รีวิวหนัง Greyhound (2020) เกรย์ฮาวด์ การสู้รบกลางมหาสมุทรแอตแลนติก

รีวิวหนัง Greyhound “จงเฉลียวฉลาดเหมือนงู และไร้พิษภัยเหมือนนกพิราบ” เป็นหนึ่งในหลายๆ คำคมที่ออกมาจากปาก กัปตันเออร์เนสต์ คราว์ซ ระหว่างกำลังทำยุทธการสู้รบอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก ในหนังแอคชั่นสงคราม “Greyhound” ที่น่าจะกลายเป็นหนังสงครามอีกเรื่องที่จะเป็นที่โดนใจคอหนังแนวนี้ได้ไม่ยาก เพราะมาพร้อมกับฉากเชิงปฏิบัติการรบอย่างสมจริง อัดแน่นมาเต็มๆ แบบไม่ผ่อนอารมณ์ และกระชับฉับไวกับการสู้รบแบบไม่หวั่นในครั้งนี้

Greyhound ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อดัง “The Good Shepherd” ในปี 1955 ของนักเขียน “ซี.เอส. ฟอร์สเตอร์” ที่ได้รับการยอมรับและจัดเป็นนิยายสงครามที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ เล่าเรื่องราวในช่วงบรรยากาศการเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐฯ ได้ร่วมรบในสงครามครั้งนี้ หนังโฟกัสที่การเดินทางของฝูงกองทัพเรือ ที่นำโดยเรือเกรย์ฮาวด์ พาข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ เพื่อไปยังเกาะอังกฤษ

แต่พวกเขาจะต้องเดินทางผ่านในจุดที่เรียกว่า “หลุมดำ” จุดอันตรายของน่านน้ำในช่วงสงคราม เนื่องจากเป็นเขตปลอดการป้องกันทางอากาศ และง่ายต่อการที่จะถูกข้าศึกโจมตี ทำให้ฝ่ายกองทัพนาซีได้ส่งฝูงเรือดำน้ำ ที่นำโดยเกรย์วูล์ฟ ออกมาจู่โจมและไล่ล่าพวกเขาอย่างไม่ลดละความพยายาม จึงอุบัติเหตุยุทธการกลางสมุทรที่ต้องชิงไหวชิงพริบกันระหว่างสองฝ่ายคู่ขัดแย้งในสงคราม

ต้องบอกเลยว่า…หนังทำออกมาได้ดีกว่าที่คิดเอาไว้มาก ถึงแม้ว่าจะไม่มีการเกริ่นนำเรื่องราวหรือที่มาที่ไปใดๆ ให้คนดูซึบซับก่อน หนังเริ่มต้นมาแค่ 5 นาทีก็ออกเดินเรือ หลังจากนั้นก็เต็มไปด้วยฉากปฏิบัติการเชิง ยิงคำศัพท์ทางการทหารใส่คนดูระรัว พร้อมกับสถานการณ์ที่ค่อนบีบคั้น แล้วค่อยๆ บิ้วท์ให้คนดูแอบลุ้นและตึงเครียดตามเหตุการณ์ที่ดูอยู่ตรงหน้าไปด้วยอย่างคล้อยตาม

“ทอม แฮงก์ส” ก็ยังคงยอดเยี่ยมในแบบนักแสดงอย่างเขา แม้ว่าในเรื่องนี้เขาจะไม่ได้โชว์ศักยภาพทางการแสดงที่พิเศษใดๆ ออกมา แต่การสื่อสารและสื่ออารมณ์ของเขาก็ยังยอดเยี่ยมตามท้องเรื่องได้อย่างไม่ติดขัด การสวมบทบาทเป็นกัปตันเรือ และผู้นำฝูงเรือทั้งหมด กลายเป็นภาระอันหนักอึ้งของกัปตันที่เพิ่งจะลงมาประจำการบนเรือเพียงแค่ครั้งแรก และทริปแรกที่เจอของแข็งเอาเสียมากๆ

นอกจากนี้ ทอม แฮงก์ส ยังเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ดัดแปลงและเขียนบทหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเองด้วย ทำให้เราได้เห็นการใส่มุมข้อคิดและสัญลักษณ์บางอย่างอยู่ในตัวหนังบ้างเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นการตีความที่ใช้ศาสนาเข้ามาเป็นที่ยึดเหนี่ยว หรือการถ่ายทอดผ่านมุมมองของกัปตัน ที่เพิ่งจะมาร่วมงานกับลูกเรือทั้งลำ โดยที่เขายังไม่รู้จักใครดีเลยสักคนเดียว และทุกสายตาบนเรือก็มองที่เขาอย่างไม่คุ้นเคย เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ใส่เข้ามาอย่างใส่ใจ ท่ามกลางฉากระเบิดตูมตามที่เกิดขึ้น

ก็อย่างที่เกริ่นเอาไว้ เป็นหนังที่คอหนังสงครามจะต้องถูกใจ เพราะในระยะเวลาไม่ถึง 90 นาที หนังเสิร์ฟฉากสงคราม สาดกระสุน หลบตอปิโดกันเกือบทุกนาที แทบจะไม่มีช่องเว้นว่างให้คนดูได้หายใจกันเลยทีเดียว พอจะตัดเข้าฉายดราม่าได้ซึ้งสักเล็กน้อย น้ำตายังไม่ทันได้เออออกมา ก็ต้องกลับเข้าสู่โหมดตึงเครียดกับการสู้รบอีกครั้ง แต่โดยรวมถือว่าหนังทำฉากสงครามออกมาค่อนข้างน่าพอใจ แม้ว่าจะหลายๆ ฉากที่ดูเป็นซีจีไปสักหน่อย

โดยภาพรวมก็ถือว่าผลงานของผู้กำกับ “แอรอน ชไนเดอร์” เรื่องนี้ถือว่าสอบผ่านอยู่ เป็นการถ่ายทอดหนังสงครามที่ไม่จำเป็นต้องยืดเยื้อใดๆ เข้าเรื่องและอัดแน่นด้วยฉากอันน่าตื่นตาของการสงคราม แม้ตัวหนังจะสั้นไปนิด ผิดกับวิสัยของหนังเอพิกสงครามก็ตาม แต่ถือว่าถึงองค์ประกอบที่ออกมาก็กำลังกลมกล่อมพอดี นี่จึงเป็นหนังสงครามอีกเรื่องนี้น่าจะประทับใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *