รีวิว Midsommar เทศกาลสยอง เนื้อหาเชิงจิตวิทยาของการสูญเสีย

Midsommar

Midsommar เทศกาลสยอง ผลงานภาพยนตร์เรื่องที่สองจากผู้กำกับและเขียนบทที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากหนัง Hereditary กรรมพันธุ์นรก ว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มนักศึกษาที่เดินทางไปท่องเที่ยวพร้อมทั้งทำวิทยานิพนธ์พิธีกรรมโบราณในหมู่บ้านชนบทอันห่างไกลของประเทศสวีเดน ที่มีปรากฎการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน (อ่านรายละเอียดท้ายรีวิว) ซึ่งทำให้นักศึกษากลุ่มนี้ได้ไปพบเรื่องสยองแบบไม่คาดคิด

เชื่อว่าหลายคนที่สนใจหนังเรื่องนี้คงเพราะจากชื่อเสียงในหนังเรื่องก่อน รวมถึงหลายเสียงรีวิวร่ำลือว่าเป็นหนังสยองขวัญลึกลับแนวใหม่ ซึ่งในรีวิวนี้จะเป็นการมองแบบนักดูหนังธรรมดา มากกว่าจะลงลึกอะไรถึงรายละเอียดในเรื่อง

ดังนั้นจะมีการสปอยล์เรื่องคร่าวๆ ไปพร้อมกันเพื่อให้เห็นภาพว่าหนังเรื่องนี้จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร (โดยส่วนตัวไม่คิดว่าเรื่องนี้หักมุมหรืออะไร หนังราบเรียบมากกว่าที่คิด)

หนังเริ่มต้นด้วยเนื้อหาเชิงจิตวิทยาของการสูญเสียครอบครัวของนางเอก ซึ่งถูกผูกโยงเข้ากับการได้มาเห็นพิธีกรรมกลางฤดูร้อนอันแสนประหลาดในหมู่บ้านชนบท ที่ภายนอกดูเรียบง่ายไม่มีพิษมีภัย ซึ่งหนังเรื่องนี้ตั้งใจใช้ฉากของเรื่องราวในดินแดนที่พระอาทิตย์สว่างยาวนาน เพื่อลบล้างภาพลักษณ์หนังสยองขวัญที่มักต้องเดินเรื่องโดยอาศัยความมืดเป็นปัจจัยหลักทำให้หนังน่ากลัว

ซึ่งถามว่าได้ผลไหม ส่วนตัวไม่รู้สึกว่าหนังน่ากลัว แต่แค่มีฉากแหวะบางช่วง ซึ่งถ้าใครได้ดูเทรลเลอร์ก็เห็นกันมาก่อนแล้ว ในหนังก็มีแช่ภาพเพิ่มอีกนิดหน่อยเท่านั้น ซึ่งประเด็นความสยองกลางวันแสกๆ ที่นำมาเป็นจุดขายนั้น ก็เหมือนกึ่งๆ หลอกให้คนเข้าใจผิดว่าอาจจะเป็นหนังแบบเรื่องก่อน Hereditary ที่กึ่งๆ ผีและก็ไปทางปีศาจตลอดเรื่อง แต่สำหรับเรื่องนี้ไม่ใช่ และก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับผลงานเรื่องก่อนนี้เลย (แม้จะเกี่ยวกับพิธีกรรมเหมือนกัน)

Midsommar เป็นหนังที่เน้นงานศิลป์ มีนัยยะ สัญลักษณ์แฝงในทุกองค์ประกอบ เรียกว่าเป็นหนังที่ขายฉากงานศิลป์ในเรื่องมากกว่าอื่นใดทั้งหมด เพราะตัวบทหนังเอาจริงๆ เรียบง่ายมาก แทบไม่ได้มีอะไรหักมุม เซอร์ไพรซ์ใดๆ ทั้งสิ้น (ยกเว้นคุณจะคิดไปเองว่ามันมีอะไร) ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าหนังทำตรงนี้ออกมาได้ดีจริงๆ

ถึงขั้นเชื่อได้ว่ามีพิธีกรรมโบราณแบบนี้อยู่ในโลกปัจจุบันเลยก็ว่าได้ ซึ่งก็จะเกี่ยวข้องกับการบูชายัญให้แก่ดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างอย่างยาวนานในดินแดนแถบนี้นั่นเอง แม้ตัวหนังจะราบเรียบเรื่อยๆ ไปจนจบ (มีพีคบางช่วงนิดหน่อย) แต่งานศิลป์ที่โดดเด่นในเรื่องนี้แหละที่เป็นตัวพาให้คนดูติดตามเหมือนเป็นนักท่องเที่ยวตามตัวละครในเรื่องไปพร้อมกัน ซึ่งเอาอยู่ น่าติดตามดูฉากและพิธีกรรมต่างๆ ที่ค่อยๆ เปิดเผยออกมาในแบบหลุดโลก แต่ถ้ามองในมุมความจริงก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไรที่จะมีพิธีกรรมโบราณทำเรื่องราวอะไรแบบนี้

แต่แค่เรื่องต้องเปิดใจยอมรับความแตกต่างของวัฒนธรรมเท่านั้น แถมยังมีแบ็คกราวด์รองรับความเชื่อเหล่านี้ใส่ไว้ในหนังได้อย่างน่าเชื่อถือทุกเรื่องราวว่ามีความเป็นมายังไง ดังนั้นนี่ไม่ใช่ความสยองขวัญตามที่หน้าหนังพยายามขายนัก แต่เป็นหนังที่แสดงความแตกต่างของวัฒนธรรมในโลกต่างหาก

นอกจากส่วนงานศิลป์ที่โดดเด่นเกินหน้าทุกอย่างมากแล้ว อีกส่วนองค์ประกอบหนึ่งของหนังที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ มุมกล้องที่ถ่ายออกมาได้อย่างสอดคล้องไปกับงานศิลป์ได้อย่างน่าทึ่ง นี่เป็นหนังที่ใช้มุมกล้องเล่าอารมณ์ของเรื่องได้เป็นอย่างดี หลายๆ ซีนไม่ต้องมีบทพูดใดๆ มุมกล้องก็แทบจะบรรยายให้เรารับรู้ได้เองทั้งหมด

นี่เป็นหนังที่หลายๆ ฉากในหนังสามารถตีความได้หลากหลายลึกซึ้งกว่าที่เห็นมาก เรียกว่าแล้วแต่ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ชมเองเลยที่จะคิดว่าเรื่องนี้เป็นอย่างที่เห็นหรือไม่ ซึ่งหลายเรื่องก็ไม่ได้มีทั้งผิดหรือถูกชี้ชัดอะไรออกมาตรงๆ แต่หนังก็คือหนัง สุดท้ายในเรื่องราวตอนจบก็ยังต้องผูกให้มีตัวดีตัวร้าย

ซึ่งพอเฉลยออกมาไม่ผิดคาดทำให้หนังทั้งเรื่องดูธรรมดาไปทันที ผิดกับเรื่องก่อนที่ยังมีความหักมุมอยู่บ้าง ซึ่งหนังก็พยายามใบ้ให้เห็นมาตลอดทางว่าจะเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ส่วนตัวก็รู้สึกผิดหวังที่หนังง่ายไปหน่อยกับการปูเรื่องราวให้ดูมีปมมาตลอด

 

บาคาร่า  

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *