Love Alarm รีวิว เลิฟอลาม แอปเลิฟเตือนรัก ภาค 1 จากเว็ปตูนชื่อดัง

Love Alarm รีวิว เลิฟอลาม แอปเลิฟเตือนรัก ภาค 1 จากเว็ปตูนชื่อดัง

Love Alarm รีวิว เลิฟอลาม แอปเลิฟเตือนรัก ซีรีส์เกาหลี ที่เป็น ออริจินอล Netflix เรื่องแรก ดัดแปลงจากเว็ปตูนชื่อดัง แนวดราม่าโรมานซ เมื่อมีแอปที่ใช้วัด ความรู้สึกรัก ของผู้คน จะเกิดอะไรขึ้น

ซีรีส์มีโปรดักชั่น งานภาพ และนักแสดง โดดเด่น นางเอกสวยมาก ทำให้ สะดุดตา ตลอดเวลา การแสดงยอดเยี่ยม แต่เนื้อหาอาจจะเป็นสูตรสำเร็จเกินไปหน่อย แถมเรื่องเน้นดราม่าจนแทบไม่มีอารมณ์ขันเลย คงต้องรอดูว่าซีซัน 2 จะขยายเรื่องราวต่อให้น่าสนใจขึ้นได้ไหม

รีวิว Love Alarm Netflix แอปเลิฟเตือนรัก เมื่อเรื่อง ความรัก อาจใช้ เทคโนโลยี ไม่ได้ 1Love Alarm เรื่องย่อ
ในโลกอนาคตอันใกล้ มีการพัฒนา แอปพลิเคชัน ที่เรียกว่า เลิฟอลาม ซึ่งเป็นแอปที่ สามารถเชื่อมโยง ความรู้สึก ของผู้ใช้งานกับแอปที่โหลดลงในเครื่องมือถือ แล้วจะสามารถแจ้งได้ว่า ภายในระยะ รัศมี 10 เมตร เมื่อเราเดินไป มีใครที่กำลังมีใจให้เราหรือชอบเราอยู่บ้าง

สำหรับเรื่องราว จะเป็น การเล่าผ่านชีวิตของ คิมโจโจ เด็กสาวสวย ใจแกร่ง ชีวิตของเธอพบ ความยากลำบาก มากหลังจาก พ่อแม่ เสียชีวิตไปหลายปี เธอจึงถูกส่งมาอยู่กับป้าของเธอและ ลูกพี่ลูกน้อง แล้วต้องทำงานเพื่อใช้หนี้มหาศาล ที่พ่อแม่ ทิ้งไว้ รวมถึงตั้งเป้า จะเรียนให้จบ

แต่แล้วเธอก็ได้โคจรมาพบกับ ฮวังซอนโอ ชายหนุ่ม สุดฮอต รูปหล่อ บ้านรวย ที่มีชื่อเสียงจากการเป็นนายแบบ เป็นที่สนใจของสาวทุกคนในโรงเรียน แต่แล้วเขากลับสนใจ คิมโจโจ เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมี ชายหนุ่ม อีกคนคือ อีฮเยยอง เพื่อนรักตั้งแต่สมัยเด็กของซอนโอ ที่มีหน้าตาดีและจิตใจอบอุ่น เขาแอบสนใจโจมานาน ในขณะเดียวกัน ซอนโอก็รู้ว่าฮเยยองแอบชอบโจโจ ทำให้เขา สนใจเธอ ไปด้วย กลายเป็นเรื่องราว สักสามเส้าปนความหวาน และเรื่องราวดราม่าชีวิตของโจโจ ที่ยากจะหาคนมาเข้าใจเธอได้ ซึ่งเธอก็ต้องเลือกว่าจะจัดการชีวิตส่วนตัวและชีวิตรักให้ผ่านพ้นอุปสรรคได้ยังไง

ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้ ดำเนินไปโดยมีแอปเลิฟอลามเป็นส่วนประกอบสำคัญที่เหล่าตัวละครวนเวียนใช้งานกันอยู่ พร้อมกับการตั้งคำถามที่ว่า ที่จริงแล้วการใช้แอปนี้มันแสดงความจริงของ หัวใจ ของผู้คนได้จริงหรือไม่ หรือคนเราตกหลุม กับ ดักของ แอปนี้ มากเกินไป หรือว่าจริงๆแล้วเจ้าแอปนี้แหละคือสิ่งที่ซื่อสัตย์และแสดงให้เราเห็นหัวใจจริงของเราเองมากที่สุด

รีวิว Love Alarm Netflix แอปเลิฟเตือนรัก เมื่อเรื่อง ความรัก อาจใช้เทคโนโลยีไม่ได้ 2Love Alarm ตัวละคร
นางเอกของเรื่อง คิมโจโจ (แสดงโดย คิมโซฮยอน) สาวน้อยที่ชีวิตเผชิญมรสุมตั้งแต่เด็ก มีปมเรื่องครอบครัวต้องเสียชีวิต หลังจากนั้นทำให้เธอต้องมาอาศัยอยู่กับป้าและลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ค่อยอบเธอมากนัก นอกจากต้องเรียนไปด้ยแล้ว เธอยังต้องทำงานพิเศษที่ร้านเพื่อใช้หนีมหาศาลจนกกว่าจะเรียนจบ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกเก็บกดมากที่ไม่สามารถใช้ชีวิตของตนเองได้

คิมโจโจมีปัญหาส่วนตัวค่อนข้างมาก (นางเอกละครโศกดราม่าเต็มตัวเลย) เธอจึงพยายามหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆที่ไม่จำเป็น และไม่อยากสร้างสัมพันธ์ลึกซึ้งกับใครมากนัก ช่วงแรก เธอยังเป็นคนที่ไม่ติดตั้ง แอปเลิฟอลามด้วย แต่หลังจากได้จูบกับ ซอนโอ เธอก็พบความหัวใจของเธอเริ่มเปลี่ยนแปลงไป

ซอนโอ (แสดงโดย ซองคัง) ตัวเอกของเรื่อง นายแบบหนุ่มสุดฮอต มีฐานะร่ำรวย เขาเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ และพบว่า เพื่อนรัก ของเขาคือ อีฮเยยอง มีผู้หญิงที่แอบชอบอยู่ นั่นคือ คิมโจโจ เขาจึงลองไปเข้าหาเธอดู แล้วก็กลายเป็นว่าเขาได้จูบกับเธอ พร้อมกับขอคบหาเธอด้วย

ซอนโอเข้าหาโจโจตอนแรก โดยไม่ได้มีเป้าหมายเรื่องรักใคร่ แต่ทำไปทำมาเขาก็เริ่มสนใจเธอมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อติดตั้งแอปเลิฟอลามแล้ว เขาก็ได้พบว่ามันทำงานเมื่อเธอเข้ามาอยู่ใน ระยะทำการ ของแอป หลังจากนั้นเขาก็เริ่มอยากจะหาทางช่วยเหลือเธอปัญหาของเธอ แต่ก็พบว่าหลายอย่างเป็นสิ่งที่เกินกำลังของเขา แม้ว่าเขาจะมีฐานะร่ำรวยก็ตาม

อีฮเยยอง (แสดงโดย จุงคารัม) ตัวเอกอีกคนของเรื่อง (พระรองนั่นแหละ) เป็นเพื่อนรักตั้งแต่สมัยเด็กของซอนโอ เป็นคนจิตใจดี เขาแอบสน ใจโจ อยู่ แต่ก็กลายเป็นว่า ซอนโอ กลับเข้าหาเธอมากกว่าเขา ภายหลังจึงเกิดเป็นเรื่องราวรักสามเส้าระหว่างพวกเขา แต่ถึงอย่างนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนรักของเขาและซอนโอก็ยังลึกซึ้งมาก

ในตอนท้าย อีฮเยยอง ก็ได้มาสารภาพรักต่อโจโจและต้องการทดสอบโดยใช้เลิฟอลามอีกครั้ง

ในขณะเดียวกัน ซอนโอก็รู้ว่าฮเยยองแอบชอบโจโจ ทำให้เขาสนใจเธอไปด้วย กลายเป็นเรื่องราวสักสามเส้าปนความหวาน และเรื่องราวดราม่าชีวิตของโจโจ ที่ยากจะหาคนมาเข้าใจเธอได้ ซึ่งเธอก็ต้องเลือกว่าจะจัดการชีวิตส่วนตัวและชีวิตรักให้ผ่านพ้นอุปสรรคได้ยังไง

รีวิว Love Alarm Netflix แอปเลิฟเตือนรัก เมื่อเรื่องความรักอาจใช้ เทคโนโลยี ไม่ได้ 3Love Alarm รีวิว
เรื่องนี้ดัดแปลงจาก Webtoon ชื่อดัง แต่ในตัวซีรีส์ มีความเป็นการ์ตูนไม่มากนัก เรียกว่าเป็นแนวดราม่าโรมานซ์เต็มขั้น

ซึ่งถ้าใครคาดหวังจะได้ดูแนวหวานๆ เฮฮา เลิฟคอเมดี้ ขอบอกเลยว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แนวนั้นครับ เพราะถึงแม้ว่าเนื้อหาจะมีความกึ่งแฟนตาซี ในด้านการใช้แอปเลิฟอลามที่ออกจะโอเวอร์ไปบ้าง แต่ในด้านเนื้อหาและอารมณ์ของเรื่องเป็นแนวดราม่า ผสมกับชีวิตสุดรันทดของนางเอกที่ดูเหมือนว่าเรื่องจะจงใจประเคนความดราม่าเข้ามาให้นางเอกตลอดเวลาจากทั้ง 8 ตอน

ในด้านการแสดง ถือว่าต้องยกความดีความชอบให้กับนางเอกของเรื่องคือ คิมโซฮยอน ที่แสดงได้ดีมากๆ โดยเฉพาะการแสดงอารมณ์ออกมาทางใบหน้าสวยๆของเธอที่ทำให้คนดูเอาใจช่วยว่าเมื่อไหร่ชีวิตของเธอจะมีความสุขลันลั้นกับเขาได้บ้าง แถมบรรดาผู้ชายที่เข้ามาหลงชอบเธอทั้งเรื่อง ก็ดูเหมือนจะทำให้เธอมีความสุขแค่ชั่วคราว เพราะเรื่องมันกลับกลายเป็นว่าการที่มีผู้ชายมาชอบเธอ กลับทำให้เธอเป็นเป้าของการโดนกลั่นแกล้งหรือเรื่องซุบซิบนินทาต่างๆ ไปซะงั้น เรียกว่าบทของนางเอกคิมโจโจในเรื่องนี้เข้าตามสูตรละครดราม่ารันทดสมัยก่อนเลย

ส่วนการแสดงของตัวละครอื่นๆ ในเรื่องก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง รวมถึงการแสดงของสองตัวเอกชาย ที่ดูแล้วรู้สึกได้ถึงเคมีแปลกๆ ที่มากกว่าแค่การเป็นเพื่อนรัก แต่เป็นดั่งพี่น้องไปจนถึงคนดูอาจจะจิ้นคู่นี้เลยก็ยังได้

รีวิว Love Alarm Netflix แอปเลิฟเตือนรัก เมื่อเรื่องความรักอาจใช้เทคโนโลยีไม่ได้ 4สำหรับในส่วนของแอปเลิฟอลาม อาจจะถือว่าเป็นทั้งการจิกกัดเสียดสีสังคม ที่คนเราดูเหมือนจะเริ่มเชื่อถือในเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นกลายเป็นความหมกมุ่น แบบที่บรรดาตัวละครในเรื่องเป็นกันอยู่ นอกจากนี้เรื่องยังมีการตั้งคำถามอยู่ว่า แล้วเราเชื่อถือแอปได้มากน้อยแค่ไหน จะดีหรือที่ให้มันมาตัดสินหัวใจและความคิดของเราในการกระทำต่างๆ

แต่ที่สำคัญคือเมื่อเรื่องเดินหน้าไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าแอปตัวนี้ดูจะมีความซื่อตรงมากยิ่งกว่าการแสดงออกของตัวละครเสียอย่างนั้น ซึ่งก็อาจจะสื่อได้ในแง่ว่า สุดท้ายแล้ว มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาก็จริง แต่มันก็เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น จะใช้งานมันยังไง หรือจะตัดสินใจลงมือทำยังไงก็ขึ้นอยู่กับมนุษย์อยู่ดี

ส่วนข้อด้อยของซีรีส์ก็มีพอสมควรครับ ที่หนักที่สุดคือ “การเดินเรื่องแทบจะไม่มีอารมณ์ขันเลย” คือในภาพรวมแล้วจังหวะการเล่าเรื่องเต็มไปด้วยดราม่าที่ชวนหน่วงอารมณ์คนดูตลอดเวลา แม้ว่าจะมีฉากที่ชวนอมยิ้มให้กับตัวนางเอกได้บ้าง แต่เราดูแล้วก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า เดี๋ยวต้องมีอะไรดราม่าออกมาอีก แล้วเรื่องก็เป็นแบบนี้ไปจนจบเรื่อง

ข้อด้อยอีกจุดคือ มันมีความจงใจยัดเยียดดราม่าของนางเอก ที่ดูเหมือนว่าจะเจอกับ ดราม่าชีวิต แทบจะทุกนาทีและในทุกตอน จนบางทีดูแล้วก็เหนื่อยแทน คือกว่านางเอกพอจะหลุดจากดราม่าชีวิตออกมาได้ ก็ต้องเป็นตอนสุดท้ายของซีซัน ที่เรียนจบแล้วนั่นแหละ แต่พอดูไปถึงสุดท้ายแล้วในตอนจบก็ยังไม่วายโยนดราม่าเข้ามาให้นางเอกซะอีก

รีวิว Love Alarm Netflix แอปเลิฟเตือนรัก เมื่อเรื่องความรักอาจใช้เทคโนโลยีไม่ได้ 5ยังมีจุดที่ให้ลุ้นของซีรีส์เรื่องนี้ก็คือ “สุดท้ายแล้วนางเอกจะเลือกใคร” ระหว่างพระเอกแนวคุณชายเย็นชาแต่ก็รักนางเอก กับพระรองผู้อบอุ่นที่ไม่กล้าแสดงตัวมากนัก ตามสูตรสำเร็จเกาหลีที่โคตรจะเกาหลีเอามากๆ เป็นทั้งข้อดีและข้อด้อยไปในตัวด้วย

สำหรับ ตอนจบในซีซันแรก เลือกทำออกมามาในสไตล์ Clifhanger คือจบแบบเป็นการทิ้งระเบิดลูกใหญ่เพื่อไปต่อในซีซัน 2 ซึ่งก็มีการประกาศจะฉายต่อในปี 2020 นี้เอง

เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งซีรีส์เกาหลีที่เนื้อหาและองค์ประกอบต่างๆค่อนข้างตามสูตรสำเร็จเอามากๆ แต่ก็เป็นงานคุณภาพที่น่าดู สามารถรับชมซีซันแรกทั้ง 8 ตอนได้ใน Netflix มีพากย์ไทย ซึ่งพากย์เรื่องนี้ได้ดีซะด้วย

 

สรุป

เรื่องราวที่เรามีแอปพลิเคชั่นที่สามารถใช้แจ้งเตือนได้ว่าภายใน 10 เมตร มีใครชอบเราบ้าง ก็เลยทำให้เกิดเป็นเรื่องราวรักสามเส้าสุดดราม่า ซีรีส์ตั้งคำถามได้ดีว่าระหว่างความรู้สึกของตนเองกับเทคโนโลยี เราจะเชื่ออะไรดี

เรตติ้งเฉลี่ยจากผู้อ่าน 5 (1 vote)

คะแนนความคิดเห็น 0 (0 reviews)

จุดเด่น

โปรดักชั่นดูดี นักแสดงสมบทบาท
ดาราสาวคิมโซฮยอน แสดงดีมาก แววตาแฝงอารมณ์ตลอดเวลา
งานภาพสวยมาก โดยเฉพาะเวลาใช้แอปเลิฟอลาม ซึ่งในอนาคตอาจจะมีแอปตัวนี้จริงๆก็ได้
พากย์ไทยทำได้ดี
จุดด้อย

เนื้อหาจงใจยัดเยียดดราม่าให้นางเอกตลอดเวลา ดูแล้วเหนื่อยแทน
เรื่องแทบไม่มีอารมณ์ขันเลย ใครคาดหวังเลิฟคอเมดี้ ไม่แนะนำครับ
เป็นซีรีส์เกาหลีรักน้ำเน่าตามสูตรเอามากๆ ถ้าคนไม่ชอบเกาหลีแนวนี้อาจจะทนดูไม่ไหว
เส้นเรื่องหลักไม่มีมาก คงต้องรอดูว่าซีซัน 2 จะขยายเนื้อหาต่อได้ไหม

 

 

ดูหนังออนไลน์ 

แนะนำซีรีส์ 10 อันดับ ซีรีส์ทุนสร้าง แพงที่สุด พร้อมฉากอลัง ตลอดกาล

แนะนำซีรีส์ 10 อันดับซีรีส์ทุนสร้าง แพงที่สุด พร้อมฉากอลัง ตลอดกาล

แนะนำซีรีส์ 10 อันดับ ซีรีส์ทุนสร้าง แพงที่สุด ในเวลาที่หลายคนต้องกักตัวและ Work from Home อยู่บ้านในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบนี้ ก็อาจถือเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับเก็บตกซีรีส์หลายเรื่องที่ถ้าไม่ว่างหรือไม่มีโอกาสอยู่บ้านนาน ๆ ก็อาจไม่ได้หยิบขึ้นมาดูเลย สำหรับ ซีรีส์ฟากฝั่งตะวันตกอย่าง ฮอลลีวูด ก็มีให้เลือกดูหลายยุค รวมแล้วนับพันเรื่อง และหลายเรื่องก็ใช้ทุนสร้าง นักแสดง และทีมงานระดับเดียวกันกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ แตกต่างก็แค่ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์แต่ฉายให้ชมฟรี ๆ ทางโทรทัศน์ หรือสตรีมมิงให้ดูผ่านบริการออนไลน์ในยุคหลัง ที่การขับเคี่ยวของซีรีส์ของ Netflix, HBO และ Disney+ ก็เป็นไปอย่างเข้มข้น วันนี้ What the Fact ขอนำเสนอ 10 อันดับซีรีส์ทางโทรทัศน์ (เฉพาะฝั่งฮอลลีวูด) ที่ใช้ทุนสร้างมากที่สุดนับจนถึงปัจจุบัน

อันดับ 10 Friends
Friends (1994-2004)

จำนวนทุนสร้างต่อตอน: 10 ล้านเหรียญฯ
จำนวนซีซันที่ฉาย: 10 ซีซัน (1994-2004)
ผู้จัด/ผู้สร้าง: David Crane (Producer-Episodes), Marta Kauffman (Producer-Grace and Frankie)
ช่องโทรทัศน์ที่ออกอากาศ/สตรีมมิง: NBC
นักแสดง: Jennifer Aniston, Courteney Cox, Lisa Kudrow, Matt LeBlanc, Matthew Perry, David Schwimmer

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ: “เรเชล กรีน” หนีจากงานสมรสและตามหาเพื่อนสมัยเรียน “มอนิกา เกลเลอร์” แม่ครัวที่เมืองนิวยอร์ก พวกเขากลายเป็นเพื่อนร่วมห้องกัน และเรเชลได้เป็นคนโสดในหมู่เพื่อนวัย 25 ได้แก่ “โจอี ทริบเบียนี” นักแสดงตกอับ “แชนด์เลอร์ บิง” นักธุรกิจ “ฟีบี บุฟเฟย์” หมอนวดและนักดนตรี และ “รอสส์ เกลเกอร์” พ่อหม้ายนักบรรพชีวินวิทยาและเป็นพี่ชายของมอนิกา เรเชลทำงานเป็นบริกรหญิงที่ร้านกาแฟเซนทรัลเพิร์กในย่านแมนฮัตตันเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ โดยแต่ละตอนจะเล่าเกี่ยวกับการผจญภัยและปัญหาการงานแบบตลก ๆ ของแต่ละคน เช่น โจอีเข้ารับการคัดเลือกนักแสดง และเรเชลมองหางานเกี่ยวกับแฟชัน ตัวละครหกคนคบหาและมีความสัมพันธ์สลับกันไปมาตลอดทั้งเรื่อง

อันดับ 9 Westworld

Westworld (2016-2020)
จำนวนทุนสร้างต่อตอน: 10 ล้านเหรียญฯ
จำนวนซีซันที่ฉาย: 3 ซีซัน (2016-2020) (ซีซัน 4 ประกาศสร้างต่อแล้ว)
ผู้จัด/ผู้สร้าง: Lisa Joy & Jonathan Nolan (Writer-The Dark Knight, Interstellar, Memento)
ช่องโทรทัศน์ที่ออกอากาศ/สตรีมมิง: HBO
นักแสดง: Evan Rachel Wood, Aaron Paul, Anthony Hopkins, Thandie Newton, Jeffrey Wright, Ed Harris, Tessa Thompson

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ: ยุคอนาคตที่มนุษย์สามารถให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ ที่ทั้งเสมือนและเหนือกว่าตัวเองที่เรียกว่า “โฮสต์” เพื่อแสดงว่ามนุษย์ที่ไม่ว่าจะถูกสร้างโดยพระเจ้าหรือธรรมชาติก็ตาม ก็สามารถเป็นผู้สร้างหรือเป็นพระเจ้าได้เช่นกัน ซีรีส์ก็นำเสนอแง่มุมของอำนาจที่มนุษยชาติต่างกระหายและเย่อหยิ่งที่จะทำอะไรเกินตัว ต้องการกำหนดวิวัฒนาการด้วยตนเองจนอาจนำไปสู่จุดสิ้นสุดเสียเอง ในซีซันที่ 2 โฮสต์นั่นมีบทบาทที่เริ่มจะมีความนึกคิดเป็นของตัวเอง และกล้าท้าทายผู้สร้างแม้รู้ว่าอาจจะต้องเสียสละชีวิต แต่ก็ยังคงท้าทายและมุ่งหน้าต่อไปมาจนถึงซีซันปัจจุบัน

อันดับ 8 The Witcher

The Witcher (2019)
จำนวนทุนสร้างต่อตอน: 10 ล้านเหรียญฯ
จำนวนซีซันที่ฉาย: 1 ซีซัน (2019) (ซีซัน 2 ประกาศสร้างแล้ว)
ผู้จัด/ผู้สร้าง: Lauren Schmidt (Producer-The Umbrella Academy, The Defenders, Daredevil)
ช่องโทรทัศน์ที่ออกอากาศ/สตรีมมิง: Netflix
นักแสดง: Henry Cavill, Freya Allan, Anya Chalotra, Mimi Ndiweni, Mecia Simson

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ: เกี่ยวกับดินแดนในอดีต เมื่อพวกเอลฟ์ทำสงครามกับคนแคระและแยกกันตั้งถิ่นฐาน จนเมื่อเหล่ามนุษย์เข้าทำสงครามและเอาชนะทั้งสองเผ่าพันธุ์ ต่อมามิติพิเศษเกิดเปิดออก ทำให้เหล่าสัตว์ประหลาด ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หมาป่า แวมไพร์ นางไม้ปรากฏหลุดจากมิติอื่นเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้กับมนุษย์มากมาย จนมนุษย์ต้องคิดค้นวิธีปราบทั้งปิศาจต่างเผ่าพันธุ์ สัตว์ประหลาด และเหล่าอสุรกาย ด้วยการสร้างนักรบเผ่าพันธุ์ใหม่ที่ชื่อ The Witcher ขึ้นมา “เกรัลด์แห่งริเวีย” นักล่าอสุรกายที่ถูกฝึกขึ้นมาจนเก่งเหนือกว่าใคร ๆ แต่เขาก็ต้องดิ้นรนเพื่อหาตัวตนและที่ยืนบนโลกใบนี้ที่เต็มไปด้วยอสุรกาย ชะตาได้พาเขามาพบกับ “เยนนิเฟอร์” ผู้วิเศษหญิงที่อาคมแก่กล้ากับ “ซิริ” เจ้าหญิงอีกคนผู้มีความลับอันแสนดำมืด ทั้งสามได้ผนึกกำลังกันเพื่อต่อสู้กับอสุรกาย (อ่านรีวิวฉบับเต็มของ WTF ได้ที่นี่)

อันดับ 7 Band of Brothers

Band of Brothers (2001)
จำนวนทุนสร้างต่อตอน: 12.5 ล้านเหรียญฯ
จำนวนซีซันที่ฉาย: 1 ซีซัน (2001)
ผู้จัด/ผู้สร้าง: Mary Richards (Co-Producer-Prometheus, Elizabeth: The Golden Age)
ช่องโทรทัศน์ที่ออกอากาศ/สตรีมมิง: HBO
นักแสดง: Tom Hanks, Tom Hardy, James McAvoy, Michael Fassbender, Damian Lewis,
Simon Pegg

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ: ณ ศูนย์ฝึกในเชิงเขาคูราฮีที่เป็นสถานที่ฝึกฝนเพื่อเตรียมเขารบที่หาดนอร์มังดี กองร้อยอีซี่นี้ได้เข้าร่วมยุทธการ MarketGarden ในประเทศฮอลแลนด์เรื่อยจนไปถึงวันที่สัมพันธมิตรมีชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 เเละต้องดูแลความสงบในประเทศเยอรมนีต่ออีกระยะหนึ่ง กองร้อยอีซี่ที่มีผู้กอง “โซเบล” เป็นผู้ควบคุมกองร้อยและมีหมวด “วินเทอร์” ผู้รับตำเเหน่ง ผบ.ร้อย ตั้งเเต่วันดีเดย์ทั้งคู่ไม่ถูกกันเนื่องจากโซเบลเข้มงวดและกดขี่ข่มเหงมากเกินไป จนทำให้คนในกองร้อยไม่พอใจ เขาขาดคุณสมบัติที่จะทำให้ลูกน้องเชื่อถือได้ เเละต่อมาไม่นานเขาก็ถูกปลดจากกองร้อยอีซี่เเละไม่ได้คุมกองร้อยอีกเลย ส่วนวินเทอร์นั้นก็ไม่ได้ขึ้นมาเเทนเลย จนวินเทอร์ได้พิสูจน์ในสงครามว่า เขาสามารถเป็นผู้บังคับบัญชากองร้อยที่คู่ควรและสมภาคภูมิได้ตลอดยุทธภูมิแรกของกองร้อยที่จนจบสงคราม

อันดับ 6 ER
ER (1994-2009)

จำนวนทุนสร้างต่อตอน: 13 ล้านเหรียญฯ
จำนวนซีซันที่ฉาย: 15 ซีซัน (1994-2009)
ผู้จัด/ผู้สร้าง: Michael Crishton
ช่องโทรทัศน์ที่ออกอากาศ/สตรีมมิง: NBC
นักแสดง: George Clooney, Noah Wyle, Laura Innes, Laura Cerón, Maura Tierney, Goran Visnjic

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ: คลาสสิกระดับเดียวกับซีรีส์อย่าง Friends ที่เริ่มออกอากาศในปีเดียวกัน แต่ ER ยืนยงคงกระพันมาได้ยาวนานกว่าถึง 15 ปี เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกของการแพทย์กับห้อง ER หรือห้องฉุกเฉิน (Emergency Room) โดยเรื่องราวความชุลมุนทั้งหมดที่เหล่าคุณหมอและพยาบาลต้องเผชิญ ทั้งผู้ป่วยเยอะ เจ้าหน้าที่ไม่พอ และการตัดสินใจชี้เป็นชี้ตายให้กับคนไข้ จะเกิดที่ห้องนี้ของโรงพยาบาลชิคาโก ฟิกชันแนลเคาน์ตี้ เจเนอรัล ในขณะเดียวกันด้วยความที่ซีรีส์ออกอากาศอย่างยาวนาน ก็จะมีคุณหมอรุ่นใหม่ ๆ หมุนเวียนเข้ามาให้คุณหมอรุ่นพี่สอนวิชาการแพทย์และการเสียสละชีวิตส่วนตัวเพื่อการทำหน้าที่หมออย่างรุ่นต่อรุ่น ดัดแปลงจากหนังสือขายดีของ Michael Crichton ผู้เขียนนิยายที่กลายเป็นหนังดังอย่าง Jurassic Park และผู้กำกับหนัง Westworld ต้นฉบับยุค 70s

อันดับ 5 The Crown

The Crown (2016-2020)
จำนวนทุนสร้างต่อตอน: 13 ล้านเหรียญฯ
จำนวนซีซันที่ฉาย: 3 ซีซัน (ซีซัน 4 และ 5 ประกาศสร้างแล้ว)
ผู้จัด/ผู้สร้าง: Peter Morgan (Writer-The Queen, The Last King of Scotland, Frost/Nixon)
ช่องโทรทัศน์ที่ออกอากาศ/สตรีมมิง: Netflix
นักแสดง: Claire Foy, Matt Smith, Olivia Colman, Helena Bonham Carter, Vanessa Kirby Tobias Menzies, Victoria Hamilton

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ: พระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ที่ต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้า ทั้งครอบครัวและหน้าที่การงานผ่านสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่พระองค์ต้องฟันฝ่าด้วยปัญญาและความสามารถในการเจรจา โดยเฉพาะฉากการเผชิญหน้ากับ “วินสตัน เชอร์ชิล” นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จนกระทั่งซีซัน 2 พระองค์ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งวิกฤตคลองสุเอซ รักครั้งใหม่ของเจ้าหญิงมากาเร็ตกับช่างภาพหัวเสรีนิยม และปัญหาความสัมพันธ์กับเจ้าชายฟิลลิปพระสวามี จากเหตุการณ์ฉาวโฉ่ที่อาจกระทบต่อชีวิตของทั้งคู่ในวังบัคกิงแฮม
จนมาถึงซีซัน 3 พระองค์ก็ต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ท้าทายการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ทั้งสิ้น ทั้ง “ฮาโรลด์ วิลสัน” นายกรัฐมนตรีหัวซ้ายที่มาพร้อมกระแสหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น การตัดสินพระทัยครั้งสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์ภูเขาถ่านหินถล่มที่เอเบอร์ฟานถล่มคร่าชีวิตเด็กนักเรียนนับร้อย หรือการส่ง “เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์” ไปเรียนภาษาเวลส์เพื่อแต่งตั้งให้เป็นเจ้าชายแห่งเวลส์ (อ่านรีวิวฉบับเต็มของ WTF ซีซัน 1 ซีซัน 2 และซีซัน 3 ได้ที่นี่)

อันดับ 4 Watchmen

Watchmen (2019)
จำนวนทุนสร้างต่อตอน: 14 ล้านเหรียญฯ
จำนวนซีซันที่ฉาย: 1 ซีซัน (2019)
ผู้จัด/ผู้สร้าง: Damon Lindelof (Producer-Lost, Star Trek, Writer-World War Z)
ช่องโทรทัศน์ที่ออกอากาศ/สตรีมมิง: HBO
นักแสดง: Regina King, Yahya Abdul-Mateen II, Jeremy Irons, Tom Mison, Sara Vickers

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ: เรื่องราวของโลกคู่ขนานที่ซูเปอร์ฮีโรมีอยู่จริงแต่ถูกกำหนดให้เป็นคนนอกกฎหมาย “รอร์ชัค” มนุษย์หน้ากากหยดหมึกที่เสียชีวิตไปแล้ว (ทั้งในฉบับหนังปี 2009 เวอร์ชันของผู้กำกับ Zack Snyder และหนังสือการ์ตูน) ได้จุดประกายให้เกิดกองกำลังใต้ดินลับ ๆ ขึ้นมาเพื่อสานต่อเจตนารมย์ของเขา ผู้คนเชื่อกันว่า “โอซีแมนเดียส” หรือ เอแดรน แวดต์ ได้ตายไปแล้ว ส่วน ดร.แมนฮัตตันก็หลบซ่อนตัวอยู่บนดาวอังคาร (แต่ดูเหมือนไม่เป็นความจริงทั้งคู่) ต่อมาเกิดเหตุการณ์รุนแรงและตำรวจถูกฆ่าตายไปจำนวนมาก ทำให้ผู้ทำหน้าที่รักษากฎหมายต้องสวมหน้ากากในการปฏิบัติงาน ทำให้ประชาชนแยกไม่ออกว่าใครคือผู้ร้ายใครหรือตำรวจในเมื่อทั้งสองฝ่ายก็ต่างสวมหน้ากาก หรือความจริงแล้วทั้งตำรวจและผู้ร้ายก็ไม่ได้เลวแตกต่างกัน

อันดับ 3 The Mandalorian
The Mandalorian (2019)
The Mandalorian (2019)
จำนวนทุนสร้างต่อตอน: 15 ล้านเหรียญฯ
จำนวนซีซันที่ฉาย: 1 ซีซัน (ซีซัน 2 รอออกอากาศ เดือนตุลาคม 2020)
ผู้จัด/ผู้สร้าง: Jon Favreau (Iron Man, Iron Man 2, The Lion King, The Jungle Book)
ช่องโทรทัศน์ที่ออกอากาศ/สตรีมมิง: Disney+
นักแสดง: Pedro Pascal, Gina Carano, Nick Nolte, Werner Herzog, Taika Waititi, Carl Weathers

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ: ผ่านไป 5 ปีหลังจากจักรวรรดิล่มสลายด้วยฝีมือของกองทัพกบฏที่นำโดย “ลุค” กับ “เลอา สกายวอล์กเกอร์” ใน Star Wars: Return of the Jedi (1983) ผลของสงครามส่งผลต่อเนื่องมายังซีรีส์ The Mandalorian เมื่อจักรวาลได้รับการปกป้องโดยสาธารณรัฐใหม่และเหล่าจักรวรรดิเดิมที่สูญเสียผู้นำได้ตั้งกลุ่มกองกำลังใหม่ชื่อว่ากลุ่มปฐมภาคี
ณ ดาวเนวาร์โรอันห่างไกลเป็นที่ตั้งของสมาคมนักล่าค่าหัว “แมนโด” นักล่าค่าหัวผู้ถูกชนเผ่าแมนดาโลเรียนซึ่งเป็นชนเผ่าที่รบที่เก่งที่สุดในจักรวาล ชาวเผ่านี้ต่างรวบรวมทรัพย์เพื่อกอบกู้ชนเผ่าของตัวเองจากการทำลายล้างในอดีต แมนโด เองก็เช่นกันเขาต้องทำงานรับจ้างมากมายเพื่อหาเงินมาใช้เลี้ยงชีพและนำไปช่วยเหลือชนเผ่าของเขาจนกระทั่งสินค้าที่เขาถูกว่าจ้างให้นำส่งมากำจัดคือ “เบบี้โยดา” ที่เขาผูกพันและไม่อาจตัดใจได้ (อ่านรีวิวฉบับเต็มของ WTF ได้ที่นี่)

อันดับ 2 Game of Thrones
Game of Thrones
Game of Thrones (2011-2019)
จำนวนทุนสร้างต่อตอน: 15 ล้านเหรียญฯ
จำนวนซีซันที่ฉาย: 8 ซีซัน (2011-2019)
ผู้จัด/ผู้สร้าง: David Benioff ((Writer-X-Men Origins: Wolverine, The Kite Runner, Gemini Man) & D.B. Weiss
ช่องโทรทัศน์ที่ออกอากาศ/สตรีมมิง: HBO
นักแสดง: Kit Harington, Emilia Clarke, Peter Dinklage, Lena Headey, Sophie Turner, Maisie Williams, Nikolaj Coster-Waldau

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ: เล่าเรื่องราวสมมติในยุคประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทวีปเวสเทรอสและเอสซอส เรื่องราวหลักมีอยู่ 3 เส้นเรื่อง เส้นเรื่องแรกเป็นการชิงบัลลังก์เหล็กแห่งเจ็ดอาณาจักร ซึ่งมีโยงใยของพันธมิตรและความเป็นศัตรูกันระหว่างตระกูลขุนนางกลุ่มต่าง ๆ ทั้งแย่งบัลลังก์และปลดแอกตัวเองออกจากบัลลังก์ เส้นเรื่องที่สองคือเรื่องทายาทคนสุดท้ายของตระกูลกษัตริย์ที่ถูกชิงบัลลังก์ไป ซึ่งถูกขับไล่ออกจากอาณาจักรและวางแผนที่จะกลับมาชิงบัลลังก์คืน และเส้นเรื่องที่สาม เรื่องราวของกลุ่มพันธมิตรที่มีหน้าที่ปกป้องอาณาจักรจากภัยร้ายที่แฝงเร้นจากโบราณกาล ทั้งภัยจากมนุษย์ที่โหดร้าย ภัยจากสัตว์ในตำนานที่อยู่ในแดนเหนืออันห่างไกล และภัยจากฤดูหนาวอันยาวนานที่กำลังจะปกคลุมอาณาจักรทั้งหมด

อันดับ 1 The Pacific

The Pacfic (2010)

จำนวนทุนสร้างต่อตอน: 20 ล้านเหรียญฯ
จำนวนซีซันที่ฉาย: 1 ซีซัน (2010)
ผู้จัด/ผู้สร้าง: Steven Spielberg, Tom Hanks, Todd London, Cherylanne Martin, Steve Shareshian
ช่องโทรทัศน์ที่ออกอากาศ/สตรีมมิง: HBO/Dreamworks Television/Warner Bros. Television
นักแสดง: Jon Bernthal, Rami Malek, Anna Torv, Joseph Mazzello, Noel Fisher,
James Badge Dale

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ: เหล่านาวิกโยธินสหรัฐเข้าร่วมรบในสมรภูมิสงครามแปซิฟิกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ซีรีส์บอกเล่า ผ่านเรื่องราวของสามตัวละครหลักที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันกัน ถ่ายทอดเรื่องราว ชีวิต ประสบการณ์เหนือคำบรรยาย เริ่มต้นจากการปะทะกับทหารญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในป่าทึบแห่งกัวดาลคานัล ป่าลึกในเคปโกลสเตอร์ ไปจนถึงที่มั่นแนวปะการังเปเลลู ชายหาดสีเลือดแห่งอิโวจิมา ลานสังหารในโอกินาวา และเส้นทางกลับบ้าน พร้อมกับชัยชนะและอุปสรรคมากมาย  อ่านต่อได้ที่ 

รีวิว The King Eternal Monarch การกลับมาของ อีมินโฮ ในโลกคู่ขนาน

รีวิว The King Eternal Monarch การกลับมาของ อีมินโฮ ในโลกคู่ขนาน

‘ The King Eternal Monarch จอมราชัน บัลลังก์อมตะ ’ ซีรีส์เปิดตัวแรงที่โชว์ให้เห็นทั้งงานสร้างสุดอลังการ และพล็อตเรื่องที่น่าสนใจได้ตั้งแต่ทีเซอร์ตัวแรกที่ปล่อยออกมา ทั้งยังเป็นผลงานซีรีส์เรื่องแรกของ ‘อีมินโฮ’ ในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่โบกมือลาแฟน ๆ เข้ากรมทหารไป การกลับมาครั้งนี้ของสามีแห่งชาติจึงเข้ามาสร้างความคาดหวังเอาไว้ในใจคนดูในทันที ว่ามันจะต้องกลายเป็นอีกหนึ่งซีรีส์แห่งปี ไม่แพ้ Crash Landing On You อย่างแน่นอน

เรื่องย่อ
ซีรีส์แนวโรแมนติก-แฟนตาซี เล่าเรื่องราวของจักรพรรดิ ‘อีกน’ (แสดงโดย อีมินโฮ) กษัติย์หนุ่มแห่งจักรวรรดิเกาหลีที่พยายามจะปิดประตูโลกคู่ขนาน ที่ครั้งหนึ่งถูกเปิดขึ้นออกโดย ‘อีริม’ (แสดงโดยโดย อีจองจิน) อาชญากรร้ายผู้มีศักดิ์เป็นลุงแท้ ๆ ที่พยายามตั้งตนเป็นกบฏเพื่อโค่นล้มอำนาจเก่า และหมายจะฆ่าเขาให้ตายตั้งแต่ยังเด็ก และแม้ว่าปีศาจร้ายตนนี้จะสามารถหลบหนีการตามล่าของเหล่าทหารองค์รักษ์ไปสู่อีกโลกคู่ขนานได้สำเร็จ แต่ทางด้านสายสืบสาวในโลกปัจจุบันอย่าง ‘จองแทอึล’ (แสดงโดย คิมโกอึน)

ที่ได้รับรู้ถึงความจริงของเรื่องโลกขนานและภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้โลกของเธอมากขึ้นทุกที เธอจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องคนที่เธอรักไว้ให้ได้ ด้วยการร่วมมือกับ อีกน นั่นเอง

เขียนบท : คิมอึนซุก (ผลงานที่ผ่านมา Goblin , Descendants of the Sun , The Heirs ฯลฯ)

กำกับ : แพคซังฮุน (ผลงานที่ผ่านมา Descendants of the Sun , School 2015 ฯลฯ)

จำนวนตอนทั้งหมด : 16 Episodes

นักแสดงนำ :

อีมินโฮ แสดงเป็น พระเจ้าอีกน
คิมโกอึน แสดงเป็น ลูน่า และ จองแทอึล
อูโดฮวาน แสดงเป็น โจอึนซอบ และ โจ ยอง
ช่องทางรับชม : The King Eternal Monarch จอมราชัน บัลลังก์อมตะ

 

ความรู้สึกหลังดู
มันก็จริงที่  อาจไม่ใช่ซีรีส์เกาหลีเรื่องแรกที่พยายามจะดึง ‘ทฤษฎีโลกคู่ขนาน’ มาใช้เป็นแกนหลักในการดำเนินเนื้อเรื่อง เพราะไม่ว่าจะเป็น Signal , Time Slip Dr. Jin , W two worlds ฯลฯ ต่างก็เป็นซีรีส์เกาหลีชั้นเยี่ยมที่เล่าเรื่องราวในโลกคู่ขนานให้ออกมาลึกซึ้งและสนุกสนาน จนสร้างความประทับใจให้คนดูได้อย่างไม่น่าเชื่อ

แต่ในขณะเดียวกันก็คงไม่มีซีรีส์เรื่องไหนที่กล้าบ้าบิ่นมากพอจะรื้อประวัติศาสตร์ที่มีอยู่จริงของชาติตัวเองกลับไปจนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญบางอย่างในอดีต แล้วล้างไพ่ทั้งหมดที่มีเพื่อสร้างโลกอีกใบขึ้นมาใหม่ โลกที่ไม่เคยมีอยู่จริง โลกที่ไม่มีตัวอย่างใดให้เห็น โลกที่จักรวรรดิเกาหลี (the Kingdom of Corea) ยังไม่สิ้นการปกครองภายใต้ระบอบกษัตริย์แบบทุกวันนี้ และยังคงดำรงการปกครองโดยราชวงศ์มาได้จนถึงปัจจุบัน

 

เราจึงจะได้เห็นอารยธรรมใหม่ บรรยากาศใหม่ของจักรวรรดิเกาหลี ที่ยังคงกลิ่นอายเดิมที่เราคุ้นเคยไว้ได้อย่างดี แต่ก็มีรสชาติใหม่ ๆ ผสมเข้ามา ทั้งราชวังที่สวยงามตระการตาแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหน รถรางใจกลางเมืองหลวงพร้อมสภาพเมืองที่เปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งพระราชพิธีต่าง ๆ ก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้อย่างงดงามและสมจริงจนน่าขนลุก

และเมื่อพูดถึงเรื่องราวของโลกคู่ขนานแล้ว แน่นอนว่าอีกหนึ่งความน่าสนใจของเรื่องนี้ก็ต้องตกไปอยุ่ที่ปม ‘ตัวละคร’ ต่าง ๆ ที่หากว่า ตัวเราในโลกหนึ่งเป็นคนแบบนี้ แต่ตัวเราอีกคนในอีกโลกหนึ่งก็จะกลับเป็นคนละขั้วกันเลยทีเดียว เช่น นิสัยใจคอ พื้นฐานตระกูลและครอบครัว รวมไปถึงชนชั้นทางสังคมที่ต่างเป็นคู่ตรงข้ามของกันและกันเหมือนกับ ‘หยินหยาง’ ทำให้สามารถสอดแทรกประเด็นสังคมสุดฮอตอย่างเรื่อง

‘ความเหลื่อมล้ำในสังคม’ ในเนื้อเรื่องได้อย่างแนบเนียนและน่าสนใจ ส่งผลให้ซีรีส์เรื่องนี้ดูมีคุณค่า และดูคุ้มค่าต่อการรับชมมากเลยทีเดียว

 

เนื้อเรื่องเปิดปัง แผ่วปลาย คล้ายจะหลับ
และเมื่อเราถูกซีรีส์หลอกล่อให้ตายใจด้วยงานสร้างสุดอลังการแล้ว เราจึงเต็มใจพาตัวเองมานั่งหน้าจอทีวีแล้วเปิดซีรีส์เรื่องนี้ดูอย่างใจจดใจจ่อในทันที ซึ่งการเปิดซีรีส์ด้วยเหตุการณ์การลอบปลงพระชนม์พระเจ้าอีโฮกษัตริย์แห่งจักวรรดิเกาหลี เพื่อทำการแย่งชิงสมับัติชาติอย่าง ‘มันพาชิกช็อก’ ขลุ่ยวิเศษที่จะนำมาซึ่งพลังอำนาจลึกลับมาให้ผู้ถือครอง จนนำไปสู่เรื่องราวในยุคปัจจุบันนั้นถือว่าทำออกมาได้ดีมาก

ทั้งฉากแอ็กชันสุดลุ้นระทึก ที่มีส่วนผสมของพาร์ตความเป็นแฟนตาซีและฉากแอ็กชันไว้อย่างลงตัว ซึ่งมุมกล้องที่ใช้ก็ถือว่าแปลกใหม่เหมาะสมในการเล่าเรื่องราวแนว ๆ นี้มาก ไปจนถึงการวางปมดรามาของแต่ละตัวละคร ก็ถือว่าทำออกมาได้อย่างเข้มข้นน่าติดตาม ภาพรวมทั้งหมดในช่วงแรกจึงเรียกได้ว่าสมกับเป็นซีรีส์เกาหลีทุ่มทุนสร้างของปีนี้เลยจริง ๆ

 

  อ่านต่อได้ที่  

รีวิวซีรีส์เกาหลี Argon (2017) พระเอกของเรื่อง คิมจูฮยอก

ดูซีรี่ย์ Argon ซับไทย HD ครบทุกตอน – Serie BKK ซีรี่ย์เกาหลี ซับไทย

รีวิวซีรีส์เกาหลี Argon (2017)  ถ้าใครเคยได้ติดตามซีรีส์เรื่องนี้อยู่อาจจะพอทราบกันดีว่าพระเอกของเรื่อง คิมจูฮยอก ได้เสียชีวิตหลังจากการถ่ายทำเรื่องนี้เสร็จเพียงไม่นาน ดังนั้น “Argon” จึงถือเป็นผลงานซีรีส์เรื่องสุดท้ายของนักแสดงหนุ่มมากความสามารถคนนี้ ทาง Korseries ขอใช้รีวิวนี้เพื่อระลึกถึงการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ คิมจูฮยอก นักแสดงคุณภาพอีกคนของวงการบันเทิงเกาหลี และขอขอบคุณที่ได้ฝากผลงานคุณภาพชิ้นนี้ไว้ให้พวกเราได้ชมกันนะคะ

ซีรีส์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวการทำงานของทีม Argon (อาร์กอน) หนึ่งในทีมข่าวประจำช่อง HBC ทีมนี้ประกอบไปด้วย คิมแบคจิน (รับบทโดย คิมจูฮยอก) หัวหน้าและผู้ประกาศหลักประจำทีม และสมาชิกลูกทีมอีกมากมายหลากหลายตำแหน่งที่ทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ การทำข่าวทุกข่าวจาก “ความจริง” เท่านั้น ซึ่งการทำข่าวลักษณะนี้มันก็มักจะไปขัดผลประโยชน์และขัดขาคนใหญ่คนโตที่ส่อแนวทางในการทำงานแบบใต้โต๊ะอยู่บ่อยครั้ง ทุกคนในทีมจึงต้องหาทางที่จะนำเสนอข่าวด้วยความยุติธรรมและความถูกต้อง ยึดหลักตามจรรยาบรรณของนักข่าวในแบบที่ควรจะเป็นซึ่งเริ่มจะหานักข่าวแบบนี้ยากมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน

ความเข้มข้นของการเล่าเรื่องราวถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การวางหมากที่สำคัญและทำได้ดีมากของซีรีส์เรื่องนี้ ด้วยประเด็นข่าวหลากหลาย อาทิเช่น ความไม่ชอบมาพากลของคดีตึกมิดทาวน์ถล่มที่ซ่อนเงื่อนงำการทุจริตครั้งใหญ่ไว้เบื้องลึก หรือประเด็นข่าวส่วนผสมที่เป็นอันตรายในนมผงของบริษัทอาหารขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้ และข่าวที่สะท้อนสังคมได้เป็นอย่างดีในหลายตอน นอกจากนั้นยังรวมถึงความสมจริงในการลงรายละเอียดของแต่ละข่าวและลงลึกในด้านการทำงานของสื่อในการจัดการเมื่อเกิดเรื่องราวต่างๆขึ้น จึงไม่แปลกใจที่สามารถทำให้ผู้ชมถูกดึงเข้าอยู่ในซีรีส์ได้อย่างไม่ยากเย็น

” สตีเฟ่น คิง เคยกล่าวว่า ข่าวมรณกรรมคือการโค้งคำนับให้กับชีวิตก่อนปิดม่านลงและส่วนที่ดีที่สุดของการแสดงคือการโค้งคำนับก่อนปิดม่านนั่นเอง ข่าวมรณกรรมของคนธรรมดาทั่วไปมีความหมายมากกว่าข่าวคนมีอำนาจหรือคนมีชื่อเสียงเสียอีก “

ทีมนักแสดง คืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญหลักที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีคุณค่ามากขึ้น ส่วนตัวถือเป็นเรื่องแรกที่ได้ชมผลงานของ คิมจูฮยอก พระเอกของเรื่อง แสดงได้ทั้งดูดีมากและเก่งอย่างมืออาชีพบอกได้คำเดียวว่า เสียดาย ทางด้านนางเอก ชอนอูฮี เป็นนักแสดงที่รับละครน้อยมาก เรื่องนี้ถือเป็นละครเรื่องที่ 2 ของเธอจากเรื่องสุดท้าย Vampire Idol ออกอากาศในปี 2012 ซึ่งก็ยังแสดงได้เลิศเลอและสมจริงแบบไม่แต่งเติมได้เป็นอย่างดี รวมถึงทีมนักแสดงทุกคนที่ไม่ได้กล่าวถึง ทุกคนมีส่วนทำให้ละครเรื่องนี้เป็นละครคุณภาพที่สนุกอีกเรื่อง
.
จากความเห็นส่วนตัวจุดที่ควรนำมาเป็นเยี่ยงอย่างและถือเป็นหลักสำคัญในการทำงานของ คิมแบคจิน คือ การทำงานเป็นทีม ตัวละครนี้จะให้ความสำคัญกับ 2 อย่าง 1. ทุกข่าวล้วนจะต้องมาจากความจริง และ 2. สมาชิกทีม – ทุกคนที่ถึงแม้ว่าจะถูกดุด่าว่ากล่าวหรือเข้มงวดแค่ไหน แต่ในเนื้อแท้จิตใจของหัวหน้าคือรักลูกน้องมาก จนบางทีมากกว่าตัวเอง ดังนั้นผลที่ได้รับกลับมาก็คือ สมาชิกทีมทุกคน รักเพื่อนในทีม, รักหัวหน้า, รักการทำงาน และ รักการทำข่าวทุกข่าว จากหัวใจ

การทำงานของสื่อและนักข่าวที่สะท้อนออกมาจากในซีรีส์เรื่องนี้ สามารถสรุปได้ว่าเป็นอาชีพนี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญและมีอิทธิพลต่อแนวโน้มของสังคมอยู่ตลอดเวลา หากการนำเสนอข่าวมีความจริงใจและตรงไปตรงมา ประชาชนทั่วไปก็จะสามารถรับรู้และตัดสินได้จากข้อเท็จจริง และสื่อจะสามารถเป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้อย่างสมบูรณ์แบบ เหมือนดั่งสโลแกนประจำ ทีมอาร์กอน ที่กล่าวเอาไว้ว่า อ่านต่อได้ที่

 

 

รีวิวซีรีส์ Doctor Prisoner (2019) เกมแค้นสู่แผนเหนือแผนของหมอ

รีวิวซีรีส์ Doctor Prisoner (2019) เกมแค้นสู่แผนเหนือแผนของหมอ

ถ้าใครติดตามซีรีส์เกาหลีอย่างใกล้ชิด จะพบว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ละครในช่องหลักไม่สามารถบรรลุความนิยมเฟื่องฟูได้เหมือนสมัยก่อน คือเรตติ้งค่อนข้างตกต่ำมาก แต่สำหรับ Doctor Prisoner นั้น ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องของช่องหลักที่ประสบความสำเร็จ สามารถเชิดหน้าชูตาให้กับช่อง KBS โดยทำเรตติ้งได้อย่างโดดเด่น เปิดตัวที่ 8.4% และลาจอด้วยเรตติ้งสูงถึง 15.8% แสดงว่าต้องมีดีให้หยิบมาชมอย่างแน่นอน

ด้วยความเรียบง่ายของชื่อเรื่อง Doctor Prisoner ที่สื่อตรงๆก็คือ นักโทษที่เป็นหมอ หรือ หมอ+นักโทษ แต่ซ่อนนัยให้ชวนคิดต่อเองจากเรื่องย่อที่วางไว้ว่า หมอถูกกล่าวโทษจนต้องติดคุกจึงอยากแก้แค้น มันคงจะแซ่บกว่าชื่อแน่ เพราะเป็นแผนแก้แค้นที่สุดเฉียบคม จากทั้งระดับสมองอันชาญฉลาด ความรู้ทางด้านการแพทย์ที่เปรียบเหมือนอาวุธเฉพาะทาง ผสมเข้ากับ ความร้ายเข้มโหมดคนคุก

แถมด้วยการเติมพล็อตที่แปลกใหม่น่าสนใจ หยิบ “การแพทย์” มาคลุกรวมกับ “กฎหมาย” อิงหลักพิจารณาความคดีอาญาของเกาหลีที่ว่าด้วยหลักสิทธิมนุษยชน นักโทษซึ่งป่วยเข้าเงื่อนไขข้อกำหนดจะใช้สิทธิ์ ‘ระงับคดี’ จะได้รับอนุญาตออกมาใช้ชีวิตรักษาตัวนอกคุกได้ โดยผ่านการตรวจร่างกายและมีใบรับรองแพทย์ จึงเป็นที่มาของโรงพยาบาลและหมอที่แหกจรรยาแพทย์ หาประโยชน์โดยมิชอบ ออกใบรับรองโรคปลอม ไม่เว้นทั้งผู้ร้ายหรือพระเอกของเรื่อง!!

Doctor Prisoner จึงเป็นผลงานแนวสืบสวน/ทริลเลอร์ ที่เล่าผ่านเกมการต่อสู้ด้วยสมองบน ช่องโหว่ของกฎหมาย และ ด้านมืดของการแพทย์ เพื่อการจัดการคนเลวในสังคมที่ต้องใช้พลังด้านร้ายเข้าต่อกร จึงจะสมน้ำสมเนื้อ ดังนั้น ถ้าผ่าน checklist เหล่านี้ แสดงว่าเรื่องนี้ตรงจริตคุณแล้วล่ะค่ะ!!

ยุทธภูมิที่ไม่มีเลือดสาด แต่เฉียดเป็นเฉียดตายกันได้ เพราะห้ำหั่นกันนิ่งๆเข้มๆ ด้วยกึ๋นและศาสตร์แห่งวิชาชีพหมอ อาวุธที่เป็นรูปธรรม ดูท่าจะมีเพียงเข็มฉีดยา

มิชชันแผนแก้แค้นเอาคืน ที่ซ่อนความเจ็บเคืองไว้ภายใต้หน้านิ่งๆเจือรอยยิ้มที่เขย่าขวัญต่อกรคู่ต่อสู้ตลอดเวลา

ถ้าเป็นมวยก็เชียร์มันส์ ทุกฝ่ายลงสนามด้วยความสูสี สมองและกระดูกเบอร์เดียวกัน ฉลาดลึกล้ำ ชั้นเชิงมากเล่ห์ คมเฉือนคมจนหยดสุดท้าย

การชิงไหวชิงพริบ แบบห้ามกระพริบตา เพราะทุกฉาก ทุกบทพูด คือการฟาดฟันกัน ทุกฉาก ทุกบทพูด คือ นักเขียนและผู้กำกับได้เฟ้นคัดมาเสิร์ฟอย่างถึงใจ

ตราบใดที่สงครามไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร ทุกฝ่ายพร้อมรุกและรับ ผลัดกันได้ชัยและเพลี่ยงพล้ำ ไม่มีใครล้มใครได้ง่ายๆ ไม่ต้องด่วนฟันธงตลอด 32 ตอน

การขับเคี่ยวที่เดาทางไม่ได้ มิตรเป็นศัตรู ศัตรูเป็นมิตร พร้อมการหักมุม พลิกตลบไปมาให้เซอร์ไพรส์ มีเหนือเมฆเร้าใจได้ตลอด

เมื่อ นาอีเจ (รับบทโดย นัมกุงมิน) ศัลยแพทย์ทรวงอกคนเก่ง ประจำแผนกฉุกเฉิน (ER) ของ รพ.แทกัง ใจบุญชอบช่วยคนไข้จรจัด แต่กลับต้องมาซวยด้วยที่นิสัยตรงไปตรงมา จึงไม่พินอบพิเทาให้บริการ อีแจฮวาน (รับบทโดย พัคอึนซอก) ลูกชายคนรองของเจ้าของโรงพยาบาล ความป่วนเกเรทำให้นาอีเจพลาดการช่วยชีวิตคนไข้ท้องแก่ที่สนิทกัน นำไปสู่การโดนจับข้อหาทำคนไข้ตาย โดนยึดใบอนุญาต เพราะการจงใจกลั่นแกล้งของอีแจฮวาน ทั้งๆที่อุบัติเหตุของสาวท้องรายนี้ก็มีเหตุเบื้องต้นมาจากการขับรถบ้าบิ่นของอีแจฮวานเอง

ที่ โรงพยาบาลแทกัง มีการใช้วิชาชีพในทางมิชอบ ขายใบรับรองแพทย์โรคปลอม ให้นักโทษที่มีเงินและอิทธิพล เพื่อใช้สิทธิ์ระงับคดี ออกมารักษาตัวนอกคุก ก่อนหน้านี้นาอีเจเองก็เพิ่งถูกผอ.ขอให้เซ็นต์รับรองให้นักโทษ สส. จองมินเจไป ทั้งๆที่ไม่ได้เต็มใจนัก แต่จำยอมเพื่อแลกกับการได้ช่วยคนไข้จรจัดต่อไป และการผ่าตัดรักษาแม่ใน รพ.นี้ แต่หลังจากนาอีเจติดคุก แม่ก็เสียชีวิตเพราะไม่ได้รับการรักษา เป็นอีกหนึ่งความแค้นเคืองของเขา..

 

สามปีให้หลัง เมื่อนาอีเจพ้นโทษ แต่อีแจฮวานกลับถูกจับคดียาเสพติด จึงสบช่องเหมาะให้นาอีเจเดินเกมแผนแก้แค้นเอาคืนอย่างถึงพริกถึงขิง ด้วยกระบวนการสุดแยบยลซับซ้อน ปนความนิ่งเฉียบจนดูเหมือนจิต สไตล์เกลือจิ้มเกลือ คือ ใช้กฎหมายการระงับคดี กลับมาเล่นงานอีแจฮวาน ทายาทแทกัง

ในขณะที่ในคนตระกูลแทกังก็ห้ำหั่นแย่งอำนาจกันเองอย่างมีเบื้องลึกเบื้องหลัง ธุรกิจในกลุ่มมีหลายกิจการ ไม่ว่าจะเป็นเคมีคอล ขนส่ง ฯลฯ แต่เรือธง (Flagship) ก็คือ โรงพยาบาล หลังประธานใหญ่ผู้เป็นพ่อจู่ๆเกิดป่วยเป็นอัลไซเมอร์จนต้องสละตำแหน่ง ขั้วแย่งชิงอำนาจฝ่ายหนึ่ง คือ ผู้สืบทอดธุรกิจในความตั้งใจเดิมของประธานใหญ่ ได้แก่ โมอีรา (รับบทโดย จินฮีคยอง) ซึ่งเป็นเมียใหม่ และลูกทั้งสอง อีแจฮวาน ที่เกเรไม่เอาถ่าน อีแจอิน (รับบทโดย อีดาอิน) เพิ่งจบกฎหมายมาจากต่างประเทศ กับอีกฝ่ายคือ อีแจจุน (รับบทโดย ชเววอนยอง) ลูกเมียเก่าผู้มีปมชีวิต แต่เป็นตัวจริงที่ฉลาดและมากฝีมือในงาน เป็นตัวแสบมาดนิ่งที่กำลังไต่เต้าตำแหน่งไล่บี้แม่เลี้ยง หวังขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจแทน  อ่านต่อได้ที่

รีวิวซีรีส์ Watcher (2019) แนวสืบสวนชวนระทึก ที่แฝงจิตวิทยา

รีวิวซีรีส์ Watcher (2019)  แนวสืบสวนชวนระทึก ที่แฝงจิตวิทยา

Watcher เป็นซีรีส์แนวที่ไม่ค่อยได้พบบ่อยนัก คือเป็นแนว psychological thriller หมายถึง แนวสืบสวนชวนระทึก ที่แฝงจิตวิทยา จังหวะการเดินเรื่องจึงไม่รีบร้อนนัก มีจังหวะเวลากับการคิดวิเคราะห์และคาดเดาความคิดตัวละคร และมีการเล่นกับ ‘ความเชื่อ’ ในใจผู้ชมที่จะเลือกคล้อยตามหรือไม่ ซึ่งเป็นความซับซ้อนของจิตมนุษย์เองส่วนหนึ่ง และมาจากลีลาการเล่าเรื่องด้วยอีกส่วนหนึ่ง ที่จะไม่ร้อยเรียงตรงไปตรงมานัก มีการกั๊กมิให้เห็นทั้งหมดในคราวเดียว และการผูกเรื่องราวเป็นปมย่อยๆร้อยไปยาวๆให้ค่อยๆสาวไปทีละปม ระหว่างทางก็มีความตั้งใจล่อลวงให้ผู้ชมไขว้เขวไปมา หรือพลิกหักมุมบ้าง เรียกว่าจิตผู้ชมก็สำคัญไม่แพ้จิตของตัวละครเหมือนกันนะ 555 ชั้นเชิงการวางแผนหรือการสอบปากคำก็เป็นเชิงจิตวิทยาเยอะอยู่ ยิ่งมาอยู่กับมนุษย์เทาๆในเรื่อง อรรถรสยิ่งเข้มข้น ส่วนมุมระทึกขวัญให้สมกับเป็นทริลเลอร์ก็พอมีกับบทโหดที่ออกแบบมาให้คนร้ายฝักใฝ่การตัดนิ้วโป้ง ถึงจะเบลอภาพก็ยังบรื๋ออยู่นะ

เรื่องนี้เป็นผลงานของ ผู้กำกับอันกิลโฮ ที่เคยกำกับซีรีส์เรื่อง Stranger (tvN,2017) , Memories of the Alhambra (tvN,2018) ร่วมกับ นักเขียนบทฮันซังอุน เจ้าของงานเขียนบทซีรีส์เรื่อง Spy (KBS,2015) , The Good Wife (tvN,2016)

 

Watcher เล่าเรื่องราวของการปฏิบัติงานของตำรวจ สน.เซยัง ที่มีการตั้งทีมตรวจสอบปราบปรามการประพฤติผิดหน้าที่ของตำรวจ เพราะมีวี่แววของตำรวจมิชอบแฝงตัวอยู่ในองค์กร (แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ต้องค่อยๆสืบสาวหาไป) โดยมี 3 ตัวละครหลักมาเจอกันและกลายเป็นทีมเฉพาะกิจ คือ หัวหน้าโดชีกวัง (รับบทโดย ฮันซอกกยู) ตำรวจคิมยองกุน (รับบทโดย ซอคังจุน) และ ทนายฮันแทจู (รับบทโดย คิมฮยอนจู) สามคนสามสไตล์การทำงาน แต่มีปมภูมิหลังที่เกี่ยวโยงกันในคดีเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องมาจนถึงคดีจัดการตำรวจประพฤติมิชอบที่ฝังตัวอยู่ในองค์กรรักษากฎหมายบ้านเมือง

ซึ่งผู้เขียนจะพยายามเล่าให้เกิดการสปอยล์น้อยที่สุด แต่บางจุดก็จำเป็นต้องเอ่ย hint ไปบ้างเพื่อปูบริบทให้ชมอีพีแรกๆได้ง่ายขึ้นกว่าการคลำทางไปเองที่อาจมีงงมีมึนได้

*เนื้อหาต่อจากนี้อาจมีสปอยล์เรื่องราวบางส่วน*

15 ปีที่แล้ว มีคดีอาชญากรรมเกี่ยวข้องการการทำผิดของตำรวจคนสำคัญที่ส่อแววมีเงื่อนงำ และเกี่ยวพันโยงใยกับอีกหลายเรื่อง คือ ตำรวจคิมแจมยอง (รับบทโดย อันกิลคัง) แทงภรรยาตัวเองตายคาบ้าน ทิ้งลูกชายวัยประมาณ 7 -8 ขวบหลบหวาดผวาอยู่ในห้องน้ำ คิมแจมยองถูกจับเข้าคุกตามความผิด ตามหลักฐานมัดตัว บวกความผิดลอยๆว่าเป็นตำรวจเลว แต่เขาไม่ให้ปากคำใดๆเพิ่มเติม กลายเป็นปริศนาว่าฆ่าทำไม หรือถ้าไม่ได้ฆ่า ทำไมจึงยอมรับผิด

คิมยองกุน คือลูกชายของคิมแจมยอง ที่เติบโตมากับความเกลียดพ่อที่ฆ่าแม่ เขาไม่ไปเยี่ยมพ่อที่คุกเลย เขายังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิม และก็ทำอาชีพตำรวจ แต่เป็นตำรวจราจร วันหนึ่งผู้ขับขี่รถกระทำผิดกฎจราจรให้เขาต้องไล่ตามจับ จนเป็นเหตุให้เขาเข้ามาพัวพันกับงานตำรวจทีมตรวจสอบ และกลายเป็นสมาชิกในทีมนี้ไปโดยปริยาย โดยมีเป้าในการกำจัดตำรวจเลว และลึกๆในใจบางเสี้ยวก็ยังอยากเข้าข้างพ่อว่าคงไม่ได้ทำ แต่แค่ภายนอกเขาทำเป็นปากแข็งใจแข็งกล่าวโทษพ่อตลอด

 

 

ฮันแทจู เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เธอเป็นอัยการซึ่งทำคดีนี้ ระหว่างที่กำลังจะได้หลักฐานสำคัญชิ้นใหม่ กลับถูกฉกไปโดยคนร้ายคลุมหัวไอ้โม่งที่บุกเข้ามาในบ้าน คนร้าย (ซึ่งภายหลังจะถูกเรียกว่า ‘เต่า’ – ด้วยรูปลักษณ์หัวโม่งเหมือนเต่า และพฤติกรรมกัดไม่ปล่อย) ซึ่งเป็นบุคคลปริศนาที่นิยมการตัดนิ้วโป้ง และทิ้งคำถามชวนขบคิดว่า ‘ความเป็นมนุษย์มาจากไหน’ – ในเมื่อมนุษย์มีนิ้วโป้งไว้ควบคุมมือ จึงทำอะไรได้มากกว่าสัตว์ แต่ถ้านิ้วถูกตัดก็เหมือนจิตวิญญาณมนุษย์ถูกทำลายไป ยิ่งเป็นนิ้วโป้งด้วย

ในคืนนั้นทั้งเธอและสามีถูกตัดนิ้วโป้ง ยังคงความหลอนจิตจนถึงทุกวันนี้ และทำให้เธอเปลี่ยนอาชีพมาเป็นทนายความ พร้อมจ้างอดีตนักโทษที่เป็นนักเลงทวงหนี้แต่กลับตัวกลับใจได้ มาเป็นบอดี้การ์ดให้ ชื่อ ฮงแจชิก (รับบทโดย จองโดวอน) ในการทำงานต่อๆมา นอกจากจะแจชิกจะช่วยปกป้องแล้ว ยังพอมีเส้นสายกับมิจฉาชีพเพื่อได้มาซึ่งข้อมูลหรือเครื่องมือใดๆที่จำเป็น

นอกจากนี้ ฮันแทจู ยังมีสายสืบปริศนาไม่ปรากฎตัวตน นามว่า ‘คนหลงเงิน’ ที่เธอมักโทรไปซื้อบริการสืบเสาะข้อมูลบ่อยๆ การเข้าร่วมทีมของฮันแทจู ก็เพราะหวังการตามหาคนร้ายตัวจริงที่ทำร้ายเธอ เพราะที่ปิดคดีไปโดยมีแพะเป็นโจรกระจอกคนหนึ่ง มันไม่สมเหตุผลเอาซะเลย

 

 

โดชีกวัง เป็นเพื่อนตำรวจกับคิมแจมยอง เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ฆาตกรรมคืนนั้น เขาเป็นคนพบหลักฐานและจับคิมแจมยองเข้าคุกด้วยตัวเอง ทั้งๆที่พวกเขาเป็นเพื่อนรักร่วมทีมทำงานกันมากับผองเพื่อนอีก 3 คน ที่ช่วยกันสร้างผลงานเฟื่องฟูให้กับสน. ซึ่งมี จางแฮรยง (รับบทโดย ฮอซองแท) ปัจจุบันเป็นตำรวจหัวหน้าทีมอาชญากรรมพิเศษ พัคชียอง (รับบทโดย พัคจีฮุน) ปัจจุบันลาออกไปทำงานบริษัทเอกชน เป็นอีกคนที่ถูกตัดนิ้วโป้ง จางฮยอนกู (รับบทโดย อีออล) รวมทั้งหมดคือ 5 คน ซึ่งเรื่องราวของพวกเขายังมีอะไรอีกมากมายที่มาเปิดเผยภายหลัง โดชีกวังเป็นคนที่แสดงความมุ่งมั่นสูงว่าต้องการจับตำรวจเลว แต่จะไม่ใจร้อนรวบตัวลูกน้องปลายแถว ต้องใจเย็นขอสาวให้ถึงตัวใหญ่เบื้องหลังก่อน เขาเชื่อว่ามีผู้ใหญ่หนุนหลังแน่นอน  อ่านต่อได้ที่

รีวิวซีรีส์ Justice (2019) ความหมายของ ‘ ความยุติธรรม ’ แนวทางการใช้ชีวิต

รีวิวซีรีส์ Justice (2019) ความหมายของ ‘ ความยุติธรรม ’ แนวทางการใช้ชีวิต

รีวิวซีรีส์ Justice  สำหรับคุณ อะไรคือความหมายของคำว่า ‘ความยุติธรรม’ แน่นอนว่าต่างคน ต่างแนวทางการใช้ชีวิต ก็คงให้นิยามความหมายของความยุติธรรมที่แตกต่างกันไป วันนี้เราขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับความยุติธรรมในอีกรูปแบบหนึ่งผ่านซีรีส์เกาหลีเรื่อง Justice (저스티스) ซีรีส์เรื่องเยี่ยมที่รับประกันความสนุก ลุ้นระทึก และแฝงไปด้วยแง่คิดให้ผู้ชมตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

 

นำเสนอเรื่องราวของ อีแทคยอง (รับบทโดย ชเวจินฮยอก) นักเรียกฎหมายระดับหัวกะทิที่สูญเสียน้องชายจากเหตุการณ์เมาแล้วขับ โชคร้ายที่คู่กรณีเป็นลูกหลานผู้มีอำนาจ น้องชายของแทคยองจึงตกเป็นเหยื่อและได้รับการตัดสินคดีอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อกฎหมายไม่สามารถเอาผิดพวกเขาได้ แทคยองจึงตัดสินใจลงโทษคนเหล่านั้นด้วยวิธีของตัวเอง การแก้แค้นของเขาสำเร็จได้ด้วยความช่วยเหลือจาก ซงอูยง (รับบทโดย ซนฮยอนจู) ชายแปลกหน้าที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเขาแก้แค้น แลกกับข้อตกลงที่จะอยู่เคียงข้างและตามหาความยุติธรรมในแบบที่คนอ่อนแอไร้อำนาจอย่างพวกเขาต้องการ

เมื่อเวลาผ่านไป อีแทคยองและซงอูยงค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่ฐานะที่ดีขึ้นด้วยการสนับสนุนจากคนมากมายในสังคม เขาใช้ความสามารถจากการเป็นทนายแก้ต่างให้ผู้มีอำนาจชนะคดีความ ผลจากการกระทำนั้นทำให้ซงอูยงกลายเป็นประธานบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ ส่วนแทคยองเองก็ขึ้นชื่อว่าเป็นทนายความที่มีอัตราชนะคดี 100 เปอร์เซ็นต์ แม้จะรู้ดีว่าความสำเร็จในชีวิตของพวกเขาต้องแลกมากับความเดือดร้อนของเหยื่อที่ถูกตัดสินคดีอย่างไม่เป็นธรรม แต่จะเป็นไรไปในเมื่อนี่คือความยุติธรรมในแบบของอีแทคยองและประธานซง

หลายครั้งที่เงินกับอำนาจเอาชนะและปกปิดความผิดของคนชั่วได้ แต่ก็ยังมีคนอย่าง ซอยอนอา (รับบทโดย นานะ) อัยการสาวไฟแรงที่มุ่งมั่นสืบสวนและต่อสู้กับความอยุติธรรมด้วยกฎหมาย เส้นทางของซอยอนอากับอีแทคยองเหมือนจะเป็นเส้นขนานที่รอวันผันมาปะทะ แต่ในที่สุดก็มีเหตุที่ทำให้เขาทั้งสองต้องร่วมมือกันทำในสิ่งที่เหมาะสม แม้จะต้องนำมาซึ่งความสูญเสียของหลายฝ่าย แต่ทุกอย่างก็เพื่อรักษาความยุติในแบบที่พวกเขาต้องการ

 

แม้จะมีซีรีส์เกาหลีแนวสืบสวนผลิตออกมามากมาย แต่ซีรีส์  ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานที่สร้างเอกลักษณ์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังการันตีความเข้มข้นของพล็อตและการดำเนินเรื่องที่ชวนให้คนดูติดตามได้อย่างต่อเนื่อง ซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวการสืบสวนคดีที่ผู้อยู่เบื้องหลังคือผู้มีอำนาจระดับสูงในสังคม ส่วนเหยื่อก็คือคนธรรมดาที่ไม่มีทางสู้ คดีความที่เราจะได้ร่วมสืบสวนไปกับพวกเขาเริ่มต้นจากคดีเดียว แต่เป็นคดีที่มีเบื้องหลังและนำไปสู่เรื่องราวที่ซ่อนไว้ด้วยความอยุติธรรมมากมาย ใครที่ชอบซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวนขอบอกว่าห้ามพลาดเป็นอันขาด

ขยับมาที่นักแสดงของเรื่อง หลังฝากผลงานในบทบอดี้การ์ดมาดเข้มที่เข้าวังมาเพื่อแก้แค้นจากซีรีส์ดังเกินคาด The Last Empress ชเวจินฮยอก ก็ไม่ปล่อยให้แฟนๆ รอนานกับการกลับมาสวมบทบาทเป็นทนายอีแทคยองที่มีปมชีวิตดราม่าเข้มข้นและใช้ชีวิตอย่างคนไร้หัวใจ เราจะได้เห็นพระเอกหนุ่มสวมบทบาททนายความสุดเท่ในชุดสูทสุดเนี้ยบ อาจเพราะเป็นซีรีส์ดราม่า เลยไม่ค่อยมีฉากหวานๆ ให้ชมเท่าไหร่ แต่ในความหม่นหมองและตึงเครียดของเนื้อหา ทันทีที่ได้เห็นรอยยิ่มจากพระเอกสุดเท่คนนี้ บอกได้เลยว่าแฟนๆ ต้องอดอมยิ้มตามไปกับเขาแน่นอน

ฝั่งนางเอกของเรื่องอย่างอัยการซอยอนอา รับบทโดย นานะ ไอดอลสาวที่หันมาเอาดีด้านงานแสดงและเพิ่งมีผลงานซีรีส์สืบสวนเรื่อง Kill It จบไปไม่นานก็กลับมารับบทบาทอัยการสาวสุดมุ่งมั่นที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับฝั่งอีแทคยองและประธานซงตั้งแต่เริ่มเรื่อง แต่พอดูไปสักพัก เราถึงสังเกตได้ว่าอัยการซอยอนอากับทนายอีแทคยองเคยคบหากันมาก่อน แต่ก็ต้องมีเหตุที่ทำให้ทั้งคู่ต้องเลิกราและมายืนอยู่กันคนละฝั่ง เพราะแบบนี้เราจึงจะได้พักเบรกกับการสืบสวนคดีเครียดๆ มาร่วมลุ่นร่วมเชียร์ให้อดีตคู่รักคู่นี้ได้มีโมเม้นต์ร่วมกันเยอะๆ เพราะแววตาของพวกเขามันแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยที่ยังมีให้กัน แต่สุดท้ายแล้วความรักของพวกเขาจะลงเองอย่างไร ต้องไปติดตามกันดูนะ~

ส่วน นักแสดงรุ่นใหญ่มากความสามารถอย่างซนฮยอนจู ที่รับบทเป็นประธานซงอูยง ผู้มีบทบาทสำคัญในการพลิกชีวิตของอีแทคยองจากคนสิ้นหวังสู่ทนายอันดับหนึ่ง พร้อมกับสร้างความความยิ่งใหญ่ให้ธุรกิจของตัวเองด้วยความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจที่มีเรื่องให้ต้องปกปิด ประธานซงไม่เพียงเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องแต่เขายังเป็นผู้ให้นิยามความหมายของคำว่า ‘ความยุติธรรม’ ว่าสำหรับคนที่เคยอ่อนแอและไร้ทางสู่ ความยุติธรรมสำหรับเขาคือการปกป้องครอบครัวที่รักด้วยเงินและอำนาจ แม้ว่าจะต้องเหยียบย่ำหรือทำลายใคร สุดท้ายเขาก็อยากเป็นพ่อที่ดีมากกว่าเป็นคนดี ซนฮยอนจูก็ได้แสดงออกถึงคาแรคเตอร์ที่หลายหลาย ทั้งเป็นคนร้ายและเป็นพ่อที่อบอุ่น ซึ่งก็แน่นอนว่าฝีมือการแสดงของเขาไม่เคยทำให้แฟนๆ คอซีรีส์ผิดหวัง

 

อีกหนึ่งนักแสดงที่มาเหนือความหมายสำหรับเรามากๆ คือพัคซองฮุน รับบทเป็นทัคซูโฮ รองประธานกลุ่มบริษัทใหญ่ที่เป็นต้อตอของเรื่องราวมากมายในเรื่อง ก่อนหน้านี้พัคซองฮุนมีผลงานอย่าง Rich Man (2018), The Black Knight (2017), My Only One (2018) มาในเรื่อง Justice เราจะได้เห็นเขาในบทบาทของไฮโซหนุ่มที่ภายนอกดูเป็นคนสุภาพนอบน้อม แต่จริงๆ แล้วเขามีความผิดปกติจนถึงขั้นจะเรียกว่าเป็นโรคจิตเลยก็ว่าได้ และความโรคจิตของเขานี่เองที่สร้างความวุ่นวายและทำให้ผู้ที่อ่อนแอกว่าต้องเดือดร้อน

นอกจากตัวอย่างบทบาทของนักแสดงที่ยกมาให้ฟังกันคร่าวๆ ซีรีส์เรื่อง Justice ยังมีประเด็นและความสนุกอีกมากมายรอให้ทุกคนร่วมไปค้นหา สำหรับใครที่กังวลว่าซีรีส์เรื่องนี้จะหนักหน่วงเกินไป เราบอกใบ้ให้ฟังว่าได้มีการสอดแทรกมุกตลกและเรื่องราวความอบอุ่นเล็กๆ จากความสัมพันธ์ของตัวละครเอาไว้ เพราะฉะนั้นซีรีส์เรื่องนี้จึงเหมาะกับผู้ชมทุกเพศ ทุกวัย และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีเวลาดูแบบต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบในคราวเดียว เพราะเนื้อหาที่สนุกเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้คุณไม่สามารถละสายตาไปจากซีรีส์เรื่องนี้ได้เลย  อ่านต่อได้ที่

 

รีวิวซีรีส์แนวการแพทย์ Dr. Romantic 2020 ศัลยแพทย์ฝีมืออัจฉริยะ

Dr. Romantic

ซีรีส์แนวการแพทย์ Dr. Romantic ยังคงเป็นอีกหนึ่งแนวยอดฮิตในบรรดาคอ ซีรีส์เกาหลี ซึ่งนับวันซีรีส์สัญชาติเกาหลีใต้ยิ่งทวีความนิยมในหลายๆประเทศมากยิ่งขึ้น ด้วยการวางโครงเรื่องอย่างฉลาดหลักแหลม แยบยล และสมจริง โดยใส่ใจในรายละเอียดทั้งในเชิงเทคนิค Dr. Romantic  รวมไปถึงรายละเอียดเฉพาะทาง จนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงประสบความสำเร็จและได้รับ ความนิยม โดยซีรีส์แนวการแพทย์เรื่องล่าสุด “Dr. Romantic 2” ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงความเป็น ซีรีส์แนวการแพทย์ ที่พร้อมด้วยสูตรสำเร็จตามที่ผู้เขียนได้กล่าวเอาไว้ข้างต้น อ้างอิงจาก Nielsen Korea นับตั้งแต่ซีรีส์ออนแอร์จนถึงตอนล่าสุด สามารถครองใจผู้ชม ด้วยตัวเลขเรตติ้งสูงสุดถึง 19.9% (ในตอนที่ 4) นับเป็นซีรีส์ที่มาแรงต้อนรับปี 2020 อย่างสมศักดิ์ศรี และแน่นอนว่าคอซีรีส์ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

ชื่อเรื่อง : Dr. Romantic 2 / Romantic Doctor, Teacher Kim 2 (낭만닥터 김사부2)

แนว : การแพทย์ / เมโลดราม่า / โรแมนติก
ผู้กำกับ : ยูอินชิก (ผลงานก่อนหน้า “Dr. Romantic 1”)
คนเขียนบท : คังอึนคยอง (ผลงานก่อนหน้า “Where Stars Land”)
ช่อง : SBS
จำนวนตอน : 32
ช่วงเวลาออนแอร์ : 6 มกราคม – 25 กุมภาพันธ์ 2563 (ออกอากาศวันละ 2 ตอนตอนละ 35 นาที)
วัน-เวลาออนแอร์ : จันทร์-อังคาร เวลา 22.00 น. (ตามเวลาเกาหลีใต้)
เรื่องก่อนหน้า : “VIP”

เรื่องย่อ : บูยงจู (รับบทโดย ฮันซอกกยู) หรือ อาจารย์คิม เขาเป็นแพทย์ที่แปลกไม่ต้องการเข้าสังคม ซึ่งทำงานอยู่ที่ โรงพยาบาลโทรมๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า ทลดัม และอีกหนึ่งตัวละครหลัก ชาอึนแจ (รับบทโดย อีซองคยอง) แพทย์ Resident สาวปีที่ 2 ที่เชียวชาญด้าน การผ่าตัดหัวใจ และ หลอดเลือด และเธอผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ของคำว่าพลาดมาก่อนเลย สำหรับตัวละครหลักอีกหนึ่งคือ ซออูจิน (รับบทโดย อันฮโยซอบ) แพทย์ Fellow หรือแพทย์ผู้ช่วยอาจารย์ปีที่ 2 ซึ่งมีความสามารถที่ยอดเยี่ยมในการผ่าตัดแต่เพราะ เขามีชีวิตที่ยากลำบาก จึงทำให้เขาไม่เชื่อในเรื่องความสุข ทั้ง ชาอึนแจ และ ซออูจิน จะมาพบอาจารย์คิมผู้แปลกประหลาด และได้เติบโตในฐานะมนุษย์และแพทย์ไปพร้อมๆกันหลังจากที่ผ่านประสบการณ์มากมายร่วมกันกับอาจารย์คิม

 

ซีรีส์เรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวการ รักษาสไตล์ อาจารย์คิม หรือ บูยองจู (รับบทโดย ฮันซอกกยู) ศัลยแพทย์ฝีมืออัจฉริยะแต่ใช้ชีวิตและทำงานในโรงพยาบาลต่างจังหวัดโทรมๆที่มีชื่อว่า ทลดัม ด้วยสไตล์การรักษาที่ไม่เหมือนใครและยังต้องมาต่อกรกับ บรรดาผู้บริหาร และแพทย์ของโรงพยาบาลที่เฝ้าจะทำลายอาจารย์คิม แถมยังมีเคสการรักษาเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผู้ชมต้องลุ้นไปพร้อมกันว่าอาจารย์คิมจะต่อสู้ฝ่าฟันกับอุปสรรคต่างๆไปได้อย่างเมามันส์แค่ไหน ความน่าติดตามที่ต้องลองดูด้วยตัวเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง : เรื่องย่อซีรีส์ Romantic Doctor Teacher Kim 2

หลายคนที่กำลังลังเลว่าจะเปิดดูเรื่องนี้ดีหรือไม่? หรือใครที่กำลังสงสัยกันอยู่ว่าซีรีส์แนวการแพทย์เรื่องนี้สนุกอย่างที่ได้ยินเสียงร่ำลือกันมาจริงแค่ไหน? และทำไมซีรีส์ถึงได้ฮิตมากขนาดนี้? วันนี้ Korseries มาขอนำเสนอ 4 เหตุผลที่จะไขข้อข้องใจให้ผู้ชมได้ทราบว่า อาจารย์คิม ทำไมถึงครองใจผู้ชมมากเกินความคาดหมายขนาดนี้ มาลองติดตามรายละเอียดกันค่ะ ^^

เหตุผลที่ 1 : อาจารย์คิมแพทย์ผู้แสนโรแมนติก แต่จริงๆแล้วเป็นสายโหด
อ่านหัวข้อของเหตุผลแรกแล้วอย่าเพิ่งตกใจอะไรกันไปยกใหญ่ เพราะสิ่งที่ผู้เขียนกำลังจะสื่อไม่ได้หมายความอาจารย์คิมจะไปฆ่าแกงใครอะไรใดๆ แต่เสน่ห์ที่ทำให้ผู้ชมหลงใหลจนทีมงานตัดสินใจทำภาคต่อได้โดยไม่ลังเลนั้น ก็คงมาจากสไตล์การรักษาของอาจารย์คิมคนนี้ที่มัน ดุ เด็ด เผ็ด มันส์ และมุ่งมั่นอย่างเดียวว่าคนไข้ต้องรอดเท่านั้น!!

ฮันซอกกยู รับบทเป็น บูยองจู หรือ อาจารย์คิม

ด้วยสไตล์การรักษาที่ระทึกใจได้มากเหลือเกิน ผสมผสานเข้ากับ การตีโจทย์คาแรกเตอร์และถ่ายทอดบทบาทของ อาจารย์คิม ผ่านฝีมือการแสดงของ ฮันซอกกยู หนึ่งในนักแสดงเจ้าบทบาทของวงการบันเทิงเกาหลีใต้เลยก็ว่าได้ ทำให้ความเจ๋งของตัวละครอาจารย์คิมได้ถูกกลั่นกรองและตกผลึกออกมาได้อย่างสวยงามและสมบูรณ์แบบ เสน่ห์ของอาจารย์คิมจากฮันซอกกยูคือหนึ่งในจุดขายหลักของซีรีส์เรื่องนี้ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้และไม่เคยต้องผิดหวังกับนักแสดงฝีมือฉมังท่านนี้เลยจริงๆค่ะ

อาจารย์คิม กับคู่ปรับคนใหม่ในภาค 2 นี้คือ คิมจูฮอน รับบทเป็น พัคมินกุก ศัตรูคนใหม่ของอาจารย์คิม

เหตุผลที่ 2 : ภาพการรักษาในห้องผ่าตัดอันน่าทึ่งและแสนระทึกใจ
ในการชมซีรีส์แนวการแพทย์นั้น แน่นอนว่าต้องมีภาพการผ่าตัดหรือเลือดตกยางออกมาให้ได้ปิดตากันหลายๆครั้งจนเป็นปกติ แต่สิ่งที่เป็นผลพลอยได้ภาพการรักษาเหล่านั้นคือผู้ชมจะได้ทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นเมื่อได้รับการรักษาผ่านการผ่าตัด หรือแม้กระทั่งระบบการทำงานภายในของมนุษย์ ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ละเอียดเท่าการเรียนแพทย์แต่รับรองว่าต้องได้ความรู้เพิ่มเติมไม่มากก็น้อยโดยไม่ต้องไปนั่งอ่านหนังสือเล่มใหญ่ๆแล้วแถมยังสนุกมากอีกด้วย

ภาพระหว่างการเข้าฝึกการใช้อุปกรณ์ในห้องผ่าตัดของทีมนักแสดง

ซึ่ง “Dr. Romantic 2” ถือเป็นซีรีส์แนวการแพทย์อีกเรื่องที่สามารถถ่ายทอดภาพการรักษาในห้องผ่าตัดได้อย่างลงลึกในรายละเอียดและทำได้ค่อนข้างชัดเจนเข้าใจง่าย รวมถึงได้ความรู้ถึงระบบภายในร่างกายอย่างไม่รู้ตัวไปในหลายๆฉาก ในจุดนี้ผู้เขียนขอชื่นชมการทำการบ้านมาอย่างดีของทีมงานที่มีการศึกษามาอย่างดีจนสามารถถ่ายทอดการรักษาในแต่ละเคสออกมาได้เข้าใจเข้าถึงและสมจริงได้เป็นอย่างดี

 

เหตุผลที่ 3 : ทีมนักแสดงชุดเดิมขนมาอย่างจัดเต็ม ทีมใหม่ก็จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ

นอกจากจะมี ฮันซอกกยู มาเป็นตัวชูโรงในบทบาทของ อาจารย์คิม ในซีรีส์เรื่องนี้แล้ว บรรดานักแสดงชุดเดิมจากภาคแรกนั้นก็ขนกันมาอย่างเพียบ ซึ่งทำให้รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายความเป็นโรงพยาบาลทลดัมและอาจารย์คิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น พยาบาลหนุ่มหล่อขรึม พัคอึนทัก ที่รับบทโดย คิมมินแจ, หัวหน้าพยาบาลเจ้าถิ่น มยองซิม รับบทโดย จินคยอง, หัวหน้าแผนกแอดมิน จางกีแท รับบทโดย อิมวอนฮี, แพทย์วางยาสลบฟรีแลนซ์ นัมโดอิล รับบทโดย บยอนอูมิน, แพทย์ผ่าตัดประจำห้องฉุกเฉิน จองอินซู รับบทโดย ยุนนามู และอีกเพียบ ที่ทุกคนยังสามารถถ่ายทอดบทบาทของตัวเองได้เป็นอย่างดีเหมือนภาคแรกไม่มีผิด

 

จินคยอง / อิมวอนฮี / บยอนอูมิน / ชเวจินโฮ / คิมมินแจ / ยุนนามู
สำหรับทีมนักแสดงชุดใหม่ที่มาเสริมทัพมอบความสนุกในภาคต่อนี้นั้น ฝีมือการแสดงก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากันเลยและ บทบาทของทีมใหม่ ก็ยังสามารถเพิ่ม ความมันส์ ให้เรื่องราวได้ดีอีกด้วย นำทีมโดย อันฮโยซอบ นักแสดงหนุ่มหล่อ (มากกกกก) รับบทเป็น ซออูจิน ศัลยแพทย์ฝึกหัดปี 2 ฝีมือดีแต่ติดหนี้เถื่อนก้อนโตทำให้โดนตามล่า, อีซองคยอง รับบทเป็น ชาอึนแจ ศัลยแพทย์ด้านทรวงอก ฝึกหัดปี 2 ที่มักจะเป็นลมล้มตึงเมื่อได้เข้าผ่าตัด, ชินดงอุค นักแสดงหนุ่มที่น่ารักน่าเอ็นดู (ที่สุด><) รับบทเป็น แบมุนจอง ศัลยแพทย์ด้านกระดูกที่มาทำเป็นหมอและต้องแต่งงานจากแรงกดดันของครอบครัว, โซจูยอน รับบทเป็น ยุนอารึม แพทย์ผ่าตัดประจำห้องฉุกเฉินฝึกหัดปี 4, ยุนโบรา รับบทเป็น ยูยองมิ พยาบาลสาวที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่, คิมจูฮอน รับบทเป็น พัคมินกุก ว่าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทลดัมคนใหม่และคู่ปรับตัวฉกาจของอาจารย์คิม ซึ่งยังมีอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง ทุกตัวละครทั้งมาใหม่และชุดเดิมต่างมาเสริมสร้างความสนุกให้กับซีรีส์ได้เป็นอย่างดีไม่แพ้กันเลย แสดงดีทุกคนเลยค่ะ ^^

อันฮโยซอบ / อีซองคยอง / ชินดงอุค / โซจูยอน / คิมจูฮอน / ยุนโบรา
เหตุผลที่ 4 : ความมันส์แบบสะใจของทั้ง การรักษาคนไข้ และการฟาดฟันกับทีมบริหาร
ทั้งทีมนักแสดงคุณภาพมาครบทีมและทั้งภาพการรักษาในห้องผ่าตัดรวมถึงรายละเอียดที่สมจริงยังไม่พอสำหรับปัจจัยที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ดังเป็นพลุแตก การดำเนินเรื่องราวในพาร์ทต่างๆก็แสนจะเมามันส์ ถ้าเปรียบเทียบเป็นจังหวะเพลงขอเทียบเคียงกับจังหวะร็อคเสียงกลองรัวๆเป็นจังหวะทำให้ผู้ชมต่างลุ้นไปพร้อมๆกันอย่างเร้าใจ

อาจารย์คิม และ ยออุนยอง รับบทโดย คิมฮงฟา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทลดัมคนเก่า

นอกจากความตื่นเต้นที่สนุกมากจากการรักษาชีวิตคนไข้ในแต่ละเคสอาทิเช่น เคสรัฐมนตรีที่ต้องปั๊มหัวใจแบบใช้มือเข้าไปบีบที่ด้านในโดยตรงซึ่งเป็น ทักษะชั้นสูง ที่ปกติไม่เคยเห็นมาก่อนถ้าไม่ได้เป็นแพทย์, หรือจะเคสทะเลาะวิวาทซึ่งมีคนเจ็บเข้ามาอย่างหนาแน่นตรงข้ามกับจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลซึ่งต้องหาทางรองรับให้ทันและช่วยชีวิตไว้ให้ได้ และยังมีอีกหลากหลายเคสที่ได้ความรู้ใหม่กันไปอย่างเพลิดเพลินใจ

อาจารย์คิม และ โดยุนวาน รับบทโดย ชเวจินโฮ บอร์ดบริหารของมูลนิธิ Great
ก็ยังไม่เพียงเท่านั้น ความดราม่าเร้าใจของการที่อาจารย์คิมต้องต่อกรคู่ปรับเก่าอย่าง โดยุนวาน บอร์ดบริหารของมูลนิธิ Great ที่ทำทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนโรงพยาบาลทลดัมให้กลายเป็นศูนย์ขนาดใหญ่ซึ่งรองรับทั้งลูกค้าด้านสุขภาพและด้านความบันเทิง ซึ่งส่ง พัคมินกุก มาปรับโครงสร้างก่อนดำเนินการแผนใหญ่นั้น อาจารย์คิมและพนักงานที่รักโรงพยาบาลนี้ทุกคนต่างพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะรักษาโรงพยาบาลที่พวกเขารักแห่งนี้ไว้ให้จงได้

ทีมแพทย์ที่มาพร้อมกับ พัคมินกุก
ทุกส่วนของการดำเนินเรื่องไม่มีตรงไหนที่จะบอกได้เลยว่าน่าเบื่อหรืออยากจะกดข้ามเลยแม้แต่วินาทีเดียว การดำเนินเรื่องราวอย่างเข้มข้นและสร้างสมดุลให้ได้ทั้งการรักษาทางการแพทย์และการต่อสู้กับทีมบริหารที่เห็นแก่กำไรมากกว่าการช่วยชีวิตคนในภาค 2 นี้ทีมงานก็ยังทำได้ดีและเหมือนจะดีขึ้นไปอีกด้วยค่ะ สุดยอดจริงๆ

 

สำหรับ คำถาม ที่มักจะได้ยินกันบ่อยๆเมื่อมีการแนะนำให้ดูซีรีส์ “Dr. Romantic 2” ก็คือมีความจำเป็นที่จะต้องดูภาคแรกมาก่อนหรือไม่? ผู้เขียนขอยืนยันจากความเห็นส่วนตัวเลยว่าไม่จำเป็น ถ้าเริ่มดูที่ภาค 2 ก่อนก็สามารถรู้เรื่องได้ตามปกติ ความเชื่อมโยงค่อนข้างน้อยแต่ผู้เขียนก็อยากจะแนะนำให้ดูภาค 1 อยู่ดีเพราะสนุกมากไม่แพ้ภาคนี้เลย และ 4 เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นก็เป็นเพียงแค่ข้อมูลบางส่วนที่มารีวิวเท่านั้น อยากรู้ว่าสนุกมากแค่ไหน ขอแนะนำให้ลองไปจัดกันดูนะคะ ดูหนังออนไลน์

รีวิวซีรีส์ : Romantic Doctor Teacher Kim 2016 แนวการแพทย์

Romantic Doctor Teacher Kim

เรื่องย่อ: Romantic Doctor Teacher Kim หมอโรแมนติก Kim, MD, ธีมหลังจากที่ Yoon Ruizhen และคนรักของเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนไป สิ่งนี้ทำให้เขาเสียชีวิตและเธอยังได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือซึ่งอาจทำให้เธอไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ทางการแพทย์ตามกำหนดได้ เมื่อมีปัญหาและความเสียใจอย่างท่วมท้นเธอจึงขึ้นไปบนภูเขาและทำให้เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อีกครั้ง คราวนี้เธอได้รับความช่วยเหลือจากแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ คนที่ทำงานในโรงพยาบาลเล็ก ๆ ในชนบทคือ “อาจารย์คิม” อาจารย์คิมเคยเป็นศัลยแพทย์มือทอง โรงพยาบาลใหญ่ แต่เขาออกจากโรงพยาบาลด้วยความผิดพลาดบางประการ ใช้ชื่อใหม่เพื่อปิดบังว่าตัวเองทำงานในโรงพยาบาลเล็ก ๆ โรงพยาบาลธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา การใช้ทักษะของอาจารย์จินเนื่องจากการทุจริตและการใช้อำนาจของแพทย์อย่างผิดจรรยาบรรณเขาจึงถูกส่งตัวไปที่ห้องผ่าตัดของประธานาธิบดีซึ่งเป็นผู้สนับสนุนโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่เขาจากไป

 

เจียง ตงจู ศัลยแพทย์ผู้เก่งกาจที่โรงพยาบาลทั่วไป ได้ย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาไปพบแพทย์ที่เขาพบในวันที่เขาเสียพ่อไป ใครเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเป็นหมอที่ดีในวันนี้ เขาจะถูกกลืนไปกับการผ่าตัดของโรงพยาบาล อัตลักษณ์และอุดมการณ์เขาได้พบกับอาจารย์จิน และเรียนรู้ที่จะเป็นหมอที่เขาอยากเป็นมาตลอด ซีรีย์ทางการแพทย์เป็นอีกหนึ่งประเภทที่ได้รับความนิยมในเกาหลี ดังนั้นจึงมีการสร้างซีรีส์ประเภทนี้หลายชุดเมื่อปลายปี 2559 หมอคิม (คิม) สุดโรแมนติก เป็นซีรีส์ทางการแพทย์อีกเรื่องที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ชม เหตุผลส่วนหนึ่งคือบทความชุดนี้จะตรวจสอบเรื่องราวของหมอจากอีกมุมหนึ่ง

 

Romance Doctor Kim เป็นละครแนวการแพทย์ของเกาหลีออกอากาศเมื่อปลายปี 2016 นำแสดงโดยนักแสดงฮันเซกยูครูคิมชามูยอนซุกนำแสดงโดยคังดงจูฮยอนฮยอนรับบทยุนซอจองและนักแสดงหน้าใหม่ยางเซ -jong as Teo In Beom เกี่ยวกับแพทย์ที่ต้องเผชิญกับคนไข้เรื่องราวของความเจ็บป่วยในการทำงานในโรงพยาบาล Doldan มีหลายรูปแบบและปัญหาจากปัจจัยภายนอกตัวละครแต่ละตัวมีเงื่อนงำของปัญหาซึ่งช่วยให้เรื่องราวเข้มข้นและน่าสนใจยิ่งขึ้น ซีรีส์จะแจ้งให้คุณทราบ พวกเขาต้องเผชิญกับปัญหาอะไรบ้างเบื้องหลังอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝัน? คุณจะรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในโรงพยาบาล Doldam ซึ่งรักษาคนไข้ด้วยวิธีนี้จริงๆ

 

คังดงจู (รับบทโดย ยูยอนซอก) ศัลยแพทย์หนุ่มอนาคตไกล ผู้เคยสูญเสียพ่อจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของแพทย์ เขาจึงพยายามเป็นแพทย์ที่เก่งและมุ่งมั่นรักษาให้กับผู้ป่วยทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่ในโลกของความเป็นจริงที่การมีเส้นสายเป็นสิ่งสำคัญ ความสามารถเพียงอย่างเดียวจึงไม่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ คังดงจูตัดสินใจเลื่อนการผ่าตัดคนไข้ทั่วไปที่มาถึงก่อนและผ่าตัดให้กับคนไข้วีไอพีเพื่อความก้าวหน้าด้านการงาน แต่ผลการผ่าตัดที่ผิดพลาดทำให้ชีวิตของคังดงจูเปลี่ยนไป เขาถูกย้ายมาที่โรงพยาบาลทลดัม จึงได้พบกับศัลยแพทย์มากฝีมืออย่างอาจารย์คิมและยุนซอจอง แพทย์รุ่นพี่ผู้เป็นรักครั้งแรกของเขา

ยุนซอจอง (รับบทโดย ซอฮยอนจิน) ศัลยแพทย์สาวที่เคยทำงานที่โรงพยาบาลกอแดและเป็นแพทย์รุ่นพี่ของ คังดงจู เธอเลือกเป็นหมอเพราะคนที่ดูแลเธอตั้งแต่เมื่อแม่ของเธอเสียชีวิตคือผู้บริหารโรงพยาบาลกอแด ที่เธอคิดมาตลอดว่าเขาเป็นพ่อแท้ๆ เธอจึงต้องการทำให้เขาภาคภูมิใจและยอมรับว่าเธอเป็นลูกคนหนึ่ง ยุนซอจองเคยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนทำให้แฟนหนุ่มของเธอเสียชีวิต จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เธอต้องต่อสู้กับอาการทางจิตที่รุนแรงขนาดต้องใช้ยาระงับประสาท ซึ่งมีผลต่ออาชีพแพทย์ของเธอเอง

โทอินบอม (รับบทโดย ยังเซจง) ศัลยแพทย์รุ่นเดียวกับคังดงจู ทั้งสองเป็นคู่แข่งกันในทุกเรื่อง แต่โทอินบอมไม่เคยเอาชนะคังดงจูได้เลย เพียงสิ่งเดียวที่โทอินบอมที่เหนือกว่าคังดงจูคือการมีเส้นสายทางการงานที่ดีเพราะเขาเป็นลูกชายของผู้บริหารโรงพยาบาลกอแด วันหนึ่งโทอินบอมถูกส่งมาที่โรงพยาบาลทลดัมเพื่อสืบข่าวเรื่องการวางแผนผ่าตัดของอาจารย์คิม เขาจึงได้เรียนรู้การทำงานด้วยความสามารถของตัวเองโดยไม่มีเส้นสายใดๆ และมันทำให้เขาค้นพบคุณค่าที่แท้จริงของการเป็นแพทย์

สิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้น่าติดตามคือ การดำเนินเรื่องที่รวดเร็วและเน้นเรื่องการแพทย์มากจริงๆ ถึงแม้จะเป็น ซีรีส์ที่มีความยาว 20 ตอน แต่การันตีได้เลยว่ามีฉากผ่าตัดแทบทุกตอน เรื่องความโรแมนติกของพระนางก็มีให้เห็นบ้าง ชนิดที่ว่านานๆมาทีแต่ก็มาแบบจัดเต็ม เป็นความรักแบบผู้ใหญ่ ที่ไม่ได้หวานแหววกุ๊กกิ๊กกันมากมาย ตามภาระหน้าที่การเป็นแพทย์ของทั้งคู่ ถ้ามีฉากสวีทกันมากกว่านี้ก็คงไม่เหมาะ นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราติดตามตลอด คือเราอยากดูตอนที่พระนางจะสวีทกัน แม้จะเป็นโมเม้นต์เล็ก ๆ แบบแค่ซบไหล่กัน บอกรักกัน แต่มันเป็นความรักท่ามกลางความกดดันและปัญหาต่างๆ ความสวีทของพระนางจึงช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดไปได้บ้าง

 

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้น่าติดตามคือ ตัวละครทุกตัวมีปมปัญหาที่ซ่อนเอาไว้ ไม่มีใครเป็นคนเพอร์เฟ็ก ซึ่งทำให้ตัวละครมีความสมจริงยิ่งขึ้น ตัวละครที่เราชื่นชอบมากที่สุดก็คือตัวละครเอก ทั้งพระเอกและนางเอก คนเขียนบทสร้างเรื่องราวให้กับตัวละครเอกได้อย่างสมเหตุสมผล การกระทำของตัวละครเป็นไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น ทั้งคังดงจูและยุนซอจองต่างมาประกอบอาชีพเป็นหมอเพราะมีความต้องการบางอย่าง แต่เมื่อพวกเขาได้มาเป็นหมอแล้ว ความต้องการนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยภาระหน้าที่ของการเป็นหมอ ไม่ว่าความต้องการก่อนหน้านี้คืออะไร สุดท้ายสิ่งที่คนเป็นหมอทุกคนควรกระทำก็คือการช่วยเหลือชีวิตคนไข้

ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่า ชีวิตของหมอ บางครั้งก็ไม่ได้สวยงามและไม่ได้ดำเนินไปตามทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ กว่าพวกเขาจะได้มาประกอบอาชีพอันมีเกียรตินี้ พวกเขาก็ต้องผ่านความยากลำบากมาก่อนกันทั้งนั้น และเมื่อได้มาประกอบอาชีพนี้แล้วก็ขึ้นอยู่กับหมอแต่ละคนว่าจะเลือกดำเนินชีวิตของตนอย่างไร จะเลือกนำความรู้ที่ตนมีไปช่วยเหลือผู้อื่นหรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น

คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจซีรีส์เรื่อง Romantic Doctor Teacher Kim คือคุณควรมีเวลาว่างพอสมควรในการดูซีรีส์เรื่องนี้ เพราะหากคุณได้เริ่มต้นดูแล้วฟันธงเลยว่า คุณจะต้องอยากดูต่อยาวๆ และอีกหนึ่งคำแนะนำคือคุณควรมีจิตใจที่เข้มแข็งพอ ซีรีส์เรื่องนี้สามารถทำให้เราเสียน้ำตาได้ง่ายๆ เพราะมีทั้งเรื่องเกี่ยวกับความรัก ครอบครัว เพื่อน และที่สำคัญเมื่อดูซีรีส์เรื่องนี้จบ คุณอาจได้คุณหมอหรือบุรุษพยาบาลของโรงพยาบาลทลดัมเป็นแฟนเพิ่มก็เป็นได้

 

นับเป็นซีรี่ส์เรตติ้งสูงส่งท้ายปลายปี 2016 (ที่มาจบเอาปี 2017) ซึ่งไต่เรตติ้งด้วยการเปิดตัวที่ 9% และทำได้สูงสุดที่ 28% ในตอนที่ 20 แม้ปีที่ผ่านมาเราจะได้ชมซีรี่ส์ทางการแพทย์ไปบ้างแล้ว แต่เรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีและโดดเด่นมากๆ แม้จะมีเรื่องรัก แต่ก็ไม่ได้เวิ้นเว้อจนน่าเบื่อ แต่เน้นไปที่การเล่าเรื่องการทำหน้าที่ของแพทย์จริงๆ โดยเรื่องนี้ เด่นไปที่เป็นคนไข้ฉุกเฉินเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอุบัติเหตุในเรื่องก็ไม่ธรรมดาเลย ไม่ว่าจะชนขบวนจักรยาน หรือการรถชนหลายคันเนื่องจากถนนลื่น ทำให้เรื่องนี้ เหล่าหมอๆ ต้องรับเคสคนไข้พร้อมกันเป็นจำนวนมาก

ระหว่างเรื่องเราได้เห็นการผ่าตัดจำนวนมาก โดยบางตอนถึงกับมีการผ่าตัดพร้อมกัน 2 เคสเลยทีเดียว (ฉากผ่าตัดก็จริงจังมาก มีความสมจริง ตัวละคร แต่ละตัวเป็นแพทย์พยาบาลฝีมือดี แสดงได้คล่องมาก) ขณะเดียวกันนอกจากเรื่องราวของ แต่ละเคส ที่นอกจากจะเล่าเรื่องการผ่าตัด ยังมีการแทรกดราม่าชีวิตของคนไข้แต่ละคน ที่ช่วยหล่อหลอมให้ตัวละครแต่ละตัวเติบโตขึ้น โดยมีการเล่าเรื่องของทั้งตัวละครหลัก และสมทบ ซึ่งแต่ละคนก็มีปมปัญหาของตัวเอง เรียกได้ว่าเป็น 20 ตอนที่เต็มไปด้วยฉากการรักษาและดราม่าชีวิตไปพร้อมๆกัน อัดแน่นทุกตอน แต่ก็ยังแทรกมุกขำๆ และเรื่องราวความรักไว้ด้วย ทำให้ไม่มีจุดไหนน่าเบื่อ และกลมกล่อม ครบรสมากๆ

ในส่วนของนักแสดง ก็ได้ 3 นักแสดงนำที่เราอาจจะเคยได้ชมผลงานมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะตัวละครอาจารย์คิมซึ่งแสดงฝีมือเป็นที่ประจักษ์และ

ได้รับรางวัลแดซัง(รางวัลสูงสุด) จากงาน SBS Drama Awards 2016 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ด้วยการแสดงที่มีพลังและปมอารมณ์ที่อัดแน่นของตัวละคร

อีกทั้งยังมีฉากการฟาดฟันอารมณ์ อันเกิดจากการไม่เข้าใจกันทำให้ทั้ง ฮันซอกกยู และยูยอนซอก ได้ปล่อยของกันแทบจะตลอดเวลา นอกจากนี้

เคมีของคู่พระนางที่เปิดตอนแรกมาก็จูบกันเลย ก็ลงตัวอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงท้ายๆซึ่งน่ารักมากๆ

ในส่วนนักแสดงสมทบทั้งหมดก็เรียกว่าไม่ด้อยไปกว่ากันเลย ทั้งคุณหัวหน้าพยาบาล (ติดตามออนนี่มาหลายเรื่องแล้ว นับเป็นหนึ่งในนักแสดงสมทบมากฝีมือที่มีผลงานเยอะมากๆ) คุณหมอดมยา ผอ.โรงพยาบาลตัวร้าย ฯลฯ แต่ละคนมีบทบาทต่อการดำเนินเรื่อง และกลายเป็นที่รักของคนดู โดยเฉพาะ Yang Se Jong (รับบท หมอโดอินบอม) ก็เป็นที่สนใจของแฟนๆซีรี่ส์มาก รวมทั้ง คิมมินแจ ผู้รับบทฝ่าบาทในช่วงวัยรุ่นในเรื่อง Goblin ที่มารับบทบุรุษพยาบาลในเรื่องนี้ด้วย

 

ฉากหนึ่งที่เราประทับใจมากในเรื่อง คือการก้าวผ่านปมในใจของคังดงจู ที่เรียนรู้ว่าแพทย์ไม่สามารถรักษาชีวิตของทุกคนเอาไว้ได้ เขาได้นึกถึงเรื่องราวของพ่อของเขาที่เขาเชื่อว่าต้องจากไปเพราะความผิดพลาดของอาจารย์คิม เมื่อเจอกับตัวเองในขณะที่ตัวเองอยู่ในฐานะแพทย์ เขาเข้าใจอาจารย์คิม แต่ก็ไม่สามารถทำใจยอมรับได้ทั้งหมด ฉากนี้ยูยอนซอกแสดงออกมาได้ดีมากๆ เรียกได้ว่า สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง แสดงออกมาได้อย่างครบถ้วน เราสามารถเห็นความสับสน ความรู้สึกของการพยายามยอมรับสิ่งที่ตัวเองรู้ดีว่าถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่สามารถทำได้ เป็นความรู้สึกอัดอั้นตันใจ ของคนที่กำลังจะโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

นอกจากนี้ในตอนพิเศษของเรื่องยังได้นำตัวละครรักแรกของอาจารย์คิมมาเล่าเรื่องของการทำงานของแพทย์อีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานนอกโรงพยาบาล อยู่ในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไม่สงบต่างๆ ที่แม้จะเป็นแพทย์เหมือนกัน แต่กลับต้องทำงานอยู่ในโลกที่แตกต่างจากโรงพยาบาลในเมืองอย่างมากมาย

คิมฮเยซูมาร่วมแสดงในบทอดีตคนรักของอาจารย์คิม

อีกประเด็นที่เรื่องนี้แทรกไว้คือ การที่ชีวิตคนเราเกิดจาการเลือกทางเดินต่างๆ หากเราเลือกที่จะทำให้ดีที่สุดแล้ว สุดท้ายทุกอย่างก็จะจบลงด้วยดี ชีวิตเต็มไปด้วยทางเลือกที่เราต้องตัดสินใจ และไม่ว่าเราจะเลือกอย่างไร นั่นแหละจะเป็นการหล่อหลอมตัวตนของเรา

ตัวละครแต่ละตัวในเรื่องล้วนมีที่มาที่ให้มาพบกัน ความดีทั้งหมดที่อาจารย์คิมทำมาตลอด นำพาผู้คนมากมายเข้ามาในชีวิต ช่วยเหลือกัน เรียนรู้จากกันและกัน ชีวิตไม่มีเรื่องบังเอิญ การพบกันของคนเราก็เช่นกัน ไม่ว่าอะไรจะพาให้แต่ละคนมาพบกัน สิ่งสำคัญคือทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อที่จะไม่ต้องเสียใจในผลของการกระทำนั้น

รีย์แนวการแพทย์ โรแมนติกในซีรีย์การแพทย์เนื้อเรื่องดีจนมีซีซั่น 2 ในซีซั่น 1 กับเรื่อง ( Romantic Doctor, Teacher Kim 1 : ด็อกเตอร์โรแมนติก 1 ) เป็นเรื่องราวของเหล่าทีมแพทย์และบุคลากรของโรงพยาบาลทลดัมเป็นโรงพยาบาลเล็กๆในต่างจังหวัด ที่จะต้องรับมือกับคนไข้ที่เข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน นำทีมโดยหมอคิม อดีตศัลยแพทย์มือทองของโรงพยาบาลใหญ่ ผู้ที่ต้องคอยดูแลเคสต่างๆ ทั้งหนักและเบา นอกจากนี้เค้ายังต้องคอยดูแลเหล่าแพทย์หนุ่มสาวที่ต่างคนต่างมีนิสัยและปัญหาที่แตกต่างกัน โดยเรื่องเริ่มต้นจากนางเอกมีพี่ชายเป็น ผอ. โรงพยาบาลเอกชนเธอพยายามทำตัวให้เก่งเพื่อที่จะให้พี่ชายของเธอยอมรับ แต่พี่ของเธอค่อนข้างมีนิสัยเป็นสีเทา ทำให้เธอเสียใจและได้ออกเดินทางไปเดินเขาแต่ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้เธอต้องไปทำงานที่ ทลดัม และพระเอกของเรานั้นเป็นชายหนุ่มผู้เชื่อมั่นในตัวเองสูงทำให้ เกิดข้อผิดพลาด ในการทำงานทำให้ต้องย้ายไปเป็นหมอที่ โรงพยาบาลทลดัม ในตัวของเชานั้นไม่อยากไปเพราะโรงพยาบาลมีความล้าสมัย เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปและตัวเอกอย่าง dr.คิมเค้าจะจัดการปัญหาที่ต้องคอยรับมือกับผู้บริหารระดับสูงของ มูลนิธิการแพทย์ กอซาน ที่คอยจะกำจัดเค้าอย่างไร ไปลุ้นด้วยกัน

 

ดูหนังออนไลน์

 

รีวิวซีรีส์ : My ID is Gangnam Beauty (2018) ที่รีเมคมาจากเว็บตูน

รีวิวซีรีส์ : My ID is Gangnam Beauty (2018) ที่รีเมคมาจากเว็บตูน

รีวิวซีรีส์ : My ID is Gangnam Beauty ซีรีส์เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่รีเมคมาจากเว็บตูนในชื่อเรื่องเดียวกันโดยตีพิมพ์ผ่าน Naver Webtoon ช่วงปี 2016 และได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงเวลานั้น เรื่องราวในเวอร์ชั่นซีรีส์หลักๆจะเน้นไปที่การใช้ชีวิตของนักศึกษาใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยของ คังมิแร (รับบทโดย อิมซูฮยัง) ที่ทำศัลยกรรมมาเพราะถูกล้อเลียนเรื่องความอัปลักษณ์แต่เมื่อสวยเพราะศัลย์แล้วก็ยังถูกล้อเลียนต่อว่าเธอสวยแบบกังนัม เพราะสาวในแถบกังนัมนั้นมักจะสวยจากการศัลยกรรม รวมถึงเน้นหนักไปที่ประเด็นความรักระหว่างเธอกับพระเอก โดคยองซอก (รับบทโดย ชาอึนอู) หนุ่มรูปหล่อพ่อรวยเรียนเก่งสุดแสนจะเพอร์เฟคแต่กลับชอบปลีกตัวอยู่คนเดียวไม่สุงสิงกับใคร

จุดเด่นของละครเรื่องนี้คือเรื่องราวที่มีการชูประเด็นสะท้อนสังคมมาเป็นหัวใจหลักในการดำเนินเรื่อง และทำให้ผู้ชมได้เห็นภาพตามว่ามันมีผลต่อจิตใจและการประพฤติตัวอย่างไรกับเด็กวัยรุ่นที่ซึ่งอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นความสำคัญของสถาบันครอบครัว เริ่มจากทางฝั่งบ้านของนางเอก คังมิแร ที่ต่างรักและสนับสนุนกันและกัน เธอจึงอย่างน้อยยังมีพ่อและแม่ที่ให้เธอกลับไปพักพิงหัวใจเมื่อเธอเหนื่อยล้าจากความเศร้าในการใช้ชีวิต ในทางกลับกัน โดคยองซอก กลับต้องหาทางดิ้นรนกับปัญหาด้วยตัวเองเพราะพ่อแม่ที่เลิกกันจนกลายเป็นครอบครัวแตกร้าว และพ่อที่เป็นคนเลี้ยงดูกลับเอาแต่หมกมุ่นกับการทำงานจนลืมที่จะแบ่งปันความรักความเอาใจใส่ให้กับลูกๆ

นาฮเยซอง แม่ของโดคยองซอก รับบทโดย พัคจูมิ – ประธานบริษัทน้ำหอมชื่อดังและสวยมาก เธอกลับมาเกาหลีเพราะอยากเจอหน้าลูกๆอีกครั้ง

ชีวิตมันก็คือการต่อสู้กับอุปสรรค ผู้คนอาจจะใช้ชีวิตเหมือนไม่ต้องเป็นห่วงอะไร แต่จริงๆคือทุกคนต่างกำลังพยายามใช้ชีวิตให้ดีที่สุดต่างหากล่ะ

กล่าวโดยแม่ที่กำลังสอน คังมิแร อยู่ในตอนที่3

คิมแทฮี สาวอวบหน้าสวยที่มักจะถูกเพื่อนชายล้อเลียนเรื่องรูปร่าง รับบทโดย อีเยริม
และอีกประเด็นทางสังคมที่ไม่พลาดที่จะกล่าวถึงจากการชมซีรีส์เรื่องนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องการถูกล้อเลียนจากเพื่อนๆในสถาบันการศึกษา เคสของ คังมิแร เธอถูกล้อเลียนอย่างหนักตั้งแต่สมัยเด็กจนเข้ามหาวิทยาลัย จุดนี้เป็นผลทำให้บุคลิกกลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองและหลีกเลี่ยงการอยู่กับคนหมู่มาก และยังรวมถึงสาวๆที่รูปร่างอวบหรือไม่แต่งหน้าไม่แต่งตัว ก็จะถูกเพื่อนนักศึกษาชายล้อเลียนเรื่องให้หยุดทานอาหารหรือให้ใส่กระโปรงบ้างจะได้สวยๆ … การกระทำเหล่านี้คือการดูถูกแบบทางตรงโดยไม่สามารถใช้คำว่า “ล้อเล่น” มาอ้างได้ การที่มนุษย์คนหนึ่งจะรูปร่างหน้าตาอย่างไรหรืออยากจะแต่งตัวแบบไหน ก็ถือเป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของมนุษย์คนนั้น มนุษย์เหมือนกันไม่มีสิทธิ์ไปวิจารณ์หรือตัดสินคนอื่น เพราะผลจากการตัดสินของคนหมู่มากในสังคม มีผลอาจก่อให้เกิด การศัลยกรรม, โรคบูลิเมีย (โรคล้วงคออ้วกหลังทานอาหาร), โรคอะนอเรกเซีย (โรคกลัวอ้วน), โรคซึมเศร้า, โรคเครียด, การขาดความมั่นใจ และอีกมากมาย ซึ่งผลร้ายที่สุดอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุของการฆ่าตัวตาย

พัคยูนา รับบทโดย ยูอึน / ควอนยุลบยอล รับบทโดย แบดาบิน – 2 สาวสตรองประจำคณะเคมีที่มักจะไม่ชอบใจเมื่อเพื่อนสาวถูกล้อเลียน

การเรียนไม่เก่ง …. ไม่ใช่อาชญากรรม

กล่าวโดย โดคยองซอก ในตอนที่ 7

โดคยองซอก – ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้เงียบขรึมและชอบอยู่คนเดียว
นอกจากจะเป็นละครความรักวัยใสที่ไม่ไร้สาระแล้ว โดยรวมของเรื่องราวทั้งหมดก็ยังถือว่าทำได้ดูสนุกเพลิดเพลินเอาใจกลุ่มตลาดเป้าหมายวัยใสได้เป็นอย่างดี เป็นธรรมดาที่จุดสำคัญของละครแนวนี้มันคงไม่ถึงขึ้นขยี้ใจได้มากมาย และก็มีบ้างที่ค่อนข้างดำเนินเรื่องช้ามากๆจนอยากจะกดข้ามอยู่หลายที แต่ด้วยหน้าตาของพ่อหนุ่ม ชาอึนอู ก็ดึง นูน่า ให้กลับมารับชมต่อทุกนาทีได้อย่างครบถ้วนและไม่ลำบากยากเย็น บทพระเอกเรื่องนี้ต้องใช้การแสดงออกทางสายตาค่อนข้างเยอะ กับการแสดงละครยาวเรื่องแรกถือว่าทักษะค่อนข้างดี บางครั้งมีบ้างที่ยังส่งอารมณ์มาไม่ถึงผู้ชมซักเท่าไหร่ แต่การพัฒนาก็ยังสามารถเป็นไปได้ด้วยการที่พ่อหนุ่มต้องขยันรับละครมาเอาใจแม่ยกอีกเยอะๆนะคะ

 

อ่านต่อได้ที่