รีวิว หนัง Kill Chain – โคตรโจรอันตราย สู่มหากาพย์ภาพยนตร์สุดระทึก

รีวิว หนัง Kill Chain - โคตรโจรอันตราย สู่มหากาพย์ภาพยนตร์สุดระทึก

เรื่องย่อหนัง หนัง Kill Chain หรือชื่อไทยว่า โคตรโจรอันตราย จากสตูดิโอผู้สร้าง “The Expendables” และ “London Has Fallen” สู่มหากาพย์ภาพยนตร์สุดระทึก ผลงานล่าสุดของแอ็คชั่นสตาร์มือเก๋า นิโคลัส เคจ กับภาจกิจสุดโหด เมื่อเจ้าของโรงแรม (นิโคลัส เคจ) ต้องเผชิญหน้ากับความวุ่นวายต่าง ๆ จากกลุ่มทรชนนิรนามที่เขาไม่ต้องการ ทั้งชายแก่ผู้เป็นมือปืนรับจ้าง หญิงสาวผู้หลบหนีการตามล่าจากแก๊งมาเฟีย และสองนักฆ่าที่กำลังออกตามล่าเจ้าของโรงแรมคนเก่า แต่พวกเขาทุกคนนั้นไม่มีทางรู้เลยว่า เจ้าของโรงแรมคนนี้ก็ไม่ใช่ชายผู้มีอดีตอันธรรมดาเช่นกัน

ไม่น่าเลย โกรธตัวเอง ไม่น่าตัดสินใจพลาดเลยจริงๆ มันหมดยุคของลุงแล้วจริงๆ Nicolas Cage คือเมื่อปีที่แล้วมีหนังเรื่องนึงที่ชื่อว่า 211 โคตรตำรวจอันตราย แสดงนำโดย Nicolas Cage เหมือนกัน แหม ชื่อหนังแปลไทยเหมือนขี้เกียจคิดเลยเปลี่ยนจากตำรวจเป็นโจรซะเลย แถมเรื่องนั้นโดยส่วนตัวยกให้เป็นหนังที่แย่ที่สุดแห่งปีเลย คือตั้งแต่ตัวอย่าง โปสเตอร์ ทุกอย่างมันพร้อมบอกกับตัวเองว่า “อย่าดูเลย” แต่ตัวผมอีกคนนึงก็ยังแอบเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า… “เอาสักหน่อยน่า” หนังเกรด B ก็ดีได้วะ และผลก็อย่างที่เห็นนี่แหละครับ

หนังเป็นเรื่องราวของสาวคนหนึ่งที่ได้ขโมยเพชรจากมาเฟียจึงโดนตามไล่ล่า เธอหนีมาจนถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่ง ณ โรงแรมแห่งนั้นเธอก็ได้พบกับชายคนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นเจ้าของโรงแรม จนทำให้ทั้งคู่ต้องเปิดโรงแรมเป็นทุ่งสังหารคอยฆ่าพวกมาเฟีย

เห็นไหม? จากตัวอย่างและเรื่องย่อ เราก็พาลนึกไปว่าเอ้ย หนังแอ็คชั่นเว้ย อย่างน้อยอาจได้บันเทิงบ้าง แต่ความแอ็คชั่นมันน้อยเหลือเกิน แค่เปิดเรื่องมาก็น่าเบื่อและ เป็นฉากสไนเปอร์สู้กันที่น่าเบื่อมากกกกกกกกกกกกกก ฉากนี้ใช้เวลาเล่านานมาก ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงได้มั้งน่ะ หลังจากนั้นไม่พอหนังยังผูกโยงเรื่องราวไปหาอีกตัวละครเกี่ยวกับเรื่องเพชร และก็เหมือนเดิมน่าเบื่ออีกเช่นเดิม เป็นฉากโจรปั่นหัวตำรวจสองคนบนรถ กินเวลาไปอีกประมาณเกือบ 20 นาที น่าเบื่อจนน่าหงุดหงิด เกือบจะตะโกนถามพนักงานละ ฉายหนังผิดเรื่องหรือเปล่า Nicolas Cage ที่อยู่หน้าปกกินพื้นที่กว่า 90% หายไปไหนโว้ยยยยยย ผ่านมาเกือบชั่วโมงละยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเฮียแกเลย

และในที่สุดเฮียแกก็โผล่มา! แต่การแสดงของแกก็ไม่น่าประทับใจเอาซะเลย (ไม่สิ ต้องบอกการแสดงของทุกคนในเรื่องนี้ไม่น่าประทับใจเลยสักคน) การปรากฏตัวของ Nicolas Cage ก็ไม่ได้ช่วยยกระดับหนังให้ดูดีขึ้นแต่อย่างใด แถมยังเพิ่มความซับซ้อนให้หนังมากขึ้นไปอีก ว่าไอ้คนที่เหล่าตัวร้ายถามถึงมันเป็นใครกันวะ?

เหมือนหนังจะโฟกัสและเล่นผิดจุดไปหน่อย คือแค่พล็อตโจรเข้าโรงแรมและดักฆ่าเป็นทุ่งสังหารเหมือน Rambo: Last Blood ตอนจบ แค่นั้นก็สิ้นเรื่องละ น่าจะบันเทิงง่ายๆ เน้นแอ็คชั่นไปเลย แต่หนังดังเลือกที่จะเล่าประเด็นซับซ้อนมาก ตั้งแต่เรื่องเพชรเอย ที่มาที่ไปของตัวละครเอย และยิ่งดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ แทนที่เราจะเข้าใจอะไรมากขึ้น ดั๊นงงมากกว่าเดิม แถมมันยังผูกปมใหม่เข้าไปอีก แล้วเรื่องราวก่อนหน้านั้นอะยังไม่เข้าใจเลย เจอเรื่องใหม่อีกละ อะไรของมันวะ!!! อ่านต่อได้ที่ 

 

รีวิวหนัง Gemini Man – เจมิไน แมน อลังการเทคโนโลยี ที่ฉาบด้วยความโบราณ

รีวิวหนัง Gemini Man - เจมิไน แมน อลังการเทคโนโลยี ที่ฉาบด้วยความโบราณ

Gemini Man อลังการเทคโนโลยี ที่ฉาบด้วยความโบราณของการดำเนินเรื่อง

ดูเหมือนว่าผู้กำกับชาวเอเชียอย่าง อัง ลี่ ดีกรีออสการ์ หลังๆ มาเหมือนจะหลงระเริงไปกับเทคโนโลยี่การถ่ายทำแบบ High Frame Rate แบบ 120 Fps (120 เฟรมต่อวินาที) ซึ่งในขณะที่หนังทั่วไปจะมีเพียง 24 เฟรมต่อวินาทีเท่านั้น โดยเรื่องแรกที่ผู้กำกับคนนี้ได้มีการถ่ายทำ นั้นก็คือเรื่อง Billy Lynn’s Long Halftime Walk 2016 ซึ่งด้วยความที่แกสนใจแต่เทคนิคการนำเสนอมากกว่าตัวบท ทำให้โดนนักวิจารณ์สวดยับเหมือนกัน จนมาถึงเรื่องนี้

Gemini Man เรื่องราวว่าด้วยเฮนรี่ โบรแกน มือปืนขั้นเทพได้ถูกตามล่าโดยมือสังหารที่หน้าตาเหมือนเขา และเขาต้องสืบหาให้ได้ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื่องหลัง เอาเป็นว่าเล่าแค่นี้ก็รู้พล๊อตแทบจะทั้งเรื่องแล้ว จะมีเซอไพร์ (หรือเปล่า) แต่ส่วนตัวผมเอง ในด้านเนื้อเรื่องนั้นค่อนข้างธรรมดามาก มีดีที่ฉากแอคชั่นจริงๆ ซึ่งฉากแอคชั่นนั้นสไตล์ก็ออกมาแนวๆ หนังฮ่องกง ค่อนข้างไม่หวือหวาและน่าสนใจเท่าไหร่

เรียกได้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้สำหรับผมแล้วนั้นคือเทคนิคการถ่ายทำ HFR 3D จริง (ที่ตอนนี้ใช่ชื่อเป็นทางการว่า 3D+ with HFR) ภาพที่เห็นคือสมูทมากยิ่งเวลาฉากไล่ล่าภาพเคลื่อนไหวเร็วๆ การถ่ายทำในระบบนี้ทำให้ความเบลอของภาพลดลงจนเห็นได้ชัด (เหมือนเวลาไปเดินดูคลิปที่เปิดโชว์ในโซนขายทีวีแบบนั้นเลย) ถ้าในตัวหนังผมให้ 5/10 แต่ถ้าให้คะแนนเทคนิคภาพ ผมให้ 9/10 ไปเลยสำหรับเรื่องนี้

หนังที่ขายการแสดงของ Will Smith และในไทยยังมีการฉายในระบบ 3D+ โดยฉายแบบเฟรมเรต 60 เฟรมต่อวินาที (จริงๆ ตัวหนังได้ถึง 120 แต่ประเทศไทยไม่มีโรงที่ฉายได้ขนาดนั้น) ซึ่งภาพสวยมาก สะกดสายตาตั้งแต่แรกจนจบเรื่องเลย ดูจบทำให้อยากจะซื้อทีวี 4K มาไว้ที่บ้าน ภาพชัดม๊ากกกก

สำหรับเนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง ต้องบอกว่าพลอตเดิมๆ ไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกแปลกกว่าเรื่องอื่นๆ จะมีดีก็ตรงฉากแอ็คชั่นที่ทำได้ดีมากๆ (โดยเฉพาะฉากไล่ล่าบนมอเตอร์ไซค์ ตื่นเต้นมากในฉากนั้น) สู้กันสนุก แถมฉายในระบบเฟรมเรตสูงทำให้การเคลื่อนไหวดูลื่นไหล และฉากสุดท้ายภาพสวยมากกกกกก!!! ย้ำว่าสวยมาก ไม่สามารถกระพริบตาในฉากนั้นได้เลย

การแสดงของ Will Smith ยังดีเหมือนเดิม ไม่ว่าเล่นบทไหนพี่แกก็สามารถแบกหนังเรื่องนั้นไว้ได้ ยอมรับว่าพี่แกเทพมากจริงๆ ในเรื่องนี่ Will Smith จะเล่นเป็นสองคน อีกคนนึงจะอยู่ในวัยรุ่ยโดยใช้ CG เข้าช่วย ต้องบอกว่าเนียนมาก ขนาดพยายามเพ่งก็แทบมองไม่ออก (แต่ฉากสุดท้ายดันหน้าลอยเฉย หรือตั้งใจก็ไม่รู้)

ขอพูดถึงในระบบ 3D+ ที่ฉายแบบเฟรมเรต 60 เฟรมต่อวินาที แค่เปิดเรื่องมา ภาพพุ่งเข้าหน้าจังๆ แถมภาพสวยมาก ลื่นไหลกว่าหนังเรื่องอื่นๆ ใครจะดูหนังเรื่องนี้แนะนำให้ดูในระบบนี้เท่านั้นรับรองคุ้มค่าแน่นอนครับ แต่อาจมีเรื่องขัดใจ เนื่องจากตัวภาพจะไม่ใช่ Wide screen (พูดให้ง่ายคือภาพแคบกว่าภาพโฆษณาในโรงเยอะ) ตอนแรกผมก็ตกใจแต่ก็มีเรื่องเฟรมเรตสูงมาช่วยให้หนังดูโอเคมากๆ

ถ้าใครดูคำวิจารณ์ อาจจะดูเละๆ แต่สำหรับผมมันพอได้ดู หนังก้ไม่ได้แย่มาก มีหลายฉากที่สนุก ถึงแม้ว่าบปางฉากมันน่าเบื่อจริง พลอตกลวงนิดๆ แต่ก็ได้ Will Smith มาช่วยแบกไว้ทั้งเรื่อง ยังไงถ้าดู 3D+ ก็คุ้มแน่นอนครับ  อ่านต่อได้ที่ 

รีวิว หนัง Frozen 2 – โฟรเซ่น 2: ผจญภัยปริศนาราชินีหิมะ

Frozen 2 เรื่องย่อหนัง หนัง Frozen 2 หรือชื่อไทยว่า โฟรเซ่น 2 ผจญภัยปริศนาราชินีหิมะ ทำไมเอลซ่าถึงเกิดมาพร้อมกับพลังวิเศษ? คำตอบกำลังเรียกหาเธอและกำลังคุกคามอาณาจักรของเธอ เธอจึงเริ่มการเดินทางสุดอันตรายแต่แฝงไว้ด้วยความน่าพิศวง ไปกับ อันนา, คริสตอฟฟ์, โอลาฟ และสเฟน ใน “โฟรเซ่น – ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ” เอลซ่ากลัวว่าพลังของเธอรุนแรงไปสำหรับโลกใบนี้ “โฟรเซ่น 2 – ผจญภัยปริศนาราชินีหิมะ”

เธอเพียงได้แค่หวังว่าพลังของเธอจะรุนแรงพอ จากทีมผู้สร้างเจ้าของรางวัลออสการ์ – ผู้กำกับ เจนนิเฟอร์ ลี และคริส บัค ผู้อำนวยการสร้าง ปีเตอร์ เดล เวโค่ และผู้เขียนเพลง คริสเทน แอนเดอร์สัน-โลเปซ และโรเบิร์ต โลเปซ และนักแสดงผู้ให้เสียงพากย์ อิดิน่า เมนเซล คริสเทน เบลล์ โจนาธาน กรอฟฟ์, และ จอช แกด “โฟรเซ่น 2 – ผจญภัยปริศนาราชินีหิมะ” จากวอลท์ ดิสนีย์ แอนิเมชั่น สตูดิโอส์ จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562

หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามไปในภาคแรก กับการเป็นตัวแทน เป็น Icon ของการก้าวผ่านวัย และการ Come out จนภาคต้องมีภาคต่อตามออกมา ในภาคที่ 2 นี้ เอลซ่า และ อันนา จะต้องออกเดินทางไปยังดินแดนป่าต้องห้ามเพื่อค้นหาคำตอบของภัยพิบัติที่กำลังคุกคามเอเรนเดลล์อยู่ รวมไปถึงต้นกำเนิดของพลังวิเศษของเอลซ่าด้วย

ต้องบอกว่าเป็นอนิเมชั่นที่ทำออกมาได้ตามมาตรฐานอนิเมชั่นของดิสนีย์ในช่วงหลัง ที่ว้าวอย่างแรกเลยคืองานภาพ งานกราฟิกที่ถ้าสังเกตดูดีๆ ตอนนี้มันแทบจะใกล้เคียงกับความเป็นจริงแล้ว สวยมาก ราวกับเอากล้องไปถ่ายของจริงแล้วมาซ้อนกับโมเดลอนิเมชั่นอีกที สุดยอดจริง รวมไปถึงจุดเด่นของ Frozen นั่นก็คือเพลงประกอบภาพยนตร์ ที่หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอาจจะไม่ฮิตติดหูเท่า Let it go แต่ถ้าได้ดูจนจบคุณจะหลอนและฮัมเพลง Into the Unknown ออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว ถือว่าเพลงยังทำงานกับหนังได้ดีเช่นเคย เพราะ ติดหู เนื้อหาสอดคล้องกัน

แต่ปัญหาหลักของหนังในภาคนี้จริงๆ นั่นก็คือการเล่าเรื่องที่ดูจะไม่แข็งแรงเท่าไหร่นัก โอเคว่าธีมของเรื่องดูสร้างสรรค์และน่าสนใจ นั่นก็คือ การก้าวไปสู่สิ่งใหม่ ฉีกออกจากกรอบที่คนรุ่นก่อนตีขึ้นและมันไม่เวิร์กซึ่งก็ร่วมสมัย แต่ดูเหมือนกับว่าหนังยังไม่พร้อมที่จะเป็นผู้ใหญ่ขนาดนั้น เพราะยังต้องขายเด็กอยู่บ้าง ประจวบกับเส้นเรื่องก็ไม่ได้ถูกวางมาดีมากเลยทำให้ถ้าพูดกันตามตรงก็คือเนื้อเรื่องไม่ได้มีอะไรเลย เน้นความตลก และเสน่ห์ของตัวละครที่แบกหนังไว้

โดยรวมแล้ว FROZEN II อาจจะไม่ได้ยอดเยี่ยมเท่าภาคแรก แต่ก็ยังคงความบันเทิงครบรสเอาไว้ และเต็มไปด้วยฉากที่เอาใจคนรักอนิเมชั่นเรื่องนี้แบบเน้นๆ อารมณ์ของหนังที่ดูจะเด่นที่สุดก็คงจะเป็นความตลกโดยเฉพาะ Olaf, Kristoff และ Sven ที่มาน้อยแต่มานะ ฮาจัด ใครที่รักภาคแรกยังไงก็ไม่ควรพลาดอยู่แล้วครับ อ่านต่อได้ที่

เรื่องย่อ Missing 9 อุบัติเหตุเครื่องบินตก 9 ผู้รอดชีวิต 1 ความลับของผู้มีอำนาจ

เรื่องย่อ Missing 9 อุบัติเหตุเครื่องบินตก 9 ผู้รอดชีวิต 1 ความลับของผู้มีอำนาจ

เรื่องย่อ อุบัติเหตุเครื่องบินตก 9 ผู้รอดชีวิต 1 ศพปริศนา Missing 9  ความลับที่ผู้มีอำนาจต้องการปกปิด และความจริงในความทรงจำที่หายไปของเธอ

4 เดือน หลังเหตุการณ์เครื่องบินส่วนตัวของบริษัท Legend Entertainment ตก ราบงฮี ได้เดินทางกลับสู่ประเทศเกาหลีในฐานะผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว แต่เธอกลับจำเหตุการณ์หลังจากเครื่องบินตกไม่ได้เลย ระหว่างที่เธอได้รับการสอบสวนเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ร่วมเดินทางคนอื่น ความทรงจำของเธอก็ค่อยๆกลับคืนมา เธอรอดมาได้อย่างไร มีใครอยู่กับเธอบ้าง และศพที่ถูกฆาตกรรมนั้นเป็นฝีมือของใคร

เรตติ้งเฉลี่ย 4 – 6 % ลิขสิทธิ์ออกอากาศในประเทศไทยอยู่กับช่อง 7

 

แม้จะเป็นซีรี่ส์ที่มีเรตติ้งรั้งท้ายตลอดช่วงเวลาที่ออกอากาศเมื่อเทียบกับซีรี่ส์ที่ออกอากาศในช่วงวัน-เวลาเดียวกัน แต่ถ้าดูกันที่ตัวผลงานแล้ว ก็ถือว่าเป็นซีรี่ส์อีกเรื่องที่ดีและควรดู

ซีรี่ส์เรื่องนี้ เป็นการทำงานร่วมกับ MBC ครั้งแรกของนักเขียนบท Han Jung Hoon ที่ก่อนหน้านี้เขียนบทซีรี่ส์ดังอย่าง Police Unit 38 และ Bad Guys ให้ช่อง OCN มาก่อน ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่าผลงานของช่อง OCN จะมีลักษณะของความเป็นทริลเลอร์เป็นหลัก ซึ่งเรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่ด้วยความที่ Missing 9 ออกอากาศทางช่องหลักที่รับชมกันในวงกว้าง เรื่องนี้จึงมีการบวก ความตลก แบบคอมเมดี้ และเรื่องความรักลงไปบ้าง (เรื่องรักนี่จัดว่าน้อยมาก และพระนางก็ไม่ได้หวานกันเท่าไหร่ สงสัยอปป้าจะเกรงใจแฟน อิอิ)

ความจริงถ้าดูจากเทปพิเศษแนะนำตัวละครทั้ง 9 ก็น่าจะเดาได้ว่า มีแนวโน้มของความตลกมาก แม้แนวเรื่องหลักจะเข้มข้น และนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจ แต่ก็ก็มีการแทรกจังหวะตลกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถ้าจะพูดตรงๆ ก็ถือเป็นการแทรกที่ไม่ค่อยเนียนไปกับเนื้อเรื่องเท่าไหร่ ฉากตลกแต่ละฉาก จึงเป็นเหมือนการตัดเข้าโฆษณาที่แทบไม่มีส่วนอะไรกับไลน์หลักของเรื่องเลย เรียกได้ว่า ถ้าตัดต่อเอาฉากขำๆออก ก็ยังสามารถเข้าใจเรื่องราวได้เหมือนเดิม (ตัวฮาหลักของเรื่องก็คือพระเอกของเรานี่แหละ ถ้าฉากไหนที่เป็นฉากฮาแล้วมีอปป้า รับรองว่าเล่นใหญ่จัดเต็ม บางฉากฮามากแบบต้องหัวเราะเสียงดังเลย) ซึ่งจุดนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นจุดอ่อนซะทีเดียว แต่ต้องถือว่าเป็นซีรี่ส์ที่เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่ได้เข้าสายโหด (ระทึกขวัญ/สืบสวนสอบสวน) เต็มตัว แต่อยากลองเรื่องแนวนี้บ้าง เพราะทั้งระหว่างการดำเนินเรื่องที่จะได้เบรคอารมณ์เครียดด้วยมุขตลกเป็นช่วงๆ ตอนจบก็ไม่ได้โหดร้ายอะไร แต่ถ้ามองในมุมแฟน OCN หรือขาประจำสายโหด ก็ต้องบอกว่าออกจะคอมเมดี้มากไปซะหน่อย แต่ส่วนตัวให้อภัยได้ เพราะที่ดูก็คาดหวังความฮาจากพระเอกคนนี้อยู่แล้ว (เรื่องก่อนหน้านี้พี่แกฮาน่ารักมาก)

บทแกนหลักผูกเรื่องได้ดีมาก มีจุดพลิกที่คาดเดาไม่ได้หลายจุด การลำดับเรื่องตัดสลับไปมาระหว่างความจำที่ค่อยๆจำได้ของนางเอก กับปมเรื่องความสัมพันธ์ที่ค่อยๆคลี่คลาย เหตุและผลต่างๆ จัดว่าทำได้ดี เล่าออกมาอย่างมีจังหวะ น่าสนใจ เร้าความรู้สึกให้อยากรูู้เรื่อยๆ ลุ้นแบบ “เฮ้ย ยังไงๆ”

ชอบการที่เรื่องมีตัวละครที่ม่ีความเกี่ยวข้องกับปมหลักในหลายระดับ ทั้งระดับผู้อยู่ในเหตุการณ์จริง คนที่ได้รับผลจากความสูญเสีย (คุณพี่ชายอัยการ) คนที่มองว่าเรื่องนี้เป็นธุรกิจ (ทางบริษัท) และคนที่มองว่าเรื่องนี้คือสิ่งที่แสดงศักภาพของตัวเอง (เจ้าหน้าที่รัฐในส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง) ในเรื่องเราเลยได้เห็นการที่แต่ละคนจัดการกับเรื่องนี้ในมุมมองของแต่ละคน ความจริงของแต่ละมุมมอง และการโกหกเพื่อประโยชน์ของตนเอง ซึ่งเมื่อโกหกแล้วก็ต้องโกหกไปเรื่อยๆ โกหกเพื่อสนับสนุนการโกหกก่อนหน้านี้ แต่เมื่อยิ่งโกหกมากขึ้น ก็ยิ่งน่าสงสัย มีช่องโหว่มากขึ้น

นักแสดงที่โดดเด่นมากในเรื่องนี้สำหรับเราคือชเวแทจุนที่รับบท ตัวละคร แทโฮ ซึ่งเล่นได้เลวมากๆ เวลากระทำการแต่ละที หน้าโหด กระหายเลือดมากๆ

โดยรวมเป็นเรื่องที่จัดอยู่ในเกณฑ์ดี แม้บทจะมีการกระเด็นออกนอกลู่เพราะใส่ความฮาเยอะเกินไปช่วงหนึึ่ง แต่ก็ยังถือว่าไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก อาจจะโหดไม่สุด(เท่าที่ทำให้เราคาดหวังในช่วงต้น) แต่ก็ถือว่าเป็นการผสมแนวของ รอมคอม และทริลเลอร์ ที่อาจจะไม่เข้ากันเท่าไหร่ แต่ก็โอเค (ฺฺB+ ละกัน)

ชอบพี่แว่น พี่แว่นน่ารัก

***ส่วนใต้ MV มีการสปอยด์เนื้อหาสำคัญ***

ส่วนตัวรู้สึกว่าซีรี่ส์แนวเอาตัวรอด ไม่ควรมีตัวละครหลักรอดมากขนาดนี้ คือถ้านับว่ามีตัวละครหลัก 9 ตัว (แถมนักข่าวให้อีกคนเป็น 10) รอดตั้ง 7 คน ถือว่าเยอะมากเลยนะ แล้วตัวร้ายก็ตายยากไปอี๊ก ตกหน้าผาแต่ก็รอดมาได้ แถมแอบขึ้นเรือมาได้ด้วยอีก จองล้างจองผลาญตัวละครอื่นได้จน 10 นาที่สุดท้าย (มาสำนึกตอน10นาทีสุดท้าย… เอ่อ… อยู่ๆก็สำนึกได้โลกสวยมาก)

แต่ชอบเรื่องการตายของแจฮยอนที่พลิกไปมาได้สุดยอดมาก ตั้งแต่ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย > พระเอกมีส่วนทำให้คิดสั้น > แทโฮเข้ามาหลังพระเอก > แทโฮพลั้งมือ > ดันไม่ตาย > โดนฆ่าอีกรอบ โอ้ยยยย อันนี้เราว่าพีคพอได้เลย ชอบๆ

เรื่องราวของอุบัติเหตุ เครื่องบินตก 9 ผู้รอดชีวิต 1 ศพปริศนา ความลับที่ผู้มีอำนาจต้องการปกปิด และความจริงในความทรงจำที่หายไปของเธอ 4 เดือน หลังเหตุการณ์ เครื่องบินตก เครื่องบินส่วนตัวของบริษัท Legend Entertainment ตก ราบงฮี ได้เดินทางกลับสู่ประเทศเกาหลีในฐานะผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว แต่เธอกลับจำเหตุการณ์หลังจากเครื่องบินตกไม่ได้เลย ระหว่างที่เธอได้รับการสอบสวนเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ร่วมเดินทางคนอื่น ความทรงจำของเธอก็ค่อยๆกลับคืนมา เธอรอดมาได้อย่างไร มีใครอยู่กับเธอบ้าง และศพที่ถูกฆาตกรรมนั้นเป็นฝีมือของใคร แม้จะเป็นซีรี่ส์ที่มีเรตติ้งรั้งท้ายตลอดช่วงเวลาที่ออกอากาศเมื่อเทียบกับซีรี่ส์ที่ออกอากาศในช่วงวัน-เวลาเดียวกัน แต่ถ้าดูกันที่ตัวผลงานแล้ว ก็ถือว่าเป็นซีรี่ส์อีกเรื่องที่ดีและควรดู
ซีรี่ส์เรื่องนี้ เป็นการทำงานร่วมกับ MBC ครั้งแรกของนักเขียนบท Han Jung Hoon ที่ก่อนหน้านี้เขียนบทซีรี่ส์ดังอย่าง Police Unit 38 และ Bad Guys ให้ช่อง OCN มาก่อน ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่าผลงานของช่อง OCN จะมีลักษณะของความเป็นทริลเลอร์เป็นหลัก ซึ่งเรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่ด้วยความที่ Missing 9 ออกอากาศทางช่องหลักที่รับชมกันในวงกว้าง เรื่องนี้จึงมีการบวก ความตลก แบบคอมเมดี้ และเรื่องความรักลงไปบ้าง

แม้จะเป็นซีรี่ส์ที่มีเรตติ้งรั้งท้ายตลอดช่วงเวลาที่ออกอากาศเมื่อเทียบกับซีรี่ส์ที่ออกอากาศในช่วงวัน-เวลาเดียวกัน แต่ถ้าดูกันที่ตัวผลงานแล้ว ก็ถือว่าเป็นซีรี่ส์อีกเรื่องที่ดีและควรดู

ซีรี่ส์เรื่องนี้ เป็นการทำงานร่วมกับ MBC ครั้งแรกของนักเขียนบท Han Jung Hoon ที่ก่อนหน้านี้เขียนบทซีรี่ส์ดังอย่าง Police Unit 38 และ Bad Guys ให้ช่อง OCN มาก่อน ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่าผลงานของช่อง OCN จะมีลักษณะของความเป็นทริลเลอร์เป็นหลัก ซึ่งเรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่ด้วยความที่ Missing 9 ออกอากาศทางช่องหลักที่รับชมกันในวงกว้าง เรื่องนี้จึงมีการบวก ความตลก แบบคอมเมดี้ และเรื่องความรักลงไปบ้าง (เรื่องรักนี่จัดว่าน้อยมาก และพระนางก็ไม่ได้หวานกันเท่าไหร่ สงสัยอปป้าจะเกรงใจแฟน อิอิ)

ความจริงถ้าดูจากเทปพิเศษแนะนำตัวละครทั้ง 9 ก็น่าจะเดาได้ว่า มีแนวโน้มของความตลกมาก แม้แนว เรื่องหลัก จะเข้มข้น และ นำเสนอ ออกมาได้อย่างน่าสนใจ แต่ก็ก็มีการแทรกจังหวะตลกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถ้าจะพูดตรงๆ ก็ถือเป็นการแทรกที่ไม่ค่อยเนียนไปกับเนื้อเรื่องเท่าไหร่ ฉากตลกแต่ละฉาก จึงเป็นเหมือนการตัดเข้าโฆษณาที่แทบไม่มีส่วนอะไรกับไลน์หลักของเรื่องเลย เรียกได้ว่า ถ้าตัดต่อเอาฉากขำๆออก ก็ยังสามารถเข้าใจเรื่องราวได้เหมือนเดิม (ตัวฮาหลักของเรื่องก็คือพระเอกของเรานี่แหละ ถ้าฉากไหนที่เป็นฉากฮาแล้วมีอปป้า รับรองว่าเล่นใหญ่จัดเต็ม บางฉากฮามากแบบต้องหัวเราะเสียงดังเลย) ซึ่งจุดนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นจุดอ่อนซะทีเดียว แต่ต้องถือว่าเป็นซีรี่ส์ที่เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่ได้เข้าสายโหด (ระทึกขวัญ/สืบสวนสอบสวน) เต็มตัว แต่อยากลองเรื่องแนวนี้บ้าง เพราะทั้งระหว่างการดำเนินเรื่องที่จะได้เบรคอารมณ์เครียดด้วยมุขตลกเป็นช่วงๆ ตอนจบก็ไม่ได้โหดร้ายอะไร แต่ถ้ามองในมุมแฟน OCN หรือขาประจำสายโหด ก็ต้องบอกว่าออกจะคอมเมดี้มากไปซะหน่อย แต่ส่วนตัวให้อภัยได้ เพราะที่ดูก็คาดหวังความฮาจากพระเอกคนนี้อยู่แล้ว (เรื่องก่อนหน้านี้พี่แกฮาน่ารักมาก)

บทแกนหลักผูกเรื่องได้ดีมาก มีจุดพลิกที่คาดเดาไม่ได้หลายจุด การลำดับเรื่องตัดสลับไปมาระหว่างความจำที่ค่อยๆจำได้ของนางเอก กับปมเรื่องความสัมพันธ์ที่ค่อยๆคลี่คลาย เหตุและผลต่างๆ จัดว่าทำได้ดี เล่าออกมาอย่างมีจังหวะ น่าสนใจ เร้าความรู้สึกให้อยากรูู้เรื่อยๆ ลุ้นแบบ “เฮ้ย ยังไงๆ”

ชอบการที่เรื่องมีตัวละครที่ม่ีความเกี่ยวข้องกับปมหลักในหลายระดับ ทั้งระดับผู้อยู่ในเหตุการณ์จริง คนที่ได้รับผลจากความสูญเสีย (คุณพี่ชายอัยการ) คนที่มองว่าเรื่องนี้เป็นธุรกิจ (ทางบริษัท) และคนที่มองว่าเรื่องนี้คือสิ่งที่แสดงศักภาพของตัวเอง (เจ้าหน้าที่รัฐในส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง) ในเรื่องเราเลยได้เห็นการที่แต่ละคนจัดการกับเรื่องนี้ในมุมมองของแต่ละคน ความจริงของแต่ละมุมมอง และการโกหกเพื่อประโยชน์ของตนเอง ซึ่งเมื่อโกหกแล้วก็ต้องโกหกไปเรื่อยๆ โกหกเพื่อสนับสนุนการโกหกก่อนหน้านี้ แต่เมื่อยิ่งโกหกมากขึ้น ก็ยิ่งน่าสงสัย มีช่องโหว่มากขึ้น

รายชื่อนักแสดงนำใน Missing 9 ปริศนาท้าให้รอด

จอง คยองโฮ
แบ็ก จินฮี
ซอย แทจุน
ปาร์ก ชานยอล
ลี ซอนบิน
รยู วอน

ดูหนังออนไลน์ 

รีวิว ซีรีส์เกาหลีแนวสืบสวนสอบสวน Stranger สเตรนเจอร์

รีวิว Stranger สเตรนเจอร์ | อัยการหน้านิ่งคนเก่งจะเปิดโปงแล้วนะค้าบ! • PatSonic

รีวิว ซีรีส์เกาหลี แนวสืบสวนสอบสวน Stranger สเตรนเจอร์  หลายทีก็รู้สึกว่าตัวผมเองจะติดตามซีรีส์ที่ค่อนข้างเข้ากันกับเหตุการณ์บ้านเมืองอยู่เหมือนกันนะครับ อย่างตอนนี้ เมืองไทยมีวิกฤตศรัทธาเกี่ยวกับวงการยุติธรรม การตัดสินคดีความ และอัยการที่ทำหน้าที่อย่างไม่ตรงไปตรงมา

ก็พบว่าเกาหลีก็ส่งซีซันสองของซีรีส์เรื่องนี้ สเตรนเจอร์ (Stranger) ออกมาใน Netflix พอดิบพอดี ในฐานะของคนที่ยังไม่ได้เริ่มกับซีซันแรก ก็เลยต้องย้อนไปเริ่มเสียก่อน สำหรับใครที่ยังไม่เริ่ม ก็มาเริ่มพร้อมๆ กันกับผมนี่แหละนะ

โจซึงอู ใน สเตรนเจอร์

ในซีรีส์นี้ ผมได้พบกับผลงานของ โจซึงอู เป็นครั้งที่สองหลังจากซีรีส์เรื่อง Life แต่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้สำหรับนักแสดงหญิงที่ชื่อ แบดูนา แต่จำได้ว่าผมรู้จักเธอจากผลงานภาพยนตร์มาก่อน ไม่ว่าจะเป็น Air Doll, Cloud Atlas, Jupiter Ascending ก่อนจะมาเจอเธอในซีรีส์ซอมบี้เกาหลีที่ลือลั่นไปทั่วโลกอย่าง Kingdom

ซึรีส์ที่มาตั้งแต่ปี 2017 แต่เพิ่งจะได้ดู ซีรีส์ที่เขากำลังมีซีซัน 2 ในปี 2020 แต่เพิ่งจะได้ดูซีซัน 1

เรื่องย่อซีรีส์ สเตรนเจอร์
ฮวังชีมก (Cho Seung Woo/โจซึงอู จากซีรีส์เรื่อง Life, Horse Doctor และ Sisyphus: The Myth) ผู้ที่ปัจจุบันเป็นอัยการหนุ่มรูปหล่อ อดีตนั้นเขาเคยมีชีวิตวัยเด็กที่ผ่านการผ่าตัดสมองมาก่อน ส่งผลให้เขากลายเป็นคนที่มีบุคลิกเย็นชาและไร้อารมณ์ความรู้สึก และเมื่อเขาเป็นอัยการหนุ่มแห่งสำนักงานโซลตะวันตก เขาก็เป็นอัยการที่มีความตงฉิน มีเหตุมีผล ขณะเดียวกันก็มีความเย็นชาและโดดเดี่ยว ที่น่าสนใจก็คือเขามีความชำนิชำนาญในการสืบหาเบาะแสและเชื่อมโยงเก่ง มองปราดเดียวก็วิเคราะห์ได้ถึงเหตุการณ์และแรงจูงใจ

แต่บุคลิกเช่นนั้นก็ทำให้มีหลายคนไม่ชอบขี้หน้าเขาเช่นกัน

เขาคืออัยการหนึ่งเดียวที่มิได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวคอร์รัปชัน เมื่อวันหนึ่งเกิดเหตุฆาตกรรมในวันที่เขาเข้าไปพบเข้าพอดี และได้พบกับผู้หมวดสาว ฮันยอจิน (Bae Doo Na/แบดูนา จากซีรีส์ Kingdom และจากหนัง Cloud Atlas, Air Doll, The Host) ในครั้งแรกที่พบกันนั้น ทุกอย่างดูไม่ลงรอยกันเท่าไรด้วยบุคลิกอันแปลกประหลาดของตัวอัยการหนุ่มเอง

แต่ในเวลาต่อมา เขาและเธอต้องทำงานด้วยกันเป็นกำจังการคอร์รัปชันที่เกิดในสำนักงานอัยการให้สิ้นซากและไขปมคดีฆาตกรรมให้ลุล่วงกระจ่าง

 

รีวิวซีรีส์ Stranger
แต่ก่อนนี้ ผมสารภาพตามตรงว่าไม่ค่อยกล้าจะเปิดดูซีรีส์ที่เล่าเรื่องของอัยการ เรื่องศาลและการไต่สวน สักเท่าไหร่ แต่ไปๆ มาๆ พอเปิดได้เรื่องหนึ่งก็เลยเหมือนกับเปิดประตูที่ปิดกั้นไว้เนิ่นนาน เพราะเมื่อเปิดดูก็ไม่รู้สึกว่ามันจะแสลงอะไรนี่นา ก็ได้ไหลลื่นดี จากนั้นเรื่องที่สองที่สามมันก็ตามมา แม้ว่ามันจะช้ากว่าคอซีรีส์เกาหลีไปหลายช่วงปีก็ตาม

ซีรีส์เรื่องนี้นอกจากมันจะเล่าเรื่องของตัวเอกที่เป็นอัยการและตำรวจแล้ว มันยังเป็นซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวน แนวอาชญากรรม ที่เดินเรื่องชวนตื่นเต้นและเคร่งเครียดไปในคราวเดียวกัน แถมยังหักมุมได้เก่งด้วยแฮะ

เริ่มต้นเรื่องนั้นเล่าเรื่องคดีฆาตกรรมในบ้านหลังหนึ่งที่พระเอก ฮวังชีมก ไปพบเจอเข้าโดยบังเอิญ ประหนึ่งเหมือนถูกจัดฉาก แม้เขาจะเก่งกาจในการสังเกตหลักฐานในที่เกิดเหตุแต่ก็ไม่ได้เก่งจนไม่พลาดบางสิ่งบางอย่างไป และเมื่อพบว่าสิ่งที่ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ทำให้ตัดสินคดีผิดพลาด คนร้ายที่จับมากลายเป็นแพะ แถมทิ้งจดหมายไว้ให้และฆ่าตัวตายในคุก

ทำให้เขาต้องสาละวนหาตัวคนร้ายที่แท้จริงมาให้ได้ภายในสองเดือน

งานนี้นับว่าต้องชื่นชอบคนเขียนบทที่สร้างสถานการณ์อันซับซ้อนจนยากจะที่สมองของข้าพเจ้าจะคาดเดาไปได้ถึง ฮวังชีมกอาจจะเก่งกาจหาตัวจับยากก็จริง แต่เขาก็จำเป็นต้องมีคู่หูที่จะช่วยให้เขาแก้ไขสืบสาวคดีไปจนเจอต้นตอ

และตำรวจสาวฮันยอจินก็คือคนนั้น

แบดูนา และ โจซึงอู ในภาพเบื้องหลังของ สเตรนเจอร์

นอกเหนือจากเราจะได้พบกับการร่วมกันสืบของพระนางที่อยู่กันคนละหน่วยงานแล้ว เราก็ยังได้พบกับตัวละครที่เราอาจเห็นความเลวร้ายในตัวเขาแต่ไม่อาจทำใจได้ให้เกลียดได้ลง รองอธิบดีกรมอัยการ อีชางจุน (Yoo Jae Myung จากซีรีส์ Itaewon Class, Life, Prison Playbook คนฉลาดจนเดาใจยากที่มีความเป็นไปได้สูงว่าเกี่ยวข้องกับคดีนี้ และ Reply 1988) ซอดงแจ (Lee Joon Hyuk จากซีรีส์ City Hunter ) อัยการอีกคนในสำนักงานเดียวกันที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับอัยการฮวัง แล้วก็ยังมีอัยการยองอึนซู (Shin Hye Sun จากซีรีส์ The Legend of the Blue Sea และ​ She Was Pretty) หญิงสาวในสำนักงานอัยการแห่งนี้คนที่มาฝึกงานเป็นลูกทีมของอัยการฮวังแต่ดูเหมือนเธอจะเข้ามาด้วยจุดประสงค์บางอย่าง และดูจะเกี่ยวข้องกับคดีอย่างแนบแน่นเสียด้วย

แบดูนา และ โจซึงอู แสดงนำในซีรีส์ สเตรนเจอร์

เหตุฆาตกรรมพัคมูซองในบ้านของเขาเอง ก่อเกิดแรงกระเพื่อมกลับมาหลายทาง ความพยายามจะหาตัวคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังแต่ต้องยุ่งเหยิงกลายเป็นจับแพะเพราะเขายังมองไม่ทะลุ แถมแพะยังฆ่าตัวตายในคุก

งานนี้ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน และมีเหตุไม่คาดคิดติดตามมาไม่ขาด

เรื่องราวของการติดสินบนของสำนักงานอัยการก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้พระเอกของเรามีงานยุ่งหัวหมุนไม่หยุดหย่อน รวมไปถึงเรื่องของการค้าประเวณีที่เข้ามาพัวพันอีก ซึ่งนั้นก็ทำให้เราได้รู้จักกับตัวละครอย่าง กายอง (Park Yoo Na จากซีรีส์ Hotel Del Luna และ SKY Castle) ผู้เป็นเด็กสาวที่พัคมูซองเคยจัดหาให้อีชางจุน

ในสำนักงานตำรวจเองก็มีตัวละครสำคัญอยู่หลายตัว ที่โดดเด่นที่สุดนอกเหนือจากฮันยอจินก็คือ นักสืบคิม (Park Jin Woo) ที่ทำตัวน่าเคลือบแคลงสงสัย แล้วก็ยังอีกหลายต่อหลายคนจนจำแทบไม่หมด

เรื่องราวที่พลิกผันได้ตลอด เปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชันในวงการยุติธรรม การติดสินบน การจ้างเด็กสาวมาให้ผู้หลักผู้ใหญ่ มีคนมากมายที่เกี่ยวข้อง ใครบ้างคือคนที่อยู่ในข่ายผู้ต้องสงสัย ใครกันคือผู้ก่อเหตุฆ่าที่แท้จริง และใครกันคือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

อัยการตงฉินผู้ไม่ไว้หน้าใคร ผู้ร่วมงาน เจ้านาย ล้วนไม่ชอบขี้หน้า แต่จะจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งกับคนเช่นเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดูกันไปยาวๆ 16 ตอนจบ จบแบบเหนื่อยๆ

เพราะระหว่างทางนั้น การสืบสวน ที่พลิกไปพลิกมา ผู้ชม จะได้รับรู้และวิเคราะห์เรื่องราวผ่านการพูดคุยของตัวละครต่างๆ โดยเฉพาะฉาก ที่มี ฮวังชีมก บทพูด จะเยอะมากอ่านซับไตเติล ไม่ทัน และต้องใช้การย้อน ไปอ่านใหม่ อยู่หลายครั้ง ทั้งยังต้องจดจำรายละเอียด วิเคราะห์สถานการณ์และทำความเข้าใจตามไปด้วย

เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ที่ intense มากๆ

ยังดีที่ผู้กำกับและทีมงานตัดต่อเลือกใช้บางช็อตที่ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจสถานการณ์ได้ง่าย โดยเฉพาะการจัดในพระเอกจำลองสถานการณ์ในหัวด้วยการทำจริง การตัดต่อที่แนบเนียนทำให้มันเป็นซีรีส์ที่ค่อนข้างทำได้ใกล้เคียงคำว่า ‘สมบูรณ์แบบ’ เป็นที่สุด

ซีรีส์เรื่องนี้ได้รับรางวัลแดซังจาก 2018 (54th) BaekSang Arts Awards รวมทั้งยังได้รางวัลบทยอดเยี่ยม (Lee Soo Yeon) และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Cho Seung Woo) จากเวทีเดียวกันด้วย แล้วก็ยังได้รับรางวัล Best Drama จากเวที 2017 (1st) The Seoul Awards อีกต่างหาก

และจากความสำเร็จของซีรีส์ในปี 2017 ต่อเนื่องมาเป็นซีซันสองในปี 2020 ซึ่งตอนนี้ก็มีให้ชมกันแล้วนะ

โปสเตอร์โปรโมต Stranger 2 ในเน็ตฟลิกซ์ที่เริ่มตอนแรก 15 สิงหาคม 2020

ชื่อซีรีส์: Stranger / Secret Forest / Forest of Secrets / 비밀의 숲 / สเตรนเจอร์
ผู้กำกับ: Ahn Gil Ho (เจ้าของผลงานซีรีส์ Record of Youth, Memories of the Alhambra, Rooftop Prince)
ผู้เขียนบท: Lee Soo Yeon (เจ้าของผลงานซีรีส์ Stranger, Stranger 2, Life )
นักแสดงนำ: Cho Seung Woo/โจซึงอู, Bae Doo Na/แบดูนา, Yoo Jae Myung/ยูแจมยอง,
แนว/ประเภท: Crime, Drama, Mystery
จำนวนตอน: ซีซัน 1 | 16 ตอน, ซีซัน 2 | 16 ตอน
ช่องทางรับชม: Netflix
สังกัด/ผู้ผลิต/เจ้าของลิขสิทธิ์: tvN (June 10 – July 30, 2017)​

 

ดูหนังออนไลน์ 

[รีวิว] หนัง Countdown – เคาท์ดาวน์ตาย คุณจะรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะ ต า ย เมื่อไหร่!

รีวิว 'Countdown เคาท์ดาวน์ตาย' หนังสยองไอเดียแปลก ตามสูตรไปนิด  แต่ได้ลุ้นจนสะดุ้ง (7/10) – Urban Box

Countdown เคาท์ดาวน์ตาย เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ เหล่าวัยรุ่นที่ดั๊นโหลดแอปฯ ที่ชื่อว่า Countdown นี่แหละ มาลงบนมือถือ และก็ซวยเข้าไปอีกเมื่อบางคนดันเหลือเวลาในชีวิตไม่มาก เหล่าตัวเอกที่ซวยจึงโดนปีศาจตามล่าหมายเอาชีวิต

เหมือนคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้อ่านหรือได้ยินหรือได้ดูหนังสั้นที่เกี่ยวกับแบบนี้มาเมื่อในอดีตนานแล้ว แบบมีคนโหลดแอปฯ แล้วเหลือไม่กี่นาที สักพักก็โดนผีหรือปีศาจมาฆ่าตายนี่แหละ หนังเรื่องนี้ก็ให้อารมณ์ประมาณนั้นเลย พล็อตคือล็อคเลย มันคือหนังที่เหล่าวัยรุ่นหรือใครสักคนไปทำอะไรบางอย่าง จนโดนวิญญาณร้าย ผี ปีศาจ มาไล่ตามฆ่า ตัวโครงใหญ่ๆ โดยรวมไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ แต่ที่แปลกใหม่คือเล่นกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน ผ่านตัวแอปฯ นี่แหละ เอาจริงๆ ดูไปดูมาให้ความรู้สึกเหมือน Final Destination เหมือนกันนะ โกงตายอะไรทำนองนั้น เพียงแต่โหดน้อยกว่า ตื่นเต้นน้อยกว่า เท่านั้นเอง

จริงๆ ตัวแอปฯ มันเป็นแค่กิมมิคเล็กๆ ที่คอยพยุงเรื่องราวให้อยู่ตลอดรอดฝั่งเท่านั้นแหละ ถ้าคิดจริงๆ มันก็ไม่ได้มีอะไรให้เล่นมาก ความน่าสนใจจึงตกไปที่วิธีการมากกว่า แอปฯ จะหาวิธีการมาเล่นงานคนที่จะตายยังไง? น่ากลัวแค่ไหน? สยองมากไหม? สองคือคนที่โหลดมาจะเอาชนะและหลุดพ้นจากแอปฯ นี้ได้ยังไง

มาเริ่มกันที่ความน่าสนใจสิ่งแรกก่อน ถามว่าน่ากลัวไหม? ก็พอได้นะ บอกแบบนี้ดีกว่าว่า “จั้มสแกร์” ฉากตกใจ บิ้วด้วยเสียง สักพักโผล่มา แฮ่! เยอะมาก หลายซีนมาก ส่วนวิธีการหลอกของมันก็ไม่ได้หวือหวา หรือครีเอตเท่าไหร่นัก แต่มันก็ไม่ได้แย่จนน่ากุมขมับขนาดนั้น ซึ่งเอาจริงๆ หนังไม่ได้บอกที่มาที่ไปของแอปฯ ชัดเจนนะว่ามันเป็นมายังไง รวมถึงเหตุผลที่ทำไมบางคนอายุสั้นบางคนอายุยืน (จากที่แอปฯ บอก) อีกทั้งเบื้องลึกเบื้องหลังตัวละครที่ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่อีกด้วย

ความน่าสนใจอีกส่วนหนึ่งคือคนจะเอาชนะแอปฯ นี้ได้ยังไง? เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะเดาออกไม่ยาก และมันก็เป็นอย่างที่เดาจริงๆ แต่ที่คิดไม่ถึงและไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นแบบนั้นคือเหตุเกิดของแอปฯ นี่แหละ พาออกทะเลไปไกลเหมือนกัน แต่ยังดีที่ตอนจบเลือกตบๆ กลับมาให้พอโอเคได้บ้าง เสริมประเด็นครอบครัวเข้ามาอีกหน่อย เรียกได้ว่าโอเคเหมือนกัน

ทางด้านนักแสดงได้ Elizabeth Lail มารับบทนำเป็นนางเอกในเรื่อง Quinn Harris การแสดงก็โอเคนะ แต่เธอน่ามองอะ แลดูเป็นสาวผมบลอนด์มีเสน่ห์ มองเพลินๆ ไม่เบื่อเลย เป็นการผสมผสานระหว่างคำว่าสวยและน่ารัก

สรุป Countdown เป็นหนังไอเดียใหม่ จากที่ดูตัวอย่างตอนแรกคิดว่ามันจะห่วยซะอีก พาลให้นึกไปถึงเรื่อง Polaroid ที่ไม่ไหวจริงๆ แต่มันกลับดีกว่าที่คิด ไม่ได้ดีขนาด โอ้โห สุดยอดขนาดนั้น แต่ก็ถือว่าไม่แย่จนเสียดายตังขนาดนั้น เล่าเรื่องไม่น่าเบื่อ อาจจะเกือบๆ ไปบ้าง มีจั้มสแกร์มาแทรกเป็นระยะๆ กลัวคนดูง่วง โดยรวมก็อยู่ในระดับที่ดูได้แหละ ลองไปดูกันได้เน้ออออ อ่านต่อ

หนัง Charlie’s Angels – นางฟ้าชาลี นักสู้สาวยอดฮิตในอดีต ของค่าย Sony

รีวิว Charlie's Angel นางฟ้า ชาร์ลี กลับมาแล้ว.. แต่ขาดเสน่ห์ - Pantip

Charlie’s Angels  นางฟ้าชาร์ลีชุดใหม่ ที่เสน่ห์อาจจะไม่จับใจเท่าเวอร์ชั่นก่อน สิ่งแรกที่ทำให้ไปดูเลยทั้งๆที่ไม่เคยดูชาลี แองเจิลสักภาคมาก่อนก็คือ Kristen Stewart สาวเท่แววตาเย็นชาที่เด็กเดินตั๋วชื่นชอบมานาน เคยดูเรื่องที่คริสเตียนเล่นแอคชั่นมันส์ๆสายลับบู๊ๆ เท่ห์ๆ มาก่อนก็คือเรื่อง American Ultra (ซึ่งสนุกมาก เล่นกับเจซซี่ ไฮเซนเบิร์ก เรื่องนี้ดีจริงๆ แนะนำให้ดูเลย) สำหรับเรื่องนี้แน่นอนว่าคริสเตียนสวยบู๊ยืนหนึ่งอยู่แล้ว พอดูๆ ไปก็เริ่มปันใจให้น้อง Ella ผิวสีน้ำผึ้งก็สวยดีเหมือนกันแฮะ

ส่วนตัวหนังนั้นค่อนข้างเรื่อยๆ ไม่ค่อยหวือหวามากเท่าไหร่ ดูเรื่อยๆเพลินๆดี มาทรงKingsman แต่แพ้อ่ะ…​Kingsmanสนุกกว่าประมาณนึงเลย ส่วนทางหนังสายลับหญิงบู๊แอคชั่นก็ยังแพ้ทางให้กับ ANNA ของพี่ลุค เบซงที่ทั้งเข้มข้น บู๊ระห่ำมันเดือดและดราม่าจัดจ้านกว่าเยอะมาก(เกือบเท่าจอห์นวิค) ชาร์ลีแองเจิลก็เลยอยู่กลางๆ ในระดับบังเทิงดี ถ้าไม่เปรียบเทียบกับเรื่องใดๆก็สนุกสนานดีอยู่ ไม่ได้ใหม่อะไรมาก

ถือเป็นอาถรรพ์ของค่าย Sony Picture หรือยังไงก็ไม่ทราบ ที่พยายามจะหยิบหนังเก่าคลาสสิคของค่ายตัวเองมารีเมคหรือทำภาคต่อในปีหลังๆ มานี้ แทบจะล้มเหลวไม่เป็นท่า นับตั้งแต่ Ghostbuster/Men In Black จนมาถึงเรื่องนี้

เรื่องราวในนางฟ้าชาร์ลีเวอร์ชั่นนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรมากเลย เริ่มต้นด้วย เอเลน่า (Naomi Scott) นักวิทยาศาสตร์หัวกะทิได้ทำการคิดค้นเครื่องสร้างพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่ขึ้นมา แต่เกิดเหตุผิดพลาดผลงานของเธอยังไม่สมบูรณ์ดี มันสามารถใช้เป็นอาวุธทำลายล้างได้ แต่บอสใหญ่บริษัทของเธอไม่อยากจะให้เธอเผยแพร่หรือหยุดยั้งการผลิตแต่อย่างใดเธอจึงได้ติดต่อองค์กรณ์ลับบางอย่าง ซึ่งต่อมาเธอก็ได้รับความคุ้มครองจากเหล่านางฟ้าชาร์ลีนั้นเอง

ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องจะค่อนข้างธรรมดาไปซักหน่อยแต่ก็ยังพอมีจุดหักแห หรือหักมุมอยู่บ้างซึ่งทำให้เวอร์ชั่นนี้ดูดีขึ้นมาอีกนิด แต่ที่ต้องบ่นเลยก็คือ เคมีระหว่าง 3 นักแสดงนำ รวมไปถึงการกำกับของผู้กำกับเอง ที่พยายามจะเน้นความเป็นเพื่อนหญิงพลังหญิง และดรอปความสามารถของตัวละครเพศช่าย มันดูเหมือนจะจงใจเกินไปหน่อย เลยทำให้ดูไปแอบๆขัดใจอยู่บ้างแต่โดยรวมๆก็บันเทิงเกินคาดดี สิ่งที่ดีที่สุดของเวอร์ชั่นนี้น่าจะเพลงประกอบหนังซึ่งขนมาเยอะมากและเพราะมากทุกเพลง ส่วนตัวผมเองคิดว่าหนังน่าะจเละเทะกว่านี้ด้วยซ้ำไป ทำให้ก่อนเข้าชมผมเองก็ไม่ได้คาดหวัง หรือเรียกได้ว่าเลิกคาดหวังกับหนังไปแล้ว ผลสุดท้ายเลยออกมาเพลินๆสนุกๆฆ่าเวลาได้ 7/10  อ่านต่อ

[รีวิว] หนังตำรวจจับผู้ร้าย 21 Bridges – เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก จาก แอนโทนี

21 Bridges

เรื่องย่อหนัง หนัง 21 Bridges หรือชื่อไทยว่า เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก ผลงานจาก แอนโทนี และ โจ รุสโซ่ ผู้สร้างผลงานอย่าง Avengers: Infinity War และ Avengers: Endgame กลับมาสู่จอภาพยนตร์อีกครั้งกับภาพยนตร์เรื่อง 21 Bridges ที่ได้นักแสดงอย่าง แชดวิก โบสแมน ที่เคยรับบท แบล็คแพนเธอร์ มารับบทตำรวจนิวยอร์คหนุ่มไฟแรง “อังเดร เดวิส” ที่เมื่อเกิดเหตุฆาตกรรมตำรวจขึ้นโดยคนร้ายสองคน อังเดร มีเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อตามล่าคนร้ายในคดีอุกฉกรรจ์นี้ และการที่จะไม่ให้ผู้ร้ายหลบหนีไปได้ อังเดรสั่งการปิดเกาะแมนฮัตตันลงทั้งเกาะ ซึ่งรวมไปถึงสะพาน 21 จุด แม่น้ำ 3 สาย อุโมงค์ อีก 4 จุด และหยุดขบวนรถทุกประเภทเข้าออกจากเกาะ แล้วส่งนายตำรวจเข้าไปปฏิบัติการไล่ล่าความเดือดระอุครั้งนี้

-การดำเนินเรื่องของหนังแอบๆ คล้ายพวกหนังที่สร้างมาจากเค้าโครงเรื่องจริงคือไม่ได้โฟกัสไปที่ตัวละครใดตัวละครหนึ่งทำให้เราไม่ค่อยอินไปกับมัน

-ธีมหนังคืออาชญากรรมผสมสืบสวนไม่ใช่แอ๊คชันดังนั้นฉากแอ๊คชันส่วนใหญ่จึงควรทำใจก่อนว่าหนังมันไม่ได้เดือดมาก

-ด้วยความที่หนังมันเป็นหนังอาชญากรรมนี่แหละแต่เส้นเรื่องกลับไม่ค่อยชวนให้ติดตามสักเท่าไหร่แถมยังมีพล็อตโฮลหรือความไม่สมเหตุสมผลอยู่ด้วย

-หนังมีเกริ่นเรื่องต่างๆมาเยอะในช่วงต้นเรื่องแต่พอเอาเข้าจริงๆหนังมันแตะประเด็นแต่ละอย่างแค่แบบผิวๆเผินเกินไปจนอารมณ์เหมือนพวกหนังสร้างจากรื่องจริงด้วยซ้ำ

-คุณภาพงานสร้างและนักแสดงรวมถึงเพลงประกอบต่างๆถือว่าเป็นข้อดีของหนัง

คุณภาพงานสร้างต่างๆ ทำออกมาได้ดีแต่ดำเนินเรื่องได้ไม่ค่อยบันเทิงเท่าไร บทก็ราบเรียบธรรมดามากจึงเป็นหนังที่ดูจบก็ไม่มีอะไรให้น่าจดจำสักเท่าไร

21 Bridges – เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก คือหนังแอ็คชั่นจากแสดงนำโดย Chadwick Boseman เป็นผลงานการกำกับของ Brian Kirk ที่โดนชื่อของสองพี่น้อง Russo ที่มีหน้าที่อำนวยการสร้างกลบซะมิด (ก็แน่ละ เอาดารานำกับชื่อของสองพี่น้อง Russo มาขายอยู่แล้ว) ซึ่งมันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Andre Davis (Chadwick Boseman) นายตำรวจจอมโหดที่มักวิสามัญคนร้ายเสมอ ต้องมาตามจับ 2 ผู้ร้ายที่ได้ฆ่าตำรวจในกลางดึกคืนหนึ่ง นั่นจึงเกิดการตามล่าโดยการสั่งปิดเกาะเพื่อหวังจะจบเรื่องราวนี้ให้ได้ก่อนรุ่งสาง

คือถ้าพูดกันแบบง่ายๆ เลย มันคือหนังตำรวจจับผู้ร้ายธรรมดาๆ เรื่องนึง ที่หลายๆ อย่างเราเคยผ่านหูผ่านตามาในหนังแนวนี้หลายเรื่องละ มันเลยกลายเป็นอะไรหลายๆ อย่างในเรื่องนี้เชยไปเลย แต่จริงๆ พอเห็นตัวอย่างก็รู้แล้วหล่ะ มันไม่ใช่หนังวินาศสันตะโรอะไรแบบนั้น แต่จะมารอดูว่ามันจะสนุกไหมเท่านั้นเอง คือสารภาพเลย โดนชื่อ Chadwick Boseman กับสองพี่น้อง Russo เนี่ยแหละดูดเข้าไป ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเขาตั้งใจเอามาขายเนี่ยแหละ 555

หนังเปิดเรื่องมาดีนะ ปูเรื่องราวตัวละครได้อย่างดีเลย ทั้งทางฝั่งพระเอกและตัวร้าย และดำเนินเรื่องมาเรื่อยๆ ได้อย่างน่าสนใจ มีฉากแอ็คชั่นที่ดุเดือด ตั้งแต่ต้นเรื่องที่โชว์ความเทพและร้ายกาจของฝั่งผู้ร้าย ที่ได้สังหารเหล่าตำรวจอย่างเลือดเย็น เลยทำให้ทางฝั่งพระเอกต้องปิดเกาะไล่ล่าผู้ร้ายซะ คือมันเปิดดีจนให้เราพาลคิดไปว่า เหตุการณ์หลังจากนี้มันคือการไล่ล่ากันอย่างดุเดือดแน่นอน แต่มันไม่ใช่ และผิดคาดไปเยอะเลยทีเดียว

หนังกลับกลายเป็นเล่นท่ายากเกินไป พยายามทำให้เรื่องราวมันซับซ้อน ถ้าไปเน้นแอ็คชั่นดาดๆ ไม่ต้องสนอะไรเรื่องพวกนั้นเอาแค่ตำรวจจับผู้ร้าย แมวไล่จับหนู แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับการสร้างความบันเทิงให้กับคนดูได้แล้ว แถมไอ้เรื่องราวที่พยายามทำให้มันมีเงื่อนงำมันกลับเดาได้ง่ายๆ ไม่ได้ช่วยยกระดับหนังให้ดีขึ้นมาแต่อย่างใด เสียดายเรื่องราวที่ปูมาตั้งแต่แรกของทุกๆ ฝ่ายมาก เพราะหนังไม่ได้โชว์ตัวตนที่ควรจะเป็นของทั้งสองฝั่งให้เราดูสักเท่าไหร่เลย

สรุป ถ้า 21 Bridges คือหนังแอ็คชั่นธรรมดาๆ ไม่มีอะไรน่าจดจำ เปิดได้ดีน่าสนใจ แต่หลังจากนั้นก็ธรรมดา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ดูก็ดี ไม่ดูก็ได้ ก็พอได้เพลินๆ แหละ จะว่าไปมาดตำรวจของ Chadwick Boseman ก็เท่ไม่หยอกเหมือนกันแหะ สลัดคราบจะไม่เหลือความเป็นฝ่าบาทเลย

อ่านต่อ

รีวิว 2 Moon ในคืน Super Moon Moon Lovers : Scarlet Heart Ryeo

รีวิว 2 Moon ในคืน Super Moon Moon Lovers : Scarlet Heart Ryeo

รีวิว 2 Moon ในคืน Super Moon Moon Lovers : Scarlet Heart Ryeo  ไหนๆติ่งก็ไม่มีแผนจะออกไปลอยกระทงกับใครในคืนนี้ และชะโงกหน้าต่างออกไปมองพระจันทร์เรียบร้อย ว่างๆ เลยคิดว่าจะมาเขียนรีวิวซีรี่ส์ 2 Moon ที่เพิ่งจบไปไม่นานนี้หน่อย เพื่อให้เข้ากับคืน Super Moon ความจริงทั้ง 2 Moon ถือเป็นซีรี่ส์ที่มีกระแสโด่งดังมาก และออกอากาศในช่วงเวลาเดียวกัน โดย Moonlight ทำเรตติ้งอยู่ในระดับเลข 2 หลักตลอด และแตะสูงสุดถึง 25 % ส่วน Moon Lovers แม้ว่าจะมีเรตติ้งภายในประเทศไม่สวยงามนัก แต่ก็ได้รับความนิยมในต่างประเทศอย่างถล่มทลาย โดยมียอดชมออนไลน์สูงสุด อีกทั้งยังได้ออกอากาศพร้อมกันในหลายๆประเทศด้วย

ตัวติ่งเองได้ดูทั้งสองเรื่องจนจบ ก็ต้องออกตัวว่าเป็นแฟนเรื่อง Moon Lovers มากกว่า เพราะรอมาตั้งแต่ทราบเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์มาจากทางจีน แต่ก็ชอบ Moonlight มากเหมือนกัน วันนี้รีวิว อาจจะตรงใจหรือไม่ตรงใจใคร ก็คิดว่าอ่านขำๆ เป็นความเห็นส่วนตัวแล้วกัันนะคะ

Moon Lovers: Scarlet Heart Ryeo
ประเภท : อิงประวัติศาสตร์ / แฟนตาซี (ย้อนเวลา) / โรแมนติค

ผลงานซื้อลิขสิทธิ์บทประพันธ์จีน Bu Bu Jing Xin ช่อง : SBS ปี 2016 20 ตอน

เรตติ้งเฉลี่ย 7 – 9 %

Cast

Lee Joon Ki ( ผลงาน Scholar Who Walks the Night / Gunman in Joseon / Two Weeks )
IU ( ผลงาน Proucer / Pretty Man )
Kang Ha Neul ( ผลงาน Monstar / Misaeng / Angel Eyes )
Hong Jong Hyun ( ผลงาน Vampire Idol / Mama / Her Lovely Heels )
Byun Baek Hyun ( สมาชิกวง EXO ผลงานการแสดง EXO Next Door )
Nam Joo Hyuk ( ผลงาน Cheese in the Trap / Who Are You – School 2015 )
Ji Soo ( ผลงาน Doctors / Page Turner / Sassy, Go Go / Angry Mom )

เรื่องย่อ

หญิงสาวจากปี 2016 ย้อนเวลาไปสู่สมัยยุคต้นอาณาจักรโครยอ ได้รู้จักและสนิทสนมกับเหล่าองค์ชาย จนสุดท้ายก็เข้าไปอยู่ท่ามกลางศึกชิงบัลลังก์ และความรัก ระหว่างองค์ชาย เธอหวังเพียงให้การนองเลือดในประวัติศาสตร์น้อยลงจากที่เธอรู้มาจากโลกปัจจุบัน เธอจะทำได้หรือไม่

โพสเกี่ยวกับเรื่อง Scarlet Heart : Moon Lovers ( มีการสปอยด์เนื้อหาสำคัญ)

ปิ่น… กำไล… ใจนาง…Scarlet Heart : Moon Lovers

ปรับนิด เปลี่ยนหน่อย จาก Bu Bu Jing Xinสู่ Scarlet Heart Ryeo : Moon Lovers

“Ting’s Awards” จาก Scarlet Heart : Moon Lovers

ความจริงเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มา 3 โพสแล้ว (และยังคิดจะเขียนอีกนะ แต่กลัวคนอ่านเบื่อ555) คงจะไม่เขียนอะไรมากนัก เพราะกลัวจะไปซ้ำๆกับโพสก่อน เอาว่าโพสนี้จะเขียนในเชิงรีวิวแล้วกันนะคะ ขอเริ่มด้วยเรื่องของบทก่อนแล้วกัน ต้องเกริ่นก่อนเลยว่า ติ่งเป็นแฟนของเวอร์ชั่นเก่า แต่ก็ไม่ได้มีอคติว่าของเกาจะทำได้ไม่ดีหรือว่ายังไง เพราะเสน่ห์ของซีรี่ส์แต่ละประเทศก็ต่างกันไป ซีรี่ส์พีเรียดของจีน มักจะมีการเน้นไปที่การแก่งแย่งชิงบัลลังก์ แม้เรื่องนี้จะดำเนินเรื่องผ่านมุมมองความคิดของตัวละครหญิง แต่ในต้นฉบับ ซีรี่ส์ก็เข้มข้น และไม่เน้นเล่าเรื่องความรักมากเท่าเวอร์ชั่นเกาหลี ซึ่งก็เป็นทางของเกาหลีที่จะเล่าเรื่องความรัก และใส่ความดูสบายเข้าไปหน่อย ในส่วนของบทโดนรวมยังคงรักษาประเด็นสำคัญต่างๆของบทประพันธ์เอาไว้ โดยนำมาปรับกับบริบททางประวัติศาสตร์ได้อย่างดีแล้ว แต่ในเวอร์ชั่นเกาจะมีเรื่องของผู้หญิงในวังต่างๆทั้งพระมเหสี นางใน เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่า ทำให้เพิ่มตัวละครหลายตัวเข้ามา ส่วนตัวเลยรู้สึกว่าทำไมตัวร้ายมันเยอะเหลือเกิน คือนอกจากพระรอง พระร้าย ป้ายู ยอนฮวา (นี่ปาไป4ละ) ยังมีตัวเล็กตัวน้อย น้องเก้า ลุงหนวด รุมประดังประเดไปหมด

20 ตอนมันไม่พอกับเนื้อเรื่องจริงๆ ตอนแรกก็ว่าจะไม่เทียบว่าของเก่าตั้ง 35 แต่พอดำเนินเรื่องไปจริงๆ เห็นตัวละคร เห็นปมที่เเพิ่มมาก แล้วก็คิดในใจว่า ตอนไม่มีทางพอเลย ปรากฏว่าตัดฉากโน้นฉากนี้ เนื้อเรื่องไม่ค่อยสมูท คือมันไม่ได้แย่แบบดูไม่รู้เรื่อง แต่อารมณ์ร่วมมันน้อย คือคนดูจะไม่ค่ยเข้าใจเหตุผล ที่มาของการตัดสินใจ หรือการกระทำของตัวละครแต่ละตัวมากนัก จุดนี้จะทำให้ความซาบซึ้งที่ควรจะมากกว่านี้ (ใครอ่านนิยายจะทราบว่าเรื่องนี้ซาบซึ้ง สะท้านขวัญมากๆ) น้อยลงไปมาก เพราะไม่สามารถสื่อตัวตนของแต่ละตัวละครออกมามากนัก

สำหรับนักแสดงเรื่องนี้ถือว่ารวมดาวมากๆ ทั้งสามนักแสดงนำ นักแสดงรุ่นพ่อแม่ หรือเหล่าพี่น้ององค์ชาย เรียกว่ามีทุกแบบให้เลือกสรร สุดยอดของงานรวมผู้แห่งปี จุนกินี่ไม่ต้องพูดถึงเรียกว่าจุดนี้เลยคำว่านักสดงตัวพ่อไปแล้ว ส่วนไอยูเรื่องนี้(ก็เหมือนทุกเรื่อง) คือต้องโดนบ่นก่อนซะหน่อย แต่พอได้ดูแล้ว การแสดงน้องก็ีและพัฒนาขึ้นอย่างมาก (เรื่องหน้าไม่ต้องบ่นน้องแล้วเนอะๆ) ส่วนฮานึลเรื่องนี้ก็ได้เล่นตั้งแต่แสนดี จนแสนร้าย และวาระสุดท้ายของการปล่อยวาง ถือว่าได้แสดงพัฒนาการของตัวละครมากทีเดียว ( #ทีมชายาแปด ) ส่วนองค์ชายทั้งหลายก็มิได้คัดเพียงหน้าตา แต่ความสามารถล้วนคับแก้ว สาวๆก็เหมาะสมกับบทบาทของตัวเองมาก ( พี่สาม และยอนฮวา เล่นได้ซะเกลียดเลย555)

***รายละเอียดอื่นๆอ่านในโพสก่อนๆหน้านี้เอานะคะ***

Moonlight Drawn by Clouds
ประเภท : อิงประวัติศาสตร์ / โรแมนติก / คอมเมดี้ ช่อง KBS ปี 2016 18 ตอน

เรตติ้งเฉลี่ย 17 – 19 % ( สูงสุดถึง 25% ในตอนจบ )

Cast

Park Bo Gum ( ผลงาน Reply 1988 / I Remember You / Nae Il’s Cantabile )
Kim Yoo Jung ( ผลงาน Love Cells / Secret Door / The Moon That Embraces the Sun )
Jin Young ( ผลงาน Warm and Cozy / Persevere, Goo Hae Ra )
Chae Soo Bin ( ผลงาน Sassy, Go Go )
Kwak Dong Yun ( ผลงาน Please Come Back, Mister / Modern Farmer )

เรื่องย่อ

องค์รัชทายาทผู้เอาแต่ใจ ได้เจอกับของเล่นใหม่คือเจ้าหมาน้อย แต่หมาตัวนี้ไม่ใช่สัตวฺสี่ขา แต่กลับเป็นขันทีหน้าใส ที่ความจริงแล้วเป็นหญิงที่บังเอิญเข้ามาเป็นขันที เรื่องราวเกี่ยวกันทั้งการเมืองราชสำนัก และความรักระหว่างเพื่อนในวัยเด็ก

*** มีต้นฉบับนิยาย และการ์ตูน แต่ติ่งไม่เคยอ่านนะคะ (ไม่มีฉบับแปลอะ)***
นักแสดงนำของเรื่องนี้ ล้วนเป็นนักแสดงวัยรุ่นที่น่าจับตามอง อย่างโบกอม ก็กำลังเป็นดาวรุ่งมาแรงจากเรื่อง Reply 1988 ส่วนยูจองก็อยู่ในวงการมานานมากตั้งแต่เป็นนักแสดงเด็ก และเป็นนางเอกเต็มตัว จินยองก็เป็นไอดอลคนนึงที่แอดคิดว่ามีความสามารถทางการแสดงมาก และเรื่องนี้ก็ได้รับบทที่ส่งมาก เพราะเป็นพระรองที่แสนดี และมีผลต่อเรื่องมากทีเดียว ส่วนพี่ขื่อของเราที่ก่อนหน้านี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร่ ในเรื่องแม้หน้าหลักจะนิ่งๆแต่ในซีนอารมณ์ก็แสดงผ่านสายตาได้ดีมากๆ

เรื่องนี้เนื้อเรื่องโดยรวมค่อนข้างจะฟรุ้งฟริ้งน่ารัก ส่วนตัวคิดว่าอยู่ระดับใกล้เคียง The Moon that Embraces the Sun ( ความจริงโครงคร่าวๆก็ค่อนข้างคล้ายอยู่นะ) แม้ว่าการที่พระเอกไม่รู้ว่านางเอกเป็นผู้หญิงอยู่นานก็ออกจะดูเหลือเชื่อ แต่หักลบกับความฟินแล้วเรื่องนี้ก็ควรดูอย่างยิ่ง (555)

มาถึงเรื่องที่ติ่งชอบมากๆๆๆ เกี่ยวกับทั้งสองเรื่อง คือเพลงประกอบที่สองเรื่องปล่อยกันออกมาเยอะมากๆ
ติ่งรวบรวมไว้ให้ทั้งสองเรื่องแล้วนะคะ

รวมเพลงประกอบจากเรื่อง Scarlet Heart : Moon Lovers

รวมเพลงประกอบจากเรื่อง Moonlight Drawn by Clouds

 

ทั้งสองเรื่องรวมนักร้องเจ๋งๆเอาไว้เยอะมาก ที่พิเศษๆของเรื่อง Moonlight คือมีเพลงนึงที่ได้ฝีมือการ Produce ของจินยอง พระรองของเรื่อง แล้วก็ได้ Sung Si Kyung เจ้าพ่อเพลงรักมาร้องให้เเพลงนึง แถมด้วยเจ้าแม่เพลงละครอย่าง Baek Ji Young อีกเพลง และที่หลายคนถูกใจก็คือ โบกอม พระเอกของเรื่อง ร่วมร้องเพลงด้วย

 

เพลงจากเจ้าพ่อเพลงรัก Sung Si Kyung

เพลงจากเจ้าแม่เพลงประกอบละคร Baek Ji Young

เพลงที่โบกอม พระเอกของเรื่องร้องด้วยตัวเอง
ส่วน Moon Lovers ที่มีนักแสดงนำอ่าง IU เป็นนักร้องก็น่าเสียดายที่ไม่ได้ร่วมร้องเพลงด้วย และจุนกิที่เคยร้องเพลงในเรื่อง Arang ก็ไม่ได้ร้องในเรื่องนี้ แต่ก็ยังรวมนักร้องดีๆไว้หลายคนเช่น Taeyeon Davichi AKMU Epik High ที่พิเศษมากๆคือได้นักร้องโอเปร่ามืออาชีพ เสียงระดับโซปราโน่ มาร้องเพลงที่ฟังทีไรก็เรียกน้ำตา อย่างเพลง Will Be Back ให้ด้วย

เพลงรักสวยงามจาก Taeyeon

จังหวะใสๆจาก Baek A Yeon

เพลงที่ฟังแล้วต้องเสียน้ำตาจาก นักร้องโอเปร่า Im Sun Hae
หลายๆคนน่าจะดูแล้วทั้งสองเรื่อง ส่วนใครยังไม่ได้ดูเรื่องไหน ก็ลองดูนะคะ ถือว่าเป็นผลงานที่ดีทั้งสองเรื่องเลย อาจจะต่างแนว แต่ก็ประทับใจทั้งสองเรื่องเลย

 

ดูหนังออนไลน์ 

 

รีวิว ซีรีย์ I Can Hear Your Voice เด็กหนุ่มผู้มีความสามารถพิเศษ

I Can Hear Your Voice (2013) : กระซิบรัก จิตสัมผัส ซับไทย ตอนที่ 1-18 [จบ] - do24hrs.com

ซีรีย์ I Can Hear Your Voice เรื่องย่อ พัคซูฮา (รับบทโดย อีจงซอก) เด็กหนุ่มผู้มีความสามารถพิเศษ ในการได้ยินเสียงที่ไม่ได้ออกจากปาก แต่เป็นเสียงของความคิดโดยไม่ต้องพูดออกมา เขารู้ว่าตนเองมีความสามารถนี้ครั้งแรก ขณะที่เขาอายุเพียง 9 ปี ในเหตุการณ์การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขา คืออุบัติเหตุชนแล้วหนี ที่พรากชีวิตพ่อผู้เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของเขาไป แต่ความจริงแล้ว พ่อของเขาไม่ได้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุใันทันที แต่คนขับรถคู่กรณี มินจุนกุก (รับบทโดย จองอุงอิน) ที่เห็นว่าพ่อของเขาไม่ตาย ทำการฆาตกรรม ระหว่างที่คนร้ายคิดจะฆ่าพ่อของเขา เขาได้ยินเสียงความคิดของคนร้าย เขาพยายามบอกพ่อของเขา แต่ก็ไม่ทันการ คนร้ายใช้ท่อเหล็กทุบตีพ่อเขาจนเสียชีวิต ส่วนตัวเขาเอง รอดมาได้ เพราะมีคนมาประสบเหตุการณ์ทำให้คนร้ายเบนความสนใจไป แม้เขาจะอยู่ในเหตุการณ์ แต่ด้วยความที่ยังเด็กอยู่มาก การให้การในฐานะพยานของเขาจึงไม่น่าเชื่อถือ

โชคดีที่ระหว่างเกิดเหตุการณ์ในวันนั้น จางเฮซอง (รับบทโดย อีโบยอง) และ ซอโดยอน (รับบทโดย อีดาฮี) ประสบเหตุการณ์เข้า และระหว่างที่เฮซองกำลังถ่ายภาพเพื่อเป็นหลักฐาน คนร้ายก็เห็นพวกเธอเข้า แม้จะวิ่งตามาไม่เจอ แต่คนร้ายก็ได้ขู่พวกเธอไว้ว่า หากพวกเธอ เอาเรื่องนี้ไปปบอกใคร เขาจะทำร้ายเธอ และทุกคนรอบตัวเธอ

ความจริงเฮซอง และโดยอน อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน เนื่องจากแม่ของเฮซองทำงานเป็นแม่บ้านของผู้พิพากษาชื่อดังผู้เป็นพ่อของโดยอน วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์พลุเข้าตาทำให้โดยอนได้รับบาดเจ็บ โดยอนและเพื่อนของเธอ โยนความผิดว่าเฮซองเป็นคนทำ แม้ว่าเฮซองจะยืนยันอย่างไร ผู้พิพากษาก็ยืนยันจะให้เธอกับแม่ย้ายออกจากบ้าน หากเธอไม่ยอมรับผิดและขอโทษ แต่เฮยองไม่ยอมขอโทษในสิ่งที่เธอไม่ได้ทำ สุดท้ายเธอกับแม่จึงต้องย้ายออกจากบ้านนั้น

ในวันพิจารณาคดีของคดีชนแล้วหนี เฮซอง ขึ้นให้การในศาลถึงสิ่งที่เธอเห็น และทำให้จุนกุกต้องรับโทษ เขาอาฆาตเธออย่างมาก และตั้งใจว่าหากได้ออกจากคุก เขาต้องกลับมาแก้แค้นเธออย่างแน่นอน แม้เฮซองจะรวบรวมความกล้ามาให้การเป็นพยาน แต่ความจริงเธอเองก็กลัวมาก ซูฮาได้ยินความคิดของเธอ ด้วยความท่เขาซาบซึ้งใจในสิ่งที่เธอช่วยเหลือเขา เขาจึงตั้งใจไว้ตั้งแต่วันนั้นว่าเขาจะคอยปกป้องเธอ

แม้เวลาจะผ่านไป โดยทั้งสองไม่ได้พบเจอกันอีก และซูฮาจะพยายามตามหาเฮซองแค่ไหน แต่ซูฮาก็ยังมุ่งมั่นที่จะปกป้องเธอตามท่ตั้งใจ จนวันหนึ่เขาพบข่าวทางหน้าหนัสือพิมพ์ว่า เฮซอง ได้ผ่านการคัดเลือกเป็นทนายแห่งรัฐ

ชีวิตของเฮซองที่เหมือนจะเข้าที่เข้าทาง หลัจากที่ต้องต่อสู้มาอย่างมาก กลับไม่สวยงามอย่างที่วาดไว้ เมื่อจุนกุก กำลังพ้นโทษ และออกจากคุก ซูฮาที่เป็นเพียงเด็กมัธยมจะสามารถปกป้องเธอได้อย่างที่ตั้งใจหรือไม่ ความแค้นของจุนกุก จะพรากอะไรไปจากเฮซองบ้าง เมื่อยึดมั่นในความดีและความจริง ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีจริงเหรอ…

เรตติ้งเฉลี่ย 19 – 22 % (เปิดตัวที่ 7.8% และทำเรตติ้งสูงสุดในตอนจบที่ 26.2)

คิมโซฮยอน รับบท จางเฮซอง ตอนเด็ก และ คิมเฮซุก รับบท แม่ของจางเฮซอง

I Hear Your Voice ถือเป็นซีรี่ส์ที่ทำทั้งเรตติ้ง ได้ทั้งราวัล สำหรับปี 2013 เพราะนอกจากจะทำให้พระ-นาง ต่างวัย โบยอง-จงซอก ซึ่งไม่ต้องพูดถึงในเรื่องความสามารถด้านการแสดง เพราะถือเป็นนางเอกแถวหน้า และพระเอกที่กำลังเป็นดาวรุ่งในขณะนั้น ได้รับความนิยม จนมีงานโฆษณาคู่ตามมา อีกทั้งยังกวาดรางวัลจากมากมายหลายเวที ทั้งในส่วนของอีโบยองในฐานะนักแสดงนำหญิง หรืออีจงซอก ที่นับว่าเรื่องนี้เป็นผลงานการเป็นพระเอกเต็มตัวครั้งแรก ซึ่งแม้จะยังรับบทนักเรียนมัธยมเหมือนในเรื่อง School 2013 ผลงานก่อนหน้านี้ แต่คราวนี้ก็ถือว่าเป็นซีรี่ส์ที่มีเลิฟไลน์พระนางชัดเจนเรื่องแรกของจงซอก ซึ่งแม้จะต้องมารับบทคู่รักต่างวัย แต่ก็มีเคมีเข้ากันกับนูน่าได้อย่างน่ารัก (หลายฉากเข้าขั้นจิกหมอนขาดเลยแหละ)

 

การดำเนินเรื่องของเรื่องนี้ ดำเนินเรื่องขนานไป 2 ส่วน คือเรื่องส่วนตัวของพระเอก-นางเอก หรือก็คือคดีที่นางเอกไปช่วยนางเอกไว้ตอนเด็ก อันเป็นที่มาของความผูกพันของทั้งคู่ โดยส่วนนี้ก็ได้ตัวร้าย ที่ร้ายแบบสุดๆ ร้ายในระดับที่เล่นอีกกี่เรื่องก็ยังไม่สามารถสลัดความร้ายที่แสดงไว้ในเรื่องนี้ออกได้ แถมยังเป็นตัวร้ายฆ่าไม่ตายตัวจจริง เพราะแม้จะผ่านเหตุการณ์อะไรมากมาย ก็ยังสามารถเลวได้อย่างต่อเนื่อง (อันนี้ชมนะ 555) และด้วยความตายยากตายเย็น และร้ายได้แบบสุดๆ เลยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรื่องเข้มข้น เพราะตัวร้ายกัดนางเอกแบบไม่ปล่อย เรียกว่า ชีวิตหาความสงบแทบไม่ได้ แถมในจุดนี้ก็ทำให้เราได้เห็นถึงความตั้งใจที่จะปกป้องนางเอกของพระเอก (ซึ่งมันซาบซึ้งมากๆ)

จองอุงอิน รับบท มินจุนกุก
นอกจากเส้นเรื่องของพระ-นาง ก็ยังมีส่วนของคดีความต่างๆ ตามลักษณะทั่วไปของซีรี่ส์แนวกฎหมาย โดยเรื่องนี้ นางเอก(และพระรอง) มีตำแหน่งเป็นทนายรัฐ (ทนายที่รัฐแต่งตั้งให้เพื่อประชาชนที่ไม่มีเงินจ้างทนายตนเอง ในการต่อสู้คดีในศาล) คดีส่วนใหญ่จึงเป็นคดีที่เกี่ยวกับประชาชนคนธรรมดาตาดำ ไม่ใช่เรื่องธุรกิจ/การเมือง/การเงิน อะไรที่เข้าใจได้ยาก เรียกว่าแม้จะไม่ได้สนใจเรื่องกฎหมายมาก ก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก

เพลงประกอบ
*** เรื่องนี้มีเพลงประกอบเพราะๆหลายเพลงเลย หลายเพลงยังเปิดฟังจนทุกวันนี้เลย ***

อกเลยว่าเรื่องนี้ครบรสมากๆ ลุ้น ซาบซึ้ง ตลกเฮฮา โรแมนติก ฟิน เป็นซีรี่ส์อีกเรื่องที่แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่เชื่อว่าก็ยังประทับใจหลายๆคน และอาจๆอยากหยิบมาดูซ้ำๆ ส่วนใครที่ยังไม่เคยดู ต้องบอกว่า สายซีรี่ส์เกาหลีตัวจริงห้ามพลาด!!!

ขณะกำลังดู…

ให้ 3 คำ … ฟิน – ฟิน – และ ฟิน …โคตรฟินอ่ะ

นานพอสมควรที่เดียว ที่ไม่ได้ดูซีรีส์ออนไลน์ ด้วยอารมณ์ฟินสุดๆ แบบนี้ มีอารมณ์ร่วมไปกับซีรีส์มากๆ ซีรีส์ไม่ได้หนักเกินไป แต่ว่าเรียงร้อยเหตุการณ์ได้ดี มีการตัดต่อ และการดำเนินเรื่อง ที่ทำให้รู้สึกสนุก เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวเศร้า เดี๋ยวโรแมนติก เดี๋ยวกลับมาเข้มข้นที่ปมการฆาตกรรมอีกแล้ว ได้เห็นการทำงานของทนายและเรื่องว่าความอีกด้วย …(จริงหรือไม่จริง ข้อมูลในเรื่องเป๊ะหรือไม่ ไม่รู้อ่ะค่ะ 555+ แต่ดูแล้วก็เชื่อนะ)

ดารา … ขอบอกว่า เป็นการแคสติ้งที่เหมือนไม่น่าสนใจ แต่กลับกลายเป็นคู่ที่น่ารักและเคมีท่วมท้นมากๆ ก่อนดู เรามองว่า ลีโบยอง เป็นนางเอกเกรดรอง คือก็ดังอยู่นะ แต่ไม่ใช่ตัวแม่ในบรรดานางเอกเกาหลี และเคยเห็นแต่เธอในบทบาทที่ไม่ค่อยจัดจ้าน พอมาเห็นเธอในมาดใหม่ ทนายจอมเฮี้ยบ ร้าย ปากเสีย ปากเก่ง แต่โก๊ะกัง มันก็ดูแปลกไป และเพิ่งรู้ ว่าลีโบยอง เหมาะกับบทแบบนี้ เธอน่ารักม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก … ไม่เคยรู้สึกว่าเธอมีเสน่ห์มากแบบนี้มาก่อน เรื่องนี้ สวย น่ารัก เล่นเป็นสาว แก่ (กว่าพระเอก) ได้น่ารัก น่าเอ็นดูสุดๆ …น่าเอ็นดู ผสมกับน่าหมั่นไส้เบาๆ 55+

ส่วนพระเอก ลีจงซอก หลายคนสงสัย ว่าเขาใช่พระเอกหรือไม่ หรือเป็นเพียงตัวเอกเท่านั้น ก่อนดู ก็สงสัยเหมือนกัน เพราะด้วยชื่อเสียง ถือว่าเป็นดาวรุ่ง เป็นดาราหน้าใหม่ก็จริง แต่ก็ไม่ได้มีออร่าอะไรมาก ไม่คิดว่าเขา จะถูกแคสมาเป็นพระเอกด้วยซ้ำ

แต่พอดูไป 2 ตอน …แม้คนอื่นจะสงสัย ว่าใครเป็นพระเอกกันแน่ ระหว่าง เด็กนักเรียนม.ปลาย กับคุณทนายความหนุ่ม?

แต่เราไม่สงสัยเลย ดูยังไงๆ บท นักเรียนม.ปลายคนนั้นก็พระเอก บทเทมาที่ ปาร์คซูฮาคนเดียวเลย แถมลีจงซอก เล่นได้น่ารักสุดๆ จนเรามองข้ามรูปลักษณ์ (ที่ผอมเพรียว และดูสำอางค์สุดๆ) ของเขา ไปเลย ลีจงซอก ในบทปาร์คซูฮา ถือว่าพีคมาก เท่าที่เคยดูซีรีส์ของเขามา เล่นได้น่าน่าชัง และบทจะมีอารมณ์ร้ายๆ เคียดแค้น บทจะบู๊ บทดราม่าเรียกน้ำตา เขาก็ทำได้ดีเช่นกัน

เรียกว่า I Hear Your Voice คือ ม้ามืดสุดๆ ในบรรดาซีรีส์ ในช่วงนั้น (สำหรับเรานะ) ด้วยการแสดงที่ดี เคมีที่เข้ากันสุดๆ ของดารานำ และบทละครที่เข้มข้น ตรึงหัวใจ ก็พาให้ซีรีส์ได้เรตติ้งสูง และสูงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกตอนที่ออนแอร์ และลีจงซอกฮ๊อตเพียงชั่วข้ามคืน เรียกว่า เกิดสุดๆ ทั้งหนัง ทั้งโฆษณาเข้าตรึม เรียกว่า ปีนี้เป็นปีทองของเขา ก็ยังได้

ข้อคิดที่ได้

การมองในมุมของผู้อื่น

ชายชราหูไม่ค่อยได้ยินคนหนึ่งถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์โดยการขโมยหนังสือพิมพ์ที่แจกฟรี 300 ฉบับ (ซึ่งเป็นความผิดฐานลักทรัพย์) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ศาลได้ตัดสินว่าการขโมยของของชายแก่คนนี้เป็นการกระทำเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นเขาจึงได้รับการผ่อนผันในโทษสถานเบาอย่างการรอลงอาญาแทนการจำคุก แต่ชายชราก็ยังคงกลับไปขโมยของอีก เลยถูกจับ แต่ทนายชาที่ว่าความให้เขาเห็นต่างว่าสถานการณ์ของชายแก่ที่เคยประสบอุบัติเหตุจนทำให้ต้องเสียบ้าน และบาดเจ็บที่ขา ทำให้ชายแก่ต้องเสียงานไป และเขาต้องขโมยหนังสือพิมพ์ที่แจกฟรีตามรถไฟฟ้า ทุกคนอาจคิดว่าให้เขาไปหาอย่างอื่นทำสิ แต่ถ้ามันเป็นสิ่งเดียวที่เขาสามารถหาได้ตามท้องถนนและเป็นสิ่งที่ทำให้เขาอยู่รอดต่อไปล่ะ การปรับตัวให้ต้องอยู่รอดในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงแบบนี้ ถ้าหากว่าโลกนี้มันหมุนเร็วเกินไปสำหรับเขาล่ะ อยากให้ทุกคนลองคิดว่าคุณตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเขาดู ลองมองโลกจากมุมของเขาดู

ดูหนังออนไลน์