทุกสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นภัยคุกคาม หลังจากถูกขับไล่จากบ้านเพียงหลังเดียวที่เขามีเมาคลีจึงออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองในการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ โดยได้รับการชี้แนะจากคู่หูที่กลายมาเป็นอาจารย์ บากีร่า (ให้เสียงโดย เบน คิงส์ลีย์) และหมีผู้มีจิตวิญญาณอิสระ บาลู (ให้เสียงโดย บิล เมอร์เรย์)

โดย ระหว่างทาง เมาคลีได้เผชิญหน้ากับเหล่าสัตว์ป่าที่ไม่ได้ให้ความสนใจในจิตใจของเขา รวมถึง คา (ให้เสียงโดย สการ์เลตต์ โจแฮนสัน) งูเหลือมที่เสียงอันเย้ายวนและจ้องสะกดจิตเด็กน้อยคนนี้ และคิง ลูอี้ ผู้ปากหวาน (ให้เสียงโดย คริสโตเฟอร์ วอลเคน) ที่พยายามจะบังคับเมาคลีให้เปิดเผยความลับของพลังอันอันตรายและอธิบายไม่ได้ของดอกไม้แดงหรือที่เราเรียกกันว่า ”ไฟ”

นับว่าเป็นเรื่องที่ 4 แล้ว ที่ดิสนีย์หยิบเอา แอนิเมชั่นสุดคลาสสิคของตัวเอง นำมาปัดฝุ่นใหม่ ทำเป็น Live Action ภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ฉายโรง ซึ่งหลังจากที่ Alice in Wonderland นั้นประสบความสำเร็จอย่างมากมาย

The Jungle Book เคยถูกทำมาเป็นละคร ภาพยนตร์ หรือแม้กระทั่ง Animation โดยวอลล์ ดิสนีย์ นั้นเอง ออกฉายไปเมื่อปี 1967 เรื่องราวว่าด้วย เด็กชายผู้ถูกเลี้ยงในป่าโดยเหล่าฝูงหมาป่ารวมไปถึงเสือดำ และหมีบาลู โดยทีมีเสือโคร่งอย่างเชียร์ค่าน พอรู้ข่าวว่ามีการเอาลูกมนุษย์มาเลี้ยงในป่า เลยออกตามล่าเพื่อเอาชีวิตเมาคลี

เรื่องราวในเวอร์ชั่น ภาพยนตร์ เอาตรงๆก็ไม่ได้แตกต่างจากเวอร์ชั่น Animation เลยแม้แต่น้อย ดิสนีย์ยังคงคอนเซปการหยิบเอาโครงเรื่องตามเวอร์ชั่น Animation มาเป็นแกนหลัก แล้วใส่รายละเอียดให้กับส่วนต่างๆไม่ว่าจะเป็นตัวละคร วิธีการดำเนินเรื่อง ซึ่งผลที่ได้ ตัวหนังให้ความบันเทิง ซื่อตรงต่อ Animation จนน่าขนลุก และรายละเอียดต่างๆที่เพิ่มเติมเข้าไปนั้นทำให้ เมาคลีดูสมบูรณ์และมีชีวิต มากกว่าเวอร์ชั่น Animation ขึ้นไปอีก

ในด้านเทคนิคพิเศษ เป็นอะไรที่น่าตื่นตะลึงมาก เพราะเป็นการใช่ CG ล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นฉาก ตัวละครอื่นๆ ยกเว้นเมาคลีเพียงคนเดียวที่ใช้ หนูน้อย นิล เซธิ เล่นเท่านั้น เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ คือ CG เรื่องนี้จะทำให้เราตะลึงไปกับป่าดงดิบ เหมือนกับตอนที่เจมส์คาเมรอน ทำไว้ในเรื่อง Avatar เลยแบบนั้นทีเดียว

งานด้านสามมิติของเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะในยุคสมัยนี้ ที่มีหนังสามมิติเข้าฉายเป็นว่าเล่น แต่จะหาเรื่องที่งานด้านสามมิติ แยกเป็นเลเยอร์ชัดจน และมีการพุ่งทะลุจอจนต้องเอียงหัวหลบ นั้นแทบไม่ค่อยได้เห็น แต่ในเรื่องนี้ งานด้านภาพสามมิตินั้นเรียกได้ว่าโดดเด่นกว่าเรื่องอื่นๆจริงๆ การันตีเลยว่า ถ้าคุณชมในระบบ 3D หรือแม้กระทั่ง IMAX 3D จะมีอย่างน้อย 1 ฉากที่คุยต้องเผลอเอียงหัวหลบสิ่งของที่ทะลุออกมา

โดยรวมแล้ว  เป็นงานมาสเตอร์พีชอีกเรื่องนึง ที่ก้าวข้ามมาตรฐานที่ดิสนีย์เคยทำไว้ในเรื่องก่อนๆ ซึ่งแอบหวั่นใจกับเรื่อง Beauty and the Beast 2017 ที่จะทำมาตรฐานได้ดีกว่านี้ ยกระดับความสนุกได้มากกว่านี้หรือเปล่า ส่วนตัวผมให้เรื่องนี้ 8.5/10 ไปเลย ที่มา 

รีวิวหนังชื่อดังในฮอลลีวู้ด Knight of Cups ผู้ชาย ความหมาย ความรัก

เรื่องย่อหนัง หนัง Knight of Cups หรือชื่อไทยว่า ผู้ชาย ความหมาย ความรัก เล่าถึงความสัมพันธ์ของ ริค (คริสเตียน เบล) นักเขียนบทภาพยนตร์ชื่อดังในฮอลลีวู้ด ที่กำลังรุ่งสุดขีด โดยเล่าร้อยเรียงจากความหมายของไพ่ทาโรต์ 8 ใบ The Moon, The Hanged Man, The Hermit, Judgment, The Tower, The High Priestess , Death และ Freedom ซึ่ง ริค แสวงหาบางอย่างเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย ผ่านผู้คนที่เข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ แนนซี่ (เคท แบลนเช็ตต์) แพทย์หญิงที่เขาเคยแต่งงาน, อลิซาเบ็ธ (นาตาลี พอร์ตแมน) คนรักคนใหม่ของเขา, คาเรน (เทเรซ่า พาล์มเมอร์) นักเต้นเปลื้องผ้า, อิซาเบล (อิซาเบล ลูคัส) หญิงสาวไร้เดียงสา ที่ช่วยเปิดโลกใบใหม่ให้เขา เป็นต้น

รีวิวหนังชื่อดังในฮอลลีวู้ด Knight of Cups  ผู้ชาย ความหมาย ความรัก

 

แม้จะถูกหลายคนค่อนขอดว่าผลงานล่าสุดเรื่องนี้ของมาลิคดูจะมีความซ้ำกับสองผลงานหลังของตัวผกก.เองอย่าง The Tree of Life และ To the Wonder ทั้งในแง่ของรูปแบบภาพยนตร์ ภาพถ่ายเน้นแสงธรรมชาติสวยๆ การเคลื่อนกล้องพริ้วไวหรับกับการเคลื่อนไหวของตัวละคร การตัดต่อร้อยเรื่องอย่างหลวมๆ และแก่นสารที่พูดถึงการตั้งคำถามต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ จุดกำเนิด การเดินทาง และจุดหมายปลายทางสุดท้ายของจิตวิยญาณ

เป็นเรื่องที่น่าย้อนแย้งเพราะในขณะที่ฟอร์มภาพยนตร์ของมาลิคได้รื้อทำลายและสร้างรูปแบบการเล่าเฉพาะของตัวเองขึ้นมา แต่เนื้อสาส์นกลับไปตั้งคำถามถึงประเด็นที่ไม่ได้ร่วมสมัยมากนักอย่างอภิปรัชญา สนทนาเรื่องจุดกำเนิดและความหมายชีวิตมนุษย์ หรือพระเจ้า ในยุคที่สังคมได้ค่อยๆ เบือนหน้าต่อคำถามเหล่านั้นเข้าสู่ปรัชญาวัฒนธรรรมที่พูดถึงสังคมการเมืองและวิถีวัฒนธรรมที่สัมผัสจับต้องได้มากขึ้น สิ่งที่มาลิคทำคือการแต่งองค์ทรงเครื่องในเนื้อสาส์นเก่าแก่อย่างพระเจ้ากลับมาโลดแล่นเฉิดฉายบนจอภาพยนตร์ยุคปัจจุบันอีกครั้ง มันอาจจะเวิร์คมากๆ อย่างใน The Tree of Life และค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ เมื่อมาลิคยังเน้นรูปแบบการเล่าแบบเดิมและวนเวียนอยู่กับเนื้อหาเดิมๆ มาจนถึงเรื่องนี้

แต่หากมองข้ามความซ้ำซากและถอยห่างออกมามองภาพรวม เราจะเห็นการเดินทางของเนื้อหาที่ความเปลี่ยนแปลงไปคลับคล้ายคลับคลาว่าภาพยนตร์สามเรื่องหลังเสมือนบนบันทึกของชีวิตมาลิคเองในวัยที่ตกตะกอนแล้วจากการพูดถึงชีวิต ความรัก ที่เน้นเรื่องภายในสายสัมพันธ์ครอบครัว คนรักที่สะท้อนภาพชีวิตส่วนตัวของมาลิคเอง มาจนถึงการตั้งคำถามถึงสิ่งที่นามธรรมสากลกว่าอย่างความสุข การเดินทาง การแสวงหาที่ดูจะไม่มีวันสิ้นสุด ตราบเท่าที่ชีวิตมนุษย์คือการดิ้นรนเดินทางไปอย่างหลงจุดหมาย ทั้งภายนอกและภายในจิตใจ ที่มา

รีวิวหนัง The Mermaid – เงือกสาว ปัง ปัง ผู้กำกับ โจวซิงฉือ

รีวิวหนัง The Mermaid - เงือกสาว ปัง ปัง ผู้กำกับ โจวซิงฉือ

หนัง The Mermaid หรือชื่อไทยว่า เงือกสาว ปัง ปัง The Mermaid ผลงานของผู้กำกับ โจวซิงฉือ ขึ้นอันดับ 1 หนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลในประเทศจีน ชมตัวอย่างก่อนเข้าฉายในเมืองไทย 13 เมษายน ความยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรม ภาพยนตร์ในประเทศจีน เป็นที่เลื่องชื่อว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการสร้างสถิติครั้งใหม่ เมื่อผลงานล่าสุดของผู้กำกับโจวซิงฉือ (Chow Sing-Chi) ที่ชื่อว่า The Mermaid กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลในเมืองจีนไปแล้ว โดยเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2016 เว็บไซต์ Box Office Mojo รายงานความสำเร็จของหนังเรื่อง The Mermaid ที่มาแรงอันดับ 1 และกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลในประเทศจีน แซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง Monster Hunt ที่ทำเอาไว้เมื่อปี 2015 โดยทำรายได้รวมกว่า 2,733 ล้านหยวน หรือราว 1,500 ล้านบาท จากการเข้าฉายเพียง 2 สัปดาห์

หากหนึ่งในหน้าที่ของหนังคือการพาผู้คนหลบหลีกจากโลกชีวิตจริงเข้าสู่โลกใบอื่น เพื่อเสพรับเอาความผ่อนคลายปรนความเครียดจากชีวิตประจำวันสักสองชั่วโมง และพกเอาก้อนความรู้สึกประทับใจกลับออกมาอิ่มเอมใจอีกสักพักในการกลับสู่โลกความเป็นจริงที่ยากเย็นนัก ผลงานหนังเรื่องนี้ของโจวซิงฉือก็ตอบโจทย์นั้นได้อย่างไร้ข้อกังขา เป็นมหรสพชั้นเยี่ยมที่เสิร์ฟความบันเทิงในรูปแบบเสียงหัวเราะหงายท้อง ซาบซึ้งพอประมาณได้อย่างยอดเยี่ยม

สิ่งที่โดดเด่นยิ่งกว่ามุกตลกติดดิน ที่ถูกขยี้เล่นจนบางครั้งเอาตลกอย่างเดียวโดยไม่ต้องคำนึงถึงการเดินเรื่องไปข้างหน้าก็ได้ คือจินตนาการที่แปลกประหลาดและสร้างโลกหนังใหม่อันเปี่ยมไปด้วยความเป็นเฉพาะตัวฉบับโจวซิงฉือได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นพิพิธพันธ์สัตว์แปลกตรงต้นเรื่อง ที่ลี้ภัยของเหล่าเงือก ไปจนถึงการตีความสร้างคาแรคเตอร์เงือกฉีกไปไกลจากภาพจำเงือกแสนสวยที่ถูกสร้างซ้ำหลายต่อหลายครั้ง

ในขณะที่อีกด้านของเสียงหัวเราะคือดราม่าประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการถูกคุกคามโดยกลุ่มทุนของเอกชนคือสิ่งที่โจวซิงฉือนำเสนอวิชวลความรุนแรงให้ชัดระดับเดียวกันกับซีนตลก ความรุนแรงที่ถูกนำเสนออย่างค่อนข้างฉูดฉาดพอๆ กับความฉูดฉาดในฉากหัวเราะบ้าบอทำให้เห็นว่าตัวหนังพยายามที่จะเดินตามขนบหนังคอมเมดี้หัวเราะท้องแข็งก่อนจะสวิงคนดูให้ต่อมน้ำตาแตกไปกับดราม่าที่สะเทือนอารมณ์

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าวิธีการหาทางลงของเรื่องช่างเปี่ยมไปด้วยความเพ้อฝันเลื่อนลอย ห่างไกลจากบริบททความเป็นไปได้จริงในโลกใบที่สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา อีกทั้งจุดอ่อนเรื่องความสมเหตุสมผลของตัวบทภาพยนตร์ก็ดูค่อนข้างงกระท่อนกระแท่น แต่ถ้ามองในมุมที่หนังขับเคลื่อนด้วยมุกตลกเป็นหลัก ก็ถือว่าโจวซิงฉือยังคงความเป็นมวยเก๋าที่ใช้ความเก๋าเอาตัวรอดไปได้อย่างหืดขึ้นคอ ที่มา

รีวิวหนัง If Cats Disappeared From the World ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้

เรื่องย่อหนัง หนัง If Cats Disappeared From the World หรือชื่อไทยว่า ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้ สร้างจากการ์ตูนตาหวานชื่อดัง ตัวพลอตฉบับภาพยนตร์เล่าถึง บุรุษไปรษณีย์ ที่เพิ่งโดนแฟนทิ้ง แถมป่วยด้วยโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษา เพื่อนสนิทที่สุดของเขาคือแมวจรจัดที่หลงท­างมา และ ในคืนที่เขาใกล้ตาย เขาได้ข้อเสนอจากยมทูต ที่จะช่วยยืดชีวิตให้ แต่ต้องแลกกับของ 1 ชิ้นที่เมื่อยกให้ยมทูต ความทรงจำเกี่ยวกับของสิ่งนั้นก็จะหายไป เขาจะลืมทุกอย่าง ทั้งความสุข ความเศร้า หรือแม้แต่ คุณค่าของการได้เป็นคนสำคัญของใครคนที่ให้­ของชิ้นนั้นแก่เขามา แต่เพื่อเป็นการซื้อเวลาให้ชีวิตตัวเอง เขายอมแลก แลกทีละชิ้น จนถึงของชิ้นสุดท้าย…

If Cats Disappeared From the World  - ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้ -

เรื่องราวของชายหนุ่มที่กำลังจะตายด้วยเนื้องอกในสมองระยะสุดท้าย ได้เจอกับชายที่หน้าตาเหมือนตัวเองมาแสดงตัวว่าเป็นปีศาจหรือยมทูตอะไรประมาณนั้น และบอกเงื่อนไขว่าถ้ายังไม่อยากตายเขาสามารถต่อเวลาชีวิตไปอีกได้เรื่อยๆ ถ้ายอมแลกกับของบางอย่างในโลกที่จะถูกเลือกสุ่มให้หายไปจากโลกนี้ทีละอย่างๆ ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงแมวแสนรักที่เขาเลี้ยง ชายหนุ่มก็ได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิตไปพร้อมๆ กับการตระหนักความสำคัญของมิตรภาพ ความรัก และคนในครอบครัว

หนังเปิดเรื่องมาได้น่าสนุกด้วยสถานการณ์ที่น่าติดตามไม่หยอก แต่กับส่วนของตรรกะนั้นกลับสวนทางกันและค่อยๆ ล่มลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากหนังไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นจริงหรือเป็นแค่มโนในหัวซึ่งจุดนี้ทำให้เรามีปัญหากับความสมเหตุสมผลของหนัง เราก็เลยดูหนังด้วยการเอาตรรกะไปจับมันไว้ตลอดจนเราหมดสนุก ความรู้สึกตอนดูก็ได้แต่รอให้ตัวละครมันได้สติกลับคืนมาไปเรื่อยๆ แถมการเล่าเรื่องที่ไม่ลำดับตามไทม์ไลน์ปกติยิ่งทำให้หนังไม่ปะติดปะต่อทางอารมณ์ โดยเฉพาะพัฒนาการตัวละครพระเอกที่จะเวิ่นเว้อก็เวิ่นไปเรื่อย จะกลับมาตระหนักรับรู้ก็ดูล่องลอย แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันก็เข้าใจได้นะว่าหนังต้องการเล่าอะไร และตัวละครมันเป็นอะไรกำลังเผชิญกับสภาวะจิตใจยังไงอยู่ เพียงแค่เราไม่อินกับความเยอะของการเล่าที่มันเยอะไปแยะไปหมด ก็ไม่ได้อ่านหนังสือนะ แต่หนังสือมันน่าสนุกและดีกว่านี้ ที่มา

รีวิวหนังรักโรแมนติก Me Before You – มี บีฟอร์ ยู เรื่องราวสุดซึ้ง

หนังโรแมนติก Me Before You หรือชื่อไทยว่า มี บีฟอร์ ยู ลูอิซ่า “ลู” คลาร์ก (คลาร์ก) อาศัยอยู่ในเมืองที่ดูประหลาดตาย่านชานเมืองประเทศอังกฤษ เธอไม่มีทิศทางชีวิตที่ชัดเจน สาววัย 26 ผู้มีความคิดสร้างสรรค์สดใสต้องเปลี่ยนงานจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งเพื่อดูแลครอบครัวที่ฐานะไม่ค่อยดี ความมองโลกแง่ดีของเธอทำให้ต้องพบกับบททดสอบ เมื่อเธอต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในการทำงานใหม่ของเธอ เธอได้งานที่ปราสาทท้องถิ่น โดยทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลและเพื่อนของวิล เทรย์นอร์ (คลาฟลิน) เศรษฐีแบงค์หนุ่มที่ต้องอยู่บนรถเข็นจากอุบัติเหตุเมื่อ 2 ปีก่อนจนโลกของเขาต้องเปลี่ยนไปในพริบตา เขาไม่รักการผจญภัยอีกต่อไป ตอนนี้วิลรู้สึกท้อแท้ในชีวิต จนกระทั่งลูมุ่งมั่นที่จะทำให้เขาเห็นว่าการมีชีวิตอยู่คือสิ่งล้ำค่า พวกเขาได้พบกับเรื่องตื่นเต้นต่างๆ ไปด้วยกัน ลูและวิลได้อะไรมากกว่าที่เดิมพันไว้ เพราะพวกเขาได้พบกับชีวิตและจิตวิญญาณที่เปลี่ยนไปในแบบที่ไม่มีใครคาดฝัน

หนังโดยรวมน่ารักโรแมนติกกำลังดี นักแสดงทั้งพระเอกนางเอกรวมถึงนักแสดงสมทบต่างก็สร้างเสน่ห์ที่ทำให้หนังดูสนุกและโอบอุ้มหนังทั้งเรื่องไว้ได้ไม่ยากเย็น แต่คุณต้องไม่มีปัญหากับการแสดงที่ยิ้มใหญ่เยอะแยะเสียก่อนนะ และในส่วนของบทนั้นพัฒนาการตัวละครยังขาดจุดเปลี่ยนที่ชัดเจนจนไปๆ มาๆ มันกลายเป็นหนังรวมสถานการณ์รักตลกๆ ชวนซึ้งที่ขยักเทียวหยอดเทียววางฉากจุดเปลี่ยนสำคัญไว้เป็นก้อนๆ หรือบางทีก็เนียนเกินจนไม่เห็นความแตกต่างของตัวละครที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความน่าเชื่อในความสัมพัสนธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างพระเอกนางเอกมันขาดความสมเหตุสมผลทางการเปลี่ยนผ่านอารมณ์ไป อีกทั้งยังละทิ้งความสำคัญของตัวละครสมทบซึ่งเป็นอุปสรรคหนึ่งที่สำคัญจนทำให้ตัวละครพระเอกนางเอกเรียบแบนและเติบโตได้ไม่ไหลลื่น

และด้วยพล็อตที่มีความโรแมนติกและเศร้าซึ้งไปด้วยกันได้ดีอยู่แล้วยังพยายามขุนความโรแมนติกตลกเข้าไปอีกด้วยการเล่นเยอะเล่นใหญ่เข้าว่า มันก็เลยทำให้สถานการณ์กระอักกระอ่วนที่น่าสนใจถูกการเล่าแบบผ่านๆ โดยไม่ดีเบตอะไรให้เกิดความงอกงามในแง่ของการเติบโตทางความคิดทัศนคติและความเชื่อของตัวละคร ไปจนถึงประเด็นที่หนักหน่วงได้มันก็น่าเสียดายที่ทำให้วัตถุดิบตั้งต้นเรื่องที่ดีนั้นเสียของ โดยเฉพาะในช่วงท้ายเรื่องยิ่งลื่นไถลตกบ่อน้ำตาลปี๊บหวานเลี่ยนอาเจียนตายไปตามกัน ถึงแม้ในทางการรับรู้เรื่องราวเมื่อมองย้อนกลับไปที่พล็อตตั้งต้นแล้วเรายังเข้าใจสาเหตุของความเป็นไปที่ยังคงน่าเชื่อได้อยู่ก็ตาม

เหมือนว่าหนังทั้งเรื่องยังคงพาตัวละครเดินย่ำอยู่กับที่ ทั้งๆ ที่ลำพังแค่พล็อตที่พกตรรกะอันน่าเศร้าของชีวิตและตัวตนที่ตัดไม่ลงปลงไม่ขาดไว้เอื้ออำนวยให้คนดูได้พิจารณาตัวเองไปพร้อมๆ กับตัวละครซึ่งมีประสิทธิภาพพร้อมเต็มแม็กซ์ที่จะเรียกน้ำตาไม่ว่าขาจรหรือขาประจำหนังแนวนี้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากบทที่เอาตัวไม่รอดจากการเกาะหนังสือนิยายกินแล้ว การกำกับที่เรียบๆ เรื่อยๆ หากินกับบทที่ยู่ยี่อีกทอดก็พาหนังเดินกะเผลกออกห่างจากบรรยากาศความเป็นจริงไปไกลเรื่อยๆ ใครเหนื่อยที่จะเดินตามออกจากป่าหิมพานต์แห่งชีวิตไปชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์หวานหอมก็ต้องหมดความอินไปบ้างแหละ

จนสุดท้าย Me and You ก็กลายเป็นแค่หนังรักตลกที่ดูอมยิ้มได้เพลินๆ แต่อาการสะดุดขัดแข้งขาตัวเองทำให้ความอบอวลของประเด็นทั้งระหว่างทางและตอนจบสุดท้ายมันไปไม่ถึงไหน จนกระทั่งส่วนตัวไม่ได้น่าประทับใจอะไรเลย บางทีก็คิดว่าอ่านพล็อตแค่ไม่กี่บรรทัดแล้วจินตนาการส่วนที่เหลือเอายังน่าจะทำให้ประทับใจได้มากกว่าดูหนังทั้งเรื่อง เสียดายจริงๆ เพราะนานๆ ทีจะมีหนังโรแมนติกคอเมดี้ที่พล็อตกับคอนฟลิกต์ท้ายเรื่องประกอบกันแล้วเชื้อเชิญให้เชียร์หนังมันดีงามและไปไกลได้มากกว่านี้ ที่มา

รีวิวหนัง Now You See Me 2 – อาชญากลปล้นโลก 2 กลุ่มจตุรอาชา

เรื่องย่อหนัง หนัง Now You See Me 2 หรือชื่อไทยว่า อาชญากลปล้นโลก  2 ภาพยนตร์ จะบอกเล่าถึงเรื่องราว 1 ปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคที่แล้วที่เหล่า ‘กลุ่มจตุรอาชา’ (หรือ The Four Horsemen) ได้ร่วมกันชิงไหวชิงพริบเอาชนะเจ้าหน้าที่ FBI ได้สำเร็จ รวมไปถึงยังได้รับเสียงชื่นชมและคำสรรเสริญจากเหล่าผู้คนมากมายถึงความชาญฉลาดของพวกเขา

รีวิวหนัง Now You See Me 2 - อาชญากลปล้นโลก 2 กลุ่มจตุรอาชา

โดย กลับมาในครั้งนี้พวกเขาก็จะขอแท็กทีมร่วมกันทำภารกิจสุดยิ่งใหญ่เหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้จะต้องเจอศัตรูตัวฉกาจรายใหม่ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมและทัดเทียมไม่แพ้พวกเขา นี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปล้นครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่และอันตรายกว่าเดิมหลายเท่าตัว! มายากลอัจฉริยะจะตรึงทุกสายตา โจรกรรมครั้งมหึมาจะหยุดโลกอีกครั้ง! “Now You See Me 2”

Now You See Me ถือเป็นภาพยนตร์ที่เปิดประสบการณ์ใหม่ของภาพยนตร์ที่นำเอามายากลและอาชญากรรมมารวมกันก็ว่าได้ เพราะภาคแรกหลายๆคนที่ได้ชม ต่างก็ไม่ได้ให้ความคาดหวังอะไร ผลสุดท้ายก็ฮิตตามคาดจนต้องเข็นภาคต่อออกมา

มาในภาคนี้ก็เล่าเรื่องราวว่าด้วย 18 เดือนหลังจากท้ายภาคแรก เหล่า จตุรอาชา เริ่มเบื่อหน่ายกับการที่ต้องหลบซ่อน เกิดการแตกหักภายใน จนต้องมีการเพิ่มจตุรอาชาคนใหม่เข้าไปแทน เพื่อให้ครบ 4 คน (จริงๆนักแสดงคนเดิมท้องช่วงถ่ายทำเลยต้องเปลี่ยนบทเพิ่มตัวละครนั่นเอง) แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกของภาคนี้ลดลงแต่อย่างใด

ภาคนี้กระหน่ำไปด้วยแอคชั่นที่ดูเดือดขึ้น จัดเต็มขึ้น และกลในเรื่องดูยิ่งใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะฉากปล้น “สติ๊ก” ในห้องแลปสุดท้าทาย ถือเป็นไฮไลท์ของเรื่องเลยก็ว่าได้

ถึงแม้ว่าตัวหนังจะให้ความบันเทิงแบบจัดเต็มเอามากๆ แต่ก็น่าเสียดายตรงที่บางจุดดูไม่ค่อยสมเหตุผลซักเท่าไหร่ และออกจะประหลาดๆไปซะหน่อย แต่ถ้ามองข้ามในจุดนี้ไปได้ ก็จะสนุกเลยไม่ใช่น้อย

โดยรวมแล้ว Now You See Me 2 เป็นการต่อยอดจากภาคที่แล้วได้ค่อนข้างดี เสมอตัว ถึงมันจะไม่เพอร์เฟคซักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนดูเบื่อหน่ายกับ 2 ชั่วโมงทีหนังจัดมาให้เลยทีเดียว ที่มา

Insert variable รีวิวหนังแนว ระทึกขวัญ DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย คุณจะทำได้รึเปล่า

รีวิว] DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย - ไอเดียตื่นดี แต่บทคงต้องขออดนอนต่ออีกนิด | #beartai

DEEP โปรเจกต์ลับ หลับ เป็น ตาย โปรเจ็กต์จากนักศึกษาที่ร่วมกับค่ายหนังทำลงสตรีมมิ่ง Netflix ให้คนทั่วโลกดู ด้วยไอเดียหลับไม่ได้ หลับเป็นตาย กลายมาเป็น หนังทริลเลอร์เล็กๆ ที่พอใช้ได้ แต่ถ้าไม่มีเมนเทอร์ดังมาแนะนำอาจจะดีกว่า

DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย เป็นผลงานจาก Netflix ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่จาก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ทำผลงานเต็มรูปแบบทั้งเขียนบท กำกับ และนำแสดง ภายใต้การกำกับดูแลของอดีตผู้กำกับดังสองคน อดิเรก วัฏลีลา กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง จาก บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม ที่มีผลงานเด่นอยู่หลายเรื่องอย่าง แสงกระสือ ตุ๊กแกรักแป้งมาก และอื่นๆ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการผันตัวจากทำหนังโรงมาลงสตรีมมิ่งจากกระแสโควิดที่โรงหนังไม่สามารถเปิดได้ในตอนนี้

กลุ่มนักศึกษาแพทย์ 4 คน เจน วิน ซิน และพีช สมัครเข้าร่วมโปรเจกต์ทดลองลับทางวิทยาศาสตร์ “DEEP” กับเงื่อนไขที่ว่า ถ้าพวกเขาสามารถอดนอนได้ในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะได้รับเงินมหาศาล แต่ถ้าเผลอหลับมากกว่า 60 วินาทีก็จะตายทันที แต่โปรเจกต์นี้ก็กลายเป็นหายนะ เมื่อยิ่งเข้าระดับลึกมากเท่าไหร่ การอดนอนเพื่อให้ผ่านการทดสอบก็ยิ่งยาวนานขึ้นเรื่อยๆ

หนังไทยช่วงหลังมีความพยายามฉีกไปทาง แนววิทยาศาสตร์ระทึกขวัญมากขึ้น อย่างล่าสุดโกสแล็ปกับการทดลองพิสูจน์ผี ซึ่งก็ต้องบอกว่าพังไม่เป็นท่าจากตรรกะไม่สมเหตุผลกับแนววิทยาศาสตร์ที่เรื่องนำเสนอเลย หลายคนก็คงสงสัยและตั้งคำถามกับเรื่องต่อมาอย่างดีฟว่าจะลงเอยแบบเดียวกันหรือไม่? ก็ต้องบอกกันก่อนเลยว่า สูสีเกือบพังในเลเวลใกล้เคียงกันเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อมากเมื่อดูจากโปรไฟล์ว่าเป็นงานที่มีผู้กำกับชื่อดัง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง มาแนะนำคุมงาน (มีผลงานอย่าง เปนชู้กับผี อินทรีแดง เฉือน รุ่นพี่ นางนาก และอีกหลายเรื่องที่จัดว่าดีพอตัว ส่วนตัวผู้เขียนก็เป็นแฟนผลงานเขาด้วยแม้เรื่องหลังอย่างสิงสู่จะพังไม่เป็นท่า) ลำดับของโปรเจ็กต์นี้ก็เกิดจากกลุ่มนักศึกษาสาขาภาพยนต์ของ ม.กรุงเทพ ตกลงกับทรานส์ฟอร์เมชั่นเฟ้นหาผลงานหน้าใหม่ขึ้นมาในวงการ โดยมี อดิเรก วัฏลีลา กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง เป็นโค้ชแนะแนวช่วยเหลือให้อีกที แต่ทั้งดารานักแสดงและผู้กำกับที่ร่วมกันหลายคนเป็นหน้าใหม่ทั้งหมด ตรงนี้ผู้เขียนไม่โทษเพราะนี่เป็นผลงานแรกในวงกว้างของพวกเขา ซึ่งถ้าไม่มีชื่อผู้กำกับดังมาคุมงาน อาจจะดีซะกว่า เพราะถือว่าเป็นไอเดียการทำหนังแนวใหม่ๆ ของคนไทยที่โอเคพอได้ในระดับหนึ่ง ในต้นทุนที่ต่ำและข้อจำกัดของทีมงานด้วย แต่พอมีผู้กำกับใหญ่มาคุมก็ต้องสงสัยขึ้นมาว่า อะไรหลายๆ อย่างที่พังในเรื่องนี้มันผ่านการแนะนำของเขามาได้ยังไง ในเมื่อคนดูเองยังรู้สึกได้ทันทีว่ามันไม่ควรจะมี หรือเป็นอย่างนี้ได้เลยแท้ๆ (อ่านที่มาของโปรเจ็กต์นี้ประกอบได้ที่นี่)

ความพังของ เรื่องโผล่ มาให้เห็น ตั้งแต่แรก กับ ฉากเข้ารับการทดลอง ของเจน (ปาณิสรา ริกุลสุรกาน) นางเอกหลัก ในเรื่องนี้ เมื่อเรื่อง ต้องมีการ อธิบาย ทางวิทย์ ก่อนเข้ารับการทดลอง อันนี้คือไม่มี ปัญหา เลยกับ การตั้งต้น ทฤษฎี สมมุติ ในเรื่องว่า สมอง เรามีสารต้านการนอนที่ชื่อ คิวราโทนิน ซึ่งทางบริษัท ยาต้องการวิจัย สารตัวนี้ โดยการ ฝังชิปเข้าที่หลังคอ ต่อ กับ สมอง โดยตรง เพื่อเก็บสาร ตัวนี้มาไว้ จนเต็ม ถึงมาถอด ออกและรับเงินได้ แต่ปัญหา คือเนื้อเรื่อง อธิบาย ข้อตกลง ในการร่วมวิจัยตอนแรกเหมือนหมดเกลี้ยงแล้วนางเอกถึงตกลง แต่พอฝังชิปไปพึ่งมาบอกว่า ถ้ายูนอนหลับเกิน 1 นาทีจะหัวใจวายตายทันที โดยมีนาฬิกาสมาร์ทวอทช์คอยเตือนนับถอยหลังถ้าเผลอหลับ (แถมไม่ฆ่าเชื้อเช็ดเลือดหลังฉีดด้วยแหนะ) ซึ่งมันเป็นไปได้ไหมที่คนปกติเข้ารับการทดลองอะไรแบบนี้มารู้ทีหลัง แล้วจะยังเฉยๆ ตกใจนิดนึง ไม่รู้สึกมีพิรุธกับการมาบอกอะไรทีหลังแบบนี้เลยหรือ ยิ่งบอกว่าเป็นบริษัทใหญ่จากเยอรมันด้วย คือเป็นฉากที่คนดูก็ต้องรู้สึกเอะใจว่าเฮ้ยมันไม่ใช่แล้ว เผลอหลับครบนาทีตายเลยใครมันจะไม่ทักกับเรื่องแบบนี้ แต่ตัวเรื่องก็ปล่อยผ่านอะไรแบบนี้มาได้เพื่อให้เรื่องเดินต่อไป โดยที่ไม่รู้สึกเลยหรือว่าหนังแนววิทยาศาสตร์ถ้าตั้งต้นให้คนไม่เชื่อหรือสะดุดใจแล้วมันจะไปต่อยากขึ้นเรื่อยๆ จากการจับผิดเล็กๆ กลายเป็นขยายใหญ่ในภายหลังมากขึ้นไปอีก

โอเคถือว่าผู้เขียนยอมหลับหูหลับตาไม่สนใจประเด็นตรงนั้นไปก็ได้ แต่ตัวเรื่องก็ยังพยายามจะมีอะไรพังๆ แบบไทยๆ ตามมาอีก ด้วยการเปิดตัวละครหลักที่เหลือที่เป็นนักเรียนแพทย์กันหมด โดยที่แต่ละคนนี่มีไลฟ์สไตล์แบบมาเรียนแพทย์ได้ไง เอาแค่สอบผ่านก็ไม่น่าเชื่อถือแล้ว ไล่มาตั้งแต่ วิน (เลิศสิทธิชัย) หนุ่มหล่อและนักบาสประจำมหาวิทยาลัย แต่ดันบอกเป็นสายปาร์ตี้ทุกวันมากกว่าการเรียน ซิน (ศุภนารี สุทธวิจิตรวงษ์) สาวอินฟลูเอ็นเซอร์ประจำคณะที่หัวดีแต่โดนที่บ้านบังคับเรียนหมอ วันๆ เลยก็ทำแต่ช่องของตัวเอง พีช (กฤตย์ จีรพัฒนานุวงศ์ ) หนุ่มเนิร์ดที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเกมทั้งวันทั้งคืน กลายเป็นว่าสามคนนอกจากนางเอกในเรื่องไม่มีฉากไหนที่เข้าเรียนหรือเกี่ยวข้องกับแพทย์ได้เลยจนดูไม่น่าเชื่อถือเอามากๆ คือเข้าใจว่าตัวเรื่องพยายามกำหนดแบ็คกราวด์ให้สอดคล้องกับการทดลองในเรื่องที่ต้องเป็นคนอดนอนเก่งมาก่อน แต่ถ้าแบบนั้นไม่ต้องเป็นนักศึกษาแพทย์ดีกว่าไหม จะได้ไม่มีโปรไฟล์ที่ต้องมาขัดแย้งกันเองแบบนี้ อันนี้ทางโค้ชเมนเทอร์ไม่คิดจะทักท้วงกันเลยหรือไงถึงปล่อยอะไรแบบนี้ออกมาได้

ความพังในเรื่องยังมาต่อเนื่องอีกเป็นระยะ แต่มาในรูปของฉากคั่นด้วยเพลงประกอบแบบมิวสิควิดีโอ ซึ่งบอกตรงๆ ว่าผู้เขียนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพยายามบิ้วอารมณ์ขึ้นมาโดดๆ ด้วยเพลงกับฉากสโลวๆ แบบแนวมิวสิควิดีโอสั้นๆ ระหว่างเรื่องหลายครั้ง คือปล่อยให้เรื่องเดินไปตามบทตามอารมณ์ปกติไม่พอหรือไง ถึงต้องมีเพลงแทรกหลายครั้งไม่ซ้ำกันด้วย (ไม่ใช่เพลงหลักของเรื่องด้วย) จนกลายเป็นมาทีไรดูลดเกรดของหนังลงไปทุกครั้ง แม้ว่าภาพรวมหนังจะพอใช้ได้ แต่สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นตัวบั่นทอนลงไป และก็ไม่ได้ช่วยให้คนดูอินได้เลยกับการคั่นฉากสั้นๆ ด้วยวิธีแบบนี้หลายครั้ง ซึ่งก็วนกลับมาคำถามเดิมโค้ชเมนเทอร์คนไหนไปแนะนำให้ทำหรือเปล่า หรือถ้าไม่ใช่ทำไมไม่หาทางทำให้ดีกว่านี้ครับ

ตัวเรื่องพยายามเสริมแบ็คกราวด์ของตัวละครแต่ละตัวให้มีปมบางอย่าง เพื่อเอามาใช้ตอนนอนไม่หลับแล้วหลอนให้ระทึก แต่กลายเป็นว่าปมพวกนั้นกลับใส่มาแบบน้อยมากแทบไม่รู้อะไรจริงๆ เลย แม้แต่นางเอกตัวหลักที่บอกพ่อแม่ถูกฆ่าตาย เลยส่งผลให้นางเป็นพวกวิตกจริต แต่ก็ถูกหยิบมาใช้แบบล่องลอยมากจากการไล่ตรวจดูสิ่งต่างๆในบ้าน ในขณะที่ฉากหลอนแทนที่จะนำเรื่องเหล่านี้กลับมาเหวี่ยงใส่ให้ตัวละครสติแตกหวีดคลั่งกันสุดๆ แต่กลับใส่มาแค่ผิวๆ ไปหมด แม้แต่ตอนท้ายที่พยายามบิ้วเรื่องหลอนกันสุดๆ ก็ยังแค่การชกต่อยกันในกลุ่มเท่านั้นเอง ซึ่งบอกตรงๆ ว่าการไม่นอนหลายวันติดกันมันส่งผลทางจิตรุนแรงกว่านั้นมาก ลองดูจากเรื่อง Awake ของเน็ตฟลิกซ์เองก็ได้ที่คนสติแตกสามารถระเบิดอะไรออกมาได้เกินกว่าที่คิด แต่โอเคเข้าใจว่าด้วยงบอาจจะไม่สามารถทำเอฟเฟ็กต์ความรุนแรงต่างๆ ในช่วงหลอนได้มาก และตัวเรื่องเองก็อาจจะตั้งใจเบรกตัวเองไม่ให้รุนแรงมากด้วยก็ได้ เพราะเรื่องนี้สุดท้ายแม้เป็นแนวทริลเลอร์แต่กลับไม่มีใครตายหรือบาดเจ็บอะไรหนักหนาให้คนได้ลุ้นเลยสักนิด แม้จะมีฉาก CPR ปั๊มหัวใจของตัวละครสองครั้ง แต่มันก็ยังไม่ได้ผลอะไรในแง่ของความระทึกอย่างที่ควรจะเป็นเลยจริงๆ

สิ่งที่พัง ที่สุด ของเรื่อง คือช่วง หักมุม สุดท้าย โอเคนะ ว่าตัวเรื่อง พยายามซ่อน ตรงนี้ไว้เพื่อหักมุม กันตรงๆ แต่มัน ก็ได้แค่เซอร์ไพรซ์ เพียงนิดเดียว อันนั้นไม่ ว่ากันจริงๆ แต่ปัญหาคือ ความพยายาม อธิบาย เหตุผลต่างๆ นาๆ กับ การกระทำ ช่วงท้าย ของตัวร้ายในเรื่อง รวมถึง กลุ่มตัวเอก ก็ด้วย คือมันมี ความไม่น่าเชื่อถือว่า เวลาเจอ เหตุการณ์ แบบนั้นจะทำได้เพียงแค่นี้ อย่างถูกขัง ในห้องวอร์ด แต่ทั้งหมด ช่วยกันพัง ประตูที่ถูกล็อค ปกติไม่ได้ การที่ตัวปม ในเรื่องอย่าง น้องนางเอก ถูกนำมาเกี่ยวด้วยแบบงงๆ ว่าทำไมไม่หลุดจากข้อตกลงไปตามที่ตัวร้ายยื่นข้อแลกเปลี่ยนไว้ก็ไม่มีเหตุผลอธิบาย แถมตัวร้ายจู่ๆ ก็นึกจะสู้กับพวกตัวเอกทั้งกลุ่มด้วยเข็มฉีดยาอันเดียวอีก แถมช่วงเฉลยนี้ยังใช้แสงฟ้าแล่บแปร๊บๆ มาประกอบแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยให้ดูระทึกแบบพวกหนังสยองขวัญ นึกถึงพวกหนังไล่เชือดแบบนั้นเลย ซึ่งมันไม่ค่อยเข้ากันเลยกับการพลิกเรื่องมาแบบนี้แล้วก็ใส่มาเพื่อหวังสร้างอารมณ์ให้คนดู แทนที่จะวางฉากการไล่ล่าเอาตัวรอดดีๆ ให้ลุ้นระทึกได้มากกว่า

ย้ำอีกครั้งว่าถ้าเรื่องนี้ไม่มีเมนเทอร์แบบนั้นมาขึ้นโชว์ในเครดิตต่างๆ รวมถึงที่ PR ออกสื่อเหมือนพยายามขายชื่อมาครอบทับไว้ให้คนดูสนใจ หนังเรื่องนี้ถ้าเราได้รับรู้ว่าเป็นงานนักศึกษาเองล้วนๆ ที่อาจจะได้ทุนจากค่ายหนังมาช่วยไม่ว่ากัน หนังจะดูโอเคอยู่ มีความน่าชื่นชมที่พยายามทำอะไรใหม่ๆ ดารานักแสดงหน้าใหม่ก็พอใช้ได้ ไม่ได้ดีมาก แต่ก็โอเคโดยเฉพาะนางเอกของเรื่องที่ต้องแสดงอารมณ์มากกว่าใคร ถือว่าไปต่อได้ในงานแสดงเรื่องอื่นๆ เพียงแต่รายละเอียดบทที่พวกเขาได้รับมันไม่ได้ละเอียดสมเหตุผลพอเท่านั้น แต่ยังไงการได้เป็นภาพยนตร์ลงเน็ตฟลิกซ์ฉายทั่วโลก อันนี้น่าจะเป็นรางวัลของทีมงานหน้าใหม่นี้ทั้งหมดได้ดีที่สุดแล้ว แม้คำวิจารณ์จะไม่ดีพอก็ตามครับ สุดท้ายต้องโทษโค้ชเมนเทอร์อีกรอบนี่แหละที่ไม่ควรได้เครดิตตรงนี้ไปเลยดีกว่าครับ

 

สรุป

ในฐานะ ผลงานหน้าใหม่ จากทีม นักศึกษา ล้วนถือ ว่าพอใช้ ตัวเรื่อง มีไอเดีย ที่พอน่าสนใจ แม้จะไม่ใหม่ มาก การเดิน เรื่องไปเรื่อยๆ ในระดับ พอน่าติดตาม ได้ไม่ง่วง แต่ไม่ระทึกขวัญ ตามแนว ที่วางไว้เลย แต่สิ่งที่เป็น ปัญหา จริงๆ คือ หลายอย่าง ในเรื่อง ที่ไม่สมเหตุผล แบบปล่อยผ่าน มาได้ยังไง ซึ่งถ้าเรื่องนี้ ไม่มีโค้ชเมนเทอร์ ผู้กำกับ ชื่อดังมาประกอบเครดิต ก็คงพอเข้าใจได้ แต่การที่มีชื่อคุมงานขึ้นโชว์หราแนะนำอยู่ (อดิเรก วัฏลีลา กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง) คงต้องปัดโทษให้เมนเทอร์รับไปเต็มๆ มากกว่าทีมนักศึกษาที่ทำเรื่องนี้ครับ

เรตติ้งเฉลี่ยจากผู้อ่าน 5 (1 vote)
จุดเด่น

ไอเดียแตกต่างจากหนังไทยทั่วไป
ทีมงานทั้งหมดเป็นหน้าใหม่จากนักศึกษา ม.กรุงเทพ
การถ่ายทำอยู่ในระดับมาตรฐาน
นักแสดงมีความโดดเด่นอยู่บ้างโดยเฉพาะนางเอก
จุดด้อย

มีจุดพังทำให้ไม่เชื่อหลายครั้ง
เป็นแนวทริลเลอร์ที่ไม่มีฉากระทึกทำได้ถึงเลย
ตัดฉากเป็นมิวสิควิดีโอสั้นๆ แบบไม่เข้ากับโทนเรื่อง
นักแสดงยังดูล้นๆ เกินๆ อยู่บ้าง
ไลฟ์สไตล์ตัวละครยกเว้นนางเอกไม่สอดคล้องกับการเป็นนักศึกษาแพทย์จนทำให้ไม่น่าเชื่อ
ไทน์อินซิมมือถือหลายครั้งไม่เนียน

ดูหนังออนไลน์ฟรี 

รีวิวหนัง War for the Planet of the Apes – มหาสงครามพิภพวานร

หนัง War for the Planet of the Apes หรือชื่อไทยว่า มหาสงครามพิภพวานร ในภาพยนตร์เรื่อง War for the Planet of the Apes ผลงานตอนที่ 3 ของแฟรนไชส์เรื่องดัง ซีซาร์และฝูงวานรต้องพบกับปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มมนุษย์ที่นำโดยผู้พันผู้โหดเหี้ยม

หลังจากที่ฝูงวานรต้องพบกับความสูญเสียที่เจ็บปวดอย่างคาดไม่ถึง ซีซาร์ต้องต่อสู้กับสัญชาตญาณที่โหดร้ายมากขึ้น และเริ่มต้นการเดินทางแห่งตำนานเพื่อล้างแค้นเผ่าพันธุ์ของเขา

รีวิวหนัง War for the Planet of the Apes - มหาสงครามพิภพวานร

เมื่อท้ายที่สุดการเดินทางได้พาพวกเขามาเผชิญหน้ากัน ซีซาร์และผู้พันต้องเผชิญหน้ากัน ในการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่จะกำหนดชะตากรรมสายพันธุ์ของพวกเขาและอนาคตของโลก ผู้กำกับฯ : แมตต์ รีฟส์ นักแสดง: แอนดี้ เซอร์คิส, วูดดี้ ฮาร์เรลสัน, สตีฟ ซาห์น, โทบี้ เคบเบล

จากกราฟอารมณ์นี้เด็กเดินตั๋วชักไม่แน่ใจว่ามาดูหนัง หรือขึ้นรถไฟเหาะตีลังกาอยู่กันแน่ อารมณ์ของหนังแทบไม่เว้นจังหวะให้พักหายใจ หรือเนือยเบื่อแม้แต่น้อย มีแต่ความลุ้นระทึก อะดีนารีนสูบฉีดตลอดทั้งเรื่อง สะกดอารมณ์ของเด็กเดินตั๋วให้อยู่กับหนังได้ตลอดทั้งเรื่อง

แต่ต้องบอกทุกท่านก่อนว่ารสชาติหนังเรื่องนี้ไม่เหมือนภาคแรก (Rise) ภาคที่สอง (Dawn) เลย ภาคแรกให้อารมณ์หนัง Sci-Fi ที่สนุกเข้มข้น และมีฉาก Action ที่ออกแบบงานสร้างมาอย่าง “เพอร์เฟกต์” ส่วนภาคสองเป็นหนัง Action ยุทธวิธีการต่อสู้ระหว่างสองเผ่าพันธุ์ แต่สำหรับภาคนี้จะถูกใจสายหนังสงคราม ยุทธวิธีทางทหาร

การเอาตัวรอดในศึกสงคราม เรื่องราวของแผนการรบและชั้นเชิงเสียมากกว่าการต่อสู้บู๊ระห่ำ (หลักๆ การต่อสู้จะเป็นเชิงยุทธวิธีมากกว่ายิงกันตู้มๆ) และด้วยความเป็นหนังสงคราม

แน่นอนว่าจะมีลูกดราม่าของชีวิต ความเป็นความตาย และแนวคิดปรัชญาทางสังคมผสมผสานไว้อยู่แล้ว และสำหรับหนังสงครามสำหรับเด็กเดินตั๋วมองว่ามีคุณค่ามากกว่าภาพยนตร์แอ็คชั่นมากมายในท้องตลาด

เนื่องจากงานออกแบบทุกอย่างท้าทายและยากกว่าหนังแอ็คชั่นอย่างมาก ทั้งการออกแบบตัวละคร การใส่วิธีการคิด วิเคราะห์ ปูมหลัง การสื่อสารเชิงความคิด นามอธรรม การออกแบบอารมณ์ ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำได้ออกมาได้อย่างเข้มข้น ตามกราฟอารมณ์ขณะเด็กเดินตั๋วได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้เลย

“สมบูรณ์แบบ”

เป็นการจบไตรภาคเรื่องราวการกำเนิดของอารยธรรมใหม่ของโลก ที่มีลิงเป็นผู้ปกครองสูงสุดได้อย่างสมบูรณ์แบบและงดงามมาก

เราได้เห็น ซึมซับ และติดตามเอาใจช่วยผ่านลิงน้อยที่ชื่อซีซาร์จากภาคแรก (Rise) จนเกิดโรคระบาดในมนุษย์ และวานรได้พัฒนาการขึ้นมาต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ (Dawn) และเรื่องราวการดำรงอยู่ อนาคตของทั้งสองเผ่าพันธุ์ได้เกิดบทสรุปขึ้นในภาคนี้ (War)

ซึ่งได้ตอกย้ำความสมบูรณ์แบบของเรื่องราวไตรภาคได้อย่างสมศักดิ์ศรีและการรอคอยจริงๆ สมบูรณ์แบบทั้งเนื้อเรื่องและงานสร้าง ซึ่งต้องชื่นชมผู้กำกับเจ้าเก่าจากภาคที่แล้วด้วย (ได้ข่าวว่าเฮียกำลังจะไปกำกับแบทแมนให้จักรวาลดีซีอีกด้วย…อันนี้ปักหมุดรอดูเลย) งานสร้างทำได้เนียบมากๆ เป็นหนังสงครามชั้นดีเรื่องนึงเลย ทำให้เด็กเดินตั๋วอยากย้อนกลับไปดูภาคแรกใหม่เลย

ทำให้รู้สึกผูกพันกับแฟรนไชส์นี้มากๆ การแสดงของนักแสดงนำก็สื่อสารทำให้เราเห็นพัฒนาการ วิธีการคิดที่โตขึ้นของซีซาร์ ด้านมืด พลังใจ และความเฉลียวฉลาดได้อย่างเฉียบคม เด็กเดินตั๋วรู้สึกชื่นชอบคาแรกเตอร์ และการแสดงอารมณ์ของซีซาร์ที่แตกต่างกันออกไปในทุกๆ ภาคมาก ส่วนงานภาพดีงามมากๆ ทั้งมุมกล้อง การเคลื่อนไหว สี รวมไปถึงซีจีทั้งหมดทั้งมวลให้ความสมจริงและน่ากลัวมากๆ

เด็กเดินตั๋วเข้าไปอยู่ในโลกของลิงปลอม โดยที่ลืมนึกถึงไปเลยว่าเป็นซีจี ทุกอย่างทำให้เราเชื่อมากๆ เข้าไปอยู่กับหนังได้อย่าง100% เลย การออกแบบฉากแอ็คชั่นหรือฉากต่อสู้ ก็ทำได้อย่างดีไร้ที่ติด ส่วนงานเสียง ขอยกความดีความชอบให้เพลงประกอบ ที่แบบเร้าอารมณ์ได้ถึงใจสุดๆ ทุก score เพลงที่ได้รับฟังล้วนสะเทือนไปถึงหัวใจ ไม่ว่าจะบิวต์อารมณ์ไหนๆ ก็ทำได้อย่างสมบูรณ์ไร้ที่ติจริงๆ

สุดท้ายก่อนสปอยล์ อยากแนะนำให้ทุกท่านที่ไม่ดูสองภาคแรกมาก่อน ให้ไปดูมาก่อนจะดูเรื่องนี้จะดีกว่า และเรื่องนี้ไม่ได้แอ็คชั่นมันส์หยดติ๋งตู้มต้าม แต่เป็นหนังสงครามชั้นเลิศเรื่องหนึ่งเลย

ขอเชิญทุกท่านเลยให้ไปรับชมและรับคำตอบ หรือการปลดปล่อยจากไตรภาคพิภพวานรอย่างสมบูรณ์แบบร่วมกัน… ที่มา