รีวิวหนัง Machete Kills (2013) คนระห่ำ ดุกระฉูด นักแสดงนำ เลดี้ กาก้า

Machete Kills (2013) คนระห่ำ ดุกระฉูด แดนนี่ เทรโฮ กลับมารับบท มาเชนเต้ อดีตเจ้าหน้าที่ทางการที่ถูกประธานาธิบดีขอให้ทำภารกิจที่ไม่ว่ามนุษย์คนไหน ก็ยากที่จะทำได้สำเร็จ ซึ่งภารกิจที่ว่านี้คือจัดการกับนักปฏิวัติหัวรุนแรงและมหาเศรษฐี ผู้เป็นศูนย์กลางการค้าอาวุธ เพื่อยับยั้งแผนชั่วของพวกเขาที่เตรียมจะก่อสงครามขึ้น

โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกจากจะได้นักร้องสาวชื่อดังอย่าง เลดี้ กาก้า (Lady Gaga) มาร่วมแสดงแล้ว ยังมีดาราชื่อดังอีกมากมาย อาทิ แอมเบอร์ เฮิร์ด (Amber Heard), โซเฟีย เวอร์การ่า (Sofia Vergera), โซอี้ ซัลดาน่า (Zoe Saldana), เจสสิก้า อัลบา (Jessica Alba) และ แดนนี่ เทรโฮ (Danny Trejo) รวมทั้งได้ผู้กำกับชื่อดังอย่าง โรเบิร์ต รอดริเกซ (Robert Rodriguez) ซึ่งเคยฝากผลงานเด่น ๆ มาแล้วหลายเรื่อง เช่น Planets Terror และ Sin City มาเป็นผู้กำกับอีกด้วย

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิว Night At The Museum 2 (2009) Battle Of The Smithsonian มหึมาพิพิธภัณฑ์ ดับเบิ้ลมันส์ทะลุโลก 2

Night At The Museum 2 การกลับมาอีกครั้งของภาพยนตร์แนว ผจญภัย คอมเมอดี้ที่เรียกเสียงฮาและรอยยิ้มให้กับผู้ชมมาแล้วถึง 2 ภาค กับโปรเจคท์หนังภาคต่อเรื่อง Night at the Museum

ในครั้งนี้ แลร์รี่ แดลี่ย์ (Ben Stiller) อดีตพนักงานรักษาความปลอดภัย คุณพ่อลูกหนึ่ง ได้ผันตัวเองออกจากตำแหน่งผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืนสู่วิถีชีวิตใหม่กับ CEO ธุรกิจส่วนตัวที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย จนเมื่อเขาได้รับข่าวการปรับปรุง พิพิธภัณฑ์ที่เหล่าเพื่อนหุ่นของเขากำลังจะถูกโละออกสู่โกดังในพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ สถาบันสมิธโซเนี่ยน (Smithsonian Institution) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (Washington, DC) และถูกแทนที่ด้วย เทคโนโลยีโฮโลแกรม 3 มิติ ที่ล้ำสมัยและเสมือนจริงมากกว่า

แต่ยังไม่ทันพ้น 24 ชั่วโมง เรื่องราววุ่นวายก็เกิดขึ้น เมื่อ “แผ่นจารึกเวทมนตร์แห่งอัคเมนราห์” ได้บันดาลให้ทุกสิ่งในพิพิธภัณฑ์แห่งนั้นกลับมีชีวิตเช่นกัน และเป็นสาเหตุของการถือกำเนิดใหม่ของ คาห์มุนราห์ พี่ชายของอัคเมนราห์ ซึ่งเกลียดน้องชายตนเองเข้าไส้ (ด้วยสาเหตุเพราะพ่อแม่ยกทุกอย่างให้กับน้องชาย รวมถึงบัลลังค์) เรื่องราวการต่อสู้เพื่อแย่งชิง แผ่นจารึกเวทมนตร์ ท่ามกลางความโกลาหลของเหล่าหุ่นจำลองที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาจึงดำเนินขึ้น…

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิวหนังฮ่องกง Guilt by Design (2019) สะกดจิต พลิกคดี

Guilt by Design หนังหัวข้อนี้สำเร็จหน้าที่กำกับและก็เขียนบทจากผู้กำกับหน้าใหม่ที่รวมพลังกัน 3 คนอันอย่างเช่น หลี่จ้าวจุน, ฉีป่อหลิน และก็ หลิวหย่งไท่ อาจด้วยสำเร็จงานแบบคนไฟแรงทำให้ได้พลอตเรื่องที่สดใหม่น่าตื่นตาตื่นใจ ในขณะเดียวกันก็พร่องด้วยความคึกที่ยังทำเส้นเรื่องโดยรวมไม่ค่อยกลมกล่อมละมุนละไม มีความอยากโชว์ที่กระโดดกระดอนจนกระทั่งหนังเสียรสอยู่แบบเดียวกัน แต่ภาพรวมก็จำเป็นต้องสรรเสริญที่คนทำหนังฮ่องกงยังมีพลังความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สร้างภาพยนตร์แนวศาลผสมกับแนวธริลเลอร์ครึ่งหนึ่งซูเปอร์วีรบุรุษมาได้

สำหรับคอหนังฮ่องกงน่าจะปลื้มปิติที่ได้เห็นบริเวณใบหน้าที่รู้จักมาโลดแล่นในจอให้ได้หายนึกถึงกันไม่ว่าจะเป็น จางเจียฮุย ในบทด็อกเตอร์ฮุยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญการใช้จิตวิทยาบงการพฤติกรรม จางเจ้าฮุย ในบทชายปัญหาที่ลักพาตัวลูกสาวของด็อกเตอร์ฮุยเพื่อข่มขวัญให้บันดลผลของการตัดสินตามสั่ง เจิ้งเจ๋อซื่อ ศิลปินที่ถูกล้อว่าหน้าเหมือนรองนายกไทยก็มาในบทของหัวหน้าคณะลูกขุนผู้ทรงคุณความดี โหลวยิงจุน ในบททนายข้างเชลยที่มีประวัติกลับผิดเป็นถูกได้ และก็ท้ายที่สุด ฉินเพ่ย ที่มาในบทมหาเศรษฐีที่พากเพียรปกปิดความผิดพลาดของลูกชายตนเอง ดูตัวละครและก็เรื่องย่อเพียงเท่านี้ก็คงเพียงพอเห็นภาพของหนัง ว่ามันช่างคล้ายคลึงบุคคลในข่าวเมืองไทยเสียเหลือเกินนะ

ยิ่งกว่านั้นก็ยังมีดาราแบบใหม่อย่าง จางฮั่น มาสมทบในบทของน้องชายด็อกเตอร์ฮุยที่เป็นตำรวจและก็พากเพียรช่วยหลานรักจากผู้ร้ายลักพาตัว คู่ขนานไปกับสถานการณ์ในห้องสำหรับประชุมคณะลูกขุนที่ตึงเครียด และก็มี ไช่ฮั่นอี้ อีกหนึ่งหนุ่มที่มารับบทผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์หนึ่งในคณะลูกขุนที่เฉลี่ยวฉลาดพอกันและก็สังเกตุเห็นความผิดแปลกของด็อกเตอร์ฮุยผู้แสดงนำชายของเรา

โดยรวมจำเป็นต้องบอกว่าสร้างติดอยู่แรกเตอร์ตัวละครต่างๆได้น่าดึงดูดดี มีความเชยของการเล่าเรื่องนิดๆที่พากเพียรให้มีความเป็นแอ็กชันในสไตล์หนังฮ่องกงแล่นอยู่นอกห้องสำหรับประชุม และก็อย่างยิ่งคือฉากจบที่แบบ หืม นี่มันหนังยอดมนุษย์หรือไรหนอแม่ (ฮา) แต่ก็คงทำให้คอหนังฮ่องกงติดอกติดใจอยู่โน่นล่ะ ส่วนในด้านของการชิงไหวชิงพริบในห้องคณะลูกขุนที่ถือว่าเป็นความสดใหม่ ก็สนุกทั้งการหาเหลี่ยมชิงจังหวะกันระหว่างผู้แสดงนำชายกับหัวหน้าผู้ร้ายที่รอบงการและก็แอบดูผ่านกล้องถ่ายภาพสปายอยู่

อีกด้านการที่ผู้แสดงนำชายต้องหาช่องสำหรับเพื่อการชักชวนของคณะลูกขุนแต่ละคนที่มีเงื่อนต่างกันไป บางคนแค้นทนายความฝั่งปัญหาเพราะเคยทำให้ตนแพ้คดีความช่วยคนร่ำรวยหลุดคดีไป หรือบางคนก็แอบมีผลประโยชน์สำหรับเพื่อการตัดสินเพราะแอบลงทุนช้อนหุ้นบริษัทของเชลยไว้แล้ว ทริกและก็หลักการสำหรับเพื่อการบงการพฤติกรรมของผู้แสดงนำชายที่จำใจต้องใช้เพื่อช่วยลูกสาวก็เป็นอีกความสนุกสนานที่น่าติดตาม

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิวหนังแอ็กชั่นขับรถซิ่ง Lost Bullet (2020) แรงทะลุกระสุน

รีวิว Lost Bullet (2020) แรงทะลุกระสุน  หนังแอ็กชั่นขับรถซิ่งที่ดูตัวอย่างหน้าตาภายนอกแอบเหมือน FAST & FURIOUS อยู่ไม่น้อย แต่ที่จริงการขับรถซิ่งไล่บี้กันของเรื่องนี้เป็นส่วนน้ำจิ้มหัวกับท้ายของเรื่องเท่านั้น

เรื่องเริ่มต้นด้วยฉากโชว์สกิลของ “ลีโน” ช่างเครื่องอัจฉริยะที่พยายามหาเงินช่วยน้องชายด้วยการปล้นทองจากการขับรถเสริมกันชนพุ่งชนกันตรงๆ แต่แผนเกิดผิดพลาดทำให้เขาเข้าคุก น้องชายหนีรอดไปได้ สกิลแต่งรถของเขาเตะตาหัวหน้าหน่วยตำรวจที่ไล่ตามจับพวกค้ายา และต้องการรถแรงไปไล่บี้พวกนั้น เขาจึงได้รับโอกาสที่สองมาทำงานให้ตำรวจ แต่กลายเป็นว่าเขากลับโดนป้ายความผิดให้กลายเป็นอาชญากรอีกครั้ง และคราวนี้เขาจึงต้องตามล่าจัดการพวกตำรวจเหล่านั้นด้วยตัวเอง

หน้าหนังเหมือนพวกแนวแข่งรถ แต่ตัวเรื่องจริงๆ คือหนังแอ็กชั่นโชว์สกิลสตันท์ตัวจริงของ Alban Lenoir พระเอกรูปไม่หล่อ แต่ฝีมือสตันท์กินขาด เป็นสตันท์ในหนังแอ็กชั่นดังมาหลายเรื่องแล้วอย่าง Taken ภาคแรก ซึ่งตัวเขาเองก็มีฝีมือเป็นผู้เขียนบทหนังเองด้วย ในเรื่องนี้ก็รับหน้าที่ทั้งนักแสดง สตันท์ และแก้ไขบทไปพร้อมกัน แต่ช่วงครึ่งชัวโมงแรกจะมีแค่ฉากขับรถไล่บี้กันบนถนนนิดหน่อย โดยไม่เกี่ยวกับพระเอก แต่มีความแปลกตรงที่รถตำรวจในเรื่องเน้นเสริมกันชนเพื่อขับชนโดยเฉพาะ ซึ่งแปลกจากปกติที่มักแต่งซิ่งไล่ยิงกันให้ทัน กลับมาเป็นเรื่องการออกแบบกันชนหนาจากฝีมือคำนวนของพระเอกให้ขับชนได้แบบไม่เจ็บตัว แต่ส่วนนี้เหมือนหนังใส่มาแค่เรียกน้ำย่อยเท่านั้น ยังไม่ได้มีความมันส์ลุ้นเท่ากับฟาส และก็รีบปิดบทจบสรุปเข้าเรื่องจริงที่พระเอกถูกใส่ร้าย และก็ต้องกลายเป็นอาชญากรที่ตำรวจไล่ล่ากันทั้งเมือง

หลังครึ่งชั่วโมงผ่านไปหนังก็ได้เวลาโชว์สกิลแอ็กชั่นของพระเอก ฉากแอ็กชั่นในเรื่องนี้ถือว่าจัดมาเยอะตลอดรายทาง ไม่มีช่วงที่ทำให้เบื่อได้เลยแม้แต่น้อย แถมสกิลการต่อสู้ของพระเอกเว่อร์มาก คือระดับตำรวจทั้งโรงพักสู้มือเปล่าของพระเอกไม่ได้ โดยสกิลที่ปูมาตอนต้นเรื่องก็เป็นแค่ช่างเครื่อง ไม่ได้ไปฝึกศิลปะการต่อสู้อะไรมาเลย แอ็กชั่นที่ออกมาก็ไม่ได้เป็นแนวมาเชียลอาร์ท แต่ฉากโชว์เหนือของพระเอกก็มีความสมเหตุผลพอให้เชื่อได้อยู่ ว่าสู้กับตำรวจทั้งโรงพักด้วยมือเปล่ากับฉกฉวยสิ่งของรอบตัวมาใช้แก้สถานการณ์ได้จริงๆ ซึ่งเราเองก็สนุกไปกับการต่อสู้ของพระเอกด้วยจนแอบลืมๆ ความโม้โอเว่อร์พวกนี้ไปได้ ส่วนบทก็เขียนมาให้พระเอกพยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แต่กลายเป็นหาเรื่องเข้าตัวได้บู้ลุยกันไปแทน ซึ่งถ้าถามความสมเหตุผลก็คงจะรู้สึกตะหงิดๆ ตลอดเวลาว่า ทำไมตำรวจคนอื่นในเรื่องนี้ถึงค่อนข้างปักใจเชื่อง่ายๆ ว่าพระเอกเป็นฆาตกรไปได้ ทั้งๆ ที่เขาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากโทษที่ได้รับในตอนต้นเรื่องแล้ว แต่เอาเป็นว่าถ้าทำให้สมเหตุผลมากไปก็คงไม่เหลือฉากบู้มาให้เราดูแน่ๆ

ตัวเรื่องใส่ฉากแอ็กชั่นมาตลอดทางจนกระทั่งเกือบจบช่วง 10 นาทีท้ายเรื่อง ถึงได้งัดเอาเรื่องสกิลการทำรถของพระเอกกลับมาใช้อีกครั้ง และก็กลายเป็นรถติดอาวุธแบบหนัง Death race (ซิ่ง สั่ง ตาย) ของพระเอก Jason Statham เป็นฉากซิ่งไล่ล่าสู้กับรถตำรวจทั้งนอกเมืองและในเมือง ทั้งชน กระชาก ไล่บี้ ระเบิด ทำออกครบเครื่องมันส์ใช้ได้ในสเกลหนังทุนต่ำของ Netflix และจบแบบทิ้งเชื้อเผื่อไว้ทำต่อได้อีก ซึ่งถ้าตัวหนังมีทุนสูงกว่านี้ก็คงอัดฉากแอ็กชั่นแข่งรถได้มากกว่านี้ และก็มีแนวทางที่แตกต่างจากฟาสตรงที่เป็นรถซิ่งแบบไล่ชนกันตรงๆ สะใจไปอีกแบบ ถือว่าตัวเรื่องทำต่อได้สบายๆ มีแนวทางของตัวเองไม่ซ้ำกับใครดีครับ

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิวหนัง Cold Pursuit (2019) แค้นลั่นนรก อดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอ

รีวิว Cold Pursuit (2019) แค้นลั่นนรก  พล็อตเรื่องแม้ว่าจะมาทรงเดิมกับหนังเรื่องก่อนๆของเลียม นีสัน แต่Cold Pursuit กลับออกมาแตกต่าง ด้วยการเป็นหนังตลกร้ายล้อหนังแอ็คชั่นล้างแค้นแนวเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังที่เลียม นีสันเล่นมาก่อนหลายๆ เรื่อง อย่างตัวละครของนีสันที่ถ้าเป็นเรื่องอื่น เขาต้องพ่วงสถานะ”อดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอ” “อดีตตำรวจ” “อดีตมือปืน” ติดมาด้วย แต่เรื่องนี้เขาเล่นเป็นแค่คนขับรถตักหิมะแก่ๆ ธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น และเราจะไม่ได้เห็นภาพคนแก่อายุหกสิบกว่าไล่อัดชายฉกรรจ์เป็นกองทัพกันแล้วในเรื่องนี้ เพราะตัวละครค็อกส์แมนต่อยคนไปได้แป๊บเดียวก็นั่งหอบแล้ว

บรรดาตัวละครสมทบอื่นๆ ก็พิลึกพิลั่นและจิกกัดตัวละครแบบเดียวกันในหนังแนวนี้ได้อย่างน่าขบขัน ทั้งบอสใหญ่แก๊งค์ค้ายาที่ไม่เอาไหน มือปืนขี้ขลาด รวมไปถึงลูกน้องมาเฟียที่ดันจับผิดคนจนเกิดเป็นเรื่องใหญ่โตกับแก๊งค์อีกแก๊งค์หนึ่ง (ปกติในหนังแนวนี้ พวกผู้ร้ายจะรู้ตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วว่าใครทำและส่งคนไปล่า) และมาเฟียชาวอินเดียนแดง (ปกติชาวอินเดียนแดงจะถูกนำเสนอเป็นชนกลุ่มน้อยไร้อำนาจ) ซึ่งทั้งหมดนี้มันถูกนำเสนอออกมาในโทนที่เรียบง่ายและติดดินมากๆ แต่ความตลกของมันก็มาจากโทนที่จริงจังและเรียบง่ายที่ตัดกับสถานการณ์บ้าบอชวนหัวของมันนั่นแหละ แถมตัวละครเพี้ยนๆพวกนี้ยังทำให้เราจับทางเนื้อเรื่องได้ยากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ด้วยโทนที่ค่อนข้างเรียบง่ายไปหน่อย รวมถึงการที่มันไม่ใช่หนังที่หนักไปทางแอ็คชั่น ก็ทำให้มีหลายช่วงที่หนังดูยืดยาดอยู่พอสมควร จนอดสงสัยไม่ได้ว่าถ้าหนังถูกทำออกมาในโทนที่โฉ่งฉ่างโผงผางจะช่วยอุดข้อเสียตรงนี้ได้หรือไม่ แถมครึ่งหลังบทของเลียม นีสันนั้นแทบจะหายไปเลย ถูกบทของเจ้าพ่ออินเดียนแดงกลบซะเกือบหมด อย่างไรก็ดีมันกลับทดแทนในจุดนี้ด้วยบทพูดที่เฉียบคมและน่าขบขัน ทำให้หนังออกมาดูไม่น่าเบื่อเกินไป

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิว 18 Presents (2020) ของขวัญ 18 เรื่องของ แม่ผู้ตายจากขณะคลอดลูกสาว

18 Presents (2020) ของขวัญ 18 หนังโรง ที่ฉายในประเทศอิตาลีเมื่อต้นปี แต่ค่อนข้างเงียบๆ ไม่เป็นกระแส จากนั้น Netflix ซื้อขาดมาเป็นของตัวเองไว้ในระบบอีกที โดยสร้างมาจากเรื่องจริงของแม่ผู้ตายจากไปในช่วงที่คลอดลูกสาวของเธอ เพราะเธอป่วยด้วยโรคมะเร็งอยู่ก่อนแล้ว เธอจึงวางแผนให้ของขวัญวันเกิดลูกสาวไว้ล่วงหน้า 18 ชิ้น แล้วสั่งเสียให้สามีเป็นคนมอบให้เรื่อยๆ โดยไม่ได้บอกเหตุผลลึกๆ ว่าต้องการอะไร ซึ่งก็กลายเป็นว่าตัวลูกสาวไม่เข้าใจว่าแม่ทำแบบนี้ทำไม กลายเป็นการย้ำปมกำพร้าแม่ เหมือนทุกวันเกิดต้องมีแม่ที่ไม่เคยรู้จักกันมาเลือกของขวัญให้เธออย่างไม่เต็มใจ

ด้วยความที่สร้างจากเรื่องจริงล้วนๆ คงธรรมดาไป ผู้สร้างจึงแต่งเติมเรื่องแฟนตาซีลงไปสักหน่อย ด้วยการให้วันเกิดอายุครบ 18 ปีของเธอมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุโดนรถชน ทำให้เธอเหมือนได้ย้อนเวลาไปพบกับแม่ตัวจริงก่อนคลอดเธออีกครั้ง และก็ได้ช่วยสานสัมพันธ์กับแม่ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน และก่อนที่เธอจะได้รู้ว่าของขวัญชิ้นที่ 18 นั้นคืออะไร ซึ่งเป็นไคลแม็กซ์สุดท้ายของเรื่องนี้ที่ทางผู้สร้างวางไว้ให้ให้คนดูคาดเดาว่าจะเป็นอะไรกันแน่

แม้พล็อตเรื่องนี้จะดูดีมาก ดูมีอะไรให้เล่าเป็นดราม่าซึ้งๆ หรือเล่นกับเรื่องไทม์ทราเวลเก๋ๆ ก็ยังได้ (จริงๆ พล็อตเรื่องแอบคล้ายหนังญี่ปุ่นดังในอดีตด้วย) แต่ผู้สร้างกลับแทบไม่มีสตอรี่ที่ดีพอใส่ลงไปในหนังเลย ตัวเรื่องเดินไปแบบธรรมดามาก เป็นชีวิตของนางเอกกับแม่ในบ้านกับช่วยแม่เลือกของขวัญ ซึ่งธรรมดาจนเกินไป แถมยังเอานิสัยน่ารำคาญในช่วงเวลาปกติมาลงกับแม่ในตอนนี้ด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่ขัดกับความรู้สึกมากว่าเธอจะวีนเหวี่ยงอวดดีไปถึงไหนตลอดเวลา แม้ว่าตัวเรื่องจะพยายามให้เธอค่อยๆ เรียนรู้ปรับตัวดีขึ้นในภายหลัง แต่ก็รู้สึกว่านางเอกมีพฤติกรรมค่อนข้างน่ารำคาญจนเกินปกติทั่วไป (ยกตัวอย่างจุดบุหรี่ดูดต่อหน้าแม่ที่ท้องแก่หน้าตาเฉย) ผิดกับแม่ของเธอที่เล่นดีสุขุม ถ่ายทอดช่วงสุดท้ายของชีวิตออกมาแบบแข็งกร้าว ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะใช้เวลาคิดถึงอนาคตของลูกมากกว่าการรักษาตัวเองให้รอด ทำให้ตัวเรื่องคนแม่กลับเป็นตัวพาให้เรื่องน่าติดตามได้มากกว่า

ตัวหนังใส่ช่วงเวลาสุดท้ายของคนเป็นแม่ที่ต้องเลือกให้ความสำคัญกับชีวิตตัวเธอเองหรือลูกมาก่อนได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งก็เป็นพ้อยท์สำคัญของเรื่องนี้ว่าทำไมเธอถึงตัดสินใจเลือกซื้อของขวัญล่วงหน้าให้ลูกล่วงหน้าขนาดนั้น โดยที่สามีก็ไม่เข้าใจว่าเธอคิดยังไง ซึ่งจุดนี้ไม่รู้ว่าเรื่องจริงเป็นแบบนี้หรือเปล่า? เพราะการที่เธอไม่อธิบายอะไรออกมาให้ชัดกับสามีว่าทำอะไรอยู่ ไม่ไปหาหมอรักษาอาการป่วย ทำให้ผู้เป็นพ่อตอบลูกสาวที่วีนเหวี่ยงกลับมาไม่ได้ และก็กลายเป็นปมปัญหาทะเลาะกันมาตลอด จนทำให้ลูกกลายเป็นเด็กมีปมปัญหามากกว่าเด็กกำพร้าปกติ ส่วนตัวคิดว่าจุดนี้เขียนขึ้นมาเป็นหนังเพื่อต้องการให้มีการขัดแย้งกับพ่อมากกว่าเรื่องราวจริงที่หนังอ้างอิงไว้ แม้จะทำให้เรื่องราวการย้อนกลับไปในอดีตมีส่วนช่วยแก้ไขปัจจุบันได้ แต่ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเมคเซนส์สักเท่าไหร่กับการที่พ่อไม่รู้อะไรเลยว่าจะอธิบายกับลูกยังไงให้เข้าใจจุดประสงค์ของแม่ จนเป็นดราม่าเรื้อรังมา 18 ปีแบบนี้

อีกจุดที่รู้สึกว่าหนังทำไม่ค่อยดีเท่าไหร่คือการที่ลูกสาวปิดบังความลับว่าเธอคือใคร หนังทำให้จุดนี้เป็นปัญหาต่อเนื่องกับตัวละครนี้ แล้วก็พ่วงไปหาแม่อีกต่อ จนกลายเป็นเรื่องเดินไปขลุกขลักไม่สมเหตุผลกับการพยายามปิดบังสักเท่าไหร่ ซึ่งผู้กำกับคงตั้งใจเอาไว้บิ้วเป็นไคลแม็กซ์ตอนท้ายเรื่อง แต่พอถึงช่วงเวลานั้นขึ้นมาจริงๆ กลับใส่มานิดเดียว บทพูดไม่ถึงสองคำก็ตัดจบเรื่องตรงนี้ไปเฉยๆ ทำให้ไม่ทันจะรู้สึกอินกับไคลแม็กซ์ตรงจุดนี้ได้สักเท่าไหร่เลย

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิวความมันระห่ำทะลุจอกับ The Old Guard (2020) ดิ โอลด์ การ์ด

Netflix ปล่อยตัวอย่างแรกเตรียมส่งความมันระห่ำทะลุจอกับ ‘ดิ โอลด์ การ์ด’ (The Old Guard) ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ถูกดัดแปลงมาจากนิยายภาพ เล่าเรื่องราวชีวิตอมตะของนักรบสาว แอนดี้ (รับบทโดย ชาร์ลิซ เธอรอน) ผู้ที่ถูกพันธนาการด้วยความอมตะมานานนับพันปีพร้อมด้วยเหล่าทหารรับจ้างผู้ไม่มีวันตาย และพร้อมจะต่อสู้เพื่อปกป้องโลกจากภัยร้ายมานานนับศตวรรษ แต่กลับกลายเป็นว่าความอมตะของพวกเขานั้นกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด

เมื่อทีมกองทัพของเธอได้รับคัดเลือกให้ปฏิบัติภารกิจฉุกเฉิน หลังค้นพบว่าความลับเรื่องการมีชีวิตอมตะของเผ่าพันธุ์เธอนั้นกำลังจะถูกเปิดเผย แอนดี้ และทหารคนใหม่ ไนล์ (รับบทโดย กิกิ เลย์น) จึงต้องร่วมมือกันหาทางยับยั้งผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด ก่อนที่คนเหล่านั้นจะนำพลังอมตะไปใช้ในทางที่ไม่ควร

ดิ โอลด์ การ์ด สร้างจากนิยายภาพผลงานของ เกร็ก รักคา (Greg Rucka) และถูกหยิบนำมาเล่าเรื่องอีกครั้งในรูปแบบภาพยนตร์โดยผลงานการกำกับของ จีนา พรินซ์-ไบธ์วูด (Gina Prince-Bythewood) จาก Love & Basketball และ Beyond The Lights เตรียมพบกับเรื่องราวสุดระห่ำของ ดิ โอลด์ การ์ด ที่จะทำให้รู้ว่า การมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์นั้นเป็นเรื่องยากกว่าที่คิด

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิวหนัง Greyhound (2020) เกรย์ฮาวด์ การสู้รบกลางมหาสมุทรแอตแลนติก

รีวิวหนัง Greyhound “จงเฉลียวฉลาดเหมือนงู และไร้พิษภัยเหมือนนกพิราบ” เป็นหนึ่งในหลายๆ คำคมที่ออกมาจากปาก กัปตันเออร์เนสต์ คราว์ซ ระหว่างกำลังทำยุทธการสู้รบอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก ในหนังแอคชั่นสงคราม “Greyhound” ที่น่าจะกลายเป็นหนังสงครามอีกเรื่องที่จะเป็นที่โดนใจคอหนังแนวนี้ได้ไม่ยาก เพราะมาพร้อมกับฉากเชิงปฏิบัติการรบอย่างสมจริง อัดแน่นมาเต็มๆ แบบไม่ผ่อนอารมณ์ และกระชับฉับไวกับการสู้รบแบบไม่หวั่นในครั้งนี้

Greyhound ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อดัง “The Good Shepherd” ในปี 1955 ของนักเขียน “ซี.เอส. ฟอร์สเตอร์” ที่ได้รับการยอมรับและจัดเป็นนิยายสงครามที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ เล่าเรื่องราวในช่วงบรรยากาศการเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐฯ ได้ร่วมรบในสงครามครั้งนี้ หนังโฟกัสที่การเดินทางของฝูงกองทัพเรือ ที่นำโดยเรือเกรย์ฮาวด์ พาข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ เพื่อไปยังเกาะอังกฤษ

แต่พวกเขาจะต้องเดินทางผ่านในจุดที่เรียกว่า “หลุมดำ” จุดอันตรายของน่านน้ำในช่วงสงคราม เนื่องจากเป็นเขตปลอดการป้องกันทางอากาศ และง่ายต่อการที่จะถูกข้าศึกโจมตี ทำให้ฝ่ายกองทัพนาซีได้ส่งฝูงเรือดำน้ำ ที่นำโดยเกรย์วูล์ฟ ออกมาจู่โจมและไล่ล่าพวกเขาอย่างไม่ลดละความพยายาม จึงอุบัติเหตุยุทธการกลางสมุทรที่ต้องชิงไหวชิงพริบกันระหว่างสองฝ่ายคู่ขัดแย้งในสงคราม

ต้องบอกเลยว่า…หนังทำออกมาได้ดีกว่าที่คิดเอาไว้มาก ถึงแม้ว่าจะไม่มีการเกริ่นนำเรื่องราวหรือที่มาที่ไปใดๆ ให้คนดูซึบซับก่อน หนังเริ่มต้นมาแค่ 5 นาทีก็ออกเดินเรือ หลังจากนั้นก็เต็มไปด้วยฉากปฏิบัติการเชิง ยิงคำศัพท์ทางการทหารใส่คนดูระรัว พร้อมกับสถานการณ์ที่ค่อนบีบคั้น แล้วค่อยๆ บิ้วท์ให้คนดูแอบลุ้นและตึงเครียดตามเหตุการณ์ที่ดูอยู่ตรงหน้าไปด้วยอย่างคล้อยตาม

“ทอม แฮงก์ส” ก็ยังคงยอดเยี่ยมในแบบนักแสดงอย่างเขา แม้ว่าในเรื่องนี้เขาจะไม่ได้โชว์ศักยภาพทางการแสดงที่พิเศษใดๆ ออกมา แต่การสื่อสารและสื่ออารมณ์ของเขาก็ยังยอดเยี่ยมตามท้องเรื่องได้อย่างไม่ติดขัด การสวมบทบาทเป็นกัปตันเรือ และผู้นำฝูงเรือทั้งหมด กลายเป็นภาระอันหนักอึ้งของกัปตันที่เพิ่งจะลงมาประจำการบนเรือเพียงแค่ครั้งแรก และทริปแรกที่เจอของแข็งเอาเสียมากๆ

นอกจากนี้ ทอม แฮงก์ส ยังเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ดัดแปลงและเขียนบทหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเองด้วย ทำให้เราได้เห็นการใส่มุมข้อคิดและสัญลักษณ์บางอย่างอยู่ในตัวหนังบ้างเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นการตีความที่ใช้ศาสนาเข้ามาเป็นที่ยึดเหนี่ยว หรือการถ่ายทอดผ่านมุมมองของกัปตัน ที่เพิ่งจะมาร่วมงานกับลูกเรือทั้งลำ โดยที่เขายังไม่รู้จักใครดีเลยสักคนเดียว และทุกสายตาบนเรือก็มองที่เขาอย่างไม่คุ้นเคย เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ใส่เข้ามาอย่างใส่ใจ ท่ามกลางฉากระเบิดตูมตามที่เกิดขึ้น

ก็อย่างที่เกริ่นเอาไว้ เป็นหนังที่คอหนังสงครามจะต้องถูกใจ เพราะในระยะเวลาไม่ถึง 90 นาที หนังเสิร์ฟฉากสงคราม สาดกระสุน หลบตอปิโดกันเกือบทุกนาที แทบจะไม่มีช่องเว้นว่างให้คนดูได้หายใจกันเลยทีเดียว พอจะตัดเข้าฉายดราม่าได้ซึ้งสักเล็กน้อย น้ำตายังไม่ทันได้เออออกมา ก็ต้องกลับเข้าสู่โหมดตึงเครียดกับการสู้รบอีกครั้ง แต่โดยรวมถือว่าหนังทำฉากสงครามออกมาค่อนข้างน่าพอใจ แม้ว่าจะหลายๆ ฉากที่ดูเป็นซีจีไปสักหน่อย

โดยภาพรวมก็ถือว่าผลงานของผู้กำกับ “แอรอน ชไนเดอร์” เรื่องนี้ถือว่าสอบผ่านอยู่ เป็นการถ่ายทอดหนังสงครามที่ไม่จำเป็นต้องยืดเยื้อใดๆ เข้าเรื่องและอัดแน่นด้วยฉากอันน่าตื่นตาของการสงคราม แม้ตัวหนังจะสั้นไปนิด ผิดกับวิสัยของหนังเอพิกสงครามก็ตาม แต่ถือว่าถึงองค์ประกอบที่ออกมาก็กำลังกลมกล่อมพอดี นี่จึงเป็นหนังสงครามอีกเรื่องนี้น่าจะประทับใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง 

รีวิว แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว : ความสุขของเด่น รอยยิ้มของนุ้ย

ภาพยนตร์เรื่อง แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว หากจะมองเผินๆ แล้วก็ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับภาพยนตร์ เรื่องก่อนหน้าผลงานของ โต้ง บรรจง อย่าง กวนมึนโฮ ว่ากันว่า แฟนเดย์ ใช้เวลาปั้นถึง 3 ปี ได้มือเขียนบทคู่บุญและเป็นนักแสดง อย่าง เต๋อ ฉันทวิทย์ มาร่วมงานกันอีกครั้ง ซึ่งจากที่ได้ฟังคอมเมนต์จากหลายๆ คนที่มีโอกาสได้ไปชมในรอบสื่อบ้างก็มีทั้งที่ประทับใจ เข้าใจในความรู้สึกและความเป็นตัวละคร บ้างก็มีทั้งที่บอกว่านี่อาจจะเป็นก้าวแรกที่ดีของบ้านหนังหลังใหม่ อย่างนี้ GDH นี้ แต่อาจจะเป็นก้าวถอยหลังของการทำหนังในแบบที่แตกต่างของโต้ง ในแง่ของเนื้อเรื่องโดยรวมอาจจะไมีมีอะไรที่หวือหวามากนัก ดูไปเรื่อยๆ อาจไม่มีอะไรแปลกใหม่ หากแต่ว่าเป็นการหยิบเอาเรื่องราวที่เราเคยได้รู้ได้เห็นมาเล่าให้ละเอียด และมีมิติของความรู้สึกมายิ่งขึ้น

จุดเปลี่ยนเดียวของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการที่จู่ๆ นางเอกนั้นก็เกิดอาการบางอย่างกับตัวเองที่เรียกว่าโรคความจำเสื่อมชั่วคราวระหว่างเล่นสกี ซึ่งถือได้ว่าเรื่องนี้ก็ทำการบ้านมาดีพอสมควรให้แง่ของรายละเอียด ซึ่งซีนนี้เป็นเหมือนประตูที่พาให้คนดูเข้าไปเห็นความรู้สึกนึกคิดและการกระทำในอีกด้านของตัวละคร เต๋อ ฉันทวิทย์ แสดงเป็น เด่นชัย ออกมาได้อย่างสมบทบาท แสดงความเป็น Looser ได้อย่างเต็มเปี่ยมเอามากๆ เล่นซะเราเชื่อสนิทใจ ส่วน มิว นิษฐา นี่ก็แสดงออกถึงความสดใสได้ทุกครั้งที่ยิ้ม แววตาที่เป็นประกาย ต่อให้เด่นชัยไม่พูดเธอเป็นอย่างไร แต่ก็เชื่อได้ว่าคนดูก็น่าจะเห็นเช่นกัน ชอบมากเวลาที่สองคนนี้เข้าคู่ มันเป็นความรู้สึกที่อึมครึม ไม่ถึงกับฟิน แต่ก็ทำให้อิ่มและยิ้มได้เป็นระยะ ชอบในความที่ไม่มีอะไร แต่ก็ดูมีอะไร คล้ายกับว่าตัวละครทั้งสองเข้ามาเติมเต็มซึ่งกันและกัน

อีกหนึ่งจุดเด่นของเรื่องนี้ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็เห็นจะเป็นเรื่องของภาพ โดยเฉพาะการยกกองไปถ่ายทำที่ประเทศญี่ปุ่นที่มีให้เราได้ชมกว่าครึ่งเรื่อง ก็ถือได้ว่าเป็นความแตกต่างจากเรื่องก่อนซึ่งอยู่ที่เกาหลี แต่ก็ยังคงความเป็น บรรจงสไตล์ เอาไว้ได้มาก ยอมรับว่าภาพสวยมาก สวยจริงๆ เหมือนกำลังดูภาพวาดยังไงอย่างงั้น (นี่ไม่ได้เวอร์นะ) ประกอบตัวละครที่อยู่ในจุดที่เรียกว่าพอดี การมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การเคลื่อนไหว ก็เลยกลายเป็นส่วนที่ช่วยเติมเต็มให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สมบูรณ์

คราวนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องเดินทางไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะดี หรือจะดับ แต่ตัวเราเองก็ถือว่าประทับใจในระดับหนึ่ง ขอให้คะแนนสำหรับ แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว ภาพรวมเอาไว้ด้วยความเป็นกลาง 7/10 ก็แล้วกัน ถึงแม้ว่าตัวหนังจะออกมาดี สร้างความรู้สึกให้กับผู้ชมได้ขนาดนี้ แต่ก็ยังคงไม่มีอะไรแปลกใหม่ออกมาให้ผู้ชมได้จดจำมากสักเท่าไหร่ จะมีก็แต่รอยยิ้มและแววตาของมิวนี่แหละที่เราและคนดูหนังคนอื่นๆ จะจำได้ อย่างไรก็ตามนี่ถือว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญของ GDH ในการเป็นผู้สร้างหนังไทยที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ลงตัวไปซะหมด

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง

รีวิว Fifty Shades Freed 2018 Unrated Edition ความสัมพันธ์ระหว่างแอนาสเตเชีย

เรื่องย่อ : Fifty Shades Freed ภาพยนตร์ ภาคต่อความสัมพันธ์ระหว่างแอนาสเตเชีย รับบทโดย ดาโกต้า จอนห์สัน และ มิสเตอร์เกรย์ รับบทโดย เจมี่ ดอร์แน่น หลังจากภาคที่แล้วทั้งคู่ได้ตกลงแต่งงานกัน และในภาคนี้จะเป็นการออกไปท่องโลกฮันนีมูนให้แฟนหนังได้อิจฉาตาร้อนผ่าว รวมถึงล้วงลึกเข้าไปถึงอีกด้านของจิตใจของคุณเกรย์

บทวิจารณ์ : เป็นการจบภาพยนตร์ไตรภาคที่มีสาวๆ ทั่วโลกคอยติดตามได้เป็นอย่างดี และคงทำให้พวกเธอฟินสุดๆ ต้อนรับวาเลนไทน์ แต่ถ้าจะให้พูดถึงแง่ของความซื่อสัตย์ต่อตัวหนังแล้ว เราว่ามันอาจจะมีการบิดเบือนอยู่เล็กน้อย เพราะเป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่า ภาพยนตร์ในชุดของ Fifty Shades นั้นถูกสร้างขึ้นมาจากหนังสืออีโรติก แต่ Freed กลับไม่ได้ดูสยิวสมกับประเภทเท่าที่ควร มันกลับมีความรักที่แสนที่ลึกซึ้งเข้ามาแทนที่ จริงๆ แล้วรู้สึกเลยว่ามันต้องถูกจัดประเภทให้เป็นหนังโรแมนติกถึงจะถูกต้องมากกว่า อย่างไรก็ดี การถ่ายทอดเรื่องราวที่สวยงามทำให้คนดูประทับใจได้ ไม่ว่าทีมงานจะทำหนังถูกหรือผิดคอนเซป ก็นับได้ว่าประสบความสำเร็จในการทำหนังแล้ว

จากการเข้าชมภาพยนตร์เรื่อง Fifty Shades Freed ฟิฟตี้เชดส์ฟรีด นั้น พบว่ากลุ่มคนดูส่วนใหญ่เป็นสาวๆ จากรั้วมหาวิทยาลัยและวัยทำงาน ที่รวมกลุ่มกันมาชื่นชมความหล่อเท่ และมัดกล้ามที่เคยเผยเอาไว้ในภาคที่แล้วมีคุณเกรย์ ส่วนผู้ชายเลือกดูหนังเรื่องนี้น้อยมาก และผู้ชายเกือบทุกคนที่มาชมภาพยนตร์เรื่องนี้ มักจะหนีบแฟนมาดูด้วย ปฏิกิริยาของสาวๆ หลังชมภาพยนตร์ค่อนข้างดี แต่ผู้ชายส่วนใหญ่จะหน้านิ่งๆ หลังจากสอบถามแล้วพบว่าฉากในภาพยนตร์อาจจะไม่ถึงพริกถึงขิงสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับหนังผู้ใหญ่ที่พวกเขาชมกันตามปกติ

ดูหนังออนไลน์24ชั่วโมง