รีวิวภาพยนตร์ดราม่าครอบครัว Blue Miracle ปาฏิหาริย์สีน้ำเงิน

รีวิวภาพยนตร์ดราม่าครอบครัว  Blue Miracle ปาฏิหาริย์สีน้ำเงิน

Blue Miracle ปาฏิหาริย์สีน้ำเงิน ภาพยนตร์ Netflix ดราม่าคอเมดี้อเมริกันสร้างจากเรื่องจริง ปี 2014 ของ Casa Hogar บ้านเด็กกำพร้าชายล้วนในประเทศเม็กซิโกที่ชนะการแข่งขันตกปลาชิงเงินรางวัลมหาศาลกว่า 250,000 เหรียญ อย่าง Bisbee’s Black & Blue Tournament

โดยนำเรื่องราวของพวกเขามาถ่ายทอดในมุมที่ไม่เคยมีใครรู้หรือเห็นมาก่อน โดยเน็ตฟลิกซ์ซื้อลงมาฉายสตรีมมิ่งพร้อมเสียงพากย์ภาษาไทยสุดคุณภาพ

 

เรื่องย่อ
เมื่อบ้านเด็กกำพร้าที่เขาอุตส่าห์รับเลี้ยงเด็กที่เร่ร่อนไม่มีครอบครัวกำลังประสบกับวิกฤติครั้งใหญ่หลังพายุถล่มในเม็กซิโก โอมาร์ ชายหนุ่มผู้มีจิตใจงามที่มีครอบครัวแสนอบอุ่น แต่ในใจกลับมีปมในอดีตที่เกี่ยวข้องกับทะเล ได้พบปาฏิหารย์ที่ดึงให้โอมาร์ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกว่าการรับมือเหล่าเด็กกำพร้า

เมื่อการแข่งขันตกปลาครั้งยิ่งใหญ่พร้อมเงินมหาศาลที่นำโดยกัปตันผู้ไม่เป็นที่ยอมรับแต่ฝีมือสุดเจ๋งในอดีต ผนึกกำลังร่วมกับลูกเรือที่ดูไม่เอาไหน พร้อมลูกทีมเยาว์วัยที่กระเตงทีมมาร่วมด้วย การผนึกกำลังต่างวัยเพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลอันยิ่งใหญ่จึงเริ่มต้นขึ้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เดินเรื่องตามสูตรหนังที่สร้างจากเรื่องจริงเรื่องอื่น ๆ และแทบไม่มีองค์ประกอบหรืออะไรที่แตกต่างหรือพิเศษไปกว่านั้น “ตัวละครมีชีวิตปกติ จากนั้นพบเจอปัญหา ไขปม พบความสำเร็จ” มันเป็นแบบนี้เลย แต่ที่แปลกกว่าหนังเรื่องอื่น คือมันเป็นหนังตกปลา ไม่ใช่หนังที่คนจะทำกันบ่อย ๆ

แต่สะท้อนปมจิตใจของตัวละครที่พบเจอกับเหตุการณ์ร้าย ๆ จนต้องหลีกหนีจากความจริง โดยเชื่อมโยงกับการตกปลา อาจจะไม่ละเมียดละไมเท่ากับหนังตกปลายุคเก่าที่นำแสดงโดย แบรด พิตต์อย่าง A River Runs Through It (ชื่อไทย สายน้ำลูกผู้ชาย หนังปี พ.ศ. 2535 )ที่เป็นไปในทางความสัมพันธ์ครอบครัวที่ค่อนข้างหนักหน่วงกว่าเรื่องนี้ที่ตัวละครได้เรียนรู้ที่จะตกปลาหลังสูญเสียคนสำคัญในอดีต

แต่เรื่องนี้กินง่ายกว่าในแง่ของประเด็นความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ทำออกมาไม่ได้ดราม่ามาก ไม่มีปมบีบคั้น แต่สื่อสารความอบอุ่นออกมาได้ดีมาก ๆ ตัวละครทุกตัวมีบทบาทซัพพอร์ทกันและกัน แถมบทไม่หายไปจากเรื่องสไตล์หนังครอบครัวของเน็ตฟลิกซ์ คือสูตรสำเร็จ กินง่าย แต่มีคุณภาพ องค์ประกอบ พล็อตดี เล่าดี การแสดงดี แม้บทจะเดาง่ายมาก ๆ ก็ตาม

 

เนื้อเรื่องพาเราไปสำรวจชีวิตของชายคนหนึ่งที่พยายามดิ้นรนดูแลเด็กกำพร้าในสังคมเม็กซิโกที่มีปัญหาอยู่ทั่วในทุกหัวมุม มีภัยพิบัติธรรมชาติแทบทุกปี พร้อมด้วยเงื่อนไขที่บีบบังคับให้เขาต้องเข้าสู่การแข่งขัน แต่หนังกลับเสียเวลาเล่าเรื่องดราม่าไปกว่า 60 เปอร์เซนต์ เผยให้เห็นพล็อตย่อยเช่น เด็กกำพร้าที่ตีตัวห่างจากเขา เด็กกำพร้าที่มีศรัทธาในสีน้ำเงิน

ซึ่งสีน้ำเงินนี้เปรียบชื่อหนังเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความหวัง และศรัทธาของตัวละครในเรื่อง จะมีฉากที่ตัวละครกับสีฟ้าอยู่เสมอถ้าสังเกตตลอดทั้งเรื่อง เด็กกำพร้าที่มีความหวังเสมอ และชายแก่อดีตกัปตันผู้มากความสามารถที่มีปมบางอย่างให้กลายเป็นคนไม่เอาไหน แต่ผมไม่ได้ว่ามันเป็นข้อเสียหรอกนะ

เพราะมันก็เล่าแบบเพลิน ๆ เรื่อย ๆ สลับกับมุกตลกสไตล์คนชายขอบแบบเม็กซิกันที่แทรกเข้ามาในยามที่หนังเริ่มดูน่าเบื่อ ถ้าใครคาดหวังว่ามันจะเป็นหนังที่มีรายละเอียดตกปลาเน้น ๆ ก็ต้องเสียใจด้วย เพราะการตกปลาเป็นเหมือนองค์ประกอบหนึ่งของหนังเท่านั้น ความจริงมันคือหนังดราม่าครอบครัวที่นำเรื่องจริงมาตีความใหม่ว่า หากปมของตัวละครเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความยากลำบากกว่าจะมาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาจะผ่านมันไปได้อย่างไร ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์กีฬาอเมริกาฟุตบอลสร้างจากเรื่องจริงอีกเรื่องในปี 2006 ที่นำแสดงโดย มาร์ก วอลห์เบิร์ก อย่าง Invincible (ชื่อไทย อินวินซิเบิ้ล สู้สุดใจ เกมนี้ไม่มีวันแพ้)

 

เราคนดูไม่รู้หรอกว่ากว่า ชาวบ้านเด็กกำพร้า Casa Hogar จะประสบความสำเร็จสำเร็จมันต้องผ่านอะไรมาบ้าง ยกตัวอย่าง ในการแข่งขันตกปลาครั้งนึงต่อวัน ผู้เข้าแข่งขันจะต้องออกเรือไปยังทะเลกว้างแล้ววางเบ็ดไว้จากนั้นรอจังหวะพอเหมาะ ระหว่างนั้นก็อาจจะมีพายุ คลื่นลมทะเลคอยพัด แต่อาจจะช่วยกันดึงเบ็ดเพราะปลาที่ตกต้องมีขนาดใหญ่ ถึงจะสามารถใช้เป็นแต้มในการแข่งขันได้

ซึ่งถ้ามีแค่นี้มันคงธรรมดาเกินไปไม่น่าสนใจ หนังเลยมีฉากที่ไปในทางน่าหงุดหงิดใจประมาณนึงประมาณว่า อีกนิดก็จะสำเร็จแล้ว จะตกปลาได้แล้ว ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ แต่ถ้าไม่ทำแบบนั้น หนังก็ไม่มอบความสิ้นหวังให้กับตัวเอก แต่ตามสูตรหนังแนวนี้ก็คือ ยามที่สิ้นหวังที่สุด ยามที่ความหวังและศรัทธาจะบังเกิด ใช่ครับ ตัวละครเอกเชื่อมันในปาฏิหารย์ เช่นเดียวกับเด็กกำพร้าที่เชื่อมั่นว่ากลุ่มตัวเอกจะสามารถทำสำเร็จ

โชคดีที่หนังสามารถบิ๊วให้เราเอาใจช่วยได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องโชคดีให้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ยกตัวอย่าง การที่ตัวเอกยืนเหม่ออยู่เฉย ๆ แล้วปลาก็ดันติดเบ็ดซะงั้น ก็เลยพากันตกใจรีบดึงเบ็ดอย่างรวดเร็วไม่รีรอเวลาให้โอกาสผ่านไป หนังฉลาดตรงที่ใช้ความโชคดีผสานกับความพยายามของตัวเองเป็นผลสำเร็จ ซึ่งหนังจะมีฉากที่ตัวเอกหลงผิดทำอะไรแย่ ๆ แบบที่คาดไม่ถึง ให้เราคิดว่า ตัวเอกจะผ่านเรื่องเหล่านี้ไปยังไงตลอดเรื่องราว  อ่านต่อได้ที่

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *