Review Movie 22 Jump Street Directed by Phil Lord

22 Jump Street

22 Jump Street is a 2014 American buddy cop action comedy film directed by Phil Lord and Christopher Miller, written by Jonah Hill, Michael Bacall, Oren Uziel and Rodney Rothman and produced by and starring Hill and Channing Tatum. Ice Cube,

Peter Stormare, Jillian Bell, Amber Stevens, and Wyatt Russell also star. It is the sequel to the 2012 film 21 Jump Street,

which is in turn based on the television series of the same name. The plot follows police officers Schmidt and Jenko as they go undercover at a college in order to find the supplier of a new drug.

Plans for a Jump Street sequel began the week of the first film’s release. Hill and Tatum were quickly confirmed to be reprising their roles,

while Miller and Lord announced they’d be returning to direct in July 2013. Filming took place from September to December 2013 in New Orleans, Louisiana, as well as San Juan, Puerto Rico.

The film was released on June 13, 2014, by Columbia Pictures and Metro-Goldwyn-Mayer. It received positive reviews, with some critics calling it one of the best comedy sequels of all time,

and grossed $331 million worldwide. A third film, as well as a possible crossover with the Men in Black franchise,

were discussed but never came to fruition; a female-led spin-off is in development.

Two years following their success in the 21 Jump Street program, Schmidt and Jenko are back on the streets investigating narcotics trafficking. However, after failing in the pursuit of a group of drug dealers led by The Ghost, Deputy Chief Hardy puts the duo back on the undercover program to work for Captain Dickson – now located across the street at 22 Jump Street.

Their assignment is to go undercover as college students and locate the supplier of a synthetic drug known as “WHY-PHY” (Work Hard? Yes, Play Hard? Yes) that killed a student photographed buying it on campus from a dealer.

At college, Jenko befriends a pair of jocks named Zook and Rooster, who soon become the prime suspects of the investigation.

Jenko starts attending parties with the jocks who do not take as kindly to Schmidt. Meanwhile, Schmidt gets the attention of an art student,

Maya, by feigning an interest in slam poetry. The two sleep together, to the disapproval of Maya’s roommate Mercedes, and Schmidt later finds that Maya is the daughter of Captain Dickson,

whom Schmidt bragged to about “getting laid”, much to Dickson’s fury. Despite sleeping together,

Maya tells Schmidt not to take it seriously, and he starts to feel left out as Jenko bonds more and more with Zook who encourages him to join the football team.

When Schmidt and Jenko are unable to identify the dealer, they visit Mr. Walters and Eric in jail for advice, and Walters points out a unique tattoo on the arm of the dealer in the photograph. Whilst hanging out with Zook and Rooster,

Jenko notices that Rooster does not have the tattoo but sees it on Zook’s arm. Schmidt and Jenko are invited to join a fraternity led by the jocks, but Schmidt refuses, furthering the tension between the two as Jenko passes their requirements.

They later realize that Zook is not the dealer but rather another customer.

Soon afterwards, they find The Ghost and his men on campus, but The Ghost again evades them.

Jenko reveals to Schmidt that he has been offered a football scholarship with Zook and is uncertain about his future as a police officer.

Afterwards, Schmidt reveals his true identity and moves out of the dorm, angering Maya.

Spring break arrives, and Schmidt goes after The Ghost. He is joined by Jenko, so the two can have one final mission together.

The pair head to the beach where The Ghost is likely to be dealing WHY-PHY.

Inside a bar, they find Mercedes, who is The Ghost’s daughter, giving instructions to other dealers. The pair, backed up by Dickson and the rest of Jump Street, ambush the meeting. The Ghost flees,

while Mercedes is knocked out by Schmidt. While pursuing The Ghost, Jenko is shot in the shoulder.

The Ghost attempts to escape in a helicopter; Schmidt and Jenko manage to jump across to it, but they fall into the sea and Jenko is able to throw a grenade into the helicopter.

The Ghost celebrates his victory prematurely while the grenade explodes. Jenko tells Schmidt that he still wants to be a police officer as he believes their differences help their partnership,

and the two reconcile in front of a cheering crowd. Dickson approaches them claiming to have a new mission undercover at a medical school.

During the end credits, Jenko and Schmidt go on a variety of undercover missions to different schools, which are portrayed as 22 fictional sequels, an animated series, a video game, and a toy line.

One mission features Detective Booker while another sees the return of The Ghost, who survived the helicopter explosion.

ดูหนังออนไลน์ 22 Jump Street

Review Movie The Fiery Priest Hot Blooded Priest ผู้กำกับ : อีมยองอู

The Fiery Priest

Review Movie The Fiery Priest Hot Blooded Priest รีวิว ซีรีส์โรคจิต ซีรีส์เฉือนคม มาหลายเรื่องแล้ว วันนี้หันมารีวิวสายบู๊ปนฮากันบ้าง ซีรีส์มันส์ ๆ ฮา ๆ มีดราม่าเล็กน้อย แต่ดูเสร็จแล้วซาบซึ้งกินใจ ต้องยกให้ The Fiery Priest ชื่อภาษาไทยใน Netflix คือ บาทหลวงเลือดระอุ แค่ฟังชื่อเลือดก็เดือดพล่านแล้ว

เรื่องนี้มีดีที่นักแสดงจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวหลัก ตัวประกอบ ตัวเล็ก ตัวน้อย แสดงได้ดีหมด เนื้อเรื่องมีซึ้ง ปนฮา ปนบ้าบอ มีเครียดบ้าง แต่ไม่เยอะ

ถือว่าเป็นซีรีส์ดี ๆ อีกเรื่องเลยทีเดียว แต่บอกไปไว้ก่อน เรื่องนี้ Love line บางมาก แทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ ฉะนั้นดูเอามันส์ ไม่ต้องเน้นรักโรแมนติกนะ

เนื้อเรื่องจะตามติดชีวิตบาทหลวงที่ชื่อ คิม แฮ อิล ก่อนที่จะมาเป็นบาทหลวง เขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษ ผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก เป็นนักรบมือฉมัง ก่อนที่จะเกิดเหตุทำให้เขาต้องล้างมือ และชำระบาปด้วยการหันมาเป็นบาทหลวงแทน

แต่ถึงหันหน้าเข้าหาพระเจ้าแล้ว นิสัยเก่า ๆ ก็ยังไม่หาย ฉะนั้นเมื่อมีเรื่องมาสะกิดต่อมนาง นางจะระเบิดแล้วพังคู่ต่อสู้ให้ราบเป็นหน้ากอง ทำให้หลาย ๆ คนถึงกับกลัวกันเลยทีเดียว

วันหนึ่งพระคุณเจ้าอี ยัง จุน ที่เขาสนิทที่สุด และเป็นเหมือนพ่อในวงการศาสนาของเขาเกิดเสียชีวิตอย่างปริศนา มีข่าวออกมาว่าเป็นการฆ่าตัวตาย หนีความผิดฉ้อโกง และลวนลามผู้หญิง แต่คิม แฮ อิลไม่เชื่อ เขาจึงเริ่มต้นสืบหาความจริง เพื่อล้างมลทินให้กับพระคุณเจ้า

ในตอนแรกที่เขาสืบหาความจริง นอกจากซอ เซิง อา ตำรวจสาวมือใหม่ ก็ไม่มีใครให้ความร่วมมือเขาเลย เนื่องจากชุมชนถูกขาใหญ่ทำให้กลัว แม้กระทั่งตำรวจเองก็ไม่กล้าหือกับอำนาจมืด แต่ด้วยความกล้า บ้าดีเดือด และความจริงใจแบบดิบ ๆ ของบาทหลวงคิม แฮ อิล ในที่สุดก็มีหลาย ๆ คนมาเป็นกำลังหนุนให้เขาในการสืบคดีครั้งนี้

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่มีการชูตัวประกอบได้ดี ตัวละครทุกตัวดีงาม มีเบื้องลึก เบื้องหลัง การดำเนินเรื่องกระชับ ฉับไว ไม่ยืดยาด เนื้อเรื่องมีความซาบซึ้งตรึงใจ หลายซีนมาก เช่น ตอนที่บาทหลวงหนุ่มน้อยฮัน ซังกยู ถูกทำร้าย บาดเจ็บใกล้ตาย จะเห็นว่าพระเอกพยายามทุกทางเพื่อจับคนร้ายมาลงโทษ หรือตอนที่พระเอกของเราจะถูกจับปลดจากการเป็นบาทหลวง เพื่อน ๆ ของนางก็ร่วมใจกันแก้ไขสถานการณ์ หรือแม้กระทั่งตอนท้ายเรื่อง พระเอกถูกบีบให้ออกจากชุมชน แต่ในตอนนั้นพระสันตะปาปาก็ได้บินมายังเกาหลีและมาหาพระเอก พร้อมขอบใจที่นางอุตส่าห์ล้างมลทินให้พระคุณเจ้าอี ยัง จุน ซึ่งถือเป็นเพื่อนของพระสันตะปาปาเช่นกัน เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า คนทำดี ย่อมได้รับการเหลียวแลจากพระเจ้าเสมอ

ผู้กำกับเรื่องนี้คือ พัค แจ บอม เป็นผู้กำกับมือทอง กำกับซีรีส์ดัง ๆ มาแล้วหลายเรื่อง บางเรื่องตอนกำกับยังไม่มีทีท่าว่าจะดัง พอออกอากาศปุ๊บ คนติดเกรียว ดูตัวอย่างได้จาก Chief Kim แถมยังเคยกำกับซีรีส์น้ำดีอย่าง Good Doctor มาแล้ว ฉะนั้นฝีมือการลำดับเรื่อง การตัดภาพ อารมณ์ของซีรีส์ ไม่ต้องกังวลเลย ทำได้เยี่ยม

พระเอก คิม แฮ อิล บาทหลวงเลือดร้อน แสดงโดย คิม นัม กิล นักแสดงมากฝีมือ คนนี้เน้นแสดงบทบู๊ บทตลก บทแมน ๆ ความจริงแสดงหนัง

ซีรีส์มานานแล้ว แต่มาแจ้งเกิดจากบทบีดัม ในเรื่อง Queen Seondeok (ซอนต็อก มหาราชินีสามแผ่นดิน) จากนั้นมาชีวิตการแสดงของนางก็ปังบ้าง พังบ้าง แต่ 2 เรื่องล่าสุด คือ Live Up to Your Name และ เรื่อง The Fiery Priest นางปังมาก บทในเรื่องนี้นางต้องแสดงเป็นคนมีอดีต ทำผิดเลวร้าย ไม่ตั้งใจ เลยหันหน้าเข้าโบสถ์แทน แต่ก็มีเรื่องให้นางต้องลุแก่โทสะบ่อย ๆ น่าหนักใจแทน

นางเอก ปาร์ก คยอง ซอน อัยการสาว เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว แสดงโดย ฮันนี่ ลี สาวงามการันตีด้วยตำแหน่ง Miss Korea ปี 2006 เรื่องนี้นางสลัดคราบนางงาม มาเป็นอัยการบ้า ๆ บอ ๆ นางมีโมเมนต์หลุดโลก ไม่ห่วงสวยในเรื่องเยอะมาก

เพราะบทจะต้องแสดงเป็นคนออกแนวเห็นแก่ตัว ทั้ง ๆ ที่ลึก ๆ ก็เป็นคนดี มีน้ำใจ แต่ต้องพังกำแพงทุนนิยมในใจของตัวเองให้ได้ นางมีความแอบชอบพระเอกเพราะคิดว่าพระเอกหน้าตาดี แต่ Love line ไม่ค่อยมีนะเรื่องนี้ อย่าหวังมาก

ผู้ช่วยพระเอก กู แท ยอง ตำรวจขี้ขลาดที่ความจริงซ่อนลูกบ้าไว้เยอะกว่าที่คิด แสดงโดย คิม ซอง คยูน คนนี้เขาแสดงมาหลายเรื่องแล้ว ผลงานการันตีมากมาย แต่หนักไปทางหนังมากกว่าซีรีส์ มาเรื่องนี้ก็แสดงได้ดีอีกเช่นเคย เพราะตัวละครตัวนี้ก็มีปม

(เหมือนตัวละครส่วนใหญ่ในเรื่อง) คู่หูคนเก่าของเขาเกิดตายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ก็เลยฝังใจ ไม่อยากให้เพื่อนพ้องของตัวเองตายอีก เลยกลายเป็นคนขี้ขลาดไปแทน แต่ตอนหลังมาเจอพระเอกของเรา นิสัยขี้ขลาดก็เริ่มหายไป กลับไปเป็นคนกล้า บ้าดีเดือดเหมือนเดิม

ผู้ช่วยพระเอกหมายเลข 2 ซอ เซิง อา ตำรวจสาวมือใหม่ สไตล์ฮิปฮอป แสดงโดยกึม แซ รก คนนี้ก็แสดงมาหลายเรื่องแล้ว แต่ยังไม่เด่นโดนใจเสียที ทำให้หลาย ๆ คนไม่คุ้นหน้า (ส่วนใหญ่นางแสดงหนังมากกว่า และได้บทเป็นตัวประกอบเสียเยอะ

ทั้ง ๆ ที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่ปี 2015 แล้ว) มาเรื่องนี้ ถือว่าแสดงได้ดี ตัวละครเด่นขึ้นมาทีเดียว นางเป็นหนึ่งในตัวละครไม่กี่ตัวที่ดีมาตั้งแต่ต้น จิตใจใสบริสุทธิ์ ในเรื่องนางเป็นคู่หูกับกู แท ยอง ตอนแรกนางเลยไม่ค่อยเคารพคู่หูรุ่นพี่ของตัวเองเท่าไหร่ เพราะเขาดูไม่แน่จริง เหลาะแหละ

ตัวแถมแต่ Impact เยอะมาก ทรงศักดิ์ แสดงโดย อัน จาง ฮวอน ตัวละครตัวนี้อยากพูดถึงมาก เพราะตัวละครเป็นคนไทย จิตใจใสซื่อ ตัวแทนชนชั้นแรงงาน ทำงานหนัก แต่ชีวิตโดนกลั่นแกล้ง โดนกีดกันว่าเป็นชนชั้นสอง

เนื่องจากเป็นคนไทยที่เข้าไปทำงานร้านอาหารจีนในเกาหลี ทรงศักดิ์มีคู่หูที่รักกันอีกคนหนึ่ง ทำงานเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ร้านสะดวกซื้อ ถึงตัวทรงศักดิ์จะดูซื่อ ๆ ไม่มีพิษไม่มีภัย แต่จริง ๆ แล้วนางเป็นเสือซ่อนลาย เทคนิคการต่อสู้ร้ายกาจ ต้องดูเอง ดูแล้วจะประทับใจในตัวเขามาก

 

ดูหนังออนไลน์ The Fiery Priest

รีวิวหนังตลก ฟัด จัง โตะ คอมเมดี้ ตบ จูบ ผกก. ยอร์ช ฤกษ์ชัย

ฟัด จัง โตะ

รีวิวหนังตลก ฟัด จัง โตะ คอมเมดี้ ตบ จองคิวฉายหนังทุกปลายปีสำหรับค่าย M39 และ ยอร์ช ฤกษ์ชัย ผู้กำกับที่มีมุ่งมั่นในการทำ หนังรักตลก ออกมาอย่างสมํ่าเสมอ ช่วง10ปีที่ผ่านมาภาพยนตร์ของเขาแม้จะทำเงินไปมากมาย พร้อมกับเสียงชื่นชมจำนวนมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกฟากหนึ่งก็มีเสียงวิจารณ์จากคนดูหนังไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่ชอบ จนถึงเข้าขั้นเกลียดหนังของเขา

ดังนั้นปี 2013 กับ ฟัดจังโตะ โปรเจกต์หนังรักซาดิสต์คอเมอดี้ของ ยอร์ช ฤกษ์ชัย เขาจึงดึงเอาเพื่อนซี้อย่าง ดิ่ง นพดล อากาศ ผู้กำกับโฆษณา มาร่วมกำกับด้วย คล้ายกับว่าต้องการแก้มือและลบคำสบประมาทของผู้ที่แอนตี้หนังของเขา แรกทีเดียวเขาออกตัวว่าสร้างสรรค์ภาพยนตร์โดยตัวเขากับชาวคณะจนผมเข้าใจผิดคิดว่าเรื่องนี้ ยอร์ช ไม่ได้กำกับ เป็นเพียงผู้อำนวยการสร้าง มาทราบตอนใกล้จะได้ชมหนังว่าเป็นการกำกับคู่

เรื่องย่อของ ฟัดจังโตะ ไม่มีอะไรมาก ก็อป (บอย ปกรณ์) กับ แก๊ป (ยิปโซ รมิตา) เป็นแฟนกัน ทะเลาะกัน จากคู่รักกลายเป็นคู่กัด แก๊ป ส่งฝาชาเขียวชิงโชคได้ไปญี่ปุ่น ก็อป จำใจต้องไปเพราะชื่อคนที่ไปด้วยเปลี่ยนไม่ได้ ในทริปที่นำทัวร์โดย ไกด์ (เอ๊ะ ละอองฟอง) กับ พ่อ (แอนนา ชวนชื่น) ก็อป กับ แก๊ป แกล้งกัน ทะเลาะกัน ตลอดเวลา

หนังมีลายเซ็นต์ของยอร์ชเต็มเปี่ยม พล็อตหลวมมาก ตัดสลับฉากวกวน ไร้เหตุผล ไม่มีความสมจริง ข้อดีคืออย่างน้อยนี่ก็เป็นหนังเรื่องแรกในรอบหลายปีของเขาที่มีเค้าโครงของการเขียนบทชัดเจน และไม่ค่อยมีคำคมพรํ่าเพ้อจากโซเชียลเน็ตเวิร์คยัดใส่ปากตัวละครเท่าไหร่ เข้าใจว่า ดิ่ง นพดล คงมาช่วยกับกับแค่ด้านภาพกับกราฟฟิกของหนังตามที่เขาถนัดเสียมากกว่า ซึ่งในสองส่วนนี้ถือว่าทำได้ดี ภาพแจ่ม กราฟฟิกน่ารัก

ทว่า โดยรวมแล้วมันยังคงอัดแน่นไปด้วยอารมณ์หนังของ ยอร์ช ที่ดำเนินเรื่องแบบตลกสถานการณ์ หรือ ซิทคอม แม้ว่าเรื่องนี้จะมีความเป็นหนังมากขึ้น แต่เรายังคงพบมุขตลกที่ถูกเซ็ทขึ้นมาอย่างเป็นระบบ ส่วนตัวคิดว่ามันไม่ธรรมชาติ หลายคนจึงมีอาการขำแบบกั๊กๆ ไม่สุด จะฮาก็ไม่เต็มที่ ตัวละครยิงมุขกันไปตลอดทริป แป๊กบ้าง ฝืดบ้าง ตามจังหวะ ด้านความโรแมนติกหาไม่ได้เลย ไม่ซึ้ง ไม่อิน ตัวละครจู่ๆก็เกลียดกัน จู่ๆก็รักกัน ชนิดไม่มีที่มาที่ไป

ผมทำได้แค่หัวเราะขื่นๆกับพฤติกรรมของตัวละครหลักที่ ตบกันบ้าง ทุบกันบ้าง กัดกันบ้าง ถีบกันบ้าง หาอะไรมาตีกันบ้าง ถ้าการที่ผู้กำกับให้คำว่าหนังเป็นซาดิสต์คอเมอดี้ เพียงแค่พระนางตีหัวกันไปมาไม่ต่างจากตลกคาเฟ่ ตีหัวเข้าบ้าน ขำแบบฉาบฉวย แล้วบอกว่านี่เป็นแนวทางใหม่ของหนัง ผมขอค้านสุดตัว เนื่องจากมุขต่างๆมันอยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่นมาหลายสิบปีแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเอามาทำเป็นหนัง

คาแร็กเตอร์ของตัวละครโอเวอร์จนเกือบล้น คอสตูมหลุดโลก แน่นอนมันเป็นสไตล์ของผู้กำกับ แอนนา ชวนชื่น แปลกประหลาด ชนิดไม่ต้องสงสัยว่าแกแสดงเป็นคนญี่ปุ่นทำไมด่าชัดกว่าคนไทย ตัวละครแบบนี้มีในหนัง ยอร์ช ทุกเรื่อง ไล่มาตั้งแต่ จตุรงค์ , ค่อม ชวนชื่น ,โก๊ะตี๋ เป็นตัวประคองเสียงหัวเราะของเรื่อง แต่ก็ทำลายความน่าเชื่อถือไปพร้อมๆกัน ยิปโซ เด่นสุดโดยเฉพาะกับบทสาวอีกคนที่หน้าเหมือนแก๊ป เธอได้แสดงความสามารถทั้ง ร้องเพลง เล่นกีตาร์ และ เต้นรำ น่าเสียดายที่บทมันว่างเปล่าเกินไป

บอย ปกรณ์ เคมีเข้ากับ ยิปโซ พอสมควร แต่ดูไม่เหมาะกับการแสดงหนังตลก บุคลิกเขาแค่กวนๆเท่านั้น ไม่สามารถทำให้คนดูระเบิดเสียงฮาได้เท่า คู่ เต๋อ กับ หนูนา ในทริปเกาหลีจากหนังกวนมึนโฮ เอ๊ะ ละออกฟอง เป็นนักแสดงสมทบที่ไม่สามารถขโมยซีนได้เลย ทั้งที่ฉากของเขาเยอะกว่าสองตายายในหมู่บ้านโบราณซะอีก ส่วนตัวละครอื่นๆไม่มีความจำเป็นเลย ไม่ว่าจะเป็นรุ่นน้องสาวที่แอบชอบก็อป หรือกลุ่มเพื่อนๆที่ออฟฟิศก็อป ซีนที่ ก็อบ โทรจากญี่ปุ่นหาเพื่อนที่เมืองไทยตัดออกก็ไม่มีผลกับหนัง

กระนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนดูจำนวนหนึ่งหัวเราะมีความสุขไปกับหนัง จะด้วยความชื่นชอบในตัว ผู้กำกับ นักแสดง หรืออะไรก็แล้วแต่ พวกเขาบอกว่าหนังสนุกมากด้วยซํ้า ภาพที่เกิดในโรงจึงดูขัดแย้งกัน คือ คนดูบางคนหลับ คนดูบางคนหัวเราะแทบตกเก้าอี้ บางคนสงสัยว่าทำไมคนข้างๆไม่ขำ ขณะที่บางคนสงสัยว่าทำไมคนข้างๆถึงขำเยอะขนาดนั้น

อย่างไรก็ตาม ฟัดจังโตะ ยังดูดีกว่า สุดเขตฯ , คุณนายโฮ , สคส. และ วาเลนไทน์ สวีตตี้ ถือว่ามีพัฒนาการบางอย่างเกิดขึ้นในหนังของ ยอร์ช ถึงจะไม่มากเท่าไหร่ แต่เห็นได้ถึงความพยายามของเขา

ชอบประเด็นของเรื่อง “จัง”
เท่าที่ดู และจับประเด็นได้
เหมือนเรื่องนี้กำลังส่ง Message ให้กับคนดูว่า​​
“ในทุกๆ คนทุกๆ ความรักนั้น ย่อมเปลี่ยนแปลง และมีสิ่งที่ไม่ชอบบ้าง
แต่แค่เพียงเรา รับฟังกันเพื่อเข้าใจ และยังชอบในตัวตนของอีกฝ่ายอยู่ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ที่ความรักจะดำเนินต่อไป”

ค่อนข้างเป็นประเด็นที่ซับซ้อน นิดหน่อย…​(ตามรูปแบบความรักของคนเมืองสมัยนี้ ที่พิศดารกว่าเดิมมาก)
และยังมีความคมคายดีอยู่…..
ก็เป็นสไตล์ หนังเกร๋ๆ เท่ห์ๆ แนวคิดงงๆ คมๆ ที่เถียวกันคุยได้ต่อไม่จบสิ้น ก็เป็นลายเซ็นต์ของคุณยอร์ช เขาล่ะครับ

สีสัน Set Up ได้น่าสนุกดี
โครงเรื่องทำออกมาได้สนุกนะครับ (เฉพาะโครงเรื่องนะครับ) เอื้อต่อการเป็นคอมเมดี้ที่สนุกมากๆๆๆๆ ได้ เล่าคร่าวๆ แบบสปอยคือ
“ก๊อป” พระเอก ทำงาน Product Design ที่บริษัทชาเขียวแห่งหนึ่ง นางเอก”แก๊ป” เป็น Dancer (เน้นเต้นตามงานอีเว้นท์) นางเอกฝันอยากไปญี่ปุ่นมาก
จึงกินชาเขียว(ที่พระเอกทำงานอยู่) เพื่อเอาฝาไปชิงโชคทัวร์เป็นคู่ไปญี่ปุ่น (นางเอกพยายามบังคับให้พระเอกเอาฝาชาเขียวที่บริษัทมาฝากด้วย)
พระเอกทนความเยอะ ของนางเอกไม่ไหว….ทะเลาะและบอกเลิกกันในที่สุด

เรื่องพลิก !!! เมื่อนางเอกแจ็คพอท ได้ไปทัวร์ญี่ปุ่น ตามที่ได้ส่งฝาชิงโชคไว้…แต่โชคร้ายตรงที่ Gap ใส่ชื่อ Gop ไปเป็นคู๋ และกติกาคือห้ามเปลี่ยมคู่ และห้ามไปคนเดียว
มิเช่นนั้นถือว่า สละสิทธิ์… จึงเป็นหน้าที่ของ Gap ที่ต้องไปง้อให้ฝ่ายชายไปด้วยกันให้ได้

แม้จะง้อสำเร็จ Gop และ Gap ร่วมทริปกัน แต่คนเลิกกัน มันจะไปสงบสุขได้ไง
ท่ามกลางบ้านเมืองที่สวยงาม ทั้งคู่เจอกติกาประหลาดๆ ของทริปนั่นคือ… มีไกด์หนุ่มนำทางตลอด (ที่ดันพกพ่อมาด้วยอีกคน)
นอกจากนี้ตลอดทริปทั้งคู่ต้องแต่งตัวตาม “คอสเพลย์” ที่ทัวร์กำหนดเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการแอบถ่ายทำทั้งคู่ (โดยกล้องที่แอบไว้) ตลอดทริปอีกด้วย
แล้วความประหลาด ที่ฟัดกันแหลก… จะทำให้ความรักของทั้งคู่ กลับมา “คู่กัน” หรือ “ขิงกัน” ตลอดกัน…อันนี้ก็ต้องไปดูกันนะ…. ( สปอยเท่านี้แหละ)

ปล.ที่เล่า ก็จะเห็นความเพี้ยนของ Set Up ของโครงเรื่องครับ ที่จะเลี้ยงให้เรื่องมีสีสันอยู่ตลอด…
อีกหนึ่ง Set Up ที่ผมว่า “น่ารัก” (แม้จะดูขัดๆ และตั้งใจไปหน่อย) นั่นก็คือ ชื่อคนครับ เขาตั้งใจให้ชื่อคนเป็นอีก “มุขหนึ่งด้วย” เช่น
พระเอกนางเอกชื่อ “ก๊อป-แก๊ป”​(ถุง) / แฟนเก่าของนางเอก กับแฟนใหม่ของเขาชื่อ “วัตสัน-บูธ” / ไกด์หนุ่ม มีชื่อว่า “ไกด์” เป็นต้น….

 

ดูหนังออนไลน์ ฟัด จัง โตะ

Review Movie The Favourite by Yorgos Lanthimos comedy film

The Favourite

The Favourite With films like “Dogtooth,” “The Lobster,” and “The Killing of a Sacred Deer,” The Favourite Yorgos Lanthimos’ internationally acclaimed works have been concerned

with looming domestic dynamics and battles among couples, siblings and families residing under one roof.

Those household idiosyncrasies and preoccupations of
the Greek auteur now find a new habitat in early 18th Century
England, with the fiendishly eccentric and entertaining
costume drama “The Favourite.”

Even if this unique absurdist has not exactly
been your cup of tea previously, he might finally
win you over with this deliciously “Dangerous Liaisons”-esque and thoroughly female-driven period film, co-written by Deborah Davis and Tony McNamara.

Lanthimos does not share a screenplay credit with the duo—an anomaly and a welcome departure for the filmmaker, who usually co-writes with Efthymis Filippou with his signature formality.

But this is a suitable, if not refreshingly looser canvas for his proven sensibilities, which then gets stretched over a twisty love and power triangle among British Royals. For all its expansiveness, the Royal Palace in “The Favourite” is nothing more than an intimate home of familial duels,

with compartmentalized walls that serve as pillars of confinement. In short, it’s a perfect “Lanthimosian” playground, complete with an array of mischievous backstabbers, tight corsets and a dash of eroticism.

Only sort of based on a true story and laced with plenty of creative fabrications, “The Favourite” follows Queen Anne (Olivia Colman, in an instantly iconic performance),

one of the lesser-known monarchs of England who reigned in the early 1700s during the war with the French.

An occasionally distracted and often irritable royal figure
with a mysterious skin condition, overall poor health and
a soft spot for luscious desserts, Queen Anne lives with
her trusted friend and lover Lady Sarah Churchill (an authoritative and stiff-upper-lipped Rachel Weisz, terrific) and tends to her 17
rabbits that tragically fill an emotional void for each of her
failed pregnancies. The duo’s royal order,

however imbalanced, gets disturbed by the arrival of the calculating, mud-covered ex-aristocrat Abigail Masham (a menacing Emma Stone, like you’ve never seen before),

who humbly accepts a position as a servant while courting an agenda of her own to restore her glory days. Initially,

an unsuspecting Sarah lends Abigail a genuine helping hand, only to quickly realize the treacherous intentions of the double-player.

Various complicities reach an urgent state after Abigail works her way into the Queen’s chamber as her new personal handmaid, and eventually,

crawls into her bed as her lover. A poisonously competitive streak amid the trio commences in due course, while a number of male stakeholders (played by names like Nicholas Hoult and Joe Alwyn)

wander in and out of the picture.

It would be unwarranted to define
“The Favourite” as a timely feminist film with regards
to its handling of female power in a male-dominated world.

And yet, there is a certain timelessness in its old-fashioned frankness about a woman’s fight to get what she wants and demand what she deserves by any means necessary;

brains, sexual appeal or usually, a combination of both. Often satirical, “The Favourite” also grasps the complexity of circumstantial,

patriarchy-defined enmity among females, obliquely bringing to mind everything from “The Women” and “All About Eve,” to “Mean Girls” and “The Handmaiden.”

As amusing as it is to follow the misadventures of the infinitely witty and resourceful Abigail as she plots against her Queen and Lady Churchill, “The Favourite” deserves credit mostly for rising the desperate humanity of its female characters up to the surface,

as they get challenged by their respective demons around social status, undignified competition and physical appeal.

 

ดูหนังออนไลน์ The Favourite

Review Touch Your Heart South Korean television series

Touch Your Heart

Review Touch Your Heart South Korean television series Light, frothy, and easy on the drama palate, Touch Your Heart is a fun little watch that ought to add a nice amount of cute to your viewing schedule.

Yoo In Na is the star of this show, with her personal charm making our protagonist earnest, adorable and very likable, pretty much regardless of the situation.

Lee Dong Wook’s straitlaced lawyer is a great foil for Yoo In Na’s sparkly enthusiasm, and together, they lit up my screen as they bickered,

talked and stumbled their way to True Love. Our drama world is filled with secondary characters who are mostly fun, and even the less fun ones grow on you by the end. A breezy, groovy OST that’s nicely employed to amp up the feels, is what ties this little ragtag package together.

Sometimes the plot goes off on a case-related tangent, but Show always brings it back to what’s important – the heartfelt, and the cute.

If you were a fan of the Lee Dong Wook-Yoo In Na pairing in 2017’s Goblin,

then this show would likely feel like a legit continuation of their story, maybe via a convenient reincarnation for both characters, to get them into this 2019 timeline and this drama world.

I never did finish Goblin (I know, so many people tell me that I’m missing out, big time. I don’t know, I guess it’s just not for me? I never managed to get into it, and dropped out at around the episode 11 mark),

but I did think that Lee Dong Wook and Yoo In Na shared good chemistry in what I did see of their shared screen time in that show, and I was happy to see them reunited in a different drama – this time, one that I actually managed to enjoy and finish. Woot!

With some dramas, it takes me several episodes
to start enjoying my watch, mostly after
Show’s done with its set-up and we’re shifting into the story proper.

With this one, as early as just 15 minutes in, I found myself enjoying my watch very much. Immediately, it struck me as light, frothy, and fun.

The necessary exposition was efficiently done without giving me the feeling that I was listening to a convenient exposition fairy.

[MINOR SPOILER] The way CEO Yeon (Oh Jung Se) of Always Law furtively observes each lawyer in his office for Yoon Seo’s (Yoo In Na) internship is fun, and also gives us a quick idea of who’s who and

what their personality is like.
I also love that CEO Yeon is all gruff and
dismissive while agreeing to allow the internship,

but once he puts down the phone,
he turns into a total fanboy. Haha.
[END SPOILER] Right away,
I liked the quirky feel of this office crowd.

Given how much I personally often struggle to jive with kdramas’ idea of humor, I was happily surprised to find that this show’s idea of funny worked for me.

Huzzah! The spotlight on individual characters’ minor quirks and reactions, along with squeaky sound effects,

amuses me without dipping into Korea’s penchant for broad comedy or toilet humor, and hit my funny bone quite perfectly.

No, it’s not side-splittingly funny, but at least I never found myself groaning at my screen,

wishing that Show hadn’t gone somewhere with its efforts to be funny.

Happily, by the end of episode 1, set-up even felt quite complete, and I was pleasantly surprised to find that I was already having a whale of a time. A Very Good Start indeed.

Yes, there are things that I didn’t like so much in this show (which I’ll talk about later), but generally speaking,

I found that I liked what Show served up, very much. It felt like Show was a big cozy fuzzball that just kept on giving.

Yes, sometimes there’s angst, but Show never spends too much time moping around in Angstville, preferring to focus on serving up cuteness and sweetness instead,

a fact that I appreciated very much indeed.

Once, despite not feeling great myself (I forget why), I found myself enjoying an episode of this show very much, which says a lot about Show’s breezy appeal, I think.

 

ดูหนังออนไลน์ Touch Your Heart

รีวิวหนังโรแมนติก The Perfect Date ผู้ชายขายรัก หนุ่มวัยมัธยมปลาย

The Perfect Date

รีวิวหนังโรแมนติก The Perfect Date ผู้ชายขายรัก เรื่องย่อ – บรู๊คส์(โนอาห์ เซนติเนโอ) เขาเป็นหนุ่มวัยมัธยมปลายอาศัยอยู่กับพ่อสองคน แม่ไปมีครอบครัวใหม่ และแม่เขาชอบส่งรูปพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวใหม่ให้ดูเป็นประจำ แย่จัง บรู๊คส์คงรู้สึกแย่ ครอบครัวของเขาแต่ก่อนคุณพ่อก็ค่อนข้างมีชื่อเสียงมาก..แต่นั่นก็คือเมื่อก่อน ปัจจุบันฐานะที่บ้านของเขาก็ธรรมดาไม่ได้พิเศษอะไร

พ่อบรู๊คส์พยายามให้ความอบอุ่นเขาเป็นอย่างดี เพื่อรักษาความสัมพันธ์ของครอบครัวเอาไว้
บิแก้น เป็นเพื่อนรักรุ่นเดียวกัน ฝึกงานด้วยกัน
เขาทั้งสองคิดเรื่องการเก็บเงินไปเรียนต่อมหาลัยที่เขาไฝ่ฝัน จากนั้นบรู๊คส์ได้คิดค้นวิธีในการหาเงินมาให้ได้เยอะที่สุด โดยการให้เพื่อน(บิแก้น)ช่วยสร้างแอปพลิเคชั่นหนึ่งที่มีชื่อว่า สแตนอิน
เพื่อให้เหล่าสาว ๆ สามารถจ้างเขาไปเป็นคู่เดทได้
อย่างเป็นทางการ เขาต้องสวมบทบาทเป็นใครต่อใครมาเรื่อย ๆ เพื่อสร้างความประทับใจให้ผู้ใช้บริการ แต่มีอยู่หนึ่งคน
ที่ทำให้บรู๊คส์รู้สึกว่า การเดทกับเธอ มันทำให้เขามีความสุขและเป็นตัวเองได้มากที่สุด

ซีเรีย (ลอร่า มาราโน) สาวฮอตฐานะร่ำรวย ผู้ใช้บริการเดทแรกของเขา ที่มีนิสัยดื้อรั้น ไม่ชอบให้ใครมาบงการ ชอบเต้นรำด้วยท่าแปลกไม่เหมือนใคร เกลียดการใส่ส้นสูง และเธอดูไม่ค่อยอินกับการใช้ชีวิตในสังคมรอบตัวของเธอเท่าไหร่

ความรู้สึกหลังดูจบ –

หนังดำเนินการไปอย่างต่อเนื่องกันดีนะ มีซีนตลกเข้ามาให้ขำขันนิดนึง ทำให้เราเพลิดเพลินและไม่รู้สึกขาดความสนุกไป ถึงแม้ว่าอาจจะดูเดาทางง่ายไปหน่อย แต่ก็ลงตัวดีครับ เหมาะสำหรับคนที่ชอบดูหนังฟิวกู๊ด

ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอในเรื่องราวของวัยรุ่นยุคใหม่ที่ทันสมัยมาก โดยนำแอปพลิเคชั่นมาดำเนินเรื่องได้อย่างน่าสนใจ แถมยังสอดแทรกด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบ สังคม เพื่อนและครอบครัว หนังพูดถึงมุมมองของ บรู๊คส์ ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ที่พยายามอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้เรียนมหาลัยชื่อดัง ได้ขับรถสปอร์ตหรูหรา และเดทกับสาวฮอต เราจะได้เห็นพัฒนาการของบรู๊คส์ว่าตั้งแต่เริ่มเรื่องเขาเป็นคนยังไง เขากำลังคิดว่า ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ

คือการมีทรัพย์สินเงินทองมหาศาล การได้อยู่ในสังคมผู้ดีมีชื่อเสียงเรียงนาม ชีวิตที่เพอเฟค อาจจะใช่สำหรับเขา
แต่ท้ายที่สุดก็มารู้ตัวเองว่า มันไม่เวิร์คเอาซะเลย

 

เรามองว่าจริง ๆ แล้ว บรู๊คส์แค่ไม่เคยมีชีวิตแบบนั้นและก็เลยเกิดการอยากลอง ประมาณว่า
เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง สุดท้ายเขาก็ได้พบตัวตนของตัวเองในท้ายเรื่อง
ยิ่งพอได้รู้จักกับซีเรียสาวฮอตฐานะร่ำรวย ที่เธอก็ได้แสดงให้เห็นถึงการเป็นตัวเธอแบบนี้มันไม่เห็นจะมีความสุขอะไรเลย น่าเบื่อด้วยซ้ำ เธออยากมีชีวิตเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ไม่ชอบความวุ่นวาย อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายและมีความสุข

ซึ่งหมายความว่าการเป็นเศรษฐีคือการมีเงินใช้ทั้งชาติ มีสิ่งของรอบกายที่ต้องการก็จริง
แต่เงินไม่สามารถซื้อความสุขได้
ความรู้สึกที่เกิดจากข้างในมักจะกระซิบบอกเราเอง ว่าอะไรคือความสุขที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ

Brooks ชายผู้ยอมทำทุกอย่างเพียงเพราะเขาต้องการ หนังเรื่องนี้พยายามสื่อให้เห็นว่าการมีเป้าหมายในชีวิตนั่นแหละเป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่ต้องถามตัวเองลึกๆว่าเป้าหมายนั้นมันใช่สิ่งที่ต้องการจริงๆหรือเป็นเพียงสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นเพื่อสนองกิเลสของตัวเอง ดั่งเช่นตัวละครอย่าง Brooks ที่เขาจะต้องเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนอื่นทุกครั้งที่เขาจะไปออกเดท เราจะเห็นได้ในหลายๆฉากว่าเขานั้นเปลี่ยนไปขนาดไหน ยอมทำขนาดไหน เพื่อให้เดทของเขานั้นประสบความสำเร็จ ซึ่งมันทำให้เราคิดได้ว่าเขาก็ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เป้าหมายของเขาสำเร็จนั้นมันเป็นสิ่งที่เขาอยากจะทำจริงๆ หรือเพียงแค่ต้องการให้ตัวเองดูดี ถ้าคุณอ่านมาถึงจุดนี้แล้วเริ่มรู้สึกว่าอยากรู้เรื่องราวของเขาให้มากกว่านี้แนะนำให้ เปิดดูเลยจ้า คุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

Laura หญิงผู้ทำทุกอย่างในสิ่งที่ตัวเองเป็น และนี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หนังพยายามจะสื่อให้คนดูเห็นว่าบางครั้งการที่เราเป็นตัวของตัวเอกมากเกินไป คนรอบตัวเรานั้นจะเห็นว่าเราเป็นคนแปลกประหลาด ผ่านตัวละครอย่าง Laura ซึ่งเธอเป็นคนที่เป็นตัวของตัวเองมากๆ และหลายคนจะเข้าถึงเธอได้ยากมากๆเช่นกัน และเธอจะไม่ยอมทำตามใครเพราะโดนสั่งแต่เธอจะทำในสิ่งที่เธอคิดว่ามันควรทำ ซึ่งตัวละครนี้ผมมองว่ามันเป็นขั้วตรงข้ามของ Brooks เลยก็ว่าได้ และเช่นกันถ้าอยากรู้ว่ามันต่างกันขนาดไหนก็ต้องไปเปิดดูแล้วละ แต่ถ้ายังไม่อยากไปดูก็อ่านบทความนี้ต่อเพื่อกระตุ้นความอยากก็แล้วกันเ

เมื่อคู่ต่างขั้วมาเจอกัน ผมชอบหนังเรื่องนี้ในช่วงที่ Brooks และ Laura ได้มาเจอกัน มันทำให้รู้สึกได้เลยว่าทั้งคู่ นั้นถึงแม้จะต่างขั้วกันเพียงไหน แต่เมื่อทั้งสองได้มาเจอกันความต่างขั้วนั้นมันกลับทำให้สองคนนี้ดูเข้าขากัน อาจจะเป็นเพราะทั้งคู่ยอมรับความคิดของกันและกัน และสามารถพูดคุยในสิ่งที่ตนเองนั้นเป็นตัวเอง หมายความว่าคุณไม่ต้องสร้างภาพหลอกกันคุณใช้ความเป็นตัวเองนั่นแหละคุยกัน และสุดท้ายแล้วทั้งคู่จะคู่กันหรือไม่ต้องติดตามชมในเรื่องนะครับ

เนื้อเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงหนังเก่าเรื่องหนึ่งคือ Deuce Bigalow: Male Gigolo (1999) ที่แสดงนำโดย Rob Schneider เรื่องนี้พระเอกหนุ่มหน้าซื่อที่ตกกระไดพลอยโจน ไปเป็นชายขายบริการ ซึ่งก็มีความคล้ายกับเรื่องนี้นิดหน่อย ตรงที่พระเอกขายบริการเหมือนกัน สำหรับ หนังแล้ว มันคือการเป็นเพื่อนเที่ยว เพื่อนคุย เพื่อนเดินเล่น สุดแล้วแต่ลูกค้าจะเรียกร้อง ส่วน Deuce Bigalow ก็อารมณ์คล้ายๆ กัน ต้องเอนเตอร์เทรน รวมไปถึงเป็นเพื่อนคู่คิดคอยให้คำปรึกษาด้วย

ซึ่งในเรื่อง Deuce Bigalow นี่ คือต้องยกนิ้วให้ความสนุกและความฮาเลย มีเรื่องของมิตรภาพเข้ามาเกี่ยวด้วย มีมิติของหนังที่ดีกว่า ค่อนข้างสูง เพราะอย่างที่บอก หนังออกจะทื่อๆ ตรงๆ เกินไปนิดหน่อย ถ้ามีความตื่นเต้น มีความลุ้นเอาใจช่วยตัวละครมากกว่านี้ก็จะดีมาก แต่ก็อย่างว่าแหละ สเกลหนังมันคนละสเกลกันด้วย

 

ในเรื่องนี้มีนักแสดงไม่กี่คนเท่านั้น ที่เห็นเด่นๆ นอกจากหนุ่ม Noah แล้ว ยังมี Camila Mendes จากซีรีย์ Riverdale มาสมทบในบทของสาวฮอตประจำโรงเรียน และด้วยนักแสดงที่น้อยคน ทำให้รู้สึกว่าหนังมันไม่ได้เล่นใหญ่มาก แต่หนังก็เล่นประเด็นเล็กๆ ที่กลายเป็นข้อคิดที่เราเจอในชีวิตประจำวันจริงๆ ได้

คนเรามีความสุขแตกต่างกัน
แม้ความสุขจะพูดเหมือน ๆ กัน

คะแนนความชอบส่วนตัวเราให้ 7/10

ดูหนังออนไลน์ The Perfect Date

Korean Drama Review Moonlight Drawn by Clouds 18 Episodes

Moonlight Drawn

Moonlight Drawn by Clouds is a beautifully crafted, romantic 2016 South Korean historical drama series set in the 19th century Joseon era, and very loosely based on a real Prince who became King, a man who loved literature, art, music, and dancing,

but who had a short reign because he died young at only twenty years of age.

The drama was directed by Kim Sung Yoon and starred a beautiful pair of young, extremely talented actors, gorgeous Kim Yoo Jung (whom I first saw in 2006

when she was a tiny girl and played the young Su Jeong Im character in the beautiful horse film Lump Of Sugar and later in many dramas including May Queen and

The Moon Embracing the Sun), and handsome Park Bo Gum (Tomorrow’s Cantabile, Encounter, I Remember You)

who is her senior by six years. Of the two of them, however, Kim Yoo Jung is actually the senior (sunbae) of the older Park Bo Gum in regards to acting experience, by several years. Because Kim Yoo Jung was only 16-17

when she made this drama, even the love scenes were sweet and tender, more than flagrantly passionate. Apparently the Korean audience really cares about stuff like that (unlike American audiences who are used to seeing all kinds of smut thrown at them).

The ratings for this series were very high and broke over the 20% level many times, the number which makes cast and crew celebrate that they have a big hit on their hands.

My guess is that young people tuned in in droves and then their parents would sit down with them and join in watching,

then they would tell their co-workers the next day what they had watched with their families the night before — word of mouth among the generations therefore promoted the show more than any specialized promotions via trailers could ever hope to accomplish.

I’m sure it was also helped by boasting such a lovely title. Moonlight Drawn By Clouds. Sigh. It could be the title of a painting done by a classic Master Painter.

The series is based on a web novel of the same title written by Yoon Yi Soo ,

and was serialized on Naver and in a series of illustrated books.

This is definitely a coming of age story and geared more toward a younger audience, compared to many sageuk (historical dramas) which are aimed at adults and feature a lot more violence (and sexual innuendo).

The comparative cleanliness of this story will either be a turn on for some (it was for me – yay! I could avoid horrible torture scenes!), or it will bore you.

I think if you are Young At Heart you can appreciate this story,

even if you are an older person. Young love can be sweeter than old love, after all, because it is so fresh and new for the people smitten.

I rarely give end spoilers but I will say that
we do not see any death of this eventual King.
The narrative ends happily, before any tragedy will be
experienced by the characters.

So if you are a K-drama fan who stays away from dramas in which you think there will be an unhappy ending then please reconsider because you won’t find that here.

This is largely romantic fantasy for young people, and the cinematography and acting are top-notch.

The Story: Can a disguise be an obstacle to true love?
Hong Ra On (Kim Yoo Jung from May Queen) is a young woman
who, guided by her mother during the Joseon era, disguises herself
(in the beginning for mysterious circumstances that are revealed later)

as a young man named Sam Nom. He (she) supports himself (herself) by writing romantic fiction and anonymous love letter ghostwriting

where he (she) gives relationship advice to lovelorn men! What a profession for two hundred years ago!

A love letter that Ra On writes for a client brings him (her) into unexpected contact with a man named Lee Young, whom he (she) has no idea is actually the Crown Prince Hyo Myeong (Park Bo Gum), the first son of King Sunjo (Kim Seung Soo) and heir to the throne. He (she) also meets his trusted bodyguard and friend Kim Byung Yeon (Kwak Dong Yeon),

who takes a shine to him (her) pretty much right away and seems to be able to tell much earlier

what sex Ra On really is, while the Prince seems clueless (at first).

 

ดูหนังออนไลน์ Moonlight Drawn by Clouds

รีวิว The Happytime Murders ตายหล่ะหว่า ใครฆ่ามัพเพทส์!

The Happytime Murders

The Happytime Murders ตายหล่ะหว่า ใครฆ่ามัพเพทส์! เป็น ภาพยนตร์แอ็คชั่น คอมเมดี้ที่เล่าเรื่องของโลกที่หุ่นผ้าและมนุษย์อาศัยอยู่ด้วยกัน นำเรื่องโดยหุ่นผ้านามว่า ฟิล ผู้เคยเป็นอดีตตำรวจสุดเจ๋งมาก่อน เขาตัดสินใจเข้ามาสืบเรื่องการฆาตกรรมทีมงานหุ่นผ้าจากรายการชื่อดังยุค 1980 ในชื่อ The Happytime Gang เพราะว่าอดีตคนรักของเขากำลังจะเป็นเหยื่อรายต่อไป แต่งานนี้เขาต้องร่วมมือกับเจ๊ตำรวจสุดโหดปากจัดที่เป็นคู่กัดตลอดกาลของเขามาตลอด…งานนี้วุ่นวายแน่นอน!

เรื่องย่อ ในโลกที่หุ่นผ้าและมนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกันในฐานะพลเมืองชั้นสอง หุ่นผ้านักสืบเอกชน และอดีตตำรวจ ฟิล ฟิลลิปส์ กำลังตามล่าฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าพี่ชายเขา และกำลังเล็งเป้าที่ทีมนักแสดง The Happytime Gang รายการทีวียอดฮิตยุค 80 เมื่อการฆ่าเกิดขึ้นต่อเนื่อง เจนนี อดีตคนรักของฟิลกำลังจะเป็นรายต่อไป มันขึ้นอยู่กับฟิลและอดีตคู่หูนักสืบ เอ็ดเวิร์ดส มนุษย์กรุ๊ปเอผู้เถรตรงที่ต้องตามหาฆาตกรแต่ก่อนอื่น ทั้งสองต้องก้าวผ่านความแตกต่างและความบาดหมางในอดีตให้ได้เสียก่อน

การเล่าเรื่อง สำหรับเรื่องนี้ต้องบอกว่าผมก็พอได้ยินกิตติศัพท์ตั้งแต่โปรโมทมาบ้างก่อนชม ว่าหนังเรื่องนี้ติดเรทแบบสุดๆและควรอยู่ให้ไกลมือเด็ก แต่ก็อยากลองชม…ต้องบอกว่ามันก็ไกลเกินกว่าผู้ใหญ่อย่างผมจะรับไหวเหมือนกันครับ มันเป็นหนังที่ดูดิบเถื่อนแบบไม่มีกึ๋น มันเน้นปัญญาอ่อนและทุเรศทุรังเกินกว่าจะเรียกว่านี่คือบทที่คิดมาแล้วอย่างดีจนสร้างมาเป็นภาพยนตร์ได้ เผื่อใครคิดว่าหนังเรื่องนี้มันเรทอาร์แล้วจะได้อารมณ์เดียวกับเดดพูลนี่มันไม่ใช่เลยนะครับ มันไร้ซึ่งดีงามในส่วนไหนๆของภาพยนตร์แบบสุดๆ มุขตลกเน้นทุเรศ เหยียด ไม่ขำสักนิด มุขโหดก็บ้าบอคอแตก เพราะส่วนมากกระทำกับหุ่นเชิดที่ทำมาจากผ้าเป็นส่วนใหญ่ ไหนจะฉากเซ็กซ์ระหว่างตุ๊กตาที่ทำออกมาโจ๋งครึ่งยิ่งกว่าภาพยนตร์เรื่อง TED เป็นร้อยเท่าพันเท่าอีก ขี้เกียจจะร่ายยาวกว่านี้เพราะเดี๋ยวหาว่ายัดเยียดความเกลียดให้กับหนังเกินไป สรุปให้ง่ายๆคือเอาว่าถ้าคุณเกลียดหนังแบบพี่พชร์ อานนท์…เรื่องนี้ทุเรศกว่าหลายขุมเลยครับ ไม่ว่าจะในด้านไหนๆ

เมื่อฟิล ฟิลลิปส์ (ให้เสียงโดย บิล บาเร็ตตาร์) นักสืบมัพเพทส์เอกชนจำต้องมาจับมืิอกับ คอนนี เอ็ดเวิร์ดส์ (เมลิสซ่า แม็คคาร์ธี) อดีตมนุษย์คู่หูที่มีปมกับเหล่ามัพเพทส์ เพื่อหาตัวฆาตกรที่กำลังตามล้างบางเหล่าสมาชิก แฮปปี้ไทมส์ รายการมัพเพทส์ชื่อดังเพื่อหวังโกยส่วนแบ่งก่อนโต งานนี้ไม่มีเพลงเซซามี่สตรีท ไม่มีร้องเพลงลัั้นลา มีแต่ความบ้าและจังไรเพื่อกระชากหน้ากากฆาตกรก่อน มัพเพทส์ทุกตัวจะกลายเป็นเศษผ้าท้ายตลาดพาหุรัด

ถือเป็นโปรเจคต์ที่พยายามสร้างภาพใหม่ให้เหล่าหุ่นเชิดมัพเพทส์ขวัญใจเด็กๆจากรายการดัง โดยหลังประกาศโปรเจคต์ในปี 2007 หนังก็เจออุปสรรคต่างๆนาๆ หนักสุดคือการเปลี่ยนนักแสดงนำที่เป็นมนุษย์กันเป็นว่าเล่นส่งต่อกันมาตั้งแต่ คาเมรอน ดิแอซ ที่ให้ภาพสาวใหญ่สุดเซ็กซี่แถมยังเป็นอดีตนักแสดงหนังโป๊อีกต่างหาก ก่อนจะผลัดมาที่สาวฮอตอย่าง แคทเธอรีน ไฮเกล สาวสวยเจ้าแม่หน้ังรอมคอมขวัญใจหนุ่มๆยุคกลาง 2000 ไปจนถึงนักแสดงหนุ่มผิวสีอย่าง เจมี ฟอกซ์ ก่อนสุดท้ายจะลงตัวที่ เมลิสซา แม็คคาร์ธี

นักแสดงสาวตุ้ยนุ้ยสุดฮา ดาราคู่บุญของผู้กำกับ พอล ฟีก ซึ่งในอเมริกาหนังฉายไปในปีที่แล้วและได้รับการตอบรับอย่าง ‘ถล่มทะเละตุ้มเป๊ะ’ ด้วยคะแนนในรอตเทนโทเมโทเพียง 23% แถมพ่วงด้วยเกลียดอัปยศด้วยรางวัลนักแสดงหญิงยอดแย่จากเวที แรสซี่อวอร์ด แต่อย่างว่าสำหรับหนังตลกแล้วบางครั้งคะแนนก็ไม่ได้มีผลกับการตัดสินใจของผมสักเท่าไหร่ เลยขอพิสูจน์เองดีกว่า

ว่ากันตามจริง ด้วยบทหนังของ หนัง ก็แทบลองพลอตหนังตำรวจสืบสวนสอบสวนมานี่แหละ แต่ความพิเศษของมันก็อยู่ที่การสร้างโลกและเรื่องราวในอดีตอันเป็นปมดราม่าที่พอหักมุมแล้ว เรากลับเห็นความคิดสร้างสรรค์ปนจังไรไม่น้อยเลยนะ มันมีฆาตกรต่อเนื่องที่สังหารเหล่ามัพเพทส์ มีนักสืบที่หลงสเน่ห์ผู้จ้างวาน อีกทั้งยังมีฉากสับขาหลอกอีก ฮ่วย! นี่มัน Basic Instinct ชัดๆเลย แถมยังเล่นกับทั้งของเหลว ทั้งฉากเล้าโลมสุดสยิวกิ้ว แต่ดันฮาเพราะหุ่นผ้ามาเล่นนี่แหละ

นับว่าความสนุก ฮา และบ้าสุดๆ ได้รวมไว้อยู่ที่ตัวละครหลักอย่าง คอนนีย์ เอ็ดเวิร์ด และหุ่นผ้า ฟีล ฟิลิป โดยเฉพาะมุกตลกที่โคตรหยาบและโคตรฮา จิกกัดกันสมกับที่ได้เรต R เซ็กส์ซีนก็แสนจะโจ่งครึ่ม ซึ่งน่าจะถูกใจคอหนังสายนี้มากทีเดียว จึงขอเตือนกันไว้ก่อนว่าถ้าโลกสวยคงดูหนังเรื่องนี้ไม่สนุกแน่ๆ

ในส่วนการดำเนินเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรเซอร์ไพรส์มากมาย บางทีก็แอบคิดอยู่ว่าพล็อตมันค่อนข้างเชยมากทีเดียว เชื่อว่าน่าจะเดาทางกันออกอยู่แล้วว่าใครเป็นฆาตกร แต่ที่สร้างความประทับใจสุดๆ ก็เหมือนจะเป็นการเล่นมุกหยาบๆ และการล้อเลียนหนังเรื่องอื่นนี่แหละ

โปรดัคชั่น โดยภาพรวมสำหรับเรื่องนี้ก็เหมือนหนังถ่ายคนจริงมีทุนประมาณหนึ่งแหละครับ ต่างกันที่ตัวประกอบครึ่งหนึ่งนั้นล้วนแล้วแต่เป็นหุ่นเชิดที่ทำออกมาจากผ้าและมีคนควบคุมให้มันมีชีวิต ซึ่งการออกแบบและวัสดุที่ใช้(ยกเว้นเสื้อผ้า)ก็ดูเก่าแก่คร่ำครึเหมือนยี่สิบปีที่แล้วที่พวกหุ่นพวกนี้ชอบโผล่มาในรายการทีวีนั่นแหละครับ ส่วนตัวผมไม่ชอบเลย หากกล่าวแบบใจร้ายก็คือมันหมดยุคของการเอาหุ่นเชิดตุ๊กตาผ้ามาเดินรวมอยู่ในเฟรมเดียวกับคนแล้ว แม้แต่กับเรื่อง Ted เองก็ยังใช้เทคนิคพิเศษทำเพื่อให้การเคลื่อนไหวและสีหน้าท่าทางนั้นเข้ากับการเคลื่อนไหวของมนุษย์มากที่สุด ความน่าสนใจในด้านความคิดสร้างสรรค์และเทคนิคพิเศษใดๆในเรื่องนี้มันเลยไม่ได้น่าชมน่ามองสักเท่าไหร่

มิหนำซ้ำยังเอาพวกตุ๊กตาผ้าพวกนี้มาทำทุเรศๆด้วยการโดนยิงหัวขาดจนสำลีกระจุย โดนกัดจนแขนขาขาด หรือแม้แต่ตัวละครหุ่นเชิดมีเซ็กซ์กันจน…พุ่งกระฉูดไปทั่วห้องอีก (ผมเชื่อว่าคุณเข้าใจ) อะไรหลายๆอย่างมันทำออกมาเน้นแหวะจนผมคิดว่าคนดูทั่วไปเกินจะรับไหวมากๆ แม้แต่คนชอบตุ๊กตาผมก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าจนทนกับเรื่องนี้ไหวขนาดนั้น ก็เลยไม่เข้าใจเลยว่าการออกแบบในเรื่องนี้นั้นทำด้วยความมั่นใจขนาดไหนว่าจะมีคนดู อยากรู้มาก

จุดเด่น

(+) ธีมหนังจริงจังและดาร์คกว่าที่คิด หนักไปทางสืบสวน ซึ่งก็ดูลุ้นชวนสงสัย น่าติดตามทั้งเรื่อง ถึงจะไม่ค่อยเม้กเซนต์อะไรมากนัก
(+) เล่นมุกหื่นๆใต้สะดือชนิดไม่เกรงใจใคร ทั้งคำพูดท่าทางจิกกัดแสบยิ้ม เสื่อมสะใจกันไปข้างทั้ง อัพยา ซีดส์กัญชา เซกส์ทอย หนังโป๊ เรียกได้ว่า here สะใจเลยทีเดียว แต่เขาก็เลือกจุดที่จะใส่ได้ดีนะ ไม่รู้สึกว่าเยอะเกินไป
(+) เทคนิคพิเศษที่ขยับหุ่นเชิด ทำได้เนียนตามาก ไม่เห็นมันกระตุกแบบติดขัดนะ นั่งคุยกับคนได้แบบมีชีวิตชีวามาก
(+) หนังใส่ประเด็นการเหยียดผิว การแบ่งชนชั้น การบุลลี่ ได้ดีมาก แฝงมาแบบแนบเนียนและเปรียบเทียบกับสังคมปัจจุบันได้ชัดเจน หุ่นเชิดก็ไม่ต่างอะไรจากกลุ่มคนที่สังคมมองว่าแปลกแยก
(+) บทพูดเรื่องนี้ตัดคำว่า ครับ ค่ะ ออกจากหัวได้เลย เพราะคำว่า f**k you นี่คือเด็กน้อยมากๆ ด่ากันอย่างมันส์ จิกกัดกันยังแท่งมะเขือ
(+) บางฉากหนังก็ทำออกมาดูจริงจัง และลุ้นได้แบบไม่น่าเชื่อว่าจะมีในแนวนี้จริงๆ อย่างตอนที่บุกเข้าไปในรังโจร หรือตอนวิ่งไล่จับคนร้าย คือจังหวะมันบิ๊วมาก

จุดด้อย
(-) หนังใส่เควสย่อยรายทางสะเปะสะปะไปหน่อย เป็นการสืบสวนที่ไม่ได้แกล้งสับขาหลอกให้เราไขว้เขว้ แต่แค่โยนสารพัดความกาวความบ้าบอมาใส่จนเราลืมเบาะแส
(-) เนื้อเรื่องค่อนข้างสูตรสำเร็จ เดาตั้งแต่ต้นจนจบได้ไม่ยาก ผู้ต้องหาก็มีอยู่ไม่กี่คน

ดูหนังออนไลน์ The Happytime Murders 

รีวิว Long Shot (2019) นายโคตรแน่ ขอจีบตัวแม่หน่อย!

Long Shot

Long Shot นายโคตรแน่ ขอจีบตัวแม่หน่อย! คือหนังที่มีการเมือง มาพร้อมกับความโรแมนติก-คอเมดี้ พร้อมแฝงมุกประเด็น sexist และ racist ภายใต้การกำกับของ Jonathan Levine (จาก Warm Bodies และ 50/50) ที่ร่วมทัพกับนักเขียนบทผู้มีประสบการณ์งานถนัดกับบทหนังแนวการเมือง+เฟมินิสต์ นั่นก็คือ Dan Sterling (จาก The Interview) กับ Liz Hannah (จาก The Post)

หนังเรื่องนี้มีชื่อไทยยาวๆ ว่า ‘นายโคตรแน่ ขอจีบตัวแม่หน่อย!’ เรื่องราวที่ของพระนางที่ต่างกันสุดขั้ว จนเกิดเรื่องที่ทั้งจริงจังและบ้าบอ หนังที่นำแสดงโดยพระเอกร่างอวบเจ้าบทบาทคอมิดี้ เซธ โรเกน กับสาวสวยแซบ ชาริส เธอรอน

Long Shot เป็นเรื่องโอกาสอันน้อยนิดของ Fred Flarsky (Seth Rogen จาก Neighbors) นักข่าวธรรมดา ๆ คนฟนึ่ง ที่แอบชอบนักการเมืองสาวสวยอย่าง Charlotte Field (Charlize Theron จาก Mad Max: Fury Road) ผู้มีดีกรีเป็นถึงรัฐมนตรีการต่างประเทศ และแคนดิเดทประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

ซึ่งจะว่าไป… การได้เก้าอี้ประธานาธิบดีนี้ก็ถือว่าเป็น Long Shot หรือสิ่งที่มีโอกาสเพียงน้อยนิดของเธอด้วยอีกเช่นกัน

 

เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า มันมีเหตุให้ Fred Flarsky ต้องออกจากงาน
หลังจากมหาเศรษฐี Parker Wembley (Andy Serkis จาก Rise of the Planet of the Apes) เข้ามาแทรกแซงและซื้อบริษัทสื่อที่เขาทำงานอยู่… Lance (O’Shea Jackson Jr. จาก Straight Outta Compton) เพื่อนของเขา

ก็พาเขาไปปาร์ตี้ไฮโซเพื่อย้อมใจที่ตกงาน จนได้ไปเจอ Charlotte Field ที่งานดังกล่าว ซึ่งเคยเป็นเพื่อนบ้านของ Fred สมัยเด็ก และ Charlotte เองก็เคยเป็นพี่เลี้ยงของ Fred ด้วย

ณ เวลานั้น Charlotte กำลังจะเริ่มทำแคมเปญหาเสียงเพื่อลงสมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสมัยหน้าพอดี โดยมีแรงสนับสนุนจาก President Chambers (Bob Odenkirk จาก The Post) ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ที่จะเลิกเล่นการเมืองไปเป็นนักแสดง แต่ปัญหาคือ ทีมของเธอวิเคราะห์แล้วว่า คะแนนความนิยมของ Charlotte

ซึ่งเป็นนักการเมืองหญิง ต้องพึ่งพาหลายปัจจัยและต้องพยายามมากกว่านักการเมืองชาย หนึ่งในปัจจัยที่เธอต้องปรับปรุงก็คือ อารมณ์ขัน ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจจ้าง Fred มาเขียน speech ให้เธอ ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของ Maggie (June Diane Raphael) และ Tom (Ravi Patel) ผู้ช่วยมือซ้ายมือขวาของเธอ

รีวิว

Long Shot ว่าด้วยเรื่องของ Fred Flarsky (Seth Rogen) นักข่าว อุดมการณ์แรงกล้า ที่พึ่งออกจากงานเพราะยึดถืออุดมการณ์มากไป ดันบังเอิ๊นไปเจอกับพี่เลี้ยงของเขาที่เขาตกหลุมรักในวัยเด็กอย่าง Charlotte Field (Charlize Theron) ที่ตอนนี้เธอเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ และกำลังจะลงชื่อสมัครเป็นประธานาธิปดีสหรัฐอเมริกา เธอจึงได้ให้เขามาเขียนคำปราศัยให้ นั่นทำให้ทั้งคู่ได้รื้อฟื้นความหลัง และทำให้ Fred ได้ทำเพื่อนางในฝันของเขาตั้งแต่ยังเด็กเสียที

เป็นหนังที่ฮาแบบไม่บันยะบันยังเลยทีเดียว ความฮาของมันไม่ใช่ความเล่นใหญ่ แต่มันคือฮาจากบทพูด ฮาจากตัวนักแสดง ฮาแบบไม่ประดิษฐ์ มันแลดูธรรมชาติสุดๆ มุกในหนังจะเป็นมุกแบบ ฮาๆ ทั่วไป ยันไปถึงจิกกัด เสียดสีการเมือง ตลกร้าย ที่ทำให้เราได้หัวเราะตลอดทั้งเรื่อง มีมุกตลกแบบ Pop-Culture ในยุคนี้อีก ที่แน่นอนว่ามันฮามากๆ

ถึงแม้ว่าหนังจะเต็มไปมุกตลก แต่มันยังสะท้อนการเมืองออกมาได้อย่างดีอีกด้วย ทั้งเบื้องหลังผลประโยชน์ของนายทุน การควบคุมสื่อของรัฐบาล ภาพลักษณ์เบื้องหน้าของนักการเมือง ถึงแม้จะไม่ได้ลงลึกจนชวนตึงเครียด แต่ก็มากพอที่จะทำให้เราได้เห็นเบื้องหลังที่ไม่ได้สวยงาม แถมมันยังถูกบอกเล่าผ่านออกมาจากปากของ Fred ได้แบบเจ็บแสบ และฮาไปพร้อมๆ กัน

หนังจะมีกลิ่นอายของ Notting Hill (1999) หน่อย ๆ แต่ความฮาและมุกเกรียน ๆ กลบความน้ำเน่าลงไปมิด เอาจริง แค่เห็นหน้าพระเอกก็รู้แล้วแหละว่า เรื่องนี้คอเมดี้เด่นกว่าโรแมนติกแน่นอน แล้วไม่ใช่แค่พระเอกนะ ตัวแม่อย่าง Charlize Theron เห็นสวย ๆ เฟียซ ๆ แพง ๆ แบบนี้นะ พอมาเล่นบทฮา ๆ เกรียน ๆ นางก็เอาอยู่มาก ๆ ๆ เคมีเข้ากันกับ Seth Rogen ได้อย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย

บริบทของหนังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เข้ากับสถานการณ์หรือบริบททางการเมืองของอเมริกา รวมถึงของไทยเราด้วย เช่น ประเด็น political stereotype ที่เป็นอุปสรรคของนักการเมืองหญิงหลายคน ฯลฯ นอกจากนี้หนังยังมีการ mention หรือ refer ถึง pop culture อีกหลาย ๆ อย่างตลอดเรื่อง เช่น หนังจักรวาลมาร์เวล ฯลฯ

สรุป นี่เป็นหนังรอมคอมที่ดูสนุก ตอบโจทย์ความบันเทิงและเรียกเสียงฮาจากท่านผู้ชมได้แน่นอน มุกไม่เฝอ มุกเข้ากับยุคกับสมัย เสียดสีการเมืองและสังคม บทเค้าเขียนมาดี ไดอะล็อคปัง พลังการแสดงของสองนักแสดงนำ Charlize Theron + Seth Rogen ก็การันตีคุณภาพได้อยู่แล้ว

 

ดูหนังออนไลน์ Long Shot

รีวิวหนัง Late Night (2019) นักแสดงนำ Emma Thompson

Late Night เคยไปเจอคำนิยามในเว็ปไซต์ต่างประเทศถึงหนังเรื่องนี้ว่า ไม่น่าดู หนังคน แก่แสดงนำ ไม่น่าดึงดูดคนตีตั๋วเข้าไปดู และมันคงไม่น่าเวิร์คแน่ๆ ในทีแรกก็คิดแบบนั้น แต่สิ่งที่สะดุดตาตัวเอง ก็คือคะแนนรีวิวจากเว็ปมะเขือก็ไปเข้าไป 80 % และตัวหนังก็อยู่ในชาร์ต 182 ของหนังที่น่าดูปี 2019ในลำดับ 155 พูดกันตามความจริงผมมานั่งดู หนังมันก็เป็นการสะท้อนวิธีคิดวิธีการทำงานสื่อเบื้องหลังทีวี ที่มันต้องมีการพลิกแพลงออกไอเดียใหม่ ให้คนดูผู้ชมรู้สึกสนุกได้สาระ ซึ่งคนทำงานสื่อก็รู้ดีว่า มันต้องแข่งขันกับหลายๆช่องเพื่อนำข้อมูลดีๆไปสู่คนดู ตัวละครนำผู้หญิง 2 คน ที่ไลฟ์สไตล์ชีวิตต่างกันสุดขั้ว ทำให้หนังหรรษากว่าที่คาดคิด

เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับพิธีกรรายการทอล์คโชว์รอบดึกและชื่อเสียงในวัยชรา เกือบจะมีอยู่เป็นยานพาหนะของ Emma Thompson (Katherine Newbury) Late Nightสามารถทำได้มากกว่านี้ ละครตลก / ละครดึกขึ้นอยู่กับนักแสดงบทและบทสนทนาอย่างแน่นอน นี่คือฟิล์มเจียมเนื้อเจียมตัวที่สามารถบินภายใต้เรดาร์ได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตามคอเมดี้และดราม่าเป็นประเภทที่มีชีวิตชีวาและไม่มีสัญญาณของประเภทที่ชะลอตัว แต่พวกเขาต่อสู้กับการแข่งขันของภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ และความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องใหญ่ ๆ สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เหล่านี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างอื่น

Late Nigh t จัดการบุคลิกของดาราในขณะที่สร้างสมดุลระหว่างนักแสดงกับนักแสดงสมทบ ภาพยนตร์ที่มีตัวตั้งตัวตีเพียงเรื่องเดียวสามารถเกี่ยวกับรูปนั้นได้อย่างง่ายดายและมีความรู้สึกเล็กน้อยที่ตัวละครจำเป็นต้องเข้ามาเป็นของตัวเองและกลายเป็นที่จดจำ แนวคิดหลักถูกวางไว้อย่างมากกับ Katherine Newbury ของ Emma Thompson และMolly Patel ของMindy Kaling หากการแสดงของพวกเขาไม่ได้ผลสำหรับคุณแสดงว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีปัญหา สคริปต์ (เช่น Kaling) ให้ความฉลาดล้ำสมัยมากมายและบางช่วงเวลาลงสู่พื้นโลก บทสนทนาจัดการระดับมนุษย์มากขึ้นแม้จะมีเนื้อหา มีความรู้สึกว่าดึกแล้วไม่รั้งรอแม้จะเป็นการผลิตด้วยงบประมาณจำนวนมาก สิ่งนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการใช้ตัวละครอื่น ๆ อย่างประหยัดซึ่งจะช่วยยับยั้งความซับซ้อนของขอบเขตของภาพยนตร์

บ่อยครั้งที่เวลาเราดูรายการทีวีแล้วพบว่ามันไม่ได้สนุกหรือน่าติดตามอีกต่อไปแล้วทั้งที่เราเคยชอบมันมาก ๆ นั่นมันการประกอบขึ้นของตัวละครต้องหลายฝ่ายหลายบุคคลซึ่งก็แน่นอนว่า ทำให้ยากต่อการควบคุมคุณภาพและในขณะเดียวกันก็ต้องผลิตคอนเทนต์สดใหม่ขโมยหัวใจคนดูให้ได้อย่างต่อเนื่องเราเลยเห็นการปรับเปลี่ยนรายการของรายการหนึ่ง ๆ อยู่ต่าง ๆ เปลี่ยนชื่อช่วงเวลาเพิ่ม – ลดคอนเทนต์หรือหลังคาเปลี่ยนเกียร์

รายละเอียดของการทำรายการเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนต่างประเทศยากจะจินตนาการถึง แต่หนังเรื่องที่เราจะพูดถึงต่อไปนี้ดึกมีให้ครบแถมยังชีวิต“ คนทีวี” ทั้งบังและออกมา ได้อย่างน่าสนใจเรื่องมันมีอยู่ว่าคุณน้าพิธีกรเต้นเรียงแถวหน้าของประเทศกำลังอยู่ในช่วงขาลง แต่เธอกลับไม่รู้ตัวและไม่ยอมลดระดับหรือฟังทีมงานเลยสถานีรถไฟจะปลดเธอเกิด ชุลมุนที่ทั้งสุขและเศร้าในหลายจังหวะร้องว่าหนังที่ผู้บริหารคนดูได้ดีเลยทีเดียว

นี่ยังไม่รวมถึงความล้มเหลวของการเป็นดารา ‘ตาร์หน้าจอของตัวละครหลักในเรื่องด้วยนะปมหงุดหงิดที่ว่าแย่อยู่แล้วแย่ไปกันใหญ่ซึ่งอยู่ในคนที่ดูแสนจะธรรมดาและได้ทั่วไป ตามธรรมมนุษย์เงินเดือนนี้ได้ถูกบอกเล่าและแก้ไขทีละเปลาได้อย่างกลมกล่อมรวมหนังก็นำเสนอประเด็นความไม่กว้างทางสังคมของเสียได้อย่างดีจนเราอดและคิดต่อไม่ได้เลยว่าของทีวีไทย มีอะไรแบบนี้บ้างมั้ยนะสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องจะถูกนำไปปรับใช้ได้จริงบ้างรึเปล่า

ข้อดี
.
ด้วยความที่ตัวผมทำงานข่าวทีวีเบื้องหลังมาก่อน พอมาดูหนัง เราจึงเข้าใจเลยว่าการคิดงานประเด็นที่จะนำเสนอออกมาสู่หน้าจอ มันต้องตกผลึกความคิดพอสมควร การทำงานเป็นทีมมันสำคัญ ตัวละครหลักผู้หญิงที่เล่นโดย Emma Johnson เป็นผู้หญิงสูงวัยเจ้านายคนที่ทำหน้าที่พิธีกรหัวรั้น ไม่สนใจลูกน้องตัวเองเลย นอกจากหน้าจอของตัวเอง มันเลยทำให้เธอไม่ค่อยได้รับความเคารพเมื่ออยู่หลังฉากสักเท่าไหร่ มันก็คงคล้ายๆกับองค์กรที่ คนทำงานเบื้องหลังเกลียดหัวหน้าตัวเอง

มีอย่างที่ไหนทำรายการทีวีโชว์มานาน แต่ดันไม่รู้จักลูกน้องตัวเอง ไม่ได้ดั่งใจจะไล่คนออกมันลูกเดียว แถมยังอุดมคติไม่ทำงานกับผู้หญิงอีก จนเหมือนทุกอย่างมาถึงจุดอิ่มตัว เรตติ้งตกจนโดนช่องสั่งให้มีการเปลี่ยนพิธีกร

โอกาสสุดท้ายก็จึงลองเปิดใจรับทีมงานผู้หญิงเข้ามาเขียนบท Mindy Kaling ที่ดูหน้าเหมือนคนอินเดีย โดนเพื่อนร่วมงานผู้ชายแอนตี้ในทีแรก ว่าไร้คุณสมบัติจะมาทำให้รายกการทอล์คโชว์ดีขึ้นได้ สาวอวบไร้ประสบการณ์ทีวีทำงานในโรงผลิตสารเคมี กลับมานั่งวิเคราะห์ถึงปัญหาเกิดดอะไรบ้าง ก่อนจะพบคำตอบ คือช่องว่างระหว่างพิธีกรและลูกน้อง ตามมาด้วยความน่าเบื่อของบทพูดในแต่ละซีนที่ออกอาการมันดูไม่แมตซ์กับสถานการณ์หลายๆจุด เธอจึงนำไอเดียมาปรับแก้ให้รายการมันน่าดู เข้าถึงคนดูได้ง่ายขึ้น ประเด็นนี้แหละคนชอบยิ่งพยายามหาเรื่องราวที่มันกัดจิกเสียดสีสังคม พยายามทำให้คนดูคิดตามประเด็นที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกจับต้องได้ ตัวหนังค่อนข้างสะท้อนความจริงออกมา ผมรู้สึกว่าดูสนุกกว่าที่คิดเอาไว้ในทีแรก นึถึงสังคมทำงานทีวีที่มันต้องหันหน้าคุยกัน จะแย่งกันชิงดีชิงเด่นไม่ได้ ไม่งั้นก็ยากที่จะทำงานประสบความสำเร็จ

แต่ทั้งหมดทั้งสายงานเราอยากชวนชาวซอยมิลค์ไปดูหนังเรื่องนี้มันบอกเล่าความจริงของชีวิตได้ดีไม่ว่าจะบอกว่าคนเราในทุกสายงานต้องให้ตัวให้ทันสังคมและปริมาณ Gen ใหม่ การบอกเล่าว่าการทำให้งานเป็นทุกอย่างของชีวิตไม่ใช่เรื่องดีและการบอกว่าการเปิดใจรับฟังสิ่งที่อาจไม่เข้าสู่เราตรวจสอบความคิดเห็นก็เป็นประโยชน์ได้เหมือนกันใครสนใจตอนนี้

นักแสดง
.
Emma Thompsonและ Mindy Kaling ยอมรับว่าเคมีนักแสดง 2 คนนี้ช่วยหนังได้เยอะมาก ตัวประกอบในเรื่องไม่มีผลเลย เพราะ Emma และ Mindy คือตัวแบกให้หนังไปในทิศทางเชิงบวก การต่อบทพูดแทบทุกฉากทุกซีนที่เจอหน้ากันใส่กันไม่ยั้ง

คนหนึ่งไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองว่าตกยุคแล้ว อีกคนหนึ่งก็มีพลังงานพิเศษที่จะมาช่วยให้พิธีกรหัวรั้นเจ้านายตัวเองกลับมายืนหยัดในฐานะพิธีกร หนังจึงออกมาในเชิงคอเมดี้ที่ดูมีสาระเพราะหญิง 2 คนนี้แหละ

ข้อเสีย
.
ถ้าจะหามุมไม่ชอบคงไม่มีเพราะการเล่าเรื่อง 102 นาทีมันได้สรุปทุกแง่มุมของคนทำงานเบื้องหลังทีวี ที่ต้องเจอปัญหาอุปสรรค ทั้งเรื่องเรตติ้งความนิยมของคนดูที่มีต่อรายการ หรือแม้กระทั่งสังคมการทำงาน ที่เราไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมงานคิดอะไรบ้าง เหยียดอะไรบ้าง
สรุป : ผมรู้สึกเอ็นจอยกับตัวหนังมากๆ ตัวละครหลัก Emma และ Mindy เหมือนขั้วบวกขั้วลบที่ทำให้หนังมีสีสัน มันคือการสรุปเบื้องหลังชีวิตคนทำงานสื่อที่ครบเครื่องเรื่องหนึ่ง วิธีคิดวิธีการสื่อสารค่อนข้างเรียบง่ายตรงไปตรงมา สมควรแล้วที่ตัวหนังถูกลิสต์ไว้เป็นหนึ่งในหนังน่าดูปี 2019

แม้ว่าจะมีภาพสวย ๆ ในช่วงดึกแต่ก็ยังห่างไกลจากจุดโฟกัสของภาพยนตร์และนั่นเป็นส่วนหนึ่งของประเด็น สิ่งที่จัดการคือโทนที่ผลักดันตัวละครสถานการณ์และเรื่องราวมากกว่ารูปแบบหรืออารมณ์ขันซึ่งอาจเป็นความหายนะของภาพยนตร์ ในช่วงดึกอารมณ์ขันมีความเฉพาะเจาะจงสำหรับช่วงเวลาและบางครั้งก็หยาบคายเล็กน้อยซึ่งทำให้ภาพยนตร์มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น สิ่งนี้มีประโยชน์ต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะช่วยให้ตัวละครรู้สึกสมจริงและใกล้ชิดมากขึ้นคุณสามารถมองเห็นด้านที่แท้จริงของพวกเขาได้ การโฟกัสสำหรับช่วงดึกนี้มีความเสี่ยง แต่จะถูกดึงออกด้วยความสมดุลที่ดี ดึกดื่น เล่นได้อย่างปลอดภัย แต่ก็อยู่บนขอบอย่างแปลกประหลาด สนุกสนานและคาดเดาไม่ได้พอสมควร แต่ด้วยพล็อตพื้นฐานเป็นแบบดั้งเดิมในขณะที่ไม่เคยผลักดันสิ่งต่างๆให้น่าจดจำเกินไป

ดูหนังออนไลน์ Late Night