รีวิว Tell Me What You Saw (본대로 말하라) 2020

 

รีวิว | Tell Me What You Saw : นั่งสืบในความมืด – Hallyu K Star

รีวิว Tell Me What You Saw (본대로 말하라) 2020 เรื่องย่อ : โอฮยอนแจ (รับบทโดย จางฮยอก) เคยทำงานเป็นนักวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรระดับท็อปมาก่อน เคยทั้งปิดคดีมาหลากหลายเคสด้วยความสามารถของตนเอง แต่การวางระเบิดครั้งนั้นจากฝีมือฆาตกรต่อเนื่อง ทำให้คู่หมั้นของเขาเสียชีวิต จากเหตุการณ์นั้นทำให้เขาหายตัวไปและใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ในขณะที่ ชาซูยอง (รับบทโดย ชเวซูยอง) เจ้าหน้าที่ตำรวจในเขตพื้นที่นอกเมือง เธอมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งคือ เมื่อเธอมองเห็นอะไรเธอจะจดจำรายละเอียดได้ทุกอย่าง ด้วยความสามารถนี้เองทำให้ ฮวังฮายอง (รับบทโดย จินซอยอง) หัวหน้าทีมของเธอ แนะนำเธอให้เป็นตำรวจหน้าใหม่ที่จะได้ทำงานร่วมกับโอฮยอนแจอย่างไม่เป็นทางการเพื่อตามหาตัวฆาตกรที่ใครๆคิดว่าตายแล้ว แต่จริงๆยังหลบซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ

นักแสดง
จางฮยอก รับบทเป็น โอฮยอนแจ
อดีตนักวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากร (Profiler) ที่มีฝีมือระดับอัจฉริยะ แต่กลับมาใช้ชีวิตอย่างสันโดษเพราะเหตุการณ์การเสียชีวิตของคู่หมั้นของเขา

 

ชเวซูยอง รับบทเป็น ชาซูยอง
ตำรวจนักสืบสาวที่มีความสามารถในการจดจำภาพทุกอย่างได้แบบละเอียดยิบ

จินซอยอน รับบทเป็น ฮวังฮายอง
หัวหน้าทีมหน่วนสืบสวนอาชญากรรมพิเศษ

 

จางฮยอนซอง รับบทเป็น ชเวฮยองพิล
หัวหน้าประจำสถานีตำรวจที่มีนิสัยทะเยอทะยาน

ก่อนอื่นต้องบอกว่า เราห่างหายจากการรีวิวซีรีส์ไปนานมาก 555 ช่วงนี้โควิดระบาดหนักมาก (อีกแล้ว) ยังไงก็ดูแลรักษาเนื้อรักษาตัวกันดี ๆ นะคะ … ซีรีส์ที่เราหยิบยกมารีวิววันนี้เป็นซีรีส์แนวสืบสวนที่ไม่ได้ใหม่เท่าไหร่และก็ไม่ได้เก่าเกินไป กับเรื่อง Tell Me What You Saw มาเริ่มกันเลยค่ะ …

Tell Me What You Saw เป็นซีรีส์แนวสืบสวนระทึกขวัญ ดาร์ก ดิบ ชวนลุ้นสมชื่อช่อง OCN ที่ว่าด้วยเรื่องราวการตามจับฆาตรกรต่อเนื่อง ที่เรียกกันว่า “ไอ้หมอนั่น” หรือ “ฆาตรกรลูกอมมิ้นต์”

โอฮยอนแจ (รับบทโดย จางฮยอก / Jang Hyuk ) นักวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรฝีมือฉกาจ เก่ง ฉลาด สามารถวิเคราะห์ความคิดของฆาตรกรได้แม่นยำ แต่เหตุการณ์การวางระเบิดที่สามแยกชุงกอน เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ทำให้โอฮยอนแจต้องสูญเสียคนรักและหายตัวไปอย่างลึกลับ ซึ่งเหตุระเบิดครั้งนี้เป็นฝีมือของไอ้หมอนั่น
ฮวังฮายอง (รับบทโดย จินซอยอน / Jin Seo Yeon ) หัวหน้าหน่วยสืบสวนภาคทีม 1 สถานีตำรวจนครบาลมูชอน ตำรวจหญิงแกร่ง เพื่อนของโอฮยอนแจ ที่เก็บงำความลับบางอย่างเอาไว้และมุ่งมั่นที่จะจับไอ้หมอนั่นให้ได้
ชาซูยอง (รับบทโดย ชเวซูยอง / Choi Soo Young / Sooyoung SNSD) ตำรวจสาวสายตรวจชนบท หญิงสาวท่าทางซื่อ ๆ ที่มีความสามารถพิเศษในการจดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นได้อย่างแม่นยำเหมือนรูปถ่าย ซึ่งความสามารถนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เธอเห็นแม่ตัวเองเสียชีวิตจากอุบัติเหตุชนแล้วหนีเมื่อ 20 ปีก่อน เธอจึงอยากเป็นตำรวจและจับตัวคนร้ายที่ขับรถชนแม่เธอให้ได้

วันหนึ่งเกิดคดีฆาตรกรรมเลียนแบบขึ้นและทิ้งศพในท้องที่ที่ชาซูยองอยู่ เธอเป็นคนแรกที่ถึงที่เกิดเหตุแต่ดันซุ่มซ่ามทำให้หลักฐานบางส่วนถูกทำลาย แต่ด้วยความสามารถในการจดจำนี้เองจึงเตะตาฮวังฮายองทำให้ชาซูยองได้เข้าร่วมทีมหน่วยสืบสวนและได้ทำงานร่วมกับโอฮยอนแจ ทั้ง 3 คนและทีมสืบสวนต้องร่วมมือกันเพื่อสืบหาตัวฆาตรกรจากคดีฆาตรกรรมต่าง ๆ ที่ดูจะเชื่อมโยงกันและจับ ” ไอ้หมอนั่น ” ให้ได้เพื่อไม่ให้มีเหยื่อรายต่อไปอีก

… แต่ความเชื่อมโยงนั้นมันคืออะไรกันล่ะ
ไอ้หมอนั่นมันคือใคร เกี่ยวพันกับ 3 คนนี้อย่างไร …
มันตายไปแล้ว หรือ ยังมีชีวิตอยู่ ?!
สามารถรับชมซับไทยแบบถูกลิขสิทธิ์ได้ทาง Viu มีทั้งหมด 16 ตอน

 

ความรู้สึกหลังดู |
* มีสปอยด์นิด ๆ
ความซีรีส์ OCN ก็คงไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงอะไรมากเพราะช่องนี้เค้าเด่นเรื่องความโหดดิบ เลือดสาด สืบสวนอยู่แล้ว ไอ้เรื่องความระทึกขวัญ เดาฆาตรกรเนี่ยแน่นอนว่าเรื่องนี้จัดเต็ม Tell Me What You Saw เป็นอีกหนึ่งผลงานของผู้กำกับซีรีส์สืบสวนขึ้นหิ้งอย่าง ” Voice ” ที่เน้นดาร์กสืบสวนและตัวละครหลักผู้หญิงมีความสามารถพิเศษ เรื่อง Voice นางเอกสามารถได้ยินและวิเคราะห์เสียงได้ดี ส่วนเรื่องนี้นางเอกก็สามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้แม่นยำเหมือนภาพถ่าย แค่อ่านก็รู้สึกว่าน่าสนใจแล้วและเรื่องนี้ไม่มีเลิฟไลน์นะจ๊ะ 🤭

สิ่งแรกที่เราชอบในเรื่องนี้คือ ฟีลลิ่งการเดาฆาตรกร เป็นธรรมดาของซีรีส์แนวนี้อยู่แล้วที่ต้องซ่อนและทิ้งปมเอาไว้ให้บรรดาตัวเอกสืบหาตัวคนร้าย ที่เราชอบก็เพราะในหลาย ๆ คดีเราจะคิดว่าไอ้คนนี้แน่ มาแน่เป็นคนร้ายชัวร์ แต่ซีรีส์หักมุมเรากลายเป็นว่าคนร้ายตัวจริงคืออีกคนที่เรามองข้ามไป ซึ่งมันเกิดความสนุกในใจเราเวลาดู อาจเพราะเราไม่ค่อยได้ดูซีรีส์แนวนี้บ่อยมันเลยดูแปลกใหม่ 55555 อีกอย่างที่ชอบคือ เอกลักษณ์และการดีไซน์วิธีฆ่าของฆาตรกร ส่วนตัวเราไม่รู้นะว่าเรื่องอื่นจะมีวิธีฆ่าที่โหดยังไง อย่างเรื่อง Voice เราเคยดูของเวอร์ชั่นไทยฆาตรกรจะชอบใช้ลูกตุ้มออกกำลังกายทุบเหยื่อ ซึ่งเรื่องนี้ฆาตรกรจะใช้ ลวดเบ็ดตกปลารัดคอเหยื่อ และมีลูกอมมิ้นต์เป็นลายเซ็นต์ตัวเอง ก็สยดสยองอยู่เวลาที่เหยื่อโดนรัดคอจนตาย แต่เสียดายเรื่องนี้ไม่ใช่เรท 19+ เวลามีฉากรัดคอหรือเห็นเลือดเยอะก็จะโดนเบลอไว้ ซึ่งเราว่าซีรีส์สืบสวนหนัก ๆ ไวป์แบบนี้มันน่าจะเรท 19+ ไปเลย เห็นเลือดกันสด ๆ มันจะเสียวคอมากกว่านี้ 555555 สำหรับฉากฆาตรกรรมในเรื่องที่เราชอบที่สุดคือ ฉากการตายออกอากาศ บ้าบิ่นและโครตฉลาด

(เป็นการฆ่าที่โหดและดูสยดสยองมากสำหรับเรา)
การวิเคราะห์ความคิดและการกระทำของฆาตรกร คือจุดที่เราว่าเค้านำเสนอออกมาได้ดี ใช้หลักการทางจิตวิทยาผสมกับการสืบสวน ไม่ได้คาดเดาเอามั่ว ๆ ทำให้เนื้อเรื่องไม่น่าเบื่อ ไม่เนื่อยมากแถมได้คิดตามตัวละครไปด้วย เรื่องนี้ทั้งตัวร้ายและพระเอกฉลาดพอ ๆ กัน เหมือนเรากำลังดูทั้งคู่เชาว์ปัญญากันอยู่

” หาให้เจอ…ว่าฉันเป็นใคร ”

สงสัยไหมว่าทำไมฆาตรกรมันถึงพุ่งเป้าไปที่ โอฮยอนแจ (พระเอก)
… เราเองก็สงสัยเหมือนกัน ?! …

ฆาตรกรฆ่าเพราะอะไร มันโรคจิตหรือว่าแค่อยากประกาศศักดิ์ดาว่าตัวเองเก่ง ต้องการเล่นสนุกแค่นั้นตลอดทั้งเรื่องฆาตรกรจะมีบทบาทในเกือบทุกคดี ทั้งทิ้งปมปริศนาก้อนใหญ่ไว้ให้ทีมพระเอกแก้ อารมณ์เหมือนแต่ละคดีคือ ชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ค่อย ๆ ต่อกันจนเป็นรูปร่างของฆาตรกร แม้แต่คดีชนแล้วหนีที่แม่นางเอกตายก็มีส่วนเชื่อมโยงด้วยเหมือนกัน ฆาตรกรรู้ความเคลื่อนไหวของตำรวจโดยดักฟังคลื่นสัญญาณวิทยุ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่พระเอกใช้ในเรื่องมันซึ่งฉลาดมาก เราว่าเรื่องนี้ฆาตรกรปกปิดตัวตนไว้ได้ดีเหมือนกำลังเล่นซ่อนหาอยู่ แต่เราดันไปส่องแท็กแล้วเจอว่าฆาตรกรเป็นใคร เวลาที่ซีรีส์เฉลยเราเลยไม่รู้สึกพีคเท่าไหร่อันนี้เสียดายมาก น่าตี 555 แต่เหตุผลที่ฆาตรกรฝังใจกับพระเอกมันดูไร้สาระไปหน่อยสำหรับเรา โอเคเราพอเข้าใจว่าแนวนี้ตัวร้ายมักจะมีอาการทางจิต ในเรื่องก็บอกเอาไว้แล้วว่าฆาตรกรตื่นเต้นเวลาเห็นคนตายและเกิดมาเป็นแบบนั้นอยู่แล้วก็เถอะ แต่เราก็นึกว่าทั้งสองคนจะมีปมอะไรที่ลึกกว่านี้เหมือนว่า พระเอกไปจุดประกายความคิดและชี้ทางให้ปีศาจร้ายในตัวฆาตรกรมากกว่า

 

” ฆาตรกรทำตามสัญชาตญาณดิบในตัว…เพราะมันเกิดมาเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว “

พูดถึงพระเอก โอฮยอนแจ เป็นตัวละครที่เราว่าเท่มากนะ เป็น พระเอกโหมดดิบ ๆ โหด ๆ กฏหมายข้อบังคับเหรอไม่สนใจ ฉันจะทำตามวิธีของฉันขอแค่ได้ตัวไอ้หมอนั่นมา … นั่นแหล่ะความเป็นโอฮยอนแจ ในช่วงแรกถึงกลางเรื่องจะไม่ค่อยได้เห็นพระเอกบู๊เท่าไหร่ แต่จะเน้นวิเคราะห์คดีโดยอาศัยนางเอกเป็นหูเป็นตาและออกวิ่งแทนให้ พอบทจะบู๊พี่แกก็บู๊แหลกไม่กลัวใคร สิบรุมหนึ่งนี่ดูกระจอกไปเลย ไลน์บู๊พี่แกและฉากไล่ล่าฆาตรกรมันส์มาก ซึ่งเป้าหมายของพระเอกก็คือ ตามหาตัวคนบงการให้ฆ่าคนรัก ซึ่งคนบงการเราว่าก็ไม่ได้เกินความคาดหมายเท่าไหร่ เดาได้แต่ก็น่าเห็นใจอยู่ เราชอบเสียงจางฮยอกที่แสดงเป็นโอฮยอนแจมาก มันเหมาะกับบท เสียงนิ่ง ๆ แหบ ๆ มันเพิ่มเสน่ห์ให้ตัวละครนี้เยอะเลย เวลาทำงานกับนางเอกก็ดูเข้าขากันมากเป็นรุ่นพี่ที่คอยถ่ายทอดวิชาให้รุ่นน้อง

 

” คนเราจะเป็นคนดีหรือชั่ว…อยู่ที่ตัวเองจะเลือกแบบไหน ”

ชาซูยอง นางเอกของเรื่องจะเป็นคนบุคลิกท่าทางซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ แต่ความจริงแล้วมีไหวพริบและฉลาดมาก เป็นตัวละครที่เราชอบที่สุดในเรื่องแล้ว เนื่องจากซีรีส์เคลมไว้ว่า ตัวนางเอกมีความสามารถพิเศษจะไม่พูดถึงไม่ได้ ไอ้ความสามารถที่จำทุกอย่างได้เหมือนภาพถ่ายนี้แหล่ะเป็นตัวช่วยชั้นดีในการสืบคดี ในช่วงแรกตัวนางเอกยังไม่ค่อยรู้วิธีการใช้ความสามารถนี้เท่าไหร่จนมาเจอกับพระเอก พระเอกเป็นเหมือนครูที่ช่วยสอนให้นางเอกเรียนรู้วิธีการใช้ประโยชน์จากความสามารถตัวเองในการสืบคดี เราชอบที่ได้เห็น พัฒนาการความสามารถของนางเอก จากหญิงสาวท่าทางซื่อ ๆ ค่อย ๆ เรียนรู้ซึมซับการเป็นสายสืบจนสามารถเป็นตัวหลักในการช่วยคลี่คลายคดีต่าง ๆ แต่เราว่าซีรีส์ไม่ได้เน้นความสามารถนี้ของนางเอกเหมือนกับเรื่อง Voice เท่าไหร่ ดูไปดูมาเหมือนเป็นแค่ส่วนช่วยในการวิเคราะห์ของพระเอกมากกว่า… แต่ก็ไม่ได้รู้สึกขัดใจอะไรนะ ส่วนตัวเราชอบเส้นเรื่องของนางเอกมาก ” แม่ตายเพราะถูกชนแล้วหนี พ่อเป็นใบ้ ตัวเองเสียใจและพยายามสืบหาตัวคนร้ายจนเจอ ” ปมคลีเช ๆ แต่นักแสดงเล่นถึง รับส่งกันดีมาก เวลาที่นางเอกคุยภาษามือกับพ่อนะมันแบบซึ้ง ทำเราอินมาก อินกว่าปมการตามหาฆาตรกรหลักอีก

ชาซูยอง : ฉันดีใจค่ะที่ได้เป็นตำรวจ
โอฮยออนแจ : เรื่องนี้ฉันเห็นด้วย…เรื่องที่เธอเป็นตำรวจ
(สื่อประมาณว่า นางเอกทำหน้าที่ตำรวจได้ดีมาก)
ขออวยการแสดงของซูยองหน่อยนะ เราเพิ่งมาตามพี่แกจริงจังหลังดูเรื่อง Run On (ไว้มีโอกาสดูซ้ำรอบสองเราจะมาเขียนรีวิวนะ เพราะชอบมากแบบ ❤) เพิ่งรู้ว่าเป็นเมมเบอร์เกิลเจนด้วย 5555 (ไปอยู่ไหนมา เขิน !!) แต่ไลน์การแสดงพี่ซูยองไม่ธรรมดาเลย ถ้าไม่บอกว่าเป็นไอดอลมาก่อนเราก็นึกว่าเป็นนางเอกใหม่แน่นอนอ่ะ เวลาแสดงร่วมกับนักแสดงคนอื่นก็ไม่โดนกลืน ไม่จมหายไปจากสายตาเลย แถมเรื่องนี้หน้าสดมากแทบจะ 100% เลยมั้งแต่ก็ทำอะไรพี่แกไม่ได้ การแสดงก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง อันนี้เราประทับใจมากเลย เวลาแสดงท่าทางซื่อ ๆ ก็แสดงได้น่าเอ็นดูไม่ได้ดูแข็ง บทดราม่าก็เอาอยู่เล่นถึงทำน้ำตาซึม ได้เห็นพี่แกแสดงภาษามือด้วย คล่องมาก บทบู๊พี่แกก็ทำได้ดี (ประทับใจท่ากระโดดถีบตอนจบมาก 55) เป็นตัวละครที่เราเอาใจช่วยตั้งแต่ต้นจนจบแถมยังสงสารที่สุดด้วย ไอ้คำว่าคนใกล้ตัวร้ายที่สุด มันเจ็บนะ!!! ฉากที่เราชอบที่สุดในพาร์ทของนางเอกคือตอนที่เจอตัวคนร้าย มันแบบความรู้สึกผิดที่เก็บมานาน 20 ปีอ่ะ ฉากนั้นดีมาก 😭

” ไอ้หมอนั่น … ฉันจะจับแกให้ได้ ”

นั่นแหล่ะความมุ่งมั่นสูงสุดของ ฮวังฮายอง (ตำรวจหญิงเพื่อนพระเอก) เป็นอีกตัวละครที่เราว่าหลาย ๆ คนน่าจะชอบนะ เพราะนอกจากความเท่ห์แล้วตัวละครนี้ยังมีปมบางอย่างที่เกี่ยวกับฆาตรกรด้วย แต่…กลับไม่ใช่เรา เรากลับรู้สึกเฉย ๆ เอนไปทางขุ่นเคืองนิด ๆ 5555 ใช่แล้ว! ฮวังฮายองทำหน้าที่ในการเป็นหัวหน้าทีมหน่วยสืบสวนและสืบคดีได้ดี แต่ก็เป็นคนที่ดูเทา ๆ และแอบไม่น่าไว้ใจในบางครั้ง ช่วงหลัง ๆ เราไม่ค่อยชอบวิธีการของตัวละครนี้เท่าไหร่เลย เหมือนใช้อำนาจของตัวเองมากเกินไป ไม่ยอมฟังใครคิดแต่จะจับฆาตรกรให้ได้อย่างเดียว ไม่ค่อยแคร์ทีมจนเกิดเรื่อง แต่ก็เป็นตัวละครที่น่าเห็นใจและมีเลือดนักสู้เต็มตัวเหมือนกัน

” คิดว่าองค์กรที่นายพยายามปกป้อง … จะยอมช่วยนายหรือไง “

อีกหนึ่งตัวละครที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยกับ ผกก.ชเวยองพิล เป็นตัวละครที่เรารำคาญมากในเรื่อง (แต่ยังน้อยกว่าลุงแว่น หัวหน้าของผกก.ชเวคนนี้อีกที 55) คอยขัดขวางทีมพระเอกตลอด ซึ่งเหตุผลที่ทำแบบนั้นก็เพราะต้องปกปิดหลักฐานสำคัญบางอย่างที่จะสามารถเอามาพิสูจน์และหาตัวฆาตรกรได้เอาไว้ เพื่อไม่ให้ตัวเองและองค์กรตำรวจโดนประณามจากการที่ปล่อยข่าวไปว่าไอ้หมอนั่นตายแล้วนั่นเอง เป็นตัวละครที่เราแอบหมั่นไส้อยู่เหมือนกัน จะรักองค์กรอะไรขนาดนั้น แต่ก็แสดงให้เราเห็นอย่างว่า บางทีต่อให้เราทุ่มเททำเพื่อองค์กรขนาดไหน…บางครั้งก็ไม่ได้แปลว่าองค์กรที่เราเทิดทูนบูชาจะมาปกป้องเราเหมือนกันสักหน่อย เพราะฉะนั้นเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องจะดีกว่านะ แต่เราแอบเสียดายที่จุดจบของตัวละครนี้มันดูโง่ไปหน่อย อยากจับฆาตรกรมากไปจนทำไรงี่เง่านิด ๆ

 

หลังดูจบเราว่าเรื่องนี้มีความตื่นเต้น ชวนลุ้นตลอดทั้งเรื่อง เปิดหัวมาดี…แต่ จบเรื่องแบบงง ๆ ไม่สุด ไม่พีคขนาดที่ต้องปรบมือให้อ่ะ ช่วงหลัง ๆ ตั้งแต่รู้ว่าฆาตรกรเป็นใครเราก็รู้สึกเอ๊ะ! อยู่หลายครั้งเวลาที่ดู ปมเชื่อมโยงบางอย่างก็เหมือนมีมาให้รู้ว่ามันเชื่อมกันงี้นะ ต้องตามสืบต่ออีกนิด รู้แล้วคือจบ!! บางตัวละครทำไมต้องตายด้วยล่ะ เพื่ออะไร? บางตัวละครก็มีจุดจบที่ง่ายไปหน่อยอย่างลุงแว่นหัวหน้าตำรวจ หรือมันอาจจะเป็นที่ความรู้สึกเราเวลาดูก็ไม่รู้ 5555 อาจจะอินไปหน่อย เอาเป็นว่าสำหรับเราช่วงหลังเรื่องมันดูแผ่วลงมานิดหน่อย แต่ก็มีบางครั้งที่เราแอบตบเข่าด้วยล่ะ ถือว่าสนุกเร้าใจอยู่

โดยรวมแล้ว Tell Me What You Saw สำหรับเราถือเป็นซีรีส์แนวสืบสวนที่ดูสนุก ตื่นเต้น ชวนลุ้นทุกตอนผ่อนหนักผ่อนเบากันไป จัดว่าเด็ด มีคดีให้ทีมพระเอกแก้เยอะ แต่ละคดีก็เชื่อมโยงกันทิ้งเบาะแสให้คิดตามได้ดี ดูไปก็เอาใจช่วยทีมพระเอกไป ฉากบู๊ไล่ล่ากันทำออกมาได้มันส์ ปมต่าง ๆ ของตัวละครก็โอเคทำให้เราอยากรู้แต่ก็ไม่ได้เข้มข้นระดับสิบกะโหลก เนื้อเรื่องมีความพีคอยู่เรื่อย ๆ แต่ในระดับกลาง ๆ ความเลือดสาดจัดเต็ม ใครที่ชื่นชอบซีรีส์สืบสวนลุ้นระทึกเราแนะนำให้ลิสต์เรื่องนี้ไว้อีกเรื่อง เพราะนอกจากความรู้สึกเอ๊ะ!ที่เราบอกมา นอกนั้นมันดีไปหมดเลย สำหรับใครที่ไม่ชอบซีรีส์เลือดสาด โหด ๆ ก็ข้ามไปก่อนหรือจะลองกดเข้ามาดูสัก 4 ตอนก็ได้เผลอ ๆ อาจจะยิงยาวยันจบนะ 55555

ดูหนังออนไลน์ 

The Curse of the Weeping Woman ” คำสาปมรณะจากหญิงร่ำไห้ “

The Curse of the Weeping Woman   " คำสาปมรณะจากหญิงร่ำไห้ "

หนัง The Curse of the Weeping Woman หรือชื่อไทยว่า คำสาปมรณะจากหญิงร่ำไห้ เรื่องราว ลาโยโรนา หญิงร่ำไห้ วิญญาณร้าย เธอติดอยู่ในโชคชะตาอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของตนเอง คำกล่าวขานเรื่องราวของเธอโด่งดังทั่วโลกมายาวนาน เมื่อยามมีชีวิต เธอกดลูกตัวเองจมน้ำจากความโกรธแค้น และกระโดดลงสู่สายน้ำอันปั่นป่วนขณะร่ำไห้อย่างเจ็บปวด ยามนี้ เธอร่ำไห้นิรันดร และหากใครที่ได้ยินเสียงเพรียกแห่งความตายยามค่ำคืนของเธอต้องพบจุดจบ เธอคืบคลานในความมืด เรียกร้องหาเด็ก ๆ เพื่อนำมาแทนที่ลูกของตน ยิ่งเวลาผ่านไปนับศตวรรษ

ความปรารถนาของเธอกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น รุนแรงยิ่งขึ้น และวิธีการของเธอก็น่ากลัวยิ่งขึ้นทุกที ปี 1970 ที่ลอสแองเจลิส ลาโยโรนา แฝงกายในความมืด ติดตามเด็กชายที่ไม่สนใจฟังคำเตือนอันน่าขนลุกของนักสังคมสงเคราะห์สาวผู้เป็นมารดา ที่คาดว่าลูกของตนกำลังอยู่ในอันตราย ไม่ช้าเธอและลูกของเธอก็ถูกดึงเข้าสู่ดินแดนเหนือธรรมชาติสุดสะพรึง ซึ่งเธอคิดว่า ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกเธอที่จะรอดจากความแค้นของ La Llorona อาจเป็นนักบวชผู้ไม่แยแสโลกและฝึกฝนเวทมนตร์เพื่อรับมือปีศาจนั่นเอง

อีก 1 ภาพยนตร์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจักรวาล Conjuring ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ ราโยโรนา หญิงสาวที่ผิดหวังจากความรักเพราะสามีเธอไปมีคนอื่น ราโยโรนาจึงพรากสิ่งที่สามีเธอรักที่สุดนั่นก็คือลูก ๆ ของเธอโดยการจับกดน้ำ และฆ่าตัวตายตามไป ความเจ็บปวดในครั้งนี้ทำให้เธอกลายเป็นคำสาป ที่หากใครได้ยินเสียงของเธอร้องไห้ จงระวังเพราะราโยโรนา จะมาเอาลูกคุณไปเพื่อเป็นตัวแทนลูกของเธอแทน

หลังจากที่ได้ดูแล้วต้องบอกก่อนว่าเป็นหนังที่ไม่ได้คาดหวังเลย แต่กลับกลายเป็นว่าหนังมีความน่าสนใจกว่าที่คิดเอาไว้มาก ถ้าให้เข้าประเด็นเลยคือตัวหนังเอง ออกแบบวิธีการหลอกคนดูมาได้ดีมากๆ พวกลูกล่อลูกชน ลูกเล่นในการ Jump Scare คนดูได้ดี ในฐานะคนที่กลัวหนังผีเรื่องนี้คือจะตายเลยเหมือนกันเรื่องนี้ แล้วในส่วนของเส้นเรื่องเองก็ดูไม่ได้ซ้ำทางเรื่องอื่นๆ อาจจะเพราะว่า ราโยโรนามีกลิ่นอายของความเป็นเม็กซิโก รวมไปถึงหนังเองก็ไม่ได้มีแค่เรื่องราวของวิญญาณมาช่วยดำเนินเรื่องอย่างเดียวด้วย ทำให้ในภาพรวมแล้วหนังค่อนข้างออกมาโอเค (และสำหรับผมมันดูสนุกเอามากๆ เลย) แต่จุดติเดียวเลยคือการที่ตัวละครของ ราโยโรนา อาจจะดูไม่น่าจดจำและ character ไม่ได้ชัดเหมือนตัวอื่นๆ ในจักรวาลอย่างเช่น Annabelle หรือ Valak

ดูจากภาพรวมแล้วถือว่าน่าสนใจเลย เพราะในทางละตินหรือเม็กซิโกก็มีตำนานเรื่องเล่าผีมากมาย ที่พอเรื่องนี้ทำออกมาได้ประมาณนี้แล้วมันก็สามารถต่อยอดไปเล่าเรื่องราวอื่นๆ ได้ และด้วยคุณภาพของ Michael Chaves แล้ว หลังจากเรื่องนี้เขาจะได้โอกาสไปกำกับ The Conjuring 3 ต่อเลย ก็ทำให้ความต่อเนื่องเอย ลูกเล่นและความสามารถของเขาเอยทำให้โปรเจ็กต์ต่อไปสามารถสร้างความคาดหวังได้ประมาณนึงเลย ส่วน The Curse of the Weeping Woman โดยรวมเลยคือเป็นหนังที่ดูสนุกและถ้ายิ่งคุณชอบดูหนังผีเรื่องนี้ก็ตอบโจทย์เลยประมาณนึง ที่มา

 

รีวิว Fall in Love at First Kiss (จูบนั้นแปลว่าฉันรักเธอ)

รีวิว Fall in Love at First Kiss (จูบนั้นแปลว่าฉันรักเธอ)

Fall in Love at First Kiss (จูบนั้นแปลว่าฉันรักเธอ)
เป็นหนัง Love-comedy ที่นักแสดงแสดงเหมือนหลุดมาจากโลกของการ์ตูนผู้หญิงจริงๆ (หนังดัดแปลงจากมังงะ ญี่ปุ่น) มีความเพ้อฝัน พระเอกที่หล่อเหลา นางเอกที่ออกแนวโก๊ะๆ รวมไปถึงมุกแป๊กตลอดทั้งเรื่อง มันไม่ได้ทำให้เราขำ แต่มันทำให้เราอมยิ้มได้ตลอดทั้งเรื่องเลย

เนื้อเรื่อง Yuan Xiang Qin นางเอกได้รักแรกพบกับ Jiang Zhi Shu พระเอกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะ แต่นางเอกดันไม่ใช่อัจฉริยะเหมือนพระเอก แถมยังโก๊ะอีกต่างหาก เรียนก็ไม่ได้เรื่องแต่เธอก็พยายามที่จะคว้าใจ Jiang Zhi Shu มาให้ได้

ยอมรับว่าเป็นหนังที่อาจจะต้องทำใจก่อนไปดู มุกในเรื่องนี่ตลกคาเฟ่สุดๆ คาเฟ่ขนาดที่ว่าหนังตลกไทยอาจต้องยอมแพ้ อีกอย่างนักแสดงเล่นโอเว่อร์สุดๆ อย่างที่บอกว่าการแสดงนี่ถอดแบบมาจากการ์ตูนเลย ถามว่าสนุกมั้ยก็จะตอบว่าแค่ดูได้เพลินๆ มากกว่า

ด้วยความที่เนื้องเรื่องมันคล้ายการ์ตูนผู้หญิง ผู้ชายอาจจะหงุดหงิดในความเยอะของตัวละคร ความเยอะของการโอเว่อร์ อีกอย่างคือเนื้อเรื่องก็ไม่ได้ช่วยให้เราอินสักเท่าไรเลย ตัวละครไม่ค่อยมีมิติเลย จริงๆ ตัวประกอบมีเสน่ห์นะแต่เหมือนหนังดึงออกมาไม่สุด เสียดายจริงๆ

 

ถ้าเราไม่คิดอะไรมาก ก็ดูเพลินสุดๆ นางเอกและพระเอกแสดงดีนะ โอเว่อร์แอ๊คติ้งจนเบอร์ใหญ่ขนาดนี้ ส่วนตอนจบมันก็ไม่ค่อยสุด แต่ก็โอเคสำหรับผมนะ เป็นหนังคลายเครียด ที่ดูแล้วสบายใจ

ผู้หญิงไปดูพระเอกก็คุ้มแล้วครับ ส่วนผู้ชายก็ไปดูความน่ารักของนางเอก บอกเลยว่ามีใจละลาย สำหรับเรื่องนี้ชอบภาพและโปสเตอร์ที่ออกมามาก สวยงาม ดูดีจนทำให้ผมยอมควักตังเข้าไปดูในโรงเลย ภาพในหนังก็สวยแบบในรูปเลยครับ องค์ประกอบภาพดีมากนะ อันนี้ถือว่าเป็นส่วนดีที่สุดในหนังเรื่องนี้แล้ว

สุดท้ายสำหรับตัวผมเองก็ไม่ได้เสียดายตังค์นะ ดูเพลินมาก อมยิ้มแทบทั้งเรื่อง(แต่ไม่ขำเลยสักมุก) อาจจะต้องรีบไปดูนะครับเพราะรอบน้อยมาก แถมจำกัดโรงแบบสุดๆ

Fall in Love at First Kiss ถูกบอกเล่าโครงเรื่องหลักๆ ไม่ต่างกับเวอร์ชั่นอื่นๆ สักเท่าไหร่ กับเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าง่ายๆ อย่างแอบตกหลุมรักหนุ่มสุดฮอตชื่อดังในโรงเรียน แต่ฝ่ายชายดันเพอร์เฟ็ค เก่งรอบด้าน และฉลาดเป็นกรด แต่ฝ่ายหญิงกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เธอโดนปฏิเสธความรักแบบทันควันที่เธอไปสารภาพ เนื่องจาก ฝ่ายชายไม่ชอบคนโง่ เธอจึงพยายายปรับปรุงตัวเองให้เรียนเก่งเพื่อที่จะได้เข้าตาฝ่ายชายบ้าง แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก ทำให้เกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ทั้งคู่ค้องมาอาศัยอยู่ในชายคาเดียวกัน จึงเกิดเป็นความผูกพันธ์ขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

หลายคนที่เป็นแฟนคลับของเรื่องนี้คงคุ้นเคยกับเนื้อเรื่อง และบทสรุปของหนังกันอยู่แล้ว เนื้อเรื่องก็คงถูกใจสาวๆ มากกว่าหนุ่มๆ แน่นอน และต้องสารภาพเลยว่า ไม่เคยอ่านหรือดูเวอร์ชั่นไหนๆ มาก่อนเลยจริงๆ แต่พอฟังจากเรื่องราวแล้ว มันมีวัตถุดิบความน่ารักอยู่และน่าสนใจไม่น้อยในการเล่าเรื่อง แต่หนังเรื่องนี้กลับทำแบบนั้นไม่ได้เลย คือหนังประเภทนี้ต่อให้มันไม่สมเหตุสมผลมันก็ต้องมีความสนุกบ้าง ดั๊นเป็นทั้งสองอย่าง ทั้งไม่สมเหตุสมผลและไม่สนุกอีก ต้องบอกเลยว่าครึ่งแรกของหนังเราไม่ชอบเลย ใช้คำว่าเกลียดเลยละกัน กับการที่ตัวละครทุกตัวดูเหมือนการ์ตูนจนเกินไป มีความโอเวอร์แอ็คติ้งสูงมากกกกกกกก ในทุกอิริยาบทเลยดูเล่นใหญ่เกินเบอร์มาก เหมือนหนังพยายามให้มันตลก แต่เราว่ามันไม่ตลกเลย น่ารำคาญด้วยซ้ำ และเราต้องอยู่กับสภาพแบบนั้นเกินครึ่งเรื่อง

แต่พอมาครึ่งหลังของหนังหลายๆ อย่างเริ่มดูเป็นผู้เป็นคนสามัญชนคนธรรมดามากขึ้น การแสดงออก การพูดจา ดูดีขึ้น แต่เหมือนมันจะสายไปซะแล้ว เพราะเกินกว่าครึ่งเรื่องหนังได้สร้างความตลกมากเกินความจำเป็นไปหน่อย พอครึ่งเรื่องหลังมีประเด็นดราม่าต่างๆ มันจึงไม่ส่งผลให้เราอินกับตัวละครเลยสักนิดเดียว อีกทั้งหลายๆ อย่างในความรู้สึกของตัวละครมันดูไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย ยิ่งทำให้เราไม่อินเข้าไปใหญ่ ทั้งๆ ที่หลายอย่างมันน่าจะส่งผลให้ถึงขั้นเรียกน้ำตาได้เลยแท้ๆ

ทางด้านตัวละครก็ดูน่ารำคาญทั้งคู่พระ-นางเลย คือทั้งคู่มีดีแค่หล่อสวยจริงๆ พระเอกนอกจากยืนเก๊กหล่อให้สาวกรี๊ดตลอดเวลาแล้ว ก็ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย เช่นเดียวกันกับนางเอกที่เล่นใหญ่เกินเบอร์มาตลอด นอกจากหน้าตาน่ารักของเธอแล้วก็เท่านั้นแหละ ไม่สามารถถ่ายทอดความน่ารักของคู่พระนางออกมาได้เรียกรอยยิ้มให้เราได้เลย และที่สำคัญเคมีของทั้งสองดูไม่เข้ากันยังไงก็ไม่รู้

สรุปแล้ว เป็นหนังที่ภาพสวยดูสดใสมว๊ากกกกก น่าจะเหมาะกับกลุ่มคนดูเพศหญิงมากกว่า ที่พร้อมจะไปฟินกับเรื่องราวความรักบวกกับหน้าตาหล่อเหลาของพระเอก (ก็หล่อจริงๆ น่ะแหละ) หรือเพราะเราเป็นผู้ชายด้วยมั้งเลยรู้สึกว่ามันไม่สนุกอะ ไม่ค่อยอินกับเรื่องราวเหล่านี้สักเท่าไหร่ แต่สำหรับใครที่เป็นแฟนคลับของเรื่องนี้ก็คงไม่อยากจะพลาดอีกหนึ่งเวอร์ชั่นที่ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเองแหละน่า ที่มา

รีวิวหนัง หน่าฮ่าน – Nah Han สนุก ตลก ธรรมชาติ ลงตัว

 รีวิวหนัง หน่าฮ่าน - Nah Han สนุก ตลก ธรรมชาติ ลงตัว

หนัง Nha-Harn หรือชื่อไทยว่า หน่าฮ่าน ลำนำ “หน่าฮ้าน” ที่ท่านจะได้รับชม พบกับ ยุพิน เด็กสาวพอกะเทิน กับพรรคพวกอย่าง เติ้ลไม้, แคลเซียม, เป๊กกี้ และ หอยกี้ ที่ตระเวนเต้นหน่าฮ่านแถวบ้านมากกว่าเวลาทั้งหมดที่ใช้ในห้องเรียน แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็พบรักกับหนุ่มหล่อ สิงโต ที่แผงขายสร้อยคอหน้าวัด แล้วก็โดนตัดสัมพันธ์ไปแบบไม่ทันตั้งตัว แผลใจยังไม่ทันหายดี สวรรค์ หมอแคนประจำวงโรงเรียน หน้าหล่อแถมเอวดี ผลการเรียนเด่น ก็เข้ามาสานต่อหัวใจยุพินในทันที ขณะที่ความรักของทั้งคู่กำลังไปได้สวยนั้น ยุพินแอบหนีสวรรค์ไปเต้นหน่าฮ่านไกลถึงต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก และที่นั่นเองที่ทำให้เธอได้เจอกับสิงโตอีกครั้งหนึ่ง แน่นอนว่ายุพินยังลืมเขาไม่ได้เลย …

“หนังไทยสไตล์อีสาน กับการเด้าหน้าลานเวทีหมอลำ” ใครจะไปคิดว่าการเต้นเด้าหน้าเวทีหมอลำ จะกลายเป็นหนังสักเรื่องนึงได้ ถ้าหากดูแต่ตัวอย่างมันจะไม่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย น่าจะเป็นแค่หนังถ่ายทอดชีวิตบ้านๆ ของวัยรุ่นอีสาน แต่พอได้ดูเองเท่านั้นแหละ ไม่มีมากกว่านั้น “เห้ย ไม่ธรรมดา!”

หน่าฮ่าน คือ หน้าเวที เรื่องราวเกี่ยวกับยุพิน เด็กสาวชนบทธรรมดาๆ ที่ชื่นชอบไปเต้นหน้าเวทีหมอลำกับกลุ่มเพื่อนๆ ได้บังเอิญไปเจอชายหนุ่มสุดหล่อ สิงโต ทำให้ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน แต่ สวรรค์ อีกหนึ่งหนุ่มเรียนเก่ง เป่าแคนได้ บั้นเด้าดี ก็หลงรัก ยุพินอยู่เช่นกัน จึงเกิดเป็นเรื่องราวรักสามเศร้าขึ้น!

จุดเด่นและจุดแข็งที่น่าชื่นชมมากๆ คือเหล่าตัวละครในเรื่องนี้ พวกเขาทำการบ้านมาได้ดีมากๆ เข้าใจที่ผู้กำกับต้องการจะสื่อ และการแสดงมันออกมาได้โคตรธรรมชาติมาก มีเสน่ห์ในตัวเองทุกคนเลย อีกทั้งทุกตัวละครต่างก็มีมิติทั้งนั้น เริ่มกันตั้งแต่ยุพิน ที่รับบทโดย ก๊อส สุดารัตน์ ตัวละครนางเอกของเรื่องที่ไม่ได้สวยน่าดึงดูดเหมือนตามพิมพ์นิยมอะไรแบบนั้น แต่พอได้ดูเรารู้สึกว่า เห้ย นางเอกเรื่องนี้ต้องคนนี้แหละ ภาพความน่ารัก ความมีเสน่ห์ของเธอค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามหนังที่ดำเนินไป รวมถึงสองตัวละครนำชายทั้ง แม็คกี้ นฤเบศร์ และ แค็ปเปอร์ บุญฤทธิ์ ที่ต่างแสดงออกมาได้สุดในทางของตัวเองทั้งคู่ มีภาพแทนตัวเองได้อย่างชัดเจนแบบต่างกันสุดขั้วมากๆ ซึ่งมันก็ส่งผลต่อความเข้าใจของคนดูและการตัดสินใจของตัวยุพินด้วยเช่นกัน และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือกลุ่มเพื่อนของยุพิน ที่นอกจากจะสร้างเสียงหัวเราะ และทำให้หนังสุนกขึ้นมากๆ แล้ว พวกเขายังเป็นภาพสะท้อนของวัยรุ่นหลายๆ กลุ่มด้วยเช่นกัน

ต้องชื่นชม ฉันทนา ทิพย์ประชาติ ผู้กำกับของหนังเรื่องนี้ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างเข้าใจ ถ่ายทอดชีวิตวัยรุ่นชาวอีสานธรรมดาๆ จากเรื่องราวเต้นเด้าหน้าเวทีหมอลำ มาสู่ดราม่ารักสามเศร้า พร้อมกับสะท้อนความเป็นวัยรุ่นสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

อย่างไรก็ตามเราก็ยังคงไม่เข้าใจและขัดใจกับความสัมพันธ์ของตัวละครอยู่ดี บางช่วงก็ไม่ได้ให้เหตุผลหรือน้ำหนักของการกระทำของตัวละครมากพอ และการตัดสินใจท้ายเรื่องก็ไม่โอเคสักเท่าไหร่ ที่มา

รีวิว Hospital Playlist 2 เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ 2 กลับมาอบอุ่นหัวใจอีกครั้ง

รีวิว Hospital Playlist 2 เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ 2 ออนแอร์กันไปแล้วกับซีรีส์ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์น้ำดีสายการแพทย์จากฝั่งเกาหลีใต้จากค่าย TvN ซีรีส์ที่ว่านั้นก็คือ เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ ที่การกลับมาใน Season 2 หลาย ๆ คนก็ได้ตามติกเมื่อรู้ว่ามีการประกาศสร้างซีซั่น 2 ซึ่งภาคแรกแม้จะจบไปด้วยความอิ่มใจ แต่ก็ยังมีหลากหลายประเด็นที่อยากจะให้กลับมาสานต่อและขยายความ โดยเฉพาะเรื่องของความรักที่ดูเหมือนจะมีการพัฒนาไปอีก

และแน่นอนว่าเรายังได้ ผู้กำกับชินวอนโฮ กับนักเขียนคู่บุญอย่างนักเขียนอีอูจอง กลับมาสานต่อมิตรภาพ 20 ปีของเหล่าแพทย์ในโรงพยาบาลยุลเจ แต่ละตัวละครมีคาแรคเตอร์รวมไปถึงปูมหลังที่น่าสนใจมาก ๆ ใครติดตามในภาคแรกมาบอกได้เลยว่า ซีรีส์ไม่ได้เป็นแค่ซีรีส์หมอทั่วไป แต่กลับมีเส้นเรื่องที่ให้ข้อคิด ทั้งความรัก อาชีพการงาน มิตรภาพคนรอบข้าง ไม่แปลกใจว่าทำไมถือเป็นอีกซีรีส์ในลิสต์ของผู้กำกับชินวอนโฮ ที่โด่งดังจาก Reply 1988 ซีรีส์น้ำดีอีกเรื่องที่ในชีวิตต้องดูเชียวค่ะ

1

สำหรับการกลับมาในซีซั่นสอง ซีรีส์ได้ออนแอร์ทาง Netflix รวมทั้งหมด 12 ตอน ตอนละ 90 นาที เริ่มออนแอร์วันแรกในวันที่ 17 มิถุนายน บอกเลยว่ากระแสเรตติ้งกระฉูดทั่วประเทศที่ 10.007% สูงกว่าตอนเปิดตัวในซีซั่นแรกเสียอีก นั่นก็เป็นตัวการันตีว่าคนดูหลาย ๆ คนเฝ้ารอคอยการกลับมาของซีรีส์เรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ

ก่อนจะไปรับชมซีรีส์ซีซั่น 2 สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดูซีซั่นแรก อยากจะแนะนำให้ไปดูเพราะว่าเนื้อเรื่องนั้นไม่ได้ดราม่าหนัก ขายน้ำตาหรือบทพลิกล็อกอะไรขนาด The Penthouse ซีรีส์เรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้เรียบง่าย สอดแทรกเรื่องราวธรรมดา ความเรียล ๆ ที่เราสามารถเข้าถึงได้ มุมมองความรัก รวมไปถึงการใช้ชีวิตของหมอ เรื่องราวในพยาบาลที่ไม่ได้ไกลตัว พูดง่าย ๆ หากเป็นขนม ก็คงเป็นขนมที่เคี้ยวง่าย อิ่มนาน สุขใจนั่นแหละค่ะ

2

ซึ่งมีปมในภาคแรกที่ได้ทิ้งไว้ เรามาตามดูกันค่ะว่ามีคุณหมอคนไหน กับปมอะไรที่น่าติดตาม และจะต้องไปติดตาม มากันหมอหน้าใสที่เป็นสีสันของเรื่องอย่าง หมออิกจุน รับบทโดย โจจองซอก คุณหมอลูกติด ถือถือเป็นตัวสร้างสีสันของเรื่อง ด้วยบุคลิกจอมกวน กวนคนนู้นที คนนี้ที บางทีก็เกาอารมณ์ยาก แต่ถือเป็นคุณพ่อสุดน่ารักที่ใคร ๆ รับชมก็ต้องหลงรักในมุมหมอและมุมคุณพ่อลูกหนึ่ง ซึ่งในซีซั่นแรกเขาก็ได้จบซีซั่นด้วยซีนโยนคำถามกับหมอซงฮวา

‘ถ้าฉันสารภาพไป อาจอึดอัดต่อกัน ฉันไม่สารภาพ ฉันคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต ฉันควรทำยังไงดี
เมื่อเพื่อนไม่อยากจะอยู่ในเฟรนโซน ไม่อยากเป็นเพื่อนอีกแล้ว เราต้องมาตามติดเลิฟไลน์ของคู่นี้ จริง ๆ นักเขียนลุ้นมาก ชอบเคมีทั้งคู่มาก เชียร์สุดใจจริง ๆ จ้า2

ถัดมาคุณหมอคิมจุนวาน รับบทโดย จองคยองโฮ ศัลยแพทย์ด้านหัวใจ ซึ่งแม้บุคลิกจะปากร้าย เข้มงวด แต่พอในมุมความรักคือ ผู้ชายมุ้งมิ้ง คลั่งรักคนหนึ่งแหละ ซึ่งเขานั้นกำลังแอบคบกับน้องสาวของหมออิกจุน อย่างทหารหญิงอีอิกซุน จนตอนจบก็ทำเอาคนดูงุนงงกับพัสดุของหมอจุนวานส่งแก่แฟนสาวที่ไปเรียนต่อต่างประเทศแต่ถูกตีกลับ ทำเอาความสัมพันธ์คู่นี้ดูงุนงง จะจบอย่างไร พี่ชายจะรู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แอบคบกัน หรือแกล้งไม่รู้ ถือเป็นอีกคู่ที่น่าติดตามมาก ๆ จ้า

3

ถัดมาอีกคือ หมอขวัญใจสาว ๆ หล่อรวย จิตใจดี คือ คุณหมออันจองวาน รับบทโดย ยูยอนซอก หมอเชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดเด็กนั่นเอง ซึ่งเห็นหน้าหล่อ ๆ แบบนี้ ฮอตสุด ๆ แบบนี้ คือเตรียมสละทางโลก จะไปทางธรรมเรียบร้อย เตรียมจะไปรับใช้พระเจ้าจนจบซีซั่นแรก หมอจองวานก็ได้จุ๊บหมอคยออุล ถือเป็นคำตอบสำหรับการเริ่มความสัมพันธ์ของเขา ประกาศว่า จะไม่โสดแล้วจ้าาาาา ซีซั่นสองต้องมาติดตามกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ว่าจะมุ้งมิ้ง หรือจบหักมุม ละทางโลก อย่างที่บอก ซีรีส์เกาหลีคือไว้ใจไม่ได้มาก ๆ พระเอกกลายมาเป็นพระรองในข้ามคืน นับประสาอะไรกับรักกันสองสามวัน อีกวันโสด อะไรก็เกิดขึ้นได้จ้า

4

ส่วนคุณหมอที่มาเงียบ ๆ อย่างหมอยังซอกฮยอง รับบทโดย คิมแดมยอง หมอสูติศาสตร์ที่ชื่นชอบการดูซีรีส์ วาไรตี้ เก็บตั๊วเก็บตัว จนขึ้นชื่อได้นิกเนมว่า หมอหมี ซึ่งในซีซั่นแรกแทบจะหมดไปกับปัญหาครอบครัวที่เข้ามามากมาย คือ ถ้าเป็นคนก็คงเป็นสึนามิที่ถล่มหาดจนไม่เหลืออะไรไว้ให้ยืน แถมหัวใจที่ปิดตายมานาน หลังเลิกราภรรยาเก่าไป ก็มีเส้นเลิฟไลน์ใหม่ของหมอหมี อย่างรุ่นน้องคุณหมอมินฮาเข้ามา ต้องมาคอยลุ้นว่าทั้งคู่จะอยากอยู่แค่เฟรนโซน หรือจะมูฟออน แต่ซีซั่นแรกจบได้ค้างคาจนคนดูแอบเชียร์ให้หมอหมีกลับมามีความรัก มีมุมมุ้งมิ้งแบบคนอื่นบ้าง

5คนสุดท้ายหมอหญิงแกร่ง เจ้าของฉายาหมอผีที่สามารถทำทุกอย่างบนโลกภายใน 24 ชั่วโมง ถือว่าสวย เก่ง ครอบสูตร หมอแชซงฮวา รับบทโดยจอนมีโด ผู้รักการแคมป์ปิ้งคนเดียว แม้ว่าจะเก่งมาก ๆ แต่ดูเหมือนในมุมความรักยังไม่ลักกี้อินเลิฟเสียเท่าไหร่ แม้จะมีรุ่นน้องมาชอบก็มักจะขีดเส้นคนรอบข้างไว้ เพราะกลัวการจะกลับไปเจ็บ จนมาที่หมออิกจุนที่เหมือนจะพิเศษกว่าคนอื่นเสียหน่อย ทั้งไปเลี้ยงลูกให้เขาอีก ห่วงใยเป็นพิเศษ จนหลาย ๆ คนเชียร์มาก ๆ ภาคนี้คือ มันต้องชัดเจนแล้วน่ะ จบได้ค้างคามาก ๆ ตรงที่หมอซงฮวาเงียบกับคำถามของหมออิกจุน เรามาเชียร์ทั้งคู่ไปพร้อม ๆ กันค่ะ

 

หลังจากได้ดูซีรีส์ไปตอนแรก ทำให้คิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ นักแสดงในชุดเดิมเพิ่มเติมคือ มีพัฒนาการ สวยหล่อขึ้น โปรดักชั่นคือดีงาม บทชวนให้ดูได้เรื่อย ๆ ในวันฝนพรำ บทยังคงสานต่อปมที่ทิ้งไว้ในอีพีแรก แม้ว่าจะไม่หนักหน่วง ค่อย ๆ เล่าไปยาว ๆ ถือว่าเป็นอีกซีรีส์ที่รักษาคุณภาพ ความรู้สึกคนดู แม้ว่าจะกลับมาดูอีกกี่รอบก็ยังรู้สึกดี ซีรีส์หมอที่ให้อะไรมากกว่าศัพย์หมอ แค่ตอนแรกเป็นน้ำจิ้มชวนให้ติดตามเพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่อาจจะสอดแทรกเข้ามาในเรื่องของความสัมพันธ์ แถมซีรีส์ยังมีเพลงใหม่ ๆ ที่กลับมาร้อง โคฟเวอร์กัน ต้องมาติดตามค่ะ สุดท้ายคงไม่ต้องให้คะแนนเลยสำหรับเรื่องนี้ มันดี มันเป็นอีกเรื่องที่ต้องดู ถือเป็นหนึ่งในจักรวาลหนังของผกกชินวอนโฮที่สุด ต้องดูก่อนตายเลยว่างั้นค่ะ

เผย 5 สิ่งที่จะทำให้คุณอิ่มใจระหว่างดู HOSPITAL PLAYLIST ซีซั่น 2

ช่วงนี้แฟนซีรีส์ เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ (Hospital Playlist) คงมีความสุขกันไม่น้อย ซีซั่น 2 ของซีรีส์แสนอบอุ่นหัวใจนี้กำลังจะกลับมาอีกครั้งเร็ว ๆ นี้ หลังจากที่ซีซั่นแรกครองใจผู้ชมมาแล้วทั่วโลก ซีซั่นใหม่ของเพลย์ลิสต์ชุดกาวน์นี้จะกลับมาพร้อมหลายสิ่งที่รับรองเลยว่าผู้ชมจะต้องหลงรักซีรีส์เรื่องนี้มากกว่าเดิม เพราะแก๊งคุณหมอคนโปรดของทุกคนกำลังจะกลับมาอีกครั้ง พร้อมคำตอบสำหรับคำถามที่ทิ้งปมเอาไว้ให้สงสัยในซีซั่นแรก ลองมาดูกันว่าในซีซั่นใหม่นี้จะมีอะไรที่ทุกคนจะได้ชมกันบ้าง

1. ความสามารถการเล่นดนตรีที่พัฒนายิ่งขึ้น
เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ ซีซั่น 2
ในซีซั่นแรกเราฟินไปกับการเล่นดนตรีสดของเหล่านักแสดง โดยเป็นเพลงฮิตยุค 90 จำนวนมาก คิมแดมยองแง้มให้ฟังว่า “ในซีซั่นใหม่ เราพัฒนาขึ้นกันเยอะเลยครับ” ขณะที่ยูยอนซอกเสริมว่า “ในซีซั่นที่แล้วมีบางเพลงที่เราต้องใช้เวลาฝึกถึง 3 เดือน บางเพลงก็ใช้เวลาอย่างน้อยเดือนนึงเลยครับ ส่วนในซีซั่นใหม่นี้มีหลายเพลงที่เราฝึกกันแค่สัปดาห์เดียวก็เล่นได้แล้ว เราทุกคนต่างก็ประหลาดใจกันมากครับที่เราทำได้ขนดานี้” นอกจากนี้ เหล่านักแสดงยังบอกว่าให้รอชมสกิลที่พัฒนาขึ้นของพวกเขาและจะได้เห็นเหล่าคุณหมอเล่นเพลงที่ยากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

2. เคมีนักแสดงที่เข้าขากันมากกว่าเดิม
เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ ซีซั่น 2
ในซีซั่นแรกทุกคนต่างได้เห็นกันแล้วว่าเคมีความเป็นเพื่อนระหว่างนักแสดงห้านั้นแสนจะเป็นธรรมชาติและสมจริง แต่เหล่านักแสดงนำเล่าว่าในซีซั่นใหม่นี้เคมีระหว่างพวกเขาจะดียิ่งขึ้นอีก เพราะทุกคนก็สนิทกันมากขึ้น จอนมีโดกล่าวว่า “ตอนที่เราออกไปเจอกันจริง ๆ ไม่ได้ เราก็มีเจอกันออนไลน์อย่างในห้องแชตหรือว่าวิดีโอคอลค่ะ” โจจองซอกขยายความต่อว่า “เราสนิทกันจนแทบจะไม่ต้องใช้คำพูดเพื่อสื่อสารกันเลยครับ” ด้านจองคยองโฮบอกว่า “ขอให้รอชมเคมีของเราที่เข้าขากันมากขึ้น รวมถึงมิตรภาพระหว่างตัวละครที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยนะครับ”

3. เรื่องราวที่อบอุ่นหัวใจมากขึ้น
เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ ซีซั่น 2
หนึ่งในแง่มุมที่ดีที่สุดของซีรีส์ เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ (Hospital Playlist) ก็คือความอบอุ่นประทับใจและการที่ผู้ชมสามารถรู้สึกเชื่อมโยงไปกับบทและตัวละครได้ คุณอาจจะเสียน้ำตาไปไม่น้อยกับเรื่องราวสุดซาบซึ้งใจของทุก ๆ คนในโรงพยาบาล ตั้งแต่คุณหมอไปจนถึงคนไข้ ผู้กำกับ ชินวอนโฮ ระบุว่า “ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องยึดแก่นของซีรีส์เอาไว้ มากกว่าที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ เราอยากจะลงลึกไปในสิ่งที่ปูไว้ในซีซั่นแรกครับ” จอนมีโดก็กล่าวว่า “ฉันว่าคุณจะได้เห็นเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปของคนไข้แต่ละคน ซึ่งจะทั้งอบอุ่นหัวใจและทำให้เสียน้ำตาได้” หมายความว่าเราจะได้ชมเรื่องราวอีกมากมายที่เราจะได้รู้สึกร่วมไปกับตัวละคร และทำให้หัวใจของเราสั่นไหวอย่างแน่นอน

4. การเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์
เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ ซีซั่น 2
จากซีซั่นแรกที่มีทิ้งปมระหว่างตัวละครหลักเอาไว้หลายประการ โจจองซอกเผยว่า “ผู้ชมจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครครับ” พร้อมระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างอิกซุนกับจุนวาน ความรู้สึกที่มินฮามีให้ซอกฮยอง หรือแม้แต่อูจูกับโมเน่ และนอกจากความสัมพันธ์เหล่านี้ ยังสามารถรอชมความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างจองวอนกับคยออุล รวมถึงอิกจุนกับซงฮวา เพราะแน่นอนว่าหลังจากผ่านไปหนึ่งปี ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงมากมายให้รอติดตามชมกันอย่างแน่นอน

5. ตัวละครใหม่และตัวละครที่เราคุ้นเคย
เพลย์ลิสต์ชุดกาวน์ ซีซั่น 2
เมื่อตัวละครมีพัฒนาการเป็นอย่างดี เรามักจะรู้สึกว่าตัวละครนั้นเหมือนเป็นเพื่อนเราจริง ๆ เหล่านักแสดงต่างก็ยอมรับว่าพวกเขารู้สึกได้ถึงความคุ้นเคยและรู้สึกว่าพวกเขาเริ่มมีความคล้ายกับตัวละครที่ตนรับบทมากขึ้นเรื่อย ๆ จอนมีโดกล่าวว่าเธอรู้สึกขอบคุณสำหรับชื่อเล่นต่าง ๆ ที่ได้รับอย่างเช่นชื่อซงฮวาเองก็ด้วย ส่วนจุนวานก็มีถูกเรียกว่าคนกินเก่ง ด้านผู้กำกับชินวอนโฮก็แง้มว่าจะมีการปรากฎตัวของนักแสดงรับเชิญและตัวละครใหม่ ๆ ในซีซั่น 2 ที่กำลังจะออนแอร์นี้ ผู้ชมจะได้เพลินเพลินไปกับตัวละครต่าง ๆ ทั้งที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว รวมถึงตัวละครหน้าใหม่ ๆ อีกด้วย ดูหนังออนไลน์

รีวิวหนัง The Secret Life Of Pets 2 – เรื่องลับแก๊งขนฟู 2

รีวิวหนัง The Secret Life Of Pets 2 - เรื่องลับแก๊งขนฟู 2

หนัง Secret Life of Pets 2 หรือชื่อไทยว่า เรื่องลับแก๊งขนฟู 2 the Secret Life Of Pets เรื่องลับแก๊งขนฟู คือผลงานลำดับที่ 5 ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่างอิลลูมิเนชั่น เอนเตอร์เทนเมนต์ และยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ซึ่งจะมาเผยความลับว่าเหล่าสัตว์เลี้ยงทำอะไร ระหว่างที่เจ้าของไม่อยู่บ้าน ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้นักแสดงตลกชื่อดังอย่าง หลุยส์ ซี.เค., อีริค สโตนสตรีท และเควิน ฮาร์ท มาให้เสียงพากย์ โดยได้ คริส เรโนด์ จาก Despicable Me, Despicable Me 2 มารับหน้าที่ผู้กำกับเตรียมพบกับความน่ารักของเหล่าสัตว์เลี้ยงแสนซน (สุดแสบ) ใน  เรื่องลับแก๊งขนฟู

คือไม่เคยดูภาคแรกมาก่อน บังเอิญมีเวลาว่างเลยได้โอกาสไปดูเรื่องนี้แบบงงๆ เจ้าหมาแมกซ์น่ารักมาก มีความขี้กลัวและออกไปเรียนรู้ความกล้าหาญกลับมา ทำให้คนอย่างเราๆ ได้เรียนรู้เรื่องการเผชิญหน้าได้ดีนะ ยิ่งดูยิ่งมีกำลังใจ ไม่รู้ทำไมหนังอนิเมชั่นมักให้แง่คิดกับคนดูได้ดีจังเลย (บางทีดีกว่าหนังคนแสดงอีก) ส่วนพาร์ทบันเทิงก็จัดว่าสุดอยู่ รสชาติเหมือนดูพวกมินเนียน หรือมาดากัสการ์อะไรทำนองนี้อ่ะ บันเทิงเรื่อยเปื่อยเอาฮา แต่บางอันก็เฉยๆ เหมือนเรื่องไหนๆ ก็มีมุกแบบนี้จนเบื่อบ้างบางฉาก แต่ดูรวมๆ ก็สนุกใช้ได้เลย

ว่ากันตรงๆ แล้วสำหรับภาคแรกส่วนตัวผมเองนั้นค่อนข้างไม่ค่อยชอบซักเท่าไหร่ ถือเป็นแอนิเมชั่นของค่าย Illumination ที่เนื้อหาสำหรับเด็กเล็กเป็นหลัก ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่ามันจะมีภาคต่อออกมาจนได้ (แต่ก็ไม่แปลกเพราะภาคแรกก็ทำเงินไปกว่า 875 ล้านดอลล่าร์จากทุนสร้างแค่ 75 ล้านดอลล่าร์) เป็นอนิเมชั่นเรื่องที่ 2 นอกเหนือจาก Despicable Me ที่ได้มีการสร้างภาคต่อ

เนื่อเรื่องภาคนี้ว่าด้วย แมกซ์ จะต้องเผชิญกับปัญหาครั้งใหม่เมื่อเจ้าของนั้นได้แต่งงานและมีลูก ซึ่งแรกๆ แมกซ์ไม่ค่อยชอบเด็กแรกเกิดซักเท่าไหร่ แต่ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นหลงรักน้อง และเป็นซี้กันในที่สุด ด้วยความที่แมกซ์ต้องการปกป้องน้อง ที่เป็นลูกของมนุษย์ให้ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลาทำให้เขากลายเป็นสุนัขที่เข้าขั้นวิตกกังวน จนเกิดเหตุ จนต้องมาพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เขาปล่อยวางลงได้

ในภาคนี้เนื้อเรื่องแบ่งเป็น 3 เส้นเรื่องชั้นเจนคือ 1.เรื่องราวของ Max และเด็กน้อยต้องออกเดินทางไปพักผ่อนที่ชนบท 2.เรื่องราวของ Gidget แฟนของ Max ที่ต้องผจญภัยในห้องที่เต็มไปด้วยแมวนับหลายสิบตัว เพื่อค้นหาของสำคัญที่ Max ฝากไว้ให้ดูแลแต่เธอทำมันหล่นหายเข้าไปในห้องนั้น 3.เรื่องราวของ Snowball กระต่ายเกรียนสุดน่ารักจอมขโมยซีน กับภาระกิจปลอมตัวเป็นฮีโร่ออกช่วยเหลือเหล่าสัตว์ผู้ตกอยู่ในความลำบาก

ต้องยอมรับจริงๆ ว่าเจ้า Snowball คือตัวขโมยซีนแบบสุดๆ ถึงขั้นภาคนี้เพิ่มบทให้ Snowball เยอะขึ้นเป็นกอง มีเส้นเรื่องเป็นของตัวเอง และแย่งซีนแบบสุดๆอีกด้วย นับเป็นจุดเด่นที่ทำให้ภาคนี้สนุกขึ้นมามากว่าภาคก่อนซะด้วยซ้ำไป จากที่ผมเฉยๆกับภาคที่แล้วยังอดหลงรักในความน่ารักของเจ้า Snowball นี้ไปแล้ว

สรุปแล้วส่วนตัวผมเองชอบเนื้อหาการเล่าเรื่องในภาคนี้มากกว่าภาคที่แล้ว ทีแรกคิดว่าเข้าไปดูแล้วจะหลับด้วยซ้ำไป แต่กลับเพลิดเพลินไปกับเนื้อเรื่องต่างๆ ตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเรื่องเลย 7/10 อ่านต่อได้ที่

[รีวิว] หนังเฉือนคม The Hummingbird Project – โปรเจกต์สายรวย

The Hummingbird Project โปรเจกต์สายรวย  เป็นหนังที่มีกลุ่มคนหนึ่งต้องการวางสายเคเบิ้ลเป็นเส้นตรงเพื่อที่จะชนะในการเทรดหุ้นด้วยความเร็วกว่า เพื่อที่จะได้คำนวนการซื้อขายทั้งหมด และตัวเองก็จะรวย! มันอาจฟังดูซับซ้อน เข้าใจยาก แต่แท้จริงแล้วคุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในด้านหุ้นเลยก็สามารถเข้าใจมันได้อย่างง่ายๆ ผิวมันอาจดูล้ำ แต่แก่นของมันก็คือหนังชิงดีชิงเด่น หักเหลี่ยม เอาชนะกันดีๆ นี่แหละ

ครั้งแรกที่ได้ดูตัวอย่างทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง The Social Network ทันที จากทั้งวิธีการนำเสนอ หรือการเล่าก็ตาม แต่พอได้ดูจริงๆ แล้ว มันยังสู้ The Social Network ไม่ได้สักเท่าไหร่ เรื่องนั้นค่อนข้างสนุกและเพลิดเพลินกว่ากันเยอะเลย ด้วยภาพลักษณ์ของนักแสดงนำอย่าง Jesse Eisenberg ที่ในเรื่องนี้เขาพูดรัวเป็นปืนกลมาใส่ ก็ทำให้สลัดภาพ Mark Zuckerberg ไม่ออกจริงๆ และเหมือนนั่นก็กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเวลาเขาแสดงหนังในเรื่องไหนๆ ไปแล้ว และแน่นอนว่าในเรื่องนี้เขาไม่ทำให้ผิดหวัง กับบท Vincent Zaleski ที่เน้นพูดไม่ต่างจาก Mark และ Jesse ถ่ายทอดบทสนทนานี้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ ตามมาด้วย Alexander Skarsgård ในบท Anton Zaleski ที่เล่นซีนอารมณ์และแสดงออกเป็นโปรแกรมเมอร์เนิร์ดได้อย่างน่าปรบมือ บทรั่วๆ ฮาก็ฮามาก รวมไปถึง Salma Hayek ในบทเจ้าแม่ Eva Torres ที่เธอปรากฏตัวทุกครั้งทีไรมันทั้งดูน่าเกรงขาม และเซ็กซี่ไปพร้อมๆ กัน

หนังดำเนินเรื่องแบบมีจุดมุ่งหมายชัดเจน อาจจะไม่ถูกใจคอหนัง Blockbuster สักเท่าไหร่ เพราะนอกจากบทสนทนามันจะเยอะแล้ว หลายๆ ฉากน่าเบื่อ เอื่อยๆ ถึงแม้อาจไม่ได้มีฉากลุ้นตื่นเต้นให้เราหัวใจเต้นตุ๊บๆ แต่มันสนุกและตื่นเต้นด้วยบทสนทนามากกว่า ทำให้น่าติดตามว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เหมือนเป้าหมายหลักของตัวละคร ที่เขาพร้อมจะไปที่ปลายอุโมงค์ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม หนังทำให้เรารู้สึกเช่นเดียวกันกับตัวละครนำนั้นเลย นี่แหละจุดสนุกของหนังเรื่องนี้

ด้วยความที่มันเป็นหนัง Detail ที่ใส่ข้อมูล+บทสนทนามาเยอะมาก เพราะฉะนั้นคุณต้องใช้สมาธิและจดจ่อกับบทพูดเหล่านั้นอยู่พอสมควร เพราะแต่ละประโยคที่พ่นออกมาจากปากล้วนส่งผลต่อหนังไม่ส่วนใดก็ส่วนหนึ่งแน่นอน เรียกได้ว่าไม่ได้พูดออกมาลอยๆ เลอะเทอะอย่างแน่นอน

หนังมีการถ่ายทำที่ยอดเยี่ยมมาก คุม Mood และ Tone ของหนังได้โคตรดี ทั้งจังหวะการตัดต่อ การเล่าเรื่อง หรือมุมกล้อง ก็ตาม ทั้งหมดมันถูกร้อยเรียงมาได้อย่างสวยงาม

อ่านต่อได้ที่ 

รีวิวหนัง Toy Story 4 – ทอย สตอรี่ 4 การผจญภัยครั้งใหม่ของวู้ดดี้

รีวิวหนัง Toy Story 4 - ทอย สตอรี่ 4 การผจญภัยครั้งใหม่ของวู้ดดี้

หนัง Toy Story 4 หรือชื่อไทยว่า ทอย สตอรี่ 4 เรื่องราว การผจญภัยครั้งใหม่ของวู้ดดี้ ที่เริ่มต้นชีวิตในบ้านของเจ้าของคนใหม่ คือ บอนนี่ ซึ่งเธอได้ใช้ช้อนกึ่งส้อม ประดิษฐ์ออกมาเป็นของเล่นใหม่ที่ตั้งชื่อว่า ฟอร์คกี้ แต่เจ้าฟอร์คกี้

รู้ว่าแท้จริงเขาไม่ใช่ของเล่นแต่เป็นอุปกรณ์ครัว จึงอยากกลับไปสู่ชีวิตที่แท้จริง เดือดร้อนถึงวู้ดดี้ต้องตามกลับมา กลายเป็นการผจญภัยของเหล่าของเล่นครั้งใหม่ รวมถึงการกลับมาของโบ ของเล่นหวานใจของวู้ดดี้ที่เธอกลับมาในมาดใหม่เป็นสาวสุดแกร่งด้วย Toy Story 4 มีกำหนดฉาย 20 มิถุนายนนี้

ในปี 2010 Pixar Animation Studio ได้ให้แอนดี้ และคนดู บอกลาเหล่าของเล่นใน Toy Story 3 กันไปแล้ว หลายๆคนยกย่องให้เป็นแอนิเมชั่นปิดไตรภาคที่สร้างความทรงจำดีๆให้ทุกคนเลยก็ว่าได้ ใครจะไปคิดว่าในอีก 9 ปีต่อมา Pixar ได้สร้างภาคต่อของแฟนไชร์นี้ออกมาอีก ซึ่งแทบจะเป็นทุกๆคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “สร้างภาคต่อให้กับเรื่องนี้ มันจะดีหรอ” ทั้งๆ ที่ภาคล่าสุดเป็นการปิดฉากหนังใหญ่ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนตัวผมเองคิดว่าถ้าตัวบทมันไม่ดีจริง Pixar คงไม่กล้าดึงแฟนไชร์อัมตะนี้ ลงมาแปดเปื้อนแน่นอน

สำหรับภาคนี้จะเล่าต่อจากภาคก่อนหน้า แต่จะมีการท้าวความไปช่วงที่ตัวละคร โบพี๊บ ได้ถูกโล๊ะจากบ้านของแอนดี้

เพื่อสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่คนดู เพราะว่าในภาคก่อนบทของเธอเหมือนจะถูกเล่าข้ามแบบผ่านๆไปไม่ได้ให้ความสำคัญอะไร โดยเหตุการณ์ในภาคนี้จะเล่าช่วงที่ บอนนี้ เจ้าของใหม่นั้นกำลังจะเข้าสู่โรงเรียนอนุบาล และได้สร้างสรรค์ของเล่นใหม่ที่ชื่อว่า ฟอร์กี้ (ช้อน+ซ่อม) โดยเธอได้ให้ความสำคัญกับของเล่นชิ้นนี้มากเป็นพิเศษ กลับกันเจ้าฟอร์กี้ นั้นได้ยึดติดกับคำว่าตัวเองคือขยะ

จะต้องไปอาศัยอยู่ในถังขยะ และได้พยายามหนีจากบอนนี้ไปลงถังขยะตลอดเวลาทำให้วูดดี้ต้องคอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้แก่ของเล่นใหม่ชิ้นนี้ ซึ่งก่อนเปิดเทอมทางพ่อแม่ได้มีการพาไปออก Road Trip ด้วยรถบ้าน ฟอร์กี้ได้หนีออกนอกรถไป วูดดี้จึงต้องออกตามหาและพาเจ้าฟอร์กี้กลับมาหาบอนนี้ให้ได้ ในระหว่างทางนั้นได้เจอเข้ากับโบพี๊บนั่นเอง

เรียกได้ว่าทุกๆ ฉากในภาคนี้ทาง Pixar ได้มีการคิดมาแล้ว เพื่อเป็นฉากที่สร้างอารมณ์ร่วมให้แก่คนดูมีต่อแต่ละตัวละคร ซึ่งส่งผลทำให้ในช่วงองก์สุดท้ายของเรื่องนั้นสร้างอารมณ์ร่วมของคนดูต่อชะตากรรมของตัวละครต่างๆ เรียกได้ว่าคนดูอินมากมายน้ำตาแตกกันไปเลยทีเดียว

สรุปแล้ว Pixar ก็ยังคงเป็น Pixar อยู่วันยันค่ำจริงๆ ยังมีฝีมือการสร้างสรรค์หนังออกมาไม่ให้ซ้ำกับภาคก่อนๆและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการแอนิเมชั่นเลยก็ว่าได้ 9.5/10 ไปเลยสำหรับภาคนี้ อ่านต่อได้ที่ 

 

รีวิวซีรีส์เกาหลี Start-Up เจาะลึกวงการสตาร์ทอัพในเชิงลึก

รีวิวซีรีส์เกาหลี Start-Up เจาะลึกวงการสตาร์ทอัพในเชิงลึก

Start-Up ซีรีส์เกาหลี ลง Netflix เรื่องใหม่ที่เข้ามาแทน Stranger SS2 ที่พึ่งจบไป ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสาววงการสตาร์ทอัพมุ่งสู่ฝันทำให้สำเร็จ โดยมีดราม่าสุดรันทดจากปัญหาครอบครัวในอดีตมาเป็นแรงผลักดัน พร้อมทั้งเรื่องราวความรักความทรงจำในวัยเด็กที่เป็นพหรมลิขิตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

รีวิวอัพเดททุกสัปดาห์จนจบ ไม่มีสปอยล์เนื้อหาจุดสำคัญของเรื่อง

ภายนอกซีรีส์เรื่องนี้ให้ความรู้สึกว่าเป็นแนวธุรกิจเต็มตัว แต่กลับพบว่าจริงๆ นี่เป็นซีรีส์แนวดราม่าที่หนักหน่วงกันตั้งแต่ EP แรกเลย เพราะเรื่องราวเริ่มต้นที่นางเอก “ซอดัลมี” (รับบทโดย Bae Suzy นางเอก Vagabond) ต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ตั้งแต่เด็ก ระหว่างการต้องเลือกพ่อหรือแม่ที่ต้องการหย่าร้างกัน และนำไปสู่จุดเริ่มต้นของความแค้นในตัวเธอที่มีต่อพี่สาวที่เลือกเดินคนละด้านระหว่างความฝันในอนาคตหรือความร่ำรวยที่อยู่ตรงหน้า จนกลายเป็นทางแยกของชีวิตทั้งคู่ที่ไม่อาจจะกลับมาเหมือนเดิมได้อีกครั้ง

ในอีกด้านหนึ่ง “ฮันจีพยอง” (รับบทโดย Kim Sun-Ho ) หนุ่มน้อยจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ถูกส่งออกมาเผชิญโลกภายนอกในช่วงวัยเด็ก ได้มาพบกับยายของ “ซอดัลมี” และได้รับความช่วยเหลือโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน ทั้งคู่ร่วมกันสร้างตัวละครสมมุติ “นัมโดซาน” (Nam Joo-Hyuk พระเอกจากเรื่อง The School Nurse Files ที่พึ่งฉายใน Netflix) ที่หยิบยืมมาจากชื่อเด็กในข่าวรับรางวัลเหรียญทองโอลิมปิคคณิตศาสตร์ เพื่อมาเป็นเพื่อนปลอบใจเธอกับความปวดร้าวในวัยเด็ก กลายเป็นว่าเธอโตขึ้นมาโดยหลงรักยึดมั่นในตัวนัมโดซานที่เธอไม่เคยเจอกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากจดหมายที่เขียนหากันปีเดียว และกำลังออกตามหานัมโดซานในชีวิตจริงเพื่อขอให้มาช่วยเหลือเธออีกครั้ง

drama-korea-start-upต้องบอกเลยว่าเรื่องนี้มีแววดังสนั่นมากกว่าซีรีส์เรื่องไหนในช่วงนี้ ด้วยความที่ตัวเรื่องทันสมัยเล่าเรื่องราวแปลกใหม่แตกต่างจากปกติทั่วไป มีดารานำสาวสวยอย่าง Bae Suzy นางเอก Vagabond ที่เป็นขวัญใจคนไทยมากมายมาเล่นด้วย ตัวซีรีส์แค่เปิดมาตอนแรกก็สัมผัสได้ถึงความละเมียดละไมใส่ใจในทุกขั้นตอนงานสร้าง ตั้งแต่เรื่องราวที่ดูเผินๆ นึกว่าจะต่อสู้กันทางธุรกิจเป็นหลัก แต่เรื่องกลับดึงเข้าสู่ดราม่าหนักหน่วงตั้งแต่ตอนแรก (แอบให้ความรู้สึกคล้ายอีเทวอนคลาสตั้งแต่ตอนแรกเลย) พร้อมฉากสะเทือนใจตามมาติดๆ ด้วยการย้อนภาพอดีตเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสองสาวพี่น้องที่ต้องมาแยกทางกันเพราะเรื่องความฝันกับความร่ำรวยที่กองอยู่ตรงหน้า และทั้งคู่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งโดยที่นางเอกที่เลือกความฝันกลับไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย แม้แต่การเรียนก็ไม่สำเร็จ ซึ่งถือว่านางเอกในเรื่องนี้มีแบ็คกราวด์ที่ปูมาแปลกมาก และเธอก็ไม่ได้มีความสามารถอะไรจะมาสู้กับพี่สาวของเธอที่เลือกเส้นทางชีวิตสบายด้วยกองเงินกองทอง และก็โตมากับความสำเร็จมีชื่อเสียงแบบง่ายๆ

ตัวเรื่องปูพื้นชีวิตของนางเอกหนักหน่วงรันทดกันสุดๆ จนจบตอนแรกไปเลย แล้วก็ไม่ได้ว่าพอตอนต่อมาจะฟื้นมาเป็นดีอะไรได้ เธอยังคงมีชีวิตที่ไม่ได้ดีขึ้น จนกระทั่งเริ่มออกตามหาเพื่อนทางจดหมายวัยเด็ก และได้กลับมาพบกันอีกครั้ง โดยที่ไม่ได้รู้ว่าจริงๆ แล้วนัมโดซานมีสองคน ซึ่งตัวเรื่องวางพล็อตเก๋มากที่ให้พระเอกทั้งสองคนมีบทบาทคนละแบบในการเข้าถึงและช่วยเหลือนางเอก นัมโดซานตัวจริงเป็นหนุ่มที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตของการฝันเป็นสตาร์ทอัพ นัมโดซานตัวปลอมทางจดหมายกลายเป็นคนประสบความสำเร็จสูงสุดของวงการสตาร์ทอัพ ทั้งคู่ต้องพึ่งพาช่วยกันประคับประคองชีวิตนางเอกที่ตกตระกรำลำบาก และต้องเผชิญหน้ากับคำดูถูกจากพี่สาวที่แยกทางเดินไปตอนเด็ก

นอกจากเนื้อเรื่องที่ดราม่าหนักหน่วงกันตั้งแต่สตาร์ทแล้ว งานภาพประกอบ CG ของเรื่องนี้ก็สวยละเมียดละไมดูพลินไปกับบรรยากาศย้อนยุคของเรื่อง พร้อมกับเรื่องราวฉากในปัจจุบันที่ใช้พวกเทคโนโลยีต่างๆ มาเกี่ยวข้องรวมกับการใช้ CG มาผสมเป็นมุมกล้องแปลกใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวผ่านภาพสวยๆ ได้อย่างไร้ที่ติเลย ยกตัวอย่างฉากขนนกที่ลอยจากนางเอกไปหาพระเอกในอีกที่หนึ่ง แสงสีในเรื่องก็เน้นสีชมพูอ่อนๆ ประกอบเรื่องตลอด จนดูเรื่องราวชวนฝันมาก ซึ่งงานสร้างละเมียดละไมแบบนี้ก็มาจากสตูดิโอดราก้อนที่ผลงานอย่าง It’s Okay to Not Be Okay ที่คนคงรู้ว่าสวยงามขนาดไหน อีกทั้งยังได้ผู้กำกับ Hotel del Luna ที่เน้นงานสร้างภาพชวนฝันมาด้วยอีกคน ในเรื่องนี้จึงกลายเป็นซีรีส์แนวดราม่าธุรกิจที่มีงานด้านภาพสวยแบบสะกดให้ผู้ชมดูได้ไม่เบื่อเลย เรียกว่าเป็นจุดขายที่ชวนให้คนดูติดได้เลยง่ายๆ

รีวิวซีรีส์เกาหลี Start-Up (Netflix) ซีรีส์ธุรกิจที่เน้นแต่เรื่องรักจนธุรกิจเบาบางจางหายไปหมด (อัพเดท EP16 จบ) 3ตัวนักแสดงสมทบในเรื่องก็มีบทที่ลึกซึ้งกินใจกันตั้งแต่แรก อย่างบทพ่อของนางเอก (เล่นโดย Kim Joo-Hun จากบทเจ้าของสำนักพิมพ์ใน t’s Okay to Not Be Okay) ที่ชีวิตรันทดหดหู่ไปจนจบ และได้กลายมาเป็นเป้าหมายในชีวิตของนางเอกในภายหลังที่มาพร้อมกับความแค้น ซึ่งเขาก็เล่นได้ไม่มีที่ติแม้จะออกมาแค่ตอนแรกเต็มๆ (จากนั้นถ้ามีคงแค่แฟลชแบ็คสั้นๆ) เพียงแต่บทอาจจะดูน้ำเน่าไปนิดที่เขียนให้รันทดแบบนี้ แต่เชื่อว่ากินใจคนดูแน่นอน

รีวิวซีรีส์เกาหลี Start-Up (Netflix) ซีรีส์ธุรกิจที่เน้นแต่เรื่องรักจนธุรกิจเบาบางจางหายไปหมด (อัพเดท EP16 จบ) 4อีกคนก็คือยายของนางเอกที่เต็มไปด้วยน้ำใจให้กับหนุ่มน้อยฮันจีพยอง เด็กแปลกหน้าที่บังเอิญเจอกลางสายฝน ซึ่งบทของสองคนนี้ปูเรื่องให้ลึกซึ้งกินใจจนเรียกน้ำตาคนดูได้ตั้งแต่ตอนแรกแน่นอน เรียกว่าเป็นการเปิดเรื่องที่เปอร์เฟ็กต์เอามากๆ กับฉากย้อนอดีตความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องที่ส่งผลมาถึงชีวิตในปัจจุบันที่ข้ามมาป็นตอนโตแล้ว และการกลับมาพบกันอีกครั้งของตัวละครทั้งหมดในวัยเด็ก

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้สะดุดมีปัญหาก็คือพล็อตเรื่องที่ว่าแปลกใหม่ แต่ตัวความรักในเรื่องยังคงใช้สูตรสำเร็จที่จำเจของซีรีส์เกาหลี อย่างการที่ให้มีพระเอก พระรอง รักนางเอกคนเดียวกัน แต่บทก็แทบไม่ได้สูสีในเรื่องความรักกันจริงๆ สุดท้ายพระรองดีแค่ไหนก็ชนะใจไม่ได้ ซึ่งโอเคมันสำเร็จในแง่ที่ว่าเรียกความเห็นใจให้คนดู ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นต้นมาอย่างสวยงาม แต่กลับเดินเรื่องในสูตรเดิม แล้วก็เน้นแบบเปิดตัวเลยว่านัมโดซานที่เล่นโดย Nam Joo-Hyuk คือพระเอกตัวจริงมากกว่าแบบไม่ต้องเดา เพราะเล่นทั้งแสงสีสาดส่องและฉากสโลวโมชั่นเวลาทั้งคู่พบกันให้ดูเหมือนเป็นพหรมลิขิต ในขณะที่พระเอกอีกคนกลับไม่มีอะไรแบบนี้

เจาะลึกวงการสตาร์ทอัพในเชิงลึกแบบจริงจัง (ไม่มีสปอยล์)
ตัวเรื่องแม้จะวางตัวเป็นแนวโรแมนติกชัดเจน แต่ด้านวงการเทคสตาร์ทอัพก็มีรายละเอียดเชิงลึกที่แสดงให้เห็นเลยว่าคนเขียนบททำการบ้านมาดี เพราะชื่อตอนทุกตอนเป็นลำดับกระบวนการในวงการสตาร์ทอัพจริงๆ รวมถึงไอเดียต่างๆ ในเรื่องก็เป็นอะไรที่จับต้องได้ และยังเน้นเรื่องการระดมทุนยังไงให้สำเร็จ โดยมีเรื่องราวของบริษัทที่เป็นกลุ่มทุนในฝันของสตาร์ทอัพหน้าใหม่ในเรื่องที่ชื่อ Sandbox มาเป็นเมนหลักในเรื่องการแข่งขันก่อตั้งบริษัทจาก 0 ที่ตัวละครในเรื่องทุกคนเข้ามาเกี่ยวข้องและแข่งขันกันไปสู่จุดหมาย โดยที่ Sandbox เองก็มีเบื้องหลังความสัมพันธ์ที่สะเทือนใจกับพ่อของนางเอกในตอนแรก ทำให้เรื่องราวของเทคสตาร์ทอัพมีดราม่าลึกซึ้งกินใจผสมเข้าไปอยู่ด้วย

ย่อยความรู้ธุรกิจออกมาให้คนดูได้เข้าง่ายๆ (ไม่มีสปอยล์)
เรื่องนี้เดินเรื่องไปพร้อมกับมีศัพท์ในแวดวงธุรกิจแทรกอยู่ด้วยตลอดเวลา ซึ่งเรื่องใช้การอธิบายเป็นซับไตเติลด้านล่างเพิ่มเป็นภาษาเกาหลี แต่น่าเสียดายที่ตรงนี้ไม่ได้มีการแปลออกมา แต่ว่าก็มีการอธิบายจากตัวละครในเรื่องไปพร้อมกันด้วย และยังให้โดซานเป็นคนอธิบายสอนนางเอกเกี่ยวกับศัพท์ต่างๆ ในเรื่องไอทีเพิ่มแบบน่ารักๆ ทำให้คนดูไม่ต้องกังวลว่าดูเรื่องนี้แล้วจะงง ไม่มีแน่นอนครับ

รีวิวซีรีส์เกาหลี Start-Up (Netflix) ซีรีส์ธุรกิจที่เน้นแต่เรื่องรักจนธุรกิจเบาบางจางหายไปหมด (อัพเดท EP16 จบ) 7พล็อตเรื่องสูตรสำเร็จ แต่กลับคาดเดาไม่ได้ (ไม่มีสปอยล์)
รีวิวซีรีส์เกาหลี Start-Up (Netflix) ซีรีส์ธุรกิจที่เน้นแต่เรื่องรักจนธุรกิจเบาบางจางหายไปหมด (อัพเดท EP16 จบ) 8อย่างที่กล่าวมาข้างต้น แม้เรื่องราวความสัมพันธ์และดราม่าต่างๆ ใน Start-Up อาจจะดูดราม่าสูตรสำเร็จเพื่อให้บิ้วตัวละครกันตั้งแต่แรก กับความสัมพันธ์ของนางเอกกับพี่สาวที่แยกทางกันไปก่อนจะกลายมาเป็นศัตรูกัน รวมถึงเรื่องราวความรักผิดฝาผิดตัวกับพระเอกสองคน แต่เรื่องกลับไม่เดินไปเป็นเส้นตรงอย่างที่วางไว้ เหมือนคนเขียนบทจงใจให้คนดูหลงคิดว่าจะเป็นไปตามสูตร แต่กลับเลือกเส้นทางใหม่ให้ทั้งสองเรื่องในตอนต่อมาแบบหักลำทันที ซึ่งถือว่าว้าวมากกับการที่รีเซ็ทปมดราม่าทั้งสองเรื่องขึ้นมาในแนวทางใหม่ อีกทั้งยังทำให้บทของพี่สาวนางเอกมีความลึกขึ้นมาทันที อาจจะดูเป็นตัวร้ายในตอนแรก แต่ต่อมากลับมีเรื่องราวที่น่าเห็นใจ ไม่แพ้ปมดราม่าของนางเอกที่ตกเป็นเบี้ยล่างในตอนแรกได้เลยเหมือนกัน

อัพเดท แต่ส่วนนี้ต้องบอกว่าพอช่วงครึ่งหลังของเรื่องไป ตัวเรื่องสายธุรกิจค่อนข้างเส้นตรงมีแต่การประสบความสำเร็จ เนื้อเรื่องแนวอุปสรรคที่ปูมาตอนแรกจางหายไปหมด จนทำให้เรื่องไม่เหลืออะไรนอกจากความรักที่พยายามลากยาวไปจนจบเรื่อง

คาแรกเตอร์พระเอกที่ถอดมาจากสายเนิร์ดตัวจริง (ไม่มีสปอยล์)

ปกติโดยทั่วไปพระเอกซีรีส์เกาหลีต้องเน้นหล่อเนี๊ยบ เก่ง มีความมั่นใจในตัวเอง แต่เรื่องนี้นัมโดซาน (ตัวจริง) กลับเป็นอะไรที่ตรงข้ามเรื่องเหล่านี้เลย (ยกเว้นแค่เรื่องหล่อ) โดยถอดเอาบุคลิกพวกนักพัฒนาเบื้องหลังเทคจริงๆ มาใส่ไว้ ซึ่งก็คือ หนุ่มสายเนิร์ดที่ไม่เคยมีแฟน พูดคุยกับผู้หญิงไม่เป็น ขาดทักษะการเข้าสังคม แม้แต่ในครอบครัวเองก็มีปัญหาการสื่อสาร รวมถึงการที่ชอบคิดอะไรเป็นโลจิกทางวิทยาศาสตร์กับคอมพิวเตอร์ไปหมด ไม่เข้าใจการเปรียบเทียบในเชิงปรัชญาหรือควมเชื่อต่างๆ ทุกอย่างต้องถอดออกมาเป็นสมการจับต้องได้เท่านั้น ซึ่งทำให้บุคลิกพระเอกกลายเป็นเปิ่นๆ ขำๆ เมื่อต้องมามีความรักหรือการเข้าสังคมในการเริ่มต้นสตาร์ทอัพในเรี่อง อีกทั้งยังดูน่าสงสารไปด้วยเมื่อเขากลายเป็นคนที่มีความสามารถ มีฝันในทางธุรกิจ แต่กลับไม่มีความสามารถในการบริหารเรื่องเหล่านี้ได้ จนน้อยเนื้อต่ำใจในความสามารถของตัวเองที่มีขีดจำกัด ซึ่งตัวเรื่องทำมาจากความจริงที่ว่านักพัฒนาเบื้องหลังทั้งหลาย แม้มีไอเดียกับความสามารถประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ แต่กลับขาดสกิลในด้านการบริหาร การตลาด โมเดลธุรกิจ จนถ้าอยากสำเร็จได้ก็ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนสายบริหารมาอุดช่องโหว่นี้

ปมจดหมายในอดีตที่แสนอึดอัดตลอดเรื่อง (ไม่มีสปอยล์)
เนื้อเรื่องวางปมการโกหกของโดซานกับจีพยองไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งต่อมากลายเป็นเรื่องโกหกที่ถลำลึกขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออดีตที่ดัลมีประทับใจคือจีพยอง แต่โดซานตัวจริงคือปัจจุบันที่ออกรับหน้าที่นี้แทน ซึ่งคนเขียนบทเก่งมากที่วางจังหวะดราม่าจากเรื่องโกหกแค่ผ่านๆ ในตอนแรกให้กลายเป็นดราม่าที่อึดอัดทุกครั้งที่โดซานต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ความหลังของดัลมีคือจีพยองไม่ใช่เขา แล้วก็ต้องทนโกหกกับสร้างเรื่องโกหกต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้อยู่ดัลมีต่อไป

ในขณะที่จีพยองที่ถูกวางเป็นพระรองก็ถูกทำให้อึดอัดตลอดเวลาที่ต้องโกหกดัลมี รวมถึงโกหกใจตัวเองด้วยเริ่มรู้สึกชอบดัลมีขึ้นมาเรื่อยๆ รวมถึงเห็นใจในความลำบากที่เธอต้องเจอมาตลอด ซึ่งคนดูคงรู้สึกอึดอัดในแบบเดียวกันเวลาถึงฉากที่ทั้งสองคนนี้ต้องโกหกกับดัลมีเสมอ ต้องยอมรับเลยนี่เป็นทั้งปมลุ้นและจุดดึงดูดที่สุดของเรื่องเลยก็ว่าได้ ว่าเรื่องราวจะคลี่คลายออกมาได้ยังไงให้ดีที่สุด โดยไม่ทำร้ายจิตใจตัวละครทั้งคู่ซึ่งคนดูตามเชียร์เยอะพอกัน

พระรองดังกว่าพระเอก
แม้ว่าเรื่องนี้จะวางพระเอกไว้แน่ชัดว่าเป็นนัมโดซานตัวจริงที่เล่นโดย Nam Joo-Hyuk ทั้งแสงสี ฉากโรแมนติกต่างๆ ก็เทให้ชัดเจน แต่คนเขียนบทก็ยังสร้างเรื่องราวของพระรองให้น่าติดตาม จนคนดูเอาใจช่วยบทพระรองที่ไม่รู้ใจตัวเอง (และก็พาลไม่ชอบพระเอกไปด้วย) ซึ่งถือว่าบทยังพอสูสีให้คนดูลุ้นเชียร์ได้ตลอดทุกตอน จนลามมาถึงนอกจอที่พระเอก Kim Sun-Ho มีแฟนติดตามเพิ่มขึ้นมากมายแบบแจ้งเกิดจากเรื่องนี้ไปแล้ว

ฉากของพระรองกับคุณย่าคือสิ่งที่ดีสุดของเรื่องนี้
นอกจากเรื่องความรักวัยเด็กของจีพยองแล้ว บทที่วางไว้ตั้งแต่เด็กคือเด็กกำพร้าที่บังเอิญได้มาพบคุณย่าของดัลมี จนกลายเป็นความผูกพันแน่นแฟ้นตลอดเรื่อง ซึ่งทุกฉากที่ทั้งคู่มาเจอกันคือดีงามมาก จนถึงขั้นเป็นเบสซีนฉากที่ดีที่สุดในแทบทุกตอน ทั้งการดึงอารมณ์ให้คนดูอินน้ำตาไหลกับความรัก ความสะเทือนใจ ความอบอุ่น ที่ทั้งสองคนมีให้แก่กัน รวมถึงการแสดงของจีพยองในวัยเด็กถ่ายทอดมาตอนโตได้แบบไม่มีผิดเพี้ยนไปเลย แม้เรื่องความรักปกติจีพยองอาจจะไม่ได้สมหวัง แต่ความรักของเขากับคุณย่าคือสิ่งดีงามที่สุดของเรื่องนี้แล้วครับ

 

พระรองดังกว่าพระเอก
รีวิวซีรีส์เกาหลี Start-Up (Netflix) ซีรีส์ธุรกิจที่เน้นแต่เรื่องรักจนธุรกิจเบาบางจางหายไปหมด (อัพเดท EP16 จบ) 11แม้ว่าเรื่องนี้จะวางพระเอกไว้แน่ชัดว่าเป็นนัมโดซานตัวจริงที่เล่นโดย Nam Joo-Hyuk ทั้งแสงสี ฉากโรแมนติกต่างๆ ก็เทให้ชัดเจน แต่คนเขียนบทก็ยังสร้างเรื่องราวของพระรองให้น่าติดตาม จนคนดูเอาใจช่วยบทพระรองที่ไม่รู้ใจตัวเอง (และก็พาลไม่ชอบพระเอกไปด้วย) ซึ่งถือว่าบทยังพอสูสีให้คนดูลุ้นเชียร์ได้ตลอดทุกตอน จนลามมาถึงนอกจอที่พระเอก Kim Sun-Ho มีแฟนติดตามเพิ่มขึ้นมากมายแบบแจ้งเกิดจากเรื่องนี้ไปแล้ว

ฉากของพระรองกับคุณย่าคือสิ่งที่ดีสุดของเรื่องนี้

นอกจากเรื่องความรักวัยเด็กของจีพยองแล้ว บทที่วางไว้ตั้งแต่เด็กคือเด็กกำพร้าที่บังเอิญได้มาพบคุณย่าของดัลมี จนกลายเป็นความผูกพันแน่นแฟ้นตลอดเรื่อง ซึ่งทุกฉากที่ทั้งคู่มาเจอกันคือดีงามมาก จนถึงขั้นเป็นเบสซีนฉากที่ดีที่สุดในแทบทุกตอน ทั้งการดึงอารมณ์ให้คนดูอินน้ำตาไหลกับความรัก ความสะเทือนใจ ความอบอุ่น ที่ทั้งสองคนมีให้แก่กัน รวมถึงการแสดงของจีพยองในวัยเด็กถ่ายทอดมาตอนโตได้แบบไม่มีผิดเพี้ยนไปเลย แม้เรื่องความรักปกติจีพยองอาจจะไม่ได้สมหวัง แต่ความรักของเขากับคุณย่าคือสิ่งดีงามที่สุดของเรื่องนี้แล้วครับ

นอกจากนี้ช่วง 3 ปีผ่านไปตั้งแต่ E13 ตัวละครในเรื่องกลับมีหลายอย่างไม่เมคเซนส์เข้ามาเต็มไปหมด ทั้งเรื่องบังเอิญที่พยายามให้พระเอกนางเอกกลับมารักกันตามสูตร เป็นอะไรที่ใช้ซ้ำบ่อยมาก ทั้งยังใส่ซีนโรแมนติกยืดยาวเกินความจำเป็นเข้ามามากมาย แม้แต่เอนด์เครดิตที่ปตกิจะเป็นฉากลับน่าสนใจก็ยังกลายเป็นแต่เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เหมือนการรีเพลย์เรื่องซ้ำแบบหมดมุกจนเกินไป
ตอนจบของเรื่องที่สุดราบเรียบ (ไม่มีสปอยล์)

สำหรับเรื่องนี้กราฟความลุ้นอะไรต่างๆ ดิ่งลงมาเรื่อยๆ จนแทบจะเป็นซีรีส์ที่ขายความรักโรแมนติกล้วนๆ มากกว่าจะเป็นแนวธุรกิจ และความรักในเรื่องนี้ก็เหมือนล็อคสเป็คว่ายังไง พระเอกก็คือพระเอก นางเอกยังไงก็ไม่หนีไปไหน พระรองก็คือพระรอง ซึ่งกลายเป็นเรื่องไม่เหลืออะไรให้ลุ้นเลยสักนิด ตัวเรื่องพยายามเคลียร์ปมต่างๆ เอาใจคนดูแบบแฮปปี้เอนดิ้งทุกเรื่อง ซึ่งก็ออกมาดีในแง่ของการจบแนวฟีลกู๊ดให้คนดูรู้สึกดี แต่ก็รู้สึกว่ามันราบเรียบเกินไปหน่อย แม้แต่ปมใหญ่ๆ อย่างเรื่องแฮกเกอร์ตัวร้ายเป็นใครก็จบแบบง่ายๆ ทั้งๆ ที่พยายามปูมาตั้งแต่แรก แต่พอตอนจบก็จบแบบเบาบางแทบไม่รู้สึกว่าเป็นปมสำคัญกับเรื่องเลย แต่โดยรวมก็ถือว่ายังจบได้ดีครับ แต่แค่ไม่เท่ากับตอนแรกที่ซีรีส์เปิดตัวได้อย่างสวยสดงดงามมาก

 

ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว So Not Worth It วัยใสๆ หัวใจสุดเปิ่น พบกับ เด็กหอนานาชาติ

รีวิว So Not Worth It วัยใสๆ หัวใจสุดเปิ่น พบกับ เด็กหอนานาชาติ

วัยใสๆ หัวใจสุดเปิ่น ( So Not Worth It ) ซิทคอมแนวตลก โรแมนติกดราม่าจากเกาหลี ออริจินัลเน็ตฟลิกซ์ฉายสตรีมมิ่ง 12 ตอน ตอนละครึ่งชั่วโมงที่บอกเล่าเรื่องราวสุดวุ่นวายของหอนานาชาติของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศเกาหลี ที่มีคนประหลาด ๆ และปัญหาว้าวุ่นใจมากมาย ทั้งความรัก มิตรภาพ และโชคชะตา พร้อมโดยความหรรษาของมุกและการแสดงที่ทุกคนจัดเต็ม สร้างและกำกับโดย ควอนอิกจุน, คิมจองชิก, ซออึนจอง, เบกจีฮยอน ที่หมายมั่นปั้นมือในการสร้างเรื่องราวของเหล่าวัยรุ่นในเกาหลีที่ใช้ชีวิตอย่างสนุกสุดเหวี่ยง ไม่ต้องกลัวผิด กลัวถูก การรวมนักแสดงทั้งเกาหลีและนานาชาติมาไว้ในเรื่องเดียวกันนำแสดงโดย พัคเซอัน, ชินฮยอนซึง พร้อมได้นักแสดงน้องใหม่อย่าง ชเวยองแจ (ยองแจ วงเคป๊อบ GOT7 ที่มีแบมแบม ศิลปินชาวไทยอยู่ด้วย), ณิชา ยนตรรักษ์ (มินนี่ ศิลปินชาวไทยในวงเคป๊อบชื่อดัง (G)I-DLE) กับผลงานการแสดงในบทนำเป็นครั้งแรก โดยซิทคอมเรื่องนี้เป็นซิทคอมที่ทางเน็ตฟลิกซ์สร้างขึ้นร่วมกับค่ายเพลงของเกาหลี Mystic Story ซึ่งเรียกกระแสเป็นอย่างมากเพราะการที่มีศิลปินจากวงเคป๊อบชื่อดังทั้งของเกาหลีและไทย ก็ทำให้ดึงดูดแฟนทั้งไทยและอินเตอร์ได้เป็นอย่างดีพอสมควร

So Not Worth It (2021) on IMDb
8.0/10595 votes

เรื่องราวซิทคอมบอกเล่าถึงชีวิตของตัวละครที่มาอาศัยอยู่ร่วมกัน ซีวาน นักศึกษาสาว เจ้าหน้าที่ดูแลหอนานาชาติของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงโซล ผู้มองโลกในแง่ร้ายสุดขั้ว และเห็นแก่ตัวที่คอยภาวนาให้โลกแตกในสักวันได้พบเจอกับ เจมี่ ชายหนุ่มรูปงามปริศนาท่าทางไม่เอาไหนที่ดันเข้ามาอยู่ในชีวิตของเธอโดยบังเอิญ และนั่นทำให้เธอต้องหัวปั่นเพราะเขามาปั่นป่วนใจเธอ เท่านั้นยังไม่พอ เหล่าลูกหอของเธอที่เป็นทั้งมิตรและศัตรูต่างก็มีเรื่องมาให้เธอแก้ไม่ตกเพราะความแตกต่างของพื้นเพของแต่ละคนอย่างสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็น ฮยอนมิน หนุ่มลูกครึ่งแอฟริกาที่ลักลอบอยู่ภายในหอ คาร์สัน สาวห้าวจากอเมริกาที่มาใช้ชีวิตสุดซกมกเพราะหลงใหลในอาหารเกาหลี มินนี่ สาวไทยใจเด็ดจอมปากร้ายที่บ้าซีรีส์เกาหลีเข้าเส้นเลือดจนต้องตามมาถึงเกาหลี แซม หนุ่มลูกครึ่งอเมริกันสุดขี้โอ่ ใจแคบ และหลงตัวเอง ฮานส์ ชายหนุ่มมือถือสากปากถือศีลจากสวีดิส และไทริส หนุ่มผู้เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมด ท่ามกลางเรื่องราวสุดฮา เมื่อพวกเขาต้องพบเจอกับปัญหาของแต่ละคนที่จะสอนให้เขาได้รู้จักคำว่า มิตรภาพและความรัก แต่พวกเขาอาจจะลืมไปว่า ในโลกใบใหญ่นี้ มีอะไรที่พวกเขาไม่รู้อยู่มากมาย

ตามประสาซิทคอม การเล่าเรื่องในเซ็ตติ้งฉากหนึ่งเป็นหลัก ซึ่งในที่นี้ก็คือหอพักนักศึกษาที่ทุกอย่างเริ่มต้นจากที่นี่ และตัวละครทุกตัวก็จะมาพบเจอกัน ทำกิจกรรม และก่อเรื่องวุ่นวายในแต่ละตอน ถกเถียงกันไปมา ก่อนที่จะค่อย ๆ พาไปเล่าประเด็นหลัก ประจำตอนของแต่ละคน สลับกับประเด็นย่อย ๆ ของตัวละครอื่น ๆ ซึ่งไม่มีใครถูกทิ้งหรือหายไปสักตอนเลยจากทั้ง 12 ตอน แม้ว่าเส้นเรื่องของซีวาน ตัวละครหลักที่เป็นเหมือนศูนย์กลางของเรื่องจะโดดเด่น แต่การเล่าเรื่องจะให้ความสำคัญกับตัวละครรอบ ๆ เธอ ทำให้เรารู้นิสัยใจคอ และเอกลักษณ์ประจำตัวนั้น ๆ จนเชื่อได้ว่าตัวละครเหล่านี้เป็นคนจริง ๆ และเรื่องราวในเรื่องก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง ชั้นเชิงของการเล่าเรื่องแม้จะเป็นซิทคอม แต่ก็ลงทุนพอสมควร เพราะบางฉากที่ถ่ายนอกสถานที่ก็ทำได้ดีระดับซีรีส์เกาหลีเลยทีเดียว เรียกได้ว่าซิทคอมเรื่องนี้คุณภาพดีมาก ตัวอย่างอาจจะขายความตลก แต่เนื้อแท้ของมันมีสาระมากกว่าที่คิดมาก ๆ แม้ว่าพล็อตโรแมนติกของเรื่องมันจะสูตรสำเร็จไปหน่อย แต่ผมที่ไม่ได้ดูซิทคอมของเกาหลีมาก่อน ก็รู้สึกว่าเขามีความพยายามใส่รายละเอียดและปมของตัวละครได้ดีมาก ๆ มีการเล่าประเด็นนึงจนจบ แล้วตอนต่อมา ก็ดึงประเด็นนั้นกลับมาเล่าต่อให้รู้สึกว่า มันมีเส้นเรื่องมากกว่าความตลกกับความโรแมนติก แถมยังมีตัวละครอื่น ๆ มาคอยสร้างเสียงหัวเราะและประเด็นใหม่ ๆ ที่น่าสนใจในแต่ละตอน มีบางตอนในซีรีส์ที่ตลกก็จริง แต่บางตอนก็จริงจังมาก ๆจนทำให้ช่วงท้ายกลายเป็นเล่าเรื่องไม่สุดไปเลย เพราะตอนก่อนหน้ามันทำได้ดีมากในแง่ของการดึงสถานการณ์ที่ใหญ่มาก ๆ พอมาตอนหลัง ๆ มาตลกร้ายก็ทำให้รู้สึกเรื่องราวมันจบลงแบบดื้อ ๆ

โดยสถานการณ์ของเรื่องจะไม่ได้เป็นการนำเรื่องความแตกต่างทางเชื้อชาติมาเล่นว่าทำไมคนต่างชาติต้องทำแบบนี้ ทำไมคนเกาหลีต้องทำแบบนี้ เพราะเห็นมีนักแสดงที่ไม่ได้มีแค่เกาหลี ล้อเลียนวัฒนธรรมป๊อบคัลเจอร์ พวกหนัง เพลง ภาพยนตร์ต่าง ๆ การเล่าเรื่องแบบปัญหาจากเรื่องเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ การสอนให้รู้จักใช้ชีวิตโลกแห่งความเป็นจริง มีจิกกัดตัวละครกันไปมา มุกตลกเจ็บตัว แต่ไม่มีอะไรที่ดูแล้วรู้สึกอึดอัด เพราะมันเป็นธรรมชาติมาก บางตัวละครก็ทำอะไรที่คาดไม่ถึงให้เราเซอร์ไพรส์และกลายเป็นมุกตลกของเรื่อง เช่น คนไทยชอบดูซีรีส์เกาหลีจนอินมากไปใช้ในชีวิตจริง คนเกาหลีที่คิดว่าเกาหลีเหนือจะทิ้งขีปนาวุธใส่เกาหลี พี่น้องที่ผิวสีไม่เหมือนกันเพราะคนหนึ่งผิวขาว คนหนึ่งผิวดำ คนต่างชาติที่หลงใหลในเรื่องเหนือธรรมชาติของเกาหลี คนอเมริกาที่กินเก่งเป็นประวัติการณ์จนทำให้เกิดปัญหา ความรักของเพศเดียวกัน แต่ไม่ต้องกังวลเพราะซีรีส์เหมือนถูกเขียนออกมาอย่างรัดกุมไม่มีช่องโหว่หรือมีปัญหากระทบต่อชนชาติไหนเลย แถมยังสั่งสอนตัวละครกลาย ๆ ด้วย ว่าง่าย ๆ นี่เป็นซีรีส์ที่สอนวิธีการเข้าสังคมเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี ตัวละครทุกตัวในเรื่องต่างก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ มีความผิดพลาดเป็นของตัวเอง แต่พวกเขาเลือกที่จะเปิดใจและทำความรู้จักไปด้วยกัน จนสามารถมีพัฒนาการเป็นตัวละครที่ดี หรือบางคนอาจจะไม่มีเลย แต่เพราะตัวละครมันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว แต่นั่นแหละคือเสน่ห์ที่ทำให้ตัวละครสักตัวจะต้องเป็นที่ชื่นชอบของคนดูแน่นอน

ตัวละครแต่ละตัวก็มีคาร์แร็คเตอร์ชัดเจนและมีเสนห์ ไม่ว่าจะเป็น ซีวาน สาวน้อยที่เลือกจะปิดกั้นตัวเองเพราะว่ามีปมจากครอบครัวบางอย่างที่ทำให้เธอไม่เชื่อใจใคร จนต้องทำเรื่องแย่ ๆ กับคนรอบตัว เจมี่ ชายหนุ่มปริศนาที่ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในเกาหลีหลังจากย้ายมาจากอเมริกาและได้เรียนรู้ที่จะเข้าหาคนอื่นแถมยังสั่งสอนตัวละครอื่น ๆ ได้ด้วย เป็นตัวละครเอกชายที่ไม่ได้มาแค่หล่อเท่อย่างเดียว มินนี่ หญิงสาวที่ชอบจิ้น มโน เพ้อเจ้อ แถมยังชอบผู้ชายไปทั่ว เพราะคาดหวังว่าตัวเองจะได้มีความสุข แต่เมื่อไหร่ที่เพื่อนเดือดร้อน เธอก็พร้อมจะช่วยเหลือทุกคนให้ผ่านไป แซม ชายหนุ่มใจแคบที่ทำตัวเท่ แต่ไม่สนใจคนอื่น แถมยังเจ้าสำราญเป็นที่สุด ฮยอนมิน ชายหนุ่มที่เจอแต่เรื่องซวย ๆ เหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง เพียงเพราะอยากจะโชคดี แต่ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อมีชีวิตรอดต่อไป คาร์สัน สาวห้าวซกมกที่มาจากครอบครัวมาเฟียและมีความรักที่ดีในเกาหลี แต่ลึก ๆ เธอก็รักและห่วงใยเพื่อนเสมอ ฮานส์ ตัวละครหนุ่มหงิม แต่จริง ๆ ซ่อนความร้ายไว้ ไทริส ชายหนุ่มที่บอกเพื่อนว่าเป็นหนุ่มสำราญ แต่อาภัพมาตลอด จนเขาได้พบความสัมพันธ์ที่ไม่คาดฝัน ตัวละครเหล่านี้จะเป็นตัวแทนพาทุกคนไปสำรวจชีวิตของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ที่ฉากเข้าห้องเรียนแทบจะนับฉากได้ เพราะส่วนใหญ่จะเน้นในหอมากกว่า และมีนอกสถานที่เป็นบางตอน

ในส่วนของความโรแมนติกก็ใช้ได้เลย มีการปูความสัมพันธ์แบบเรียบง่าย ค่อย ๆ ฝ่าฟันปัญหาต่าง ๆ ไปด้วยกันจากเรื่องเล็ก ๆ ค่อย ๆ ใส่ใจรายละเอียดของอีกฝ่าย ยอมรับในความแตกต่าง แต่บางคู่จะรักกันก็รักกันดื้อ ๆ เลย อารมณ์แบบวัยรุ่นกับวัยผู้ใหญ่่ในทางด้านจิตใจและวุฒิภาวะ แถมทำออกมาได้น่ารักชวนให้เขินในตัวละครเหล่านี้ แม้ว่ามันจะน้ำเน่าไปหน่อยก็เถอะ ทั้งรักต่างฐานะ รักของเพื่อนที่กัดกัน รักที่ไม่สมหวัง รักที่หึงหวง เข้าใจผิดกันไปมาเพราะคนรอบตัว แต่พอจบประเด็นความรัก ซีรีส์ก็ละเลงความตลกได้อย่างเต็มที่ผ่านตัวละครอื่น ๆ หลังจากตอนแรก ๆ ต้องขอบคุณจังหวะจะโคนที่นักแสดงสามารถเล่นออกมาได้ดี พร้อมทั้งซาวด์ประกอบและงานกราฟฟิกที่แทรกเข้ามาอย่างลงตัว แต่มุกตลกคือพูดได้เต็มปากว่าขำทุกตอนมาก ขำก๊ากบางมุกเลยก็มี คือมันก็ขำแบบซิทคอมที่มีเสียงหัวเราะดังเวลามุกตลกปรากฏแต่บทพูดมันชาญฉลาดมาก บางบทพูดคือดีเกินซิทคอมธรรมดามาก ๆ แถมบางช่วงยังสามารถหักมุมได้ด้วย แต่น่าเสียดายที่แม้เส้นเรื่องเหล่านี้จะชัดเจน แต่บางปมที่ปูเอาไว้ดูจะจริงจังมากในตอนท้ายของแต่ละตอน อย่างการสืบสวนเรื่องของยาเสพติดภายในหอนักศึกษา กลับไม่มีประโยชน์กับเส้นเรื่องขนาดนั้น มันเลยกลายเป็นว่าเราคาดหวังปมนี้ แต่ต้องผิดหวังเพราะมันเหมือนถูกเล่าให้ดูเหมือนมีอะไรแต่จริง ๆ กลับไม่มีอะไรเลย ไม่รู้ว่าจะเก็บไว้เล่าในซีซั่นหน้าหรือเปล่าถ้ามีนะครับ
รีวิว So Not Worth It วัยใสๆ หัวใจสุดเปิ่น เรื่องวุ่นเด็กหอนานาชาติ (ไม่สปอยล์) 5
ทีมนักแสดงสมกับที่ผู้กำกับบอกไว้ พวกเขาทั้ง 8 คน มีเสน่ห์และเคมีต่อกันมาก ดูแล้วเหมือนเป็นเพื่อนกันจริง ๆ โดยไม่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติอะไร ดูกลมกลืนแถมยังแสดงได้ดีมาก พัคเซอัน รับบทสาวน้อยเบื่อโลกที่ตัวละครเธออาจจะไม่ได้เป็นที่รักของคนดูในตอนแรก แต่เมื่อผ่านไปเธอจะค่อยทำให้ทุกคนเอ็นดูแน่ ๆ ชินฮยอนซึงผมไม่เคยเห็นการแสดงก็ทำหน้าที่ได้ดีมาก ไม่ได้เป็นแค่ตัวละครเก๊กหล่อ แต่ยังมีมุกตลกที่ชวนให้อึ้งไม่แพ้กัน แม้แต่ ยองแจ กับ มินนี่ ที่เป็นศิลปินจากวงเคป๊อบชื่อดังก็สามารถแสดงได้เป็นธรรมชาติ แม้จะไม่ได้มีฉากดราม่าน้ำตาไหลเหมือนตัวละครคู่หลัก แต่ทั้งคู่ก็สามารถส่งบทต่อให้นักแสดงอย่างไม่มีที่ติ เป็นตัวละครที่ขาดไม่ได้เลย นอกจากนี้นักแสดงชาวต่างชาติต่างก็แสดงได้ดีมาก ๆ ราวกับเป็นนักแสดงเกาหลีมืออาชีพไม่แพ้กัน โดยเฉพาะตัวละครคาร์สันของ Carson Allen กับ ตัวละครฮยอนมิน ของ ฮัน ฮยอน-มิน ที่สองตัวละครนี้ดูจะโดดเด่นมาก ๆ เป็นพิเศษ แต่ตัวละครอื่น ๆ ก็ทำหน้าที่แสดงได้อย่างสนุกสนานราวกับว่าพวกเขานั้นชอบที่จะอยู่ในเซ็ต เพราะเวลาที่ตัวละครเหล่านี้อยู่ มันบันเทิงมากจริง ๆ เพราะเวลาเล่นมุกกันคือจังหวะจะโคนมันเข้ากับมุมกล้องที่เหมือนไม่ได้มีแค่มุมซิทคอม แต่ยังมีมุมเหมือนสารคดี กับซีรีส์เกาหลีทุนสูงด้วยเราจะเห็นได้ชัดและมันก็ทำให้เราอินกับเรื่องราวด้วย

 

สรุป So Not Worth It

ถือเป็นซิทคอมสุดฮาที่ทำออกมาได้ดี แม้พล็อตจะไม่ได้แปลกใหม่ และปมบางอันมันไปไม่สุด แต่พลังการแสดงและเคมีของตัวละครทุกตัวที่ต่างชนชาติเข้าขากันมาก และด้วยประเด็นที่หลากหลาย ได้ทั้งรสชาติของความรักสุดหวานแหววจนแทบเลี่ยน เรื่องของดราม่าในการใช้ชีวิตของมนุษย์ การเรียนรู้ที่จะข้ามผ่านอุปสรรคไปด้วยความสัมพันธ์ ยองแจกับมินนี่แสดงดีมาก โดยเฉพาะมินนี่ที่ไม่เคยผ่านงานแสดงมาก่อน

แต่ผ่านงานเอ็มวีของวงมามากมาย เธอก็ทำให้แสดงให้เห็นว่าเธอสามารถไปต่อได้ไกลในวงการสื่อของเกาหลีแน่นอน ถือเป็นความคลายเครียดจากประเทศเกาหลีที่โผล่มาท่ามกลางซีรีส์เกาหลีรักแบบจริงจัง หรือ ประเด็นที่แสนหนักหน่วงได้เป็นอย่างดี ถ้าคุณชอบซิทคอมสไตล์ซีรีส์ฝรั่ง เรื่องนี้ก็ตอบโจทย์คุณ แต่ถ้าคุณมีเวลาว่างและกำลังหาอะไรดูในช่วงสุดสัปดาห์ เรื่องนี้เป็นตัวเลือกที่ดีมาก ๆ และไม่อยากให้ทุกคนข้ามไปครับ

สรุป

ซิทคอมเกาหลีสุดฮาที่รวมเรื่องวุ่นวายสไตล์เกาหลีผ่านตัวละครนานาชาติ พร้อมด้วยความสัมพันธ์สุดแน่นแฟ้นไปด้วยมิตรภาพของเพื่อนฝูง ความรักที่ก่อตัวขึ้นจากปัญหา มุกตลกที่จิกกัดเกาหลีและสังคมมนุษย์ มีประเด็นดราม่าการข้ามผ่านเรื่องราวร้าย ๆ เพื่อที่จะมีความสุข นักแสดงทุกคนทำหน้าที่ได้ดีมาก มินนี่ เด็กไทยโชว์การแสดงซิทคอมตลกได้ผ่านฉลุย ตัวละครทุกตัวมีเคมีและเสน่ห์เป็นของตัวเอง

มีเรื่องราวที่น่าสนใจและมีการปูเรื่องราวได้อย่างชัดเจน และเหมือนตัวละครนั้นเป็นคนจริง ๆ มุมกล้องมีความหลากหลายในบางตอน จังหวะของดนตรีช่วยทำให้ฮามากกว่าเดิม เสียดายที่ปมบางปมไม่มีความจำเป็นกับเนื้อเรื่อง และเนื้อเรื่องก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรตามประสาเกาหลี อีกทั้งยังจบแบบดื้อ ๆ จนเหมือนทิ้งปมไปไว้ในซีซั่นหน้า

OVERALL
7/10

เรตติ้งเฉลี่ยจากผู้อ่าน 5 (1 vote)
จุดเด่น

ประเด็นที่เข้มข้นเกินซิทคอม เขียนบทรัดกุม ทั้งเรื่องสังคม และความรัก
ปมและการหักมุมที่น่าสนใจทิ้งท้ายทุกตอน เช่นเดียวมุกตลกสุดฮา
นักแสดงทุกคนเล่นได้ดี แม้แต่คนต่างชาติ ตัวละครทุกตัวมีเสน่ห์ มีพัฒนาการเป็นของตัวเอง
การปูเรื่องแบ่งสัดส่วนระหว่างตลกกับดราม่าได้เป็นอย่างดี
ดนตรีและจังหวะที่ลงตัวในแบบซิทคอม
มีพากย์ไทยคุณภาพ
จุดด้อย

พล็อตไม่ได้แปลกใหม่ คาดเดาง่ายตามประสาซีรีส์เกาหลี
ปมที่ปูมาอย่างเรื่องอาชญกรรมภายในมหาวิทยาลัย หายไปซะเฉย ๆ ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลัก
พอจบปมสำคัญครึ่งหลังซีซั่น เรื่องค่อย ๆ แผ่ว วนอยู่กับมุกตลก แล้วจบลงดื้อ ๆ

 

ดูหนังออนไลน์